MENU
TH EN

เที่ยวชมปราสาทเมืองพระนคร เมืองเสียมราฐ

นครวัด (พระบรมวิษณุโลก), ถ่ายเมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ.2561
First revision: Sep.11, 2018
Last revision: Mar.21, 2019
เที่ยวชมปราสาทเมืองพระนคร เมืองเสียมราฐ01,03 
 
     ผมตัดสินใจไปเที่ยวประเทศกัมพูชาเดี่ยว ๆ แบบแบ็คแพคที่เมืองเสียมราฐอีกครั้งในระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม พ.ศ.2561 รวม 4 วัน 3 คืน โดยออกเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เสาร์เช้าที่ 20 ตุลาคม จากสนามบินดอนเมืองไปสนามบินเสียมราฐ 10:10-11:10 น. รวมหนึ่งชั่วโมง (เวลาที่กัมพูชาและไทยเหมือนกัน ไม่ต้องปรับเวลา) และขากลับอังคารเย็นที่ 23 ตุลาคม จากสนามบินเสียมราฐมายังสนามบินดอนเมือง 15:20-16:25 น.ไปแบบประหยัด ๆ จองตั๋วทางอินเทอร์เน็ตสะดวกดี ค่าโดยสารไปกลับรวมกระเป๋าไม่เกิน 20 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 8,298.-- บาท (ขนาดจองล่วงหน้าถึง 40 วันนะนี่) พร้อมกับจองที่พักทางอินเทอร์เน็ตไว้ด้วย พัก 3 คืน ณ โรงแรม Naga Angkor อยู่กลางเมืองเสียมราฐ เป็นห้องเตียงคู่มีแอร์ อาหารเช้า พร้อม WIFI 3 คืน รวม US$ 36.72 (ชำระจริง ณ หน้าเคาน์เตอร์ ผมยังหวั่น ๆ เลยว่าราคาที่ตกลงนี้ ก็ราว ๆ  1,200-1,300 กว่าบาทเอง) เป็นการจองผ่าน Agoda Customer Service

     ผมมีแผนการท่องเที่ยว ชมปราสาทเมืองพระนคร และเมืองเสียมราฐ ไว้ดังนี้
วัน-เดือน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันแรก:
เสาร์ที่ 20 ตุลาคม 61

10:10-11:10 น.
เดินทางจากสนามบินดอนเมืองมายังสนามบินเมืองเสียมราฐ ด้วยเที่ยวบินที่ FD610 สายการบินแอร์เอเชีย
11:11-13:30 น. เข้า Check-in ที่ Naga Angkor Hotel หาอาหารเที่ยงทาน (หาทาน Fish Amok-แกงกะทิและห่อหมกปลารวมกัน และ Lok Lak Beef - เนื้อวัวหมักให้เข้าเนื้อ หั่นเป็นรูปลูกเต๋า ผัดกับหัวหอม มะเขือเทศ ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ )
      
ภาพจากซ้ายไปขวา: Fish Amok และ Lok lak Beef, จาก http://www.thecitykitchensf.com/recipe/cambodian-fish-amok และ www.junedarville.com/beef-lok-lak.html, วันที่สืบค้น 11 ตุลาคม 2561.
ติดต่อรถรับจ้าง
พร้อมเดินทางมาจุดซื้อตั๋ว02เข้าชมปราสาทพระนคร (Angkor Pass)
ผมกะซื้อตั๋วแบบสามวัน รวมเป็นเงิน US$62.- (หากชมหนึ่งวัน สามวัน หรือเจ็ดวัน จะมีค่าตั๋วเป็น US$37, US$ 62, และ US$72 และตั๋วมีอายุหนึ่งวัน, เจ็ดวัน, และหนึ่งเดือนตามลำดับ) 
 
13:31-17:30 น. ปราสาทตาพรหมเกล (Ta Prohm Kel)
ชมนครวัดรอบนอก และระเบียงคดชั้นที่ 2
  • สะพานแกะสลักรูปสิงห์และพญานาคด้านหน้า
  • วัด (ที่ย้ายลงมาจากปราสาทประธาน) ทางด้านทิศเหนือของนครวัด
  • เก็บรายละเอียดระเบียงคดชั้นที่ 2 
    • ด้านตะวันตกปีกเหนือ - สงครามกรุงลงกา (Battle of Lanka)
    • ด้านตะวันตกปีกใต้ - สงครามทุ่งคุรุเกษตร (Battle of Kurukshetra)
    • ด้านใต้ปีกตะวันตก - ยาตราขบวนทัพ (Historic Procession)
    • ด้านใต้ปีกตะวันออก - สวรรค์และนรกภูมิ (Heavens and Hells)
    • ด้านตะวันออกปีกใต้ - กวนเกษียณสมุทร (Churning of the Sea of Milk)
    • ด้านตะวันออกปีกเหนือ - ชัยชนะของพระวิษณุเหนือเหล่าอสูร (Victory of Vishnu over the Asuras)
    • ด้านเหนือปีกตะวันออก - ชัยชนะของพระกฤษณะเหนือพนาสูร บ้างก็เรียก ราพนาสูร (Victory of Krishna over Bana (or Banasura))
    • ด้านเหนือปีกตะวันตก - สงครามระหว่างเทพกับอสูร (Battle of Devas and Asuras)
 
17:30-18:00 น. ออกทางประตูทิศตะวันออก หลังนครวัด ให้สารถีมารอรับแล้วกลับที่พัก  
18:00-19:00 น. เข้าที่พัก ทำธุระส่วนตัว  
19:01-21:00 น. หาอาหารค่ำทาน ชมเมืองเสียมราฐแถว Old Market แล้วกลับที่พัก พักผ่อน  

     ผมออกจากบ้านพักนั่งแท็กซี่มาขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง มาถึงตอนแปดโมง  มีคนพลุกพล่านทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน ผมแลกเงินบาทเป็นเงินยูเอสดอลล่าร์ พร้อมเช็คอินเข้าไปในสนามบิน ทานอาหารเช้าที่ร้านแมคโดนัลด์ มานั่งรอตรงประตูที่ 4 เครื่องออกราว ๆ 10:10 น.
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ขณะขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง และภาพเซลฟี่ขณะจอดที่สนามบินเสียมราฐ

     มาถึงเสียมราฐ ราว ๆ 11:10 น. ผู้โดยสารเกือบเต็มลำ มีอากาศแปรปรวนเล็กน้อย ผ่าน ตม. แล้วมารับกระเป๋าที่สายพาน หารถเข้าเมืองเสียมราฐ (ที่มีเจ้าหน้าที่ของสนามบินจัดระเบียบและจัดหาให้ มีทั้งรถแท๊กซี่ เราม๊อก และมอเตอร์ไซค์ ผมเลือกเราม๊อก) มอเตอร์ไซค์ที่ต่อพ่วงเป็นที่นั่งโดยสาร ที่เรียกว่า เราม๊อก (Roumong) ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกว่า "ตุ๊ก ๆ"  เพื่อเดินทางมายังโรงแรมที่พัก  ในย่านตลาดเก่าของเมืองเสียมราฐ ค่าโดยสาร US$ 9.-- สารถีชื่อ พอนล๊ก (Pon Louk) ผมซัก ๆ ดู น่าจะตรงกับภาษาไทยว่า "พูนลาภ" ได้คุยเจรจากันดี ซึ่งต่อไป พูนลาภจะเป็นสารถีพาผมชมเมืองนครวัด นครธม ตลอดทริปนี้
           
ภาพจากซ้ายไปขวา: พูนลาภเสื้อสีฟ้าขณะเติมน้ำมัน และ ไซเนียง รีเซฟชั่น โรงแรมนาคา อังกอร์

    พูนลาภขับรถตุ๊ก ๆ จากสนามบินตรงเข้าเมืองเสียมราฐมาย่านตลาดเก่า ใช้เวลาราว 20 นาทีก็มาถึงโรงแรม Naga Angkor Hotel จัดแจงชำระค่าที่พัก US$ 36.72 รวมทั้งหมดสามคืนทันทีได้กุญแจห้อง 221 ผมฝากกระเป๋ากับรีเซฟชั่นสาว ไซเนียง (Srey Neang แปลว่า Lovely girl - ถามหล่อน ๆ ว่าอย่างนั้น) ไว้ก่อน เพราะห้องยังเตรียมจัดไม่เรียบร้อย ผมฝากกระเป๋าไว้ และจะเข้าที่พักราว ๆ หกโมงเย็น ตอนนี้จะไปหาข้าวเที่ยงทานก่อน และเข้าชมนครวัดเลย.
           
ภาพจากซ้ายไปขวา: ล้อบบี้และเป็นร้านอาหารแนวสะเต็คเฮ้าส์ไปในตัว, ห้องที่ผมพักอยู่ชั้นสามใกล้บันได

     ผมตกลงราคาค่าตุ๊ก ๆ กับพูนลาภวันต่อวัน ผมบอกโปรแกรมว่าวันนี้จะไปไหนบ้าง สรุปราคาโดยสารรวม US$18.-- พูนลาภพาผมมาซื้อตั๋วเข้าชมกลุ่มปราสาทเมืองพระนครและนครธมที่ Angkor Pass ผมเลือกซื้อตั๋วแบบสามวัน ราคา US$62.-- ซึ่งจะเข้าชมวันไหนก็ได้ไม่เกินสามวัน ระหว่างวันที่ 20-29 ตุลาคมนี้ ผมถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมคนน้อยจัง ช่วงนี้ Low Season หรือ? เธอตอบว่าเปล่าเป็น High Season ตอนนี้ก็เที่ยงวันแล้ว คนไปออกันอยู่ที่นครวัด กันเยอะเลย. พูนลาภกล่าวเตือนผมให้เก็บตั๋วดี ๆ เพราะจะมีพนักงานมาสุ่มตรวจบางระยะ หากสูญหาย จะต้องซื้อตั๋วใหม่ทันทีไม่มีข้อยกเว้น 
           
ภาพจากซ้ายไปขวา: จุดชำระเงินที่ Angkor Pass ก่อนเข้าชมนครวัด และภาพตั๋ว Three days ของผม

     จากนั้นสารถีพูนลาภก็ขับตุ๊ก ๆ ขึ้นมาทางเหนือของเมืองเสียมราฐ ถนนหนทางไม่สู้ดีนัก ถนนชื่อชาร์ล เดอ โกล (Charles de gaulle) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีท่านหนึ่งของฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2.
ชาร์ล เดอ โกล (Charles de gaulle) (ชาตะ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2433 - มรณะ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2513)
 
     เป็นถนนลาดยางมะตอยสองเลน เป็นหลุมเป็นบ่อบางระยะ ถนนมีความยาวราว ๆ 10 กิโลเมตร อากาศเย็นสบาย ครึ้ม ๆ ฝน ดูท่าวันนี้น่าจะเข้าชมเก็บภาพรายละเอียดต่าง ๆ ได้เยอะ พอใกล้ถึงนครวัดทางทิศใต้ ก็ให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเข้าชม แล้วถามผมว่ามาจากไหน ผมตอบว่า Bangkok Thailand เด็กหรือเจ้าหน้าที่ที่ตรวจก็พูดภาษาไทย "สวัสดีครับพี่" ผมก็ตอบกลับ "คร้าาาบผม" แบบคุ้นเคย มีเสียงเฮ้ยยวแบบวัยรุ่น ตามหลังมาขณะที่พูนลาภขับตุ๊ก ๆ ออกไป
     ผมมาถึงด้านหน้าของนครวัด สัมผัสถึงความอลังการของเมืองพระนคร ผมพนมมือไหว้ (เป็นการคารวะ ขออนุญาตเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าเยี่ยมชมพระบรมวิษณุโลกเมืองพระนคร) ขณะรถแล่นผ่าน  รถตุ๊ก ๆ ก็มาจอดหน้าร้านอาหาร ผมก็ตกลงกับพูนลาภให้มารับกลับราว ๆ ห้าโมงครึ่งตอนเย็นที่ประตูทิศตะวันออกของนครวัด ร้านอาหารที่ทานในเที่ยงวันนี้ชื่อร้าน "นารีเขมรเมืองพระนคร - Neary Khmer Angkor Restaurant" ผมสั่งห่อหมกปลา (ปลาสวายหรือปลาต่าง ๆ ในโตนเลสาบ)  (Fish Amok) และผัดเนื้อกับเครื่องปรุงแบบเขมรท้องถิ่น (Lok lak Beef) พร้อมข้าวสวย น้ำเปล่ามาทาน ด้วยอยากลิ้มลอง
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: เมนูร้านอาหาร และอาหารเที่ยงวันนี้
      ผมจุกจิกนิดหน่อย ไม่เอาหลอดพลาสติก (โดยเฉพาะ Single-Used Plastic) นะจ๊ะ และอาหารที่สั่งไม่ใส่ผงชูรสนะคร้าาาบ (No bechaeng) อาหารเสร็จเร็วพร้อมเสิร์ฟ รสชาติดี ไม่มีน้ำปลาพริกขี้หนูเครื่องปรุงเหมือนบ้านเรา ก็ผ่านอร่อยดี อิ่มแปร้ สนนราคาก็ค่อนข้างแพง ต้องชำระเป็น US$ หากทอนเป็น US$ 0.50 จะจ่ายทอนเป็นเงินเรียล (4,000 รีลเท่า US$ 1.0) ที่นี่ใช้เงินสามสกุล คือ US$ รีล และบาทไทย 
    ถัดจากนั้น ผมกางแผนที่ถามทางไปปราสาทตาพรหมเกล (Ta Prohm Kel) กับบริกร (ชาวกัมพูชาเรียกคำว่า "แผนที่" เหมือนกับภาษาไทยเลย) ปราสาทนี้อยู่ทางเหนือก่อนข้ามสะพานนาคเข้านครวัดเล็กน้อย เป็นปราสาทเล็ก ๆ 
          

     ปราสาทไม่ค่อยสดุดตา หลบอยู่ให้สวนที่บริกรทำความสะอาดกำลังกวาดบริเวณอยู่ มีชาวบ้านรุกพื้นที่เข้ามาใกล้ ๆ มีบริการห้องน้ำแก่นักท่องเที่ยวใกล้ ๆ บ้านเรือนชาวบ้านอยู่ใกล้ปราสาทมากราว ๆ สิบกว่าเมตรเท่านั้น.
     ถัดจากนั้นผมเดินเลียบถนนจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมายังสะพานนาคที่เป็นทางเข้านครวัด อากาศร้อน แดดแรง มีนักท่องเที่ยวทั่วไปบ้างก็เดิน ขี่มอเตอร์ไซต์ ปั่นจักรยาน มีทัวร์ชาวจีน เดินลงมาจากรถทัวร์เข้าชมนครวัดเป็นระยะ ๆ 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ถ่ายจากมุมตะวันตกเฉียงเหนือมายังนครวัด ทางเดินเลียบมายังประตูพญานาค และป้ายแสดงการสนับสนุน
Reconstruction จากองค์กรอัปราและ I-Ge-S จากอิตาลี สะพานข้ามสระน้ำด้านตะวันตกเฉียงเหลือ ซึ่งแล้วเสร็จไปเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2558

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: หัวสะพานเป็นพญานาคเจ็ดเศียร และสิงห์  รายละเอียดด้านหลังของพญานาคเจ็ดเศียร

 
     หากผู้สนใจต้องการทราบรายละเอียดลึก ๆ เจาะจงเฉพาะนครวัดหรือพระบรมวิษณุโลกนี้ สามารถเข้าดูได้ใน http://huexonline.com/knowledge/26/181/ ผมเดินผ่านมาด้านหน้าสะพานพญานาค มีเครนและคนงานกำลังบูรณะสะพานทางด้านเหนืออยู่ ชื่อว่า Angkor Wat Western Causeway Restruction Project เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรอัปสรา (Apsara) กับมหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น (Sophia University) ร่วมห้าปี (ค.ศ.2016-2020) และโครงการอื่น ๆ ด้วยนครวัดมีขนาดใหญ่ องค์กรอัปสราได้ประสานกับสถาบันต่าง ๆ ทั่วโลกในการบูรณะเป็นบริเวณ ๆ เป็นโครงการ ๆ ไป ผมถ่ายเก็บภาพสะพานพญานาคไว้ หลายจุด สะพานพญานาคด้านหน้านี้มีการบูรณะตามหลักวิชาการที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว (การบูรณะแบบอนัสติโลซิส - Anastylosis เป็นเทคนิคในการก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยใช้องค์ประกอบหรือวัสดุที่เป็นแบบเดิมมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สีเฉดของวัสดุจะแตกต่างจากของเดิมอาจจะมีสีที่จางกว่า ทำรหัสช่วงปีที่บูรณะ ทำให้ผู้ศึกษาต่อ ๆ มาทราบว่าวัสดุชิ้นนี้ทำขึ้นมาใหม่ จำแนกวิเคราะห์ศึกษาต่อไปได้) ตรงประตูด้านหน้ามีป้ายบอกไม่ให้เข้า ผมเดินมาทางซ้ายของด้านหน้านครวัด
 
          
 
     มีไกด์ท้องถิ่นเข้ามาถาม เห็นว่าผมเป็นคนไทย ก็เตรียมจะมาเป็นไกด์พูดภาษาไทยแนะนำนครวัด ภาพแกะสลักต่าง ๆ ทั้งรามายณะและมหาภารตะ ฯ ให้ คิดค่าบริการ 300 บาท ผมบอกขอบคุณ ด้วยผมศึกษาและวางแผนมาพอสมควร และรวมครั้งนี้ผมมานครวัดเป็นครั้งที่สาม โดยมาเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ แล้วเดินฉากออกมา ผมสังเกตเห็นป้ายของ UNESCO แสดงให้เห็นว่านครวัดนี้เป็นมรดกโลก
 
          

          

 
     ผมเดินข้ามสะพานพลาสติกที่เป็นทุ่น มีตราเขียนว่า "Cardock" (เท่าที่ทราบญี่ปุ่นเป็นผู้จัดเตรียมสะพานนี้ไว้ให้ สำรองไว้ให้ใช้ระหว่างที่กำลังบูรณะสะพานหลัก) เดินแล้วหยวบ ๆ ผมเดินข้ามสะพานแล้วเดินไปด้านซ้าย ก่อนเข้าชั้นกลางของนครวัด เห็นแนวสันหินทรายที่เป็นพนังกั้นเป็นขอบของสระน้ำยาว ดูแข็งแรง ผมสังเกตดูผนังด้านนอกอันเป็นกำแพงชั้นของนครวัด มีภาพเขียนมีภาพแกะสลักตื้น ๆ เต็มผนังตันเต็มไปหมดเป็นรูปเทพต่าง ๆ กำลังร่ายรำ เมื่อมองไปยังหลังคาด้านในมีการจัดวางหินหลังงานกันเรียบร้อยแข็งแรง ซึ่งมีการบูรณะกันมาก่อนบ้างแล้ว ตรงมุขต่าง ๆ ของเชิงผนังมีการแกะสลักฐานอย่างวิจิตร รายละเอียดเยอะ ทั้งที่เป็นส่วนปลีกย่อย ก็ยังมีรายละเอียด

          

          

          
 
     จากนั้นผมเดินเข้ามาภายในห้องคูหาของซุ้มประตูกำแพงชั้นแรก ปีกใต้ มีประติมากรรมขนาดใหญ่เป็นเทพมีแปดกรถือดอกบัว (จากความเห็นของคุณภภพพล จันทร์วัฒนกุล หน้าที่ 344 ของ 01) ไม่ใช่เป็นพระวิษณุ อาจจะทำขึ้นในสมัยหลัง (พุทธศตวรรษที่ 24 สมัยนักองค์จัน) โดยช่างขาดความเข้าใจในระเบียบ แต่พยายามทำเลียนแบบพระพักตร์แบบบายน (อมยิ้ม) 
          

     ตรงแนวระเบียงมีแท่งลูกมะหวด สวยงาม เหนือขึ้นไปก็มีลวดลายแกะสลักนูนต่ำสวยงาม มีภาพสลักนูนต่ำนางอัปสราเป็นระยะ ๆ ตามที่หักมุมกำแพง ตามเสามีลวดลายมีเทพอยู่ตรงกลางอ่อนช้อย ผมเดินมาทางขวาของนครวัดเป็นซุ้มประตูกำแพงชั้นแรก
          

     มีประติมากรรมเป็นเทพมีแปดกร ตามระเบียงมีพระพุทธชำรุดวางอยู่บางองค์ มีภาพเขียนตามแนวกำแพงเป็นเทพกำลังร่ายรำ เมื่อเดินไปจนสุดจะเห็นประตูหินเสมือนทึบ (หรือประตูหลอก) ขวางอยู่
          
 
     ผมเดินถ่ายรูปเรื่อย ๆ จนสุดด้านขวากำแพงชั้นแรกของนครวัด เป็นบริเวณรกร้าง มีแนวกำแพงสูงอยู่ จึงเดินกลับมาเข้าประตูกำแพงชั้นแรกตรงกลาง 
          
 
    มีนักท่องเที่ยว และมัคคุเทศก์ทางการของกัมพูชา (ใส่การเกงสแล็คสีดำหรือเข้ม เสื้อเชิร์ตแขนยาวสีส้มอ่อน มีป้ายแสดงตน จำแนกตามความถนัดของภาษาเช่น ไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส สเปน) กระจายอยู่ทั่วไป มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาชมเป็นหมู่คณะเป็นระยะ ภายในประตูกำแพงชั้นแรกตรงกลาง จะพบประติมากรรม เป็นพระวิษณุมีสี่กร ชำรุด สังเกตช่วงล่างและเท้าจะมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับน้ำหนักของพระวิษณุหินทรายนี้นั่นเอง
          

    จากนั้นผมเดินเลียบมาทางทิศเหนือของนครวัด ไม่ได้เดินตรงเข้ามา เก็บภาพตามแนวกำแพงชั้นนอก เดินมาจนสุดกำแพงทิศเหนือเยื้องตะวันตก เห็นบริเวณโรงเรือนซ่อมแซมประติมากรรม วัตถุโบราณ มีเศียรเทพ (Deva) และอสูร (Asura) วางเป็นระยะ ๆ ผมเดินถัดไป เดินเลี้ยวไปต่อทางทิศเหนือ มีอุโบสถศาสนาพุทธเปิดโล่ง สังเกตดูมีร่องรอยธูปเทียนการทำพิธีสวดมนตร์อยู่ เข้าใจว่าเป็นบริเวณป่าช้า เห็นหลุมศพหลายหลุม จากนั้นผมเดินเลียบทิศเหนือขึ้นมา มายังวัดพุทธที่ย้ายลงมาจากบนนครวัด (อ้างถึงข้อเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ ในตำนานแห่งนครวัด) ชื่อ Angkor Paok (ถามจากไซเนียง รีเซฟชั่นที่โรงแรม ซึ่งไซเนียงแย้งว่าจากข้อเขียนแผ่นป้ายแสดงว่าน่าจะเป็นเพียงเจดีย์ยังไม่ถึงกับเป็นวัด) มีภิกษุจำพรรษา ตลอดจนมีการดำเนินศาสนกิจต่าง ๆ อยู่
          

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: รอบศาลาการเปรียญของวัด มีภาพเขียนรามายณะ และป้ายด้านหน้าของวัด Angkor Paok

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: แผ่นป้ายด้านตะวันตกเฉียงเหนือของนครวัด ใกล้กับวัด Angkor Paok เป็นโครงการของสหพันธรัฐเยอรมนี ร่วมกับองค์กรอัปสราในการบูรณะ บริเวณแถบนี้ และเชิงบันไดพญานาคก่อนขึ้นระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของนครวัด
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ด้านนอกของนครวัดด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ภาพแกะสลักด้านนอก

     เมื่อผมชมวัด Angkor Paok เสร็จแล้ว ก็เดินขึ้นนครวัดที่มุมระเบียงคดชั้นที่ 2 จากด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือนี้ จะมีภาพนูนต่ำเต็มไปหมด  ผมขอแสดงและอธิบายภาพโดยหันหน้าไปทางทิศเหนือเริ่มถ่ายตั้งแต่มุมหกนาฬิกาตามเข็มนาฬิกาไปเรื่อยจากภาพด้านล่างถึงด้านบน
 
          

          

ภาพจากซ้ายไปขวา:  ภาพเหล่าเทวดานั่งถืออาวุธและโล่ และภาพหนุมานถวายแหวน

          
ภาพจากซ้ายไปขวา:  ภาพเหล่าวานร และภาพพระรามพระลักษมณ์ นางสีดา พิเภก และหนุมาน นั่งบนบุษบกกลับอโยธยา

          
ภาพจากซ้ายไปขวา:  ภาพเหล่าทหารวานรกำลังนั่งประชุม เตรียมการสงคราม และภาพพระรามและพระลักษณ์กำลังปรึกษากับหนุมาน เพื่อชวนสุครีพมาเป็นพวก

          
ภาพจากซ้ายไปขวา:  ภาพเหล่านางอัปสรา 

          
ภาพจากซ้ายไปขวา:  ภาพพระจันทร์ และภาพเทวดาประจำทิศต่าง ๆ ได้แก่ ท้าวกุเวรทรงสิงห์ เทวดาทรงละมั่ง พระอิศานทรงโค พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระพายทรงม้า สกันทะทรงนกยูง พระวรุณทรงหงส์ พระไนรฤตะทรงรากษส พระอาทิตย์ทรงรถม้าและพระจันทร์ทรงรถม้า  เหนือขึ้นไปเป็นภาพพระวิษณุบรรทมอยู่บนพญาอนันตนาคราชในเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) ที่ปลายพระบาทมีพระลักษมีชายากำลังปรนนิบัติพัดวีหรือ ภาพพระวิษณุอนันตศายิน (นารายณ์บรรทมสินธุ์)

          
ภาพด้านขวา: พระวิษณุทรงครุฑ (บางท่านว่าเป็นพระกฤษณะทรงครุฑ)

          
ภาพด้านขวา: ภาพพระรามกำลังยกศรเล็งไปที่ตาปลา ถ่ายเมื่อ 22 ตุลาคม 2561

     ผมเดินตรงต่อมายังด้านตะวันตกปีกเหนือ มีภาพสลักนูนต่ำยาวร่วม 70 เมตร ว่าด้วย "สงครามกรุงลงกา (Battle of Lanka)" ตรงกลางของด้าน (ระหว่างตะวันตกปีกเหนือและใต้) จะมีช่องประตู เห็นลูกมะหวดแสดงลวยลายไว้สวยงาม เมื่อสังเกตตรงพื้นหินประตูทางเข้าตรงกลางของระเบียงคดชั้น 2 จะเห็นว่าเป็นแผ่นหินทรายเรียบขนาดใหญ่ คัดพิเศษเพื่อรองรับเป็นราชมรรคาให้แก่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เสด็จสู่ไวกูณฐ์สรวงสวรรค์

     ด้านตะวันตกปีกใต้ เป็นภาพแกะสลักว่าด้วย "สงครามทุ่งคุรุเกษตร (Battle of Kurukshetra)" ผมหาภาพเทียมรถม้าที่อรชุนนั่งขณะที่พระกฤษณะเป็นสารถี ซึ่งมีการสนทนาระหว่างพระกฤษณะกับพระอรชุน (อรชุนรู้สึกหดหู่และท้อถอยต้องมาสังหารบรรดาเหล่าเครือญาติ พระกฤษณะได้กล่าวให้ระลึกถึงภาระหน้าที่ หลักจริยศาสตร์ว่าด้วยหน้าที่ของกษัตริย์ คือรบเพื่อทำลายล้างอธรรม และผดุงศีลธรรมโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ) เสมือนเป็นพูดคุยระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า แสดงออกมาเป็นลำนำอันลือโลกที่เรียกว่า "ภควัทคีตา-
 Bhagavadgītā" ไม่เจอ. (ท่านผู้สนใจสามารถศึกษาได้โดยเริ่มจาก http://huexonline.com/knowledge/25/163/ )
 
 

ภาพตรงมุขด้านตะวันตกปีกใต้ เหนือจุดที่ผมงีบหลับไปนั้น เป็นภาพสลักทศกัณฐ์ (ท้าวราวณะ) กำลังเขย่าเขาไกรลาส
อันเป็นที่สถิตของพระศิวะมหาเทพ (ภาพถ่ายขาวดำ เมื่อ 22 ตุลาคม 2561)

     ผมเก็บภาพรามายณะและมหาภารตะได้พอสมควร อากาศร้อนอบอ้าวก็มานั่งพักตรงช่องหน้าต่างลูกมะหวดด้านตะวันตกปีกใต้ นักท่องเที่ยวเดินเข้าชมนครวัดเรื่อย ๆ ผมนั่งหลับไปงีบหนึ่ง แล้วดื่มน้ำอึกใหญ่แล้วเดินต่อยังด้านใต้ปีกตะวันตกและตะวันออก ถ่ายรูปไปพลาง ๆ ด้านใต้ปีกตะวันตก - ยาตราขบวนทัพ (Historic Procession) ต่อด้วยด้านใต้ปีกตะวันออก - สวรรค์และนรกภูมิ (Heavens and Hells) 
     ตอนช่วงที่เป็นภาพสลักยาตราขบวนทัพ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือเป็นขบวนกองทัพของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 - บรมวิษณุโลก พร้อมทัพจากเจ้าเมืองต่าง ๆ บนช้าง 20 กองทัพ ขบวนแห่พระเพลิง (กลาโหม) และทัพม้านำ รวม 22 กลุ่มภาพ ที่เป็นเมืองขึ้น เมืองในอาณัติ ประเทศราช มีทั้งเมืองพิมาย ลเทา จันลัตไต ละโว้ และเมืองอื่น ๆ เป็นต้น รวมทั้ง "เนะ สฺยำกุกฺ" (ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในบรรดานักวิชาการว่าเป็นทัพของชาวสยามหรือไทย กันหรือไม่?) อันเกี่ยวข้องกับเหล่าความเป็น "วฺร กมฺเตง อัญ" พระญาติวงศ์ ผู้ภักดี และพระนามของผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่ภายในจักรวรรดิกัมพุชะเทศะอันรุ่งเรือง

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 ทรงช้างศึก มีร่มฉัตรหลายใบแสดงถึงความสูงศักดิ์กว่าแม่ทัพหรือเจ้าเมืองอื่น ๆ และภาพที่มีนักวิชาการต่าง ๆ จำนวนหนึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกองทัพชาวสยาม


     ผมเดินต่อมาด้านใต้ปีกตะวันออก (ป้ายเขียนว่า The eastern section of the southern gallery) ระเบียงคดเป็นภาพสลักว่าด้วยสวรรค์และนรกภูมิ (Heaven and Hells) ประกอบด้วย 37 สวรรค์ และ 32 นรก ตามคติภูมิของศาสนาฮินดู (จากป้ายบรรยาย: นรกใช้คำว่า Avici หรือ อเวจี และ Raurava หมายถึง Naraka หรือ นรก) มีการจัดวางภาพเป็นสามชั้น ชั้นบนหมายถึงสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรกภูมิตามลำดับลดลั่นลงมา
   
          
 มีภาพสำคัญและภาพสลักพญายม พญายมราช หรือ Yama หรือ Yamarāja ทรงกระบือเป็นพาหนะ และพญายมกำลังพิพากษามนุษย์ถึงกรรมที่ได้กระทำมา ให้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก.
 
     มีภาพการทรมานมนุษย์ที่ตกนรก ซึ่งเคยกระทำความชั่วไว้ ตอนปลาย ๆ ของภาพสลักระเบียงคตนี้ มีการชำรุด บางส่วนไม่สามารถมาเห็นรายละเอียดได้มากนัก
 
  

    ผมเดินต่อมาทางด้านตะวันออกปีกใต้ เป็นภาพแกะสลักการกวนเกษียณสมุทร (Churning of the Sea of Milk) 
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพแรก ค่อนข้างแปลก เป็นเทพกำลังแผลงศรอยู่บนเทียมกวางที่มีเขาสวยงาม ภาพที่สอง พญาอสูรขี่ช้างเป็นพาหนะ ซึ่งกองทัพของอสูรเข้ามาทั้งสองด้าน
    ได้ต่อมาทางด้านตะวันออกปีกเหนือ เป็นภาพแกะสลักเกี่ยวกับชัยชนะของพระวิษณุเหนือเหล่าอสูร (Victory of Vishnu over the Asuras)
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพแรกเป็นพระกฤษณะทรงครุฑ บนปีกด้านหนึ่งของครุฑพยุง ปราธญัมน์??? (Pradyumna)04 และอีกด้านถือพยุง พลราม (Balarama) ไว้ และภาพที่สองเป็นภาพพระอัคนี (เทพเจ้าแห่งพระเพลิง) ทรงแรด.
 
     จากนั้นก็เดินต่อมาทางด้านทิศเหนือปีกตะวันออก เป็นภาพแกะสลักเกี่ยวกับชัยชนะของพระกฤษณะเหนือพนาสูร บ้างก็เรียกราพนาสูร (Victory of Krisna over Bana (or Banasura))

     ผมเดินต่อมาทางด้านทิศเหนือปีกตะวันตก เป็นภาพแกะสลักสงครามระหว่างเทพกับอสูร (Battle of Devas and Asuras)

    จากนั้นผมก็เดินย้อนมาลงทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหลังของนครวัด ลงจากระเบียงคตชั้นสอง เดินออกมาผ่านถนนลูกรังข้ามคูน้ำมารอสารถีพูนลาภ ก่อนเวลานัดสัก 20 นาที (นัดไว้ 17:30 น.) ซื้อน้ำมะพร้าวเย็น ๆ ลูกหนึ่งมาทานแก้กระหาย ราคา US$1.0 มีแม่ค้าเด็ก ๆ รบเร้าให้ซื้อภาพบ้าง แม็กเน็ตติดตู้เย็นบ้าง พัดไม้ไผ่บ้าง ก็อุดหนุนไปนิดหน่อย พูนลาภมาตามนัด ขับเราม๊อกผ่านเมืองเสียมราฐมาส่งผมที่โรงแรม
     ผมชำระค่ารถตุ๊ก ๆ วันต่อวันกับพูนลาภ (US$ 20.--) ดูท่าเขาพอใจมา นัดว่าจะมารับที่หน้าโรงแรมพรุ่งนี้ตอนแปดโมงเช้า ผมเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่าเปิดแอร์เย็น ๆ หลับไปงีบหนึ่ง พอราว ๆ เกือบทุ่มก็เดินชมเมืองแถวตลาดเก่าเสียมราฐ เป็นไนท์บาร์ซ่า ผมเดินดูโดยรอบไม่มีอะไรน่าสนใจ แวะทานร้านข้าวต้มกุ๊ย มีไข่เค็ม เกี๊ยมฉ่าย ถั่วลิสงและกุนเชียงทอด รสชาติพอไปได้ แต่กุนเชียงเหม็นหืนนิด ๆ  (US$ 6.50) ทานเสร็จก็กลับที่พักผ่อน เอาแรงสำหรับเตรียมเที่ยวพรุ่งนี้ต่อไป
  
วัน-เดือน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันที่สอง:
อาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 61

07:30-08:00 น.
ทานอาหารเช้าที่โรงแรม พร้อมเตรียมเดินทางเข้าชมกลุ่มปราสาท  
08:01-12:00 น.
  • ปราสาทพนมบาเคง (Phnom Bakheng) บ้างก็เรียกปราสาทบาแคง **** - เป็น Temple Mountain ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด
  • ประตูเมืองพระนครธม (Angkor Thom Gate - ประตูทิศใต้ - South Gate) ****
  • ปราสาทกรอลดัมเรย (Prasat Krol Damrei)
  • ปราสาทพระขรรค์หรือเปรี๊ยะคัน ***
  • หาข้าวเที่ยงทานหน้าประตูด้านหน้าปราสาทพระขรรค์
 
12:01-17:00 น.
  • ปราสาทบายน *****
  • ปราสาทบาปวน (Baphuon) **** มีลักษณะสิ่งก่อสร้างเป็น Temple-mountain ด้านหลังของปราสาท รูปสลักจากหิน หากสังเกตดี ๆ จะเห็นเป็นรูปพระนอน
  • ปราสาทพิมานอากาศ (Phimeanakas)*** มีลักษณะเป็น Sandstone pyramid
  • ลานช้าง (Terrace of Elephants)
  • ลานพระเจ้าขี้เรื้อน (Terrace of Leper King) {จากข้อมูลที่สืบค้น หมายถึง พระเจ้ายโสวรมันที่ 1 (King Yasovarman I) เป็นโรคเรื้อน}
  • ปราสาทพระป่าเลไลย์ ***
  • ประสาทคลังใต้ ปราสาทคลังเหนือ ***
  • ปราสาทซัวปรัต *
เกณฑ์การให้ดาว (*) อ้างจากหนังสือ01 
* ตัดออกได้ถ้าไม่มีเวลา
** พลาดได้ไม่ต้องเสียใจ
*** น่าสนใจ
**** พลาดไปเสียดายแย่
***** ห้ามพลาดอย่างที่สุด (ต้องดูให้ได้)
17:01-17:30 น. สารถีมารับกลับที่ด้านหน้าลานพระเจ้าขี้เรื้อน  
18:00-19:00 น. เข้าที่พัก ทำธุระส่วนตัว  
19:01-21:00 น. หาอาหารค่ำทาน  แล้วกลับที่พัก พักผ่อน  

     ผมตื่นแต่เช้าอาบน้ำอาบท่าออกจากห้องพักแล้ว มาทานอาหารเช้าตรงโถงด้านล่างของโรงแรม สั่งขนมปังแบบฝรั่งเศส  เนย แยม เบคอนและกาแฟ (Continental Breakfast) ผมสั่งออมเล็ตมาทานเพิ่ม (US$0.5) รสชาติดี ปริมาณเต็มอิ่ม สารถีพูนลาภมารอรับตั้งแต่ 07:30 น. ผมพร้อมเดินทางต่อ เช้านี้อากาศเย็นสบาย สองข้างทางระหว่างเดินทางไปชมเมืองพระนคร เป็นธรรมชาติมาก ผ่านด่านตรวจตั๋ว รถตุ๊ก ๆ ก็ขับเลยนครวัดมาทางทิศเหนือ สักครู่ก็มาถึงเชิงเขาเป็นที่ตั้งของปราสาทพนมบาเคง (Phnom Bakheng) บ้างก็เรียกปราสาทบาแคง
     บาแคง แปลว่า แข็งแรง ปราสาทนี้สร้างโดยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (Yasovarman A.D.889-910) เมื่อ พ.ศ.1436 ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมบาแคง มีความสูง 79 เมตร ในจารึกเรียกเขานี้ว่า "วนัมกันตาล" (แปลว่า ภูเขากลางเมือง) พนมบางแคงตั้งอยู่กลางเมืองยโศธรปุระ (เป็นเมืองที่พระเจ้ายโศวรมันที่ 1  เป็นผู้สร้าง ปัจจุบันเรียกว่า เมืองพระนคร หรือ โนโก หรือ Angkor) เมื่อครั้งที่พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทรงหาที่ตั้งราชธานีใหม่ ทรงมีพระประสงค์ที่จะให้มีภูเขาตั้งอยู่ตรงกลางราชธานีของพระองค์ เพื่อประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะปกป้องราชอาณาจักรเขาพนมบาแคงมีความเหมาะสมกว่าเขาพนมบกที่สูงใหญ่เกินไป และเขาพนมกรอมที่อยู่ใกล้ทะเลสาบมากจนน้ำท่วมเป็นเวลายาวนาน เขาพนมบาแคงจึงถูกเลือกเป็นเขากลางเมือง และทรงให้สร้างปราสาทบนยอดเขาแห่งนี้.

 

แผนผัง ปราสาทพนมบาเคง, ที่มา: www.overseasattractions.com, วันที่เข้าถึง 15 กุมภาพันธ์ 2562

     แผนผังปราสาทบาแคง เป็นแบบกระจายความสำคัญออกจากจุดศูนย์กลาง ทำเป็นฐานซ้อนกัน 5 ชั้น ตรงกลางสมมติเป็นเขาพระสุเมรุหรือเขาไกรลาส เป็นที่ประทับของพระศิวะและเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักร (เหมือนปราสาทบากอง) ฐานแต่ละชั้นหมายถึงป่าที่รายล้อมเขาพระสุเมรุ เขาไกรลาสอยู่ชั้นบนสุดมีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปราสาทหลังใหญ่เป็นประธานตั้งอยู่ตรงกลาง อีก 4 หลังอยู่ที่มุมทั้งสี่ มีปราสาทบริวารรายรอบอีกด้านละ 33 หลัง
 
         
ภาพจากซ้ายไปขวา: เส้นทางที่ออกจากตัวเมืองเสียมราฐ ตรงขึ้นเหนือมาทางถนนชาร์ล เดอ โกล มุ่งตรงปราสาทพนมบาแคง, เชิงเขามีป้ายให้รายละเอียดนักท่องเที่ยว แล้วมีซุ้มทหารและผู้พิการจากสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา เป็นวงดนตรีพื้นบ้าน เล่นเพลงลอยกระทงได้ กำลังรอนักท่องเที่ยวที่เมตตาช่วยบริจาค

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ผมเดินวนขึ้นเขาพนมบาแคง สักพักก็มีป้ายแสดงจุดถ่ายภาพบารายตะวันตก, บารายตะวันตก

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพตรงฐานพนมบาแคง ถ่ายจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงมายังปราสาท, ภาพถ่ายบนปราสาทพนมบาแคง เห็นเมืองเสียมราฐอยู่ลิบ ๆ

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ปราสาทประธานของพนมบาแคง ช่วงหลังทรุดโทรมเนื่องจากสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา ต้องใช้คานไม่รองทับหลังตัวปราสาทไว้, บนลานบนตัวปราสาท เหมาะที่จะชมทิวทัศน์และชมพระอาทิตย์อัสดง ก่อนจะลับขอบฟ้า.

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: อีกมุมหนึ่งของปราสาทประธานของพนมบาแคง, โคนนทิ (วัวเพศผู้สีขาวล้วน) เป็นพาหนะของพระศิวะ อยู่ตรงฐานปราสาทด้านล่าง หมายถึงว่า พระศิวะกำลังประทับอยู่บนปราสาทพนมบาแคง

     ปราสาทพนมบาแคง เป็นศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย {Hindu (Shiva)} เป็นศิลปะกัมพูชาสมัยบาแคง (สมัยที่ 7) กำหนดอายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 (ประมาณ 1,100 กว่าปีมาแล้ว)
     เป็นปราสาทประจำรัชกาลพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 รูปแบบทางศิลปกรรมของปราสาทแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ โดยปราสาทประธานหลังกลางสามารถทำประตูทะลุเข้า-ออกได้ทั้งสี่ด้าน แล้วลวดลายของทับหลังมีท่อนพวงมาลัยโค้งแอ่นลงตรงมากกว่าศิลปะแบบพระโคเล็กน้อย และพบว่าวัสดุที่ใช้เป็นหินทรายแทนที่วัสดุอื่นทั้งหมด (อาจถูกใช้ตั้งแต่ปราสาทบากองหลังเดิมก่อนการบูรณะแล้ว) รูปบุคคลนิยมสลักผ้านุ่งเป็นกลีบริ้วทับซ้อน (กระโปรงพลีต) ทั้งบุรุษและสตรี
     ปราสาทประธานนั้น หมายถึงแกนกลางของจักรวาล มีปราสาทย่อย ๆ ลดลั่นลงมาห้าชั้นอีก 108 ประสาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเทวาและอสูร (ฝ่ายละ 54 องค์และตน) ที่กำลังยุดนาคพญาวาสุกรีในพิธีกวนเกษียรสมุทร รายละเอียดปรากฎในนารายณ์อวตาร - กูรมาวตาร     
     ผมเดินขึ้นและลงเขาพนมบาแคง ทำเอาเหนื่อยโฮกเหมือนกัน ผมใช้เวลากับที่นี่ราวชั่วโมงเศษ ๆ ซึ่งยามเช้าไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก มีเจ้าหน้าที่ประจำราว ๆ 10 คน และมีคนงานกำลังขึ้นเขามาบำรุงรักษาโบราณสถาน 4-5 คน ผมทักทาย "ซัวสะได" ตอนขาลงจากเขา ด้านซ้ายมือขณะเดินลงมาก็จะเป็นที่ตั้งของปราสาทปักษีจำกรง (รายละเอียดดูในวันที่สี่ http://huexonline.com/knowledge/24/176/) ซึ่งผมได้มาชมเมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

 
          
 
     จากนั้นพูนลาภ ก็มาส่งผมตรงหน้าประตูเมืองพระนครธม (Angkor Thom Gate) ด้านนอกของทิศใต้ ผมให้พูนลาภไปรอรับผมด้านในของประตู ผมก็เดินละเลียดถ่ายภาพ ดูรายละเอียดต่าง ๆ ของสะพานและประตูไปเรื่อย ๆ นักท่องเที่ยวมากหนาตา ประตูเมืองพระนครธมหรือนครหลวง (ธม แปลว่า ใหญ่หรือหลวง) อยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียมราฐราว 12 กิโลเมตร
     สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากขับไล่กองทัพจามออกไปจากราชอาณาจักรกัมพูชาโบราณ เมื่อ พ.ศ.1724 เดิมนักวิชาการฝรั่งเศสที่เข้ามาศึกษาเมืองพระนครเข้าใจว่าเมืองนี้คือเมืองยโศธรปุระที่พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เป็นผู้สร้าง ด้วยพบว่ามีการพังทลายมากกว่าที่อื่น ๆ ต่อมาศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้ค้นพบหลักฐานใหม่ เป็นจารึกที่ปราสาทจรุง ตั้งอยู่ที่มุมเมืองพระนครธมทั้งสี่มุม เมื่ออ่านจารึกจึงได้ทราบว่าเมืองนี้สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทฤษฎีเกี่ยวกับเมืองพระนครธม ศิลปกรรม การกำหนดอายุ และการตีความใหม่ ตามที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน.

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ด้านหน้าก่อนเข้าประตูด้านทิศใต้ มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน มีช้างบริการนักท่องเที่ยวชมบริเวณ พ่อค้าแม่ค้าคึกคัก, ผมถ่ายเซลฟี่ (หน้ามัน ด้วยอากาศร้อนอบอ้าว) โดยมีฉากหลังเป็นประตูเมืองนครธมทิศใต้ สะพานข้ามคูน้ำล้อมรอบตัวเมือง (คูน้ำเปรียบเหมือนชัยสินธุ) มีหินทรายสลักเป็นเทพ (อยู่ด้านซ้าย หากมองไปยังประตูเมือง) 54 องค์ และอสูร อยู่ด้านขวา 54 ตนเช่นกัน {รวม 108 องค์และตนที่ยุดนาค (พญานาควาสุกรี) ในพิธีกวนเกษียรสมุทร - นารายณ์อวตารตอนที่ 2 - กูรมาวตาร} กำลังยุดนาคเป็นราวสะพาน

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: จากราวสะพานก่อนข้ามคูเมืองถึงกำแพงเมือง มีความยาวราว 90 เมตร, บนยอดซุ้มประตูทำเป็นรูปหน้าบุคคลมี 4 หน้า แต่ในจดหมายเหตุจิวตากวน (Zhou Daguan, จากการแปลโดย Michael Smithes, The Customs of Zhenla, สยามสมาคม ค.ศ.2001) กล่าวว่ามี 5 หน้า สวมศิราภรณ์ทรงใบไม้ ช่องซุ่มประตูมีความกว้างประมาณ 3 เมตร  และมีความสูงพอดีให้กับช้างหนึ่งเชือกเดินลอดผ่านได้

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: กำแพงเมืองเปรียบเสมือนชัยคีรี สูงราว 7 เมตร, ภาพถ่ายโครงสร้างด้านในของยอดซุ้มประตูด้านทิศใต้

     เป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนา นิกายมหายาน เป็นศิลปะขอมสมัยบายน (สมัยที่ 14) กำหนดอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณ 800 กว่าปี) 

     ศิลปะและสถาปัตยกรรม: การตีความใบหน้าบุคคลที่ประตูเมืองพระนครธมมีนักวิชาการให้ความเห็นแตกต่าง สอดคล้อง และหลากหลายกันหลายท่าน แผนผังของเมืองพระนครธมเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ 3 กิโลเมตร มีกำแพงสูงประมาณ 7 เมตร  ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีคูน้ำกว้างประมาณ 100 เมตร ล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง พ้องกับหลักฐานที่จารึกไว้ (ปราสาทจรุง) ที่กล่าวว่า เมืองมีชัยสินธุกว้างและลึกถึงเมืองพญานาค (คูน้ำ) มัภูเขาชัยคีรีสูงเสียดฟ้าล้อมรอบอยู่ (กำแพงเมือง) ประตูเมืองมี 5 ประตู ตามทิศ 4 ประตู ด้านทิศตะวันออกเพิ่มเป็น 2 ประตู สำหรับขนคนตายออกจากเมืองเรียกประตูผี แต่ละประตูมีสะพานทอดข้ามคูน้ำออกไป ทำเป็นรูปบุคคลยุดนาค ด้านหนึ่งเป็นเทวดา อีกด้านหนึ่งเป็นอสูร ศจ.หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงตีความหมายว่ากำลังกวนน้ำอมฤต เพื่อทำให้เมืองมีความเป็นอมตะ ไม่มีใครทำลายได้ ซุ่มประตูมีรูปบุคคลมีใบหน้า 4 หน้า.


 

แผนผังนครธมและนครวัด, ที่มา: www.aboutasiatravel.com, วันที่เข้าถึง 1 มีนาคม 2562.




แผนผังนครธมและบริเวณพระราชวังหลวง, ที่มา: www.canbypublications.com, วันที่เข้าถึง 1 มีนาคม 2562.
 
     พูนลาภมารับผมด้านในกำแพงเมืองนครธม ขับรถตรงมาถึงปราสาทบายน แล้วตัดออกด้านขวา มีนักท่องเที่ยวมากพอควรเตรียมเข้าชมปราสาทบายนกัน ผ่านมาทางลานช้าง ลานพระเจ้าขี้เรื้อน ออกมาทางประตูด้านทิศเหนือ
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ด้านหน้าประตูทิศใต้ของปราสาทบายน, ลานช้าง (Elephant terrace) ด้านหน้าของพระราชวัง
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: กำแพงเมืองประตูด้านทิศเหนือ (ถ่ายจากด้านในก่อนออกจากกำแพง), ภาพด้านนอกฝั่งซ้ายของประตูด้านทิศเหนือเป็นรูปสลักหินทรายเทวากำลังยุดนาคส่วนหาง
 
       ออกมาได้พักก็มาถึงแนวปราสาทกรอลดัมเรย (Prasat Krol Damrei) ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออก มีเศษซากปรักหักพังผุกร่อนหายไปมาก ไม่เหลือตัวปราสาท มีแต่ฐานและแนวปราสาทเท่านั้น ผมใช้เวลาราวยี่สิบนาทีถ่ายเก็บภาพ แล้วเดินทางต่อไปยังประสาทพระขรรค์
     
 
 

ปราสาทพระขรรค์ (Preah Khan)
     ปราสาทนี้อยู่ทางเหนือของเมืองเสียมราฐ ประมาณ 17 กิโลเมตร ปราสาทพระขรรค์นี้เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกเช่นเดียวกับปราสาทหลังอื่น ๆ (ภาษากัมพูชาเรียก ปราสาทเปรี๊ยะขรรค์) กล่าวกันว่าชาวบ้านเห็นอาคารหลังที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท เป็นอาคารที่สร้างจากหินทราย มี 2 ชั้น ซึ่งพบเป็นครั้งแรกในศิลปะขอมสมัยบายน จินตนาการว่าเป็นที่เก็บพระแสงขรรค์ชัยศรีของพระเจ้าแผ่นดินจึงเรียกว่า ปราสาทพระขรรค์.
     จากจารึกหลักฐาน ปราสาทพระขรรค์นี้ สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อ พ.ศ.1734 อุทิศถวายพระบิดาของพระองค์คือพระเจ้าธรณินทรวรมัน05 แล้วสถาปนาพระบิดาเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Bodhisattva) หนึ่งในรัตนตรัยมหายาน พระบิดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งมวล เรียกปราสาทหลังนี้ว่า ราชัยศรี (โชคลาภแห่งชัยชนะ) มีลักษณะเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่ง
     ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ กล่าวไว้ในหนังสือ The Angkor ว่า ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นบนสถานที่ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงรบชนะและรองรับโลหิตศัตรูของพระองค์.
     ปราสาทพระขรรค์เป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนา นิกายมหายาน เป็นศิลปะขอมสมัยบายน กำหนดอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว)
   
 

ที่มา: angkorguide.net, วันที่เข้าถึง 18 มีนาคม 2562
 
     จากผังข้างต้น แถบสีเหลือง: เป็นวิหารกลาง อุทิศแด่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Bodhisattva) และเป็นท้องพระโรงแห่งนางรำ (the Hall of Dancers) ด้านทิศตะวันออก
     พื้นที่แถบสีแดง: เป็นด้านตะวันตก อุทิศแด่พระวิษณุ (dedicate to Vishnu)
     พื้นที่แถบสีเขียว: แกนทิศเหนือและใต้ ทิศเหนืออุทิศแด่พระศิวะ (dedicate to Shiva) ทิศใต้อุทิศแด่พระปิตุลาของกษัตริย์.

 

 
     
ที่มา: www.researchgate.net, วันที่เข้าถึง 18 มีนาคม 2562

     ปราสาทพระขรรค์นี้ มีขนาดกว้าง x ยาว เป็น 700 x 800 เมตร มีคูน้ำและกำแพงล้อมรอบอย่างมั่นคงแข็งแรง มีประตูทางเข้า-ออกทั้งสี่ทิศ มีเสานางเรียงปักบอกขอบเขตทางทางเดิน ถัดมาเป็นสะพานข้ามคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาท ราวสะพานมีหินทรายแกะสลักเป็นเทวาด้านหนึ่ง เป็นอสูรอีกด้านหนึ่งซึ่งกำลังยุดนาค (ดังปรากฎรายละเอียดในนารายณ์อวตาร: กุรมาวตาร) เหมือนประตูเมืองนครธม (ทิศใต้ ทิศเหนือ...ทิศอื่น ยังไม่ได้ศึกษาครับ) ข้าง ๆ ซุ้มประตูประดับด้วยหินทรายสลักเป็นครุฑขนาดใหญ่ทั้งสองข้าง (ศจ.ยอร์ช เซเดส์ กล่าวว่าแสดงความเป็นพระอารามของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นวิมานของเทวดา) ตัวซุ้มประตูหรือโคปุระทำเป็นหลังคาชั้นซ้อนแบบดั้งเดิม ไม่เป็นรูปใบหน้าบุคคลสี่หน้าเหมือนอย่างซุ้มประตูศิลปะสมัยบายนในที่อื่น ๆ บริเวณด้านในมีปราสาทตั้งเรียงรายอยู่หลายหลัง ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ กล่าวว่าปราสาทเหล่านี้อาจเปรียบเหมือนเป็นสุสานของพระราชวงศ์.
     ด้านทิศตะวันออกที่เป็นทางเข้าหลักอยู่ติดกับสระชัยตฏากะ (บารายพระขรรค์) ที่ขุดขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นเดียวกัน บริเวณด้านในปราสาทมีอาคารที่เชื่อว่าเป็นธรรมศาลา ที่พักนักเดินทางหรือผู้แสวงบุญ.
     
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ทางเข้าด้านทิศตะวันออก จะพบเสานางเรียงปักบอกเขตทางเดินไว้, ขอบสะพานข้ามคูด้านขวา มีหินทรายแกะสลักเป็นอสูรกำลังยุดนาค พร้อมทั้งมีเสานางเรียงวางไว้เป็นแนวกั้นคูน้ำ

     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพสลักบนหินทรายเป็นภาพครุฑ ด้านข้างกำแพงของซุ้มประตูด้านหน้าทางทิศตะวันออก, ซุ้มประตูทางเข้าปราสาทพระขรรค์ทางทิศตะวันออก
 
     

 
     
 
     
 
     

 
     

 
     

 
วัน-เดือน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันที่สาม:
จันทร์ที่ 22 ตุลาคม 61

07:20-07:45 น.
ทานอาหารเช้าที่โรงแรม  
05:31-06:45 น. ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด แล้วหาอาหารเช้าทาน  
07:46-11:45 น.
  • ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm) ***** เคยเป็น Location ในการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider ที่มี Angelina Jolie รับบทแสดงนำ
  • ปราสาทเจ้าสายเทวดา **
  • ปราสาทธมมานนท์ ***
 
11:46-12:20 น. ทานข้าวที่ร้านอาหารหน้านครวัด  
12:31-16:30 น.
  • ชมวัดพุทธทางทิศใต้ของนครวัด
  • ชมนครวัดแบบละเอียดส่วนที่เหลือ (โดยข้ามส่วนที่เป็นระเบียงคด ชั้นที่ 2)
 
16:31-17:00 น. สารถีมารับกลับที่ประตูด้านทิศตะวันออกของนครวัด  
18:00-19:00 น. เข้าที่พัก ทำธุระส่วนตัว  
19:01-21:00 น. หาอาหารค่ำทาน แล้วกลับที่พัก พักผ่อน  

 
วัน-เดือน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันที่สี่:
อังคารที่ 23 ตุลาคม 61

07:20-07:45 น.
ทานอาหารเช้าในโรงแรม  
07:45-11:00 น.
  • ชมเมือง ศาลองค์เจ็ดองค์จอม (Preah Ang Chek Preah Ang Chorm) 
  • ชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์ (Angkor National Museum)
 
12:00-13:00 น. เช็คเอาท์และเดินทางมาสนามบิน  
13:01-13:45 น. หาอาหารเที่ยงทานภายในสนามบิน  
13:46-15:20 น. เช็ค-อิน พักผ่อนรอขึ้นเครื่อง  
15:21-16:25 น. เดินทางกลับจากสนามบินเสียมราฐ - สนามบินดอนเมือง สายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD615
 
 
ที่มาและคำอธิบาย:
01.  ที่มา: หนังสือ 30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร โดย ภภพพล จันทร์วัฒนกุล สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2560.
02.  https://www.viator.com/tours/Angkor-Wat/Angkor-Wat-Tickets-1-Day-2-Days-3-Days-and-7-Days-Temples-Passes/d751-39527P96, วันที่สืบค้น 11 กันยายน 2561.

      ราคาตั๋วนี้ ครอบคลุมการเข้าชมปราสาทต่าง ๆ ในเมืองพระนคร (Angkor Archaeological Park) ดังนี้
  • นครวัด (Angkor Wat) *****
  • ปราสาทพนมบาเคง บ้างก็เรียกปราสาทบาแคง (Phnom Bakheng) ****
  • ปราสาทกระวาน (Prasat Kravan) ****
  • ปราสาทปักษีจำกรง (Baksei Chamkrong) ***
  • ปราสาทเบย (Prasat Bei)
  • ปราสาทแม่บุญตะวันออก (Prasat East Mebon)
  • ปราสาทแปรรูป (Pre Rup) ****
  • ปราสาทบันทายสรี (Banteay Srei) *****
  • ปราสาทตาแก้ว (Takeo) ***
  • กะบาล สะเปียน (Kbal Spean)
  • ปราสาทบันทายสำเหร่ (Banteay Samre) ****
  • ปราสาทพระขรรค์ (Preah Khan) ****
  • สระสรง (Srah Srang) **
  • ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm) *****
  • ปราสาทตาสม (Ta Som) ***
  • ปราสาทนาคพัน (Neak Pean) ****
  • ปราสาทพนมบก (Phnom Bok)
  • ปราสาทพนมกรอม (Phnom Krom) ***
  • ปราสาทเจ้าสายเทวดา (Chao Saytevoda) **
  • ปราสาทธมมานนท์ (Thomanon Temple) ***
กลุ่มปราสาทเรอลั้วะ (Roluos Group) ที่ตั้งของเมืองหริหราลัย ซึ่งเป็นเมืองเก่าก่อนจะย้ายมาเมืองพระนคร ปัจจุบันอยู่ในตำบลเรอลั้วะ {บ้างก็เรียก "โรลั้วะ (ในไทยออกเสียง ร่อลวย) หมายถึง ต้นทองหลางพันธุ์หนึ่งซึ่งไม่ใช่พันธุ์ที่คนไทยรู้จัก}01
  • ปราสาทบากอง (Bakong) ****
  • ปราสาทโลเลย (Lolei) ****
  • ปราสาทพระโค (Preah Ko) ****
กลุ่มปราสาทนครธม (Angkor Thom)
  • ประตูเมืองพระนครธม (Angkor Thom) ****
  • พระราชวังหลวง (Royal Palace) ****
  • พระลานหลวง (Royal Terraces)
  • ลานช้าง (Elephant Terrace)
  • ลานพระเจ้าขี้เรื้อน (Terrace of Leper King)
  • ปราสาทบายน (Bayon - endless smiling temple) *****
  • ปราสาทพิมานอากาศ (Phimeanakas) ***
  • ปราสาทบาปวน (Baphuon) ****
  • ปราสาทซัวปรัต (Prasat Suor Prat) *
  • ปราสาทพระป่าเลไลย์ (Preah Palilay) ***
  • ประสาทคลังใต้ ปราสาทคลังเหนือ ฯ (South Gate, Victory Gate etc) ***
03. ANCIENT ANGKOR: BOOKS GUIDES, Michael Freeman, Claude Jacques, River Books, Bangkok, Thailand, 2013.
04. Pradyumma ยังค้นหาคำอ่านเป็นภาษาไทยไม่ได้ ซึ่ง Pradyumma เป็นโอรสของพระกฤษณะกับนางราธา (Radha) เป็นหนึ่ง
ในสี่พยุหเสนา (Vyuha) ที่อวตารมาจากพระวิษณุ.
05. อ่านเพิ่มเติมเรื่องของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในมาดแลน จีโต, ประวัติเมืองพระนครของขอม, ทรงแปลโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, 2556) บทที่ 5-6.
info@huexonline.com