MENU
TH EN

ภาพ: มุขด้านหน้าของนครวัด ภาพวาดลายเส้นโดย กิโอด์ ร่างโดยอ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) ราวปี ค.ศ.1860, ที่มา: en.wikipedia.org และ บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์: ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่น ๆ, หน้าที่ 232, พิมพ์ครั้งที่ 1, ตุลาคม 2558, สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม.

First revision: Nov.06, 2017
Last revision: Aug.18, 2018

นครวัด01,02,06


      ผมเดินทางไปนครวัดได้เพียงสองครั้ง คือเมื่อปี พ.ศ.2552 และปลายปี พ.ศ.2560 ประทับใจตลอดทั้งสองช่วงเวลา และตั้งใจว่าจะไปอีกในปีหน้า (พ.ศ.2561)  กะจะอยู่ยาวสิงเมืองเสียมราฐเลย อย่างน้อยสักสามวัน จะเดินท่อง ๆ ศึกษา ถ่ายภาพเก็บรายละเอียดแต่ละผนังแต่ละมุม ผนวกกับที่ศึกษาเตรียมมาล่วงหน้า นำมาทบทวนและจะมาเล่ารายละเอียดให้ทราบ จากเดิมเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสิ้นลม ทั้งนี้ก็จักสมบูรณ์ปิติกับการมีชีวิตอยู่ และพยายามจะมีสติในทุกขณะจิต (ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ก็เผลอเรออยู่เป็นนิต ไม่นิ่งเท่าที่ควร) และคงจะสอดคล้องกับประโยคอมตะของอาโนลด์ ทอยน์บี (Arnold Joseph Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่ว่า See Angkor Wat and Die -ขอยลอังกอร์(วัด)ก่อนตาย05 -การได้เห็นนครวัดเสมือนได้เห็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดในชีวิตแล้ว ก็ตายนอนตาหลับ"06 ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ. 


อาโนลด์ เจ. ทอยน์บี, ถ่ายเมื่อ ค.ศ.1967, ที่มา: aeon.co, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.

     นครวัด (Angkor Wat) เป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่เมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ (Siem Reap) ประเทศกัมพูชา เริ่มสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ (ไวษณพนิกาย). 
 
สถานที่ตั้ง
     อยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียมราฐ ประมาณ 10 กิโลเมตร ปราสาทนครวัดเป็นก่อสร้างที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ด้วยความวุ่นวายสถานการณ์สงครามภายในประเทศกัมพูชา ทำให้เรื่องราวของนครวัดถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกด้านการท่องเที่ยว ต่อมาเมื่อบ้านเมืองกัมพูชาสงบลง ก็มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าชมอย่างมากมาย ในส่วนของคนไทยเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของนครวัดมาโดยตลอด คนไทยสามารถเดินทางเข้าชมนครวัดได้สะดวกกว่าใคร เนื่องจากอยู่ใกล้นครวัดเพียง 300 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ด้วยความเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แม้ว่าถ้าเทียบอายุกับแหล่งอารยธรรมอื่น ๆ ของโลก นครวัดอาจจะมีอายุน้อยมากเพียงแค่ 900 ปีเศษ แต่ถ้าเทียบกับภูมิภาคเดียวกันในย่านอุษาคเนย์ที่วิวัฒนาการความเจริญเป็นไปอย่างค่อย ๆเป็นค่อย ๆ ไป นครวัดดูโดดเด่นและก้าวหน้ามาก ขนาดแผนผังที่ใหญ่โต พลังที่ต้องใช้ในการตระเตรียม วางแผนและก่อสร้างจริง ตัดและขนย้ายหินมาจากที่ห่างไกลราว 50 กิโลเมตร (เขาพนมกุเลน) (กุเลน แปลว่า ลิ้นจี่ป่า) เชื่อกันว่ามีหินที่นำมาสร้างเป็นล้านก้อน จำนวนแรงงานคำนวณว่าต้องมีคณนานับ มีแรงงานช้างนับร้อยถึงหลักพันเชือกเลยทีเดียว มีหัวหน้าช่างที่มีทักษะ ประสบการณ์ ต้องเข้าใจแนวคิด ปรัชญาศาสนาด้านไวษณพนิกายบ้างไม่มากก็น้อย จำนวนนับร้อย ๆ คน และมีช่างฝีมือในการสลักหินนับพันคน (มีความมหัศจรรย์ในการแกะสลักหินด้วยเครื่องมือแบบเดิม ๆ ด้วยมือ มีเครื่องทุ่นแรงไม่มากนัก) และต้องมีความศรัทธาแรงบันดาลใจที่เปี่ยมล้นในการรังสรรค์งานเหล่านี้ (ในมุมมองของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสนอแนวคิดว่า ทำไปด้วยความกลัว การกดขึ่ กอปรกับความศรัทธา ประเด็นนี้ก็ต้องศึกษาค้นกว่ากันต่อไป) ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถสร้างปราสาทนครวัดสำเร็จได้ในเวลาเกือบ 40 ปี โดยใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมเมื่อ 900 ปีที่แล้ว ปราสาทนครวัดจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงคุณค่าแก่การเข้าชมเป็นอย่างยิ่ง.

     นครวัดในมุมมองของชาวกัมพูชาถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิที่บรรพชนได้สร้างไว้ให้เป็นมรดกอันล้ำค่าที่น่าภาคภูมิใจ ชาวกัมพูชาไม่เคยลืมเลือนปราสาทนครวัดของเขาเลย ทุกยุคทุกสมัยนครวัดอยู่ในความทรงจำเสมอ เมืองโบราณอื่นใดอาจปล่อยทิ้งร้างไปบ้าง แต่นครวัดไม่เคยร้างรา คงมีชาวกัมพูชาดูแลรักษาไว้อย่างหวงแหนตลอดมา แม้แต่ราชธานีจะโยกย้ายไปที่อื่น แต่ชาวกัมพูชาจะสลับผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลนครวัดเสมอ แม้แต่ในช่วงสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา ประเทศชาติได้รับความบอบช้ำมาก แต่นครวัดกลับได้รับผลกระทบเสียหายเพียงน้อยนิด ชาวกัมพูชายังจำชื่อเดิมได้ว่านครวัดแห่งนี้คือ พระวิษณุโลก หรือ พระพิษณุโลก ของพวกเขา "นครวัดไม่เคยร้างรามาตลอด 900 กว่าปี" (ศานติ ภักดีคำ, นครวัดทัศนเขมร. (กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, 2545) หน้า 13).

ชื่อและความหมาย
     ภาษาไทยเรียก นครวัด สำเนียงเขมรเรียก โนโกวัด (โนโก คือ นคร) สำเนียงฝรั่งเศสเรียก อองกอร์วัด (Angkor Wat) แต่มักจะเขียนและเรียกทั่วไปว่า แองกอร์วัด เพราะชื่อเดิมเป็นภาษาถิ่น จึงไม่เป็นที่รู้จักเท่าแองกอร์วัด ซึ่งกลายเป็นชื่อสากลไปแล้ว. (ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ - George Cœdès ได้เสนอให้เรียกว่า Funeral Temple (เพราะเป็นทั้งเทวาลัยและหลุมฝังศพ) ซึ่งมีคนคิดควงศัพท์ขึ้นเป็นไทยว่า มฤตกเทวาลัย)
  (ดู 02 หน้าที่ 123).  

ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ - George Cœdès บรรณารักษ์ใหญ่ประจำหอสมุดวชิรญาณ พ.ศ.2461
ชาตะ พ.ศ.2429 - มรณะ พ.ศ.2512

ที่มา: www.sujitwongthes.com และ th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 20 กุมภาพันธ์ 2561.

     ที่มาของชื่อสันนิษฐานว่าเนื่องจากปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากเหมือนเป็นนคร เมื่อตอนแรกสร้างถูกใช้งานเป็นปราสาททางศาสนาพราหมณ์ รวมทั้งเป็นอวมงคลสถาน ด้วยเป็นที่บรรจุพระบรมศพกษัตริย์ (เพราะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก) ต่อมาเมื่อศาสนาพราหมณ์เสื่อมไป พุทธศาสนาเถรวาทได้เผยแผ่เข้ามาแทนที่ (หลังพุทธศตวรรษที่ 19) ได้มีการเข้าไปครอบครองใช้พื้นที่ของปราสาทประธานด้านบน ดัดแปลงให้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนา (สังเกตได้จากร่องรอยที่มีการดัดแปลงพื้น ผนัง เสา ของปราสาทนครวัด) ต่อมาได้มีการย้ายวัดลงมาด้านล่าง.

ประวัติ
     ปราสาทนครวัดสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (Suryavarman II -1113 - c1150) เมื่อปี พ.ศ.1656 ทรงปราบดาภิเษกโดยเอาชนะพระปิตุลา คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (Jayavarman VI - 1080 - c1107) และพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 (Dharanindravarman I - 1107 - 1112) ซึ่งครองราชย์อยู่ที่เมืองมหิทรปุระ (เชื่อว่าอยู่ทางเหนือของเมืองพระนคร อาจอยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบันที่เชิงเขาพนมรุ้ง?  ปราสาทเมืองต่ำ? เมืองพิมาย? หรือแถววัดภู?) (อ้างจาก 01 หน้าที่ 12 ระบุว่า เมืองมหิทรปุระ คือ เมืองพิมาย) มีหลักฐานเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.1688 รวมเวลาเกือบ 40 ปีในรัชกาล ทรงมีพระนามหลังความตายปรากฎในจารึกที่ผนังระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัดว่า "บรมวิษณุโลก" อาจหมายถึงพระวิษณุที่จุติอยู่ในโลก แสดงให้เห็นว่าทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย บูชาพระวิษณุ ปราสาทนครวัดจึงมีศิลปกรรมที่แสดงเรื่องราวอำนาจและพระเกียรติของพระวิษณุเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงรูปนางอัปสรที่มีจำนวนมากมาย (ประมาณ 1,700 นาง ทั่วทั้งปราสาท) ตามคัมภีร์ที่ว่าในวิษณุทวีปจะเต็มไปด้วยนางอัปสร.

ศาสนาและความเชื่อ
     เป็นศาสนสถานทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย (Vaishnavism บ้างก็เรียก Vishnuism) ซึ่งนับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด. 

พระวิษณุทรงครุฑ, ที่มา: เทพเจ้า.com, วันที่สืบค้น 28 กุมภาพันธ์ 2561.

ยุคสมัยทางศิลปะและการกำหนดอายุ
     จัดอยู่ในศิลปะเขมรแบบนครวัด (สมัยที่ 13) กำหนดอายุราวกลางต่อปลายพุทธศตวรรษที่ 17 (ประมาณ 900 ปีที่ผ่านมา)

ขนาด
     ปราสาทนครวัดมีเส้นรอบวงยาว 5 กิโลเมตร วัดจากคูน้ำด้านนอก มีแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมเกือบเท่ากัน ด้านตะวันออกและตะวันตกยาวด้านละ 1,200 เมตร ด้านเหนือและด้านใต้ยาวด้านละ 1,400 เมตร มีพื้นที่ด้านในกว้างประมาณ 200 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 10,000 ตารางเมตร) หรือ ประมาณ 1,250 ไร่

แผนผังปราสาทนครวัด
     เป็นแบบแกนวิ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในศิลปะขอม หันหน้าไปทางทิศตะวันตก07 มีกำแพงล้อมรอบ 4 ชั้น ก่อนถึงปราสาทประธาน กำแพงด้านนอกสุดมีคูน้ำที่ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน คูน้ำกว้าง 100 เมตร ด้านทิศตะวันตกมีสะพานนาคทอดข้ามคูน้ำเข้ามาที่กำแพงชั้นนอก มีซุ้มประตู (โคปุระ) 5 ประตู 3 ประตู อยู่แนวตรงกลางอีก 2 ประตู อยู่ด้านข้างสุดปลายระเบียงคด เจาะลึกระดับพื้นดิน (คงทำไว้ให้ช้างและเกวียนสามารถผ่านเข้า-ออกได้) กำแพงชั้นที่ 2 (จากด้านนอก) อยู่ลึกเข้ามา มีทางเดินเชื่อมระหว่างกำแพงชั้นนอกและชั้นที่ 2 ยาว 350 เมตร.


Layout ของนครวัด, ที่มา: angkorguide.net, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.


     ระเบียงคดชั้นที่ 2 มีเส้นรอบวงยาว 800 เมตร มีผนังด้านเดียว ก่อทึบ ขัดเรียบสลักภาพนูนต่ำไว้หมดทุกด้าน มีบางด้านที่สลักขึ้นใหม่ในสมัยหลัง (สมัยนักองค์จัน ราวพุทธศตวรรษที่ 21) คือด้านทิศเหนือปีกตะวันออก และด้านทิศตะวันออกปีกเหนือ (มีจารึกบอกไว้ที่ใกล้ซุ้มประตูทางด้านทิศตะวันออก)

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพเดินข้ามสะพานเป็นทุ่นพลาสติกชั่วคราว ด้านหน้าทางเข้านครวัด และภาพทางเข้าประตูด้านหน้าฝั่งใต้ เมื่อ 16 ตุลาคม 2560

 

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพด้านหน้าทางเข้านครวัด เมื่อ 16 ตุลาคม 2560

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพประตูด้านหน้าทางเข้านครวัดทางทิศใต้ และ
ภาพด้านทางเข้าประตูด้านหน้าฝั่งใต้  มองเข้าไปในระเบียงเมื่อ 16 ตุลาคม 2560

          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพระเบียงถ่ายจากด้านในทางทิศใต้ และภาพมุขกรอบประตูด้านนอก
ด้านหน้าฝั่งใต้  จะเห็นภาพเแกะสลักบนหินทรายเป็นรูปนางอัปสรา เมื่อ 16 ตุลาคม 2560


     ระหว่างกำแพงชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 มีพื้นที่ว่างไม่มาก (ห่างกันราว ๆ 20 เมตร) แต่ฐานของกำแพงชั้นที่ 3 ถูกยกสูงขึ้นไปมาก มีบันไดที่ซุ้มประตูแต่ละด้านแต่ละทิศสูงชันและแคบมาก.
     กำแพงชั้นที่ 3 ไม่ปรากฎภาพสลักนูนต่ำเหมือนชั้นที่ 2 มีเพียงผนังด้านนอกและด้านในที่สลักเป็นรูปนางอัปสร จัดวางไว้เป็นระยะไม่ต่อเนื่อง สลับกับหน้าต่างที่เจาะทะลุมีลูกกรงลูกมะหวดประดับไว้ระหว่างกำแพงชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4 มีบันไดที่สูงชันและแคบขึ้นลงได้ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกด้านละ 3 ทาง ด้านทิศเหนือและทิศใต้ด้านละทางเดียว.
     เมื่อขึ้นไปถึงกำแพงชั้นที่ 4 แล้ว มีระเบียงที่มีหลังคาคลุมเชื่อมถึงกันเป็นสี่เหลี่ยมและเชื่อมกับปราสาทประธานจากซุ้มประตูแต่ละทิศ ทำให้ด้านบนสุดของปราสาทมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีกากบาทอยู่ตรงกลาง.
     ตัวปราสาทประธานสูงจากพื้นดินประมาณ 60 เมตร มีประตูเข้า-ออกทั้งสี่ด้านแต่ปัจจุบันตรงกลางก่อปูนทึบปั้นเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแสดงปางประทานอภัย (แบบกัมพูชา) ประดับไว้ (ปั้นในสมัยหลังแล้ว อาจเป็นสมัยนักองค์จัน)08.
     ที่ผนังของปราสาทประธานทำสูงต่ำและยกมุมไล่ระดับ ตามที่ว่างประดับด้วยภาพนูนต่ำเป็นนางอัปสรในกิริยาต่าง ๆ .

ภาพมุมสูงนครวัด, ที่มา: Ejeab Academies ใน Facebook, วันที่สืบค้น 9 มิถุนายน 2561.
ได้ปรับแต่งใส่หมายเลขเพื่ออธิบาย เมื่อ 17 มิถุนายน 2561.


แผนผังปราสาทนครวัด
     สมัยนี้ช่างประสบความสำเร็จในการออกแบบและก่อสร้างอาคารแบบปราสาทขอมนี้แล้ว พบว่าในส่วนของแผนผังและลวดลายมีความลงตัวหมด อาจเป็นเพราะว่าได้เรียนรู้ ทดลองกันมาเป็นเวลายาวนาน  ศิลปะสมัยนี้จึงลงตัวและมีความเป็นตัวของตัวเอง.

ทับหลัง
     เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ สลักรูปบุคคลขนาดเล็ก มหาเทพ เทพเจ้า สัตว์ต่าง ๆ ตามที่ปรากฎในมหากาพย์ของศาสนาฮินดู (อาทิ รามายณะ, มหาภารตะ, นารายณ์อวตาร ฯ) บ้างก็เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ ท่อนพวงมาลัยยังปรากฎอยู่ แต่เริ่มต้นจากจุดกึ่งกลางด้านล่างของทับหลังวกขึ้น แล้วฉีกออกด้านข้าง แล้ววกลงอีกครั้งหนึ่ง.


ภาพทับหลังจากวิหารด้านในของนครวัด, เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


เสาประดับกรอบประตู
     เป็นเสาแปดเหลี่ยม เพิ่มจำนวนวงแหวนที่คาดมากขึ้น ทำให้แบ่งเสาเป็นแปดส่วน มีพื้นที่ให้สลักลายใบไม้ประดับเสาน้อย ใบไม้จึงลดขนาดใบเล็กลงแต่มีจำนวนใบถี่ขึ้นเป็นฟันเลื่อย (สลักตามขนาดของพื้นที่)

ป็นภาพบรรณาลัย (Library) ด้านขวาของนครวัด เมื่อพินิจตรงกรอบประตู จะมีปล้อง ๆ
เป็นวงแหวน เมื่อดูใกล้ ๆ แต่ละปล้องจะมีเจ็ดวง
, เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


เครื่องแต่งกายของบุคคล
     ที่โดดเด่นที่สุดในสมัยนี้คือ ผ้านุ่งที่มีชายผ้าฉีกวกขึ้นแล้วโค้งตกลง.


ภาพจากวิหารด้านในทางทิศตะวันตกของนครวัด, เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


การชมปราสาทนครวัด
     การเดินชมนี้เลือกเส้นทางที่ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงดำเนินเมื่อนำนักท่องเที่ยวชมปราสาทนครวัด บางจุดผู้เขียน (บางส่วนจาก...
ภภพพล จันทร์วัฒนกุล) เพิ่มเติมขึ้นมาจากประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ และข้ามไปในบางจุด โดยสังเกตจากอารมณ์และความเหนื่อยล้าของนักท่องเที่ยวที่เคยมาด้วยกันเป็นหลัก.

จุดที่
1
     เริ่มต้นจากทางทิศตะวันตกที่เป็นทางเข้าหลัก จะมีบันไดทางขึ้นไปที่สะพานนาค มี 3 ทาง ถ้านับรวมตัวสะพานและทางเดินด้วยจะทำให้มีผังเป็นรูปกากบาท บันไดทั้งสามทาง ช่างได้แกะสลักรูปสิงห์แบบนครวัด ที่มีรูปร่างสูงบาง ขาคู่หน้ายืนตั้งตรง ขาคู่หลังหย่อนกึ่งนั่งกึ่งยืน ศ.มจ.สุภัทรดิศ ทรงเรียกลักษณะแบบนี้ว่า ยงโย่ยงหยก ตรงจุดเริ่มต้นของสะพานมีนาคเจ็ดเศียรที่มีรัศมีเชื่อมต่อเป็นแผ่นเดียวกัน เป็น รูปแบบของนาคในศิลปะสมัยนครวัด ลำตัวของพญานาคถูกยกสูงขึ้น วางขนาบริมสองข้างทางเดิน มีฐานสี่เหลี่ยมรองรับช่วงลำตัวของนาค (รอยต่อของหิน) จึงทำหน้าที่เป็นราวสะพานด้วย ให้เราสามารถเดินไปตามสะพานนาคนี้.

ภาพสะพานแกะสลักรูปสิงห์และพญานาค ด้านหน้า (หนึ่งในสามทาง-ทางขวามือของนครวัด)
ที่มา: www.visitcambodiatravel.com, วันที่สืบค้น 8 มิถุนายน 2561.

          


จุดที่ 2
     ตรงกลางสะพาน พื้นปูด้วยหินเรียบ มีตะพักลดระดับฉีกออกด้านข้างทั้งสอง ช่างทำเศียรนาคแบบนครวัดมาประดับไว้ทั้งสองด้าน จากจุดนี้ หากเรามองไปที่ริมคูน้ำที่ขุดล้อมรอบปราสาท เราจะสังเกตเห็นว่ามีการนำหินมาเรียงเป็นเขื่อนลดหลั่นกับตลอดริมคูน้ำทั้งสองฝั่ง (เป็นขั้นบันได-ปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว).


จุดที่ 3
     จากตรงนี้เราจะมองเห็นซุ้มประตู 3 ซุ้ม เครื่องบนชั้นหลังคามี 5 ชั้นซ้อน ที่มุมชั้นหลังคาแต่ละชั้น ช่างสลักเป็นรูปนาคปัก บรรพแถลงวางไว้ ทำให้รูปโครงหลังคาเป็นรูปดอกบัวตูมตามลักษณะของศิลปะแบบนครวัด.
     หลังที่เชื่อมระหว่างซุ้มประตูทั้งสามสร้างจากหิน (หลังคาของอาคารในศิลปะขอมมีวิวัฒนาการมาจากเริ่มมุงด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องแล้วพัฒนามาใช้อิฐก่อนเปลี่ยนวัสดุมาเป็นหินทรายมุงเรียบในสมัยคลังหรือบาปวน แล้วเซาะให้เกิดร่องเลียนแบบกระเบื้องไม้ไผ่ (กระเบื้องกาบกล้วยหรือกระเบื้องกาบู) ในศิลปะสมัยนครวัด) (หลังคาระเบียง) ช่างทำชักปีกออกไปทั้งสองด้าน ทำแนวลดไล่ระดับ ก่อให้เกิดความงดงามนุ่มนวล.

ภาพซุ้มประตูทางเข้าชั้นแรก

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร? หรือพระวิษณุ?
     ภายในห้องคูหาของซุ้มประตูตรงนี้ (ซุ้มประตูกำแพงชั้นแรก ปีกทิศใต้) มีประติมากรรมขนาดใหญ่เป็นรุปบุคคลมีแปดกรถือดอกบัว จากการตรวจสอบด้านประติมานวิทยา รูปนี้มิใช่พระวิษณุตามที่บางท่านเข้าใจ (ไม่ได้ถือจักร สังข์ คทา และธรณี) เมื่อตรวจสอบผ้านุ่งพบว่าเป็นศิลปะแบบบายน แต่อาจสร้างสมัยหลังบายนลงมาเพราะพระพักตร์มีลักษณะต่างจากบายนแท้ ๆ (สมัยบายนนุ่งผ้าสั้นชายเสมอต้นขา) เบื้องต้นอาจตีความว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเพราะถือดอกบัว แต่ที่มุ่นพระเกศาไม่ปรากฎพระธยานิพุทธประทับนั่ง (รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในศิลปะแบบบายนเคร่งครัดมากในการแสดงรูปพระธยานิพุทธที่มุ่นพระเกศาด้านหน้า) และฐานเป็นหน้ากระดาน (แผ่นหินชั้นเดียวเรียบ) แตกต่างจากฐานรูปเคารพอื่น ๆ พระกรทั้งแปดมีร่องรอยต่อเติมใหม่ พระเศียรเคยหักหายไปแล้วหาพบจึงนำกลับมาต่อใหม่เมื่อไม่นานนี้ ขนาดรูปเคารพมีความสูงใหญ่กว่าเพดาน (ที่เคยเป็นไม้รูปบัวแปดกลีบ) คุณภภพพล จันทร์วัฒนกุล จึงเชื่อว่ารูปนี้คงทำขึ้นในสมัยหลัง อาจจะหลังมากในราวพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยนักองค์จัน โดยช่างขาดความเข้าใจในระเบียบ แต่พยายามทำเลียนแบบพระพักตร์แบบบายน (อมยิ้ม).


จุดที่
4

     เราจะเดินเลี้ยวตรงไปที่ซุ้มประตูด้านขวามือ (มีสามซุ้ม ให้ขึ้นทางซุ้มด้านทิศใต้) จะสังเกตเห็นทับหลังและหน้าบันหลายแห่งสลักเป็นรูปบุคคลขนาดเล็กจำนวนมาก เป็นเรื่องราวของมหากาพย์รามายณะ ตอนการรบพุ่งระหว่างพระรามและทศกัณฐ์ และฝูงลิงกับยักษ์. 

จุดที่ 5

     นางอัปสรยิ้มเห็นฟัน ถ้าเราเดินผ่านซุ้มประตูที่มีรูปเคารพแปดกร ผ่านเข้าด้านใน (ด้านทิศตะวันออก) ไปยืนที่หัวบันไดด้านทิศเหนือทางขวามือ แล้วมองย้อนกลับมาที่ผนังด้านข้างของซุ้มประตู จะเห็นนางอัปสรยืนยิ้มเห็นฟัน (ที่พบมีเพียงสองนาง อีกนางอยู่ถัดไปทางซ้ายเล็กน้อย).
     จากจุดนี้ บริเวณผนังในส่วนอื่น ๆ ปรากฎนางอัปสรอีกหลายนางที่ช่างสลักไว้ ยืนด้วยกิริยาต่าง ๆ ตามที่ว่างระหว่างกรอบหน้าต่าง ๆ แต่ละนางล้วนนุ่งผ้าที่แสดงความเบาบางและละเอียด เนื้อผ้าแนบไปกับลำตัว จนมองเห็นสรีระได้ (ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงกล่าวไว้เมื่อตอนนำชมศิลปะขอมครั้งหนึ่งว่า "ผ้าไหมเนื้อดีในอินเดียถือว่าต้องผลิตจากเมืองพาราณสี มีความบางเบาและเบาแนบไปกับลำตัวเหมือนนุ่งผ้าเปียกน้ำ") แต่ละนางยังแสดงการนุ่งผ้าแบบนครวัด คือชักชายยกโค้งขึ้นแล้วลาดลงด้านล่าง.
     อนึ่งนางอัปสรที่ยืนตามระเบียงที่สังเกตเห็นได้ชัด (อยู่ในที่เด่น มองเห็นแต่ไกล) จะยืนอยู่ในกิริยาสำรวม เรียบร้อยกว่านางอัปสรที่ยืนอยู่ตามมุมซ่อนเร้น ซึ่งอยู่ในท่าที่ดูเย้ายวนมากกว่า.


 

 

[img_0693.jpg], [img_0695.jpg]





จุดที่ 6
     หากเราเดินกลับขึ้นไปทางซ้าย ปีนบันไดเตี้ย ๆ สู่ทางเดิน (ทางดำเนิน) ที่ทอดเชื่อมระหว่างซุ้มประตูตรงกลางกับที่ตั้งปราสาทด้านใน ช่างได้ทำเป็นสะพานนาคสร้างจากหินทราย มีความยาวประมาณ 400 เมตร ขอบของสะพานขนาบด้วยลำตัวพญานาคที่ถูกยกขึ้นแล้วนำฐานหินสี่เหลี่ยมมารองรับตรงที่เป็นรอยต่อของหิน เหมือนด้านนอกที่ทอดข้ามคูน้ำ หากเราหยุดยืนอยู่ตรงกลางสะพาน จะเห็นความอัศจรรย์ของช่างที่วางตำแหน่งปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง มีปราสาทบริวารที่มุมอีกสี่หลัง (ตามระเบียบของทวีปทั้งสี่ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุ) ตรงตำแหน่งของปราสาทบริวารถูกจัดวางไว้ด้านหน้าสองหลัง อีกสองหลังอยู่ด้านหลังในตำแหน่งที่ตรงกัน ทำให้มองเห็นว่าปราสาทนครวัดมีเพียงสามหลัง (อีกสองหลังถูกบังซ้อนอยู่) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสไปตรวจสอบโดยเครื่องมือปัจจุบัน พบว่ามีความเอนเอียงเล็กน้อย ซึ่งเมื่อพิจารณาว่า ประมาณ 900 ปีที่แล้ว ช่างยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบเหมือนปัจจุบัน การเล็งด้วยตาเปล่าเกือบจะไม่เห็นความเอนเอียงเลย ต้องถือว่าช่างมีความสามารถมาก.


จุดที่ 7
     เป็นบรรณาลัย (Library) มีสองวิหารด้านซ้ายและขวา (ด้านทิศเหนือและทิศใต้) ของตรงกลางสะพานนาค (ทางเดินหิน) ที่ตรงไปยังนครวัด เมื่อเดินเข้าไปชมใกล้ ๆ บรรณาลัยด้านซ้ายของทางเข้า จะมีป้ายแสดงโครงการฟื้นฟูบรรณาลัยส่วนเหนือซึ่งอยู่ภายในบริเวณนครวัด09 อาคารบรรณาลัยนี้เป็นหินทราย มีประตูเข้า-ออกหลายทาง มิได้มีเฉพาะทางด้านที่หันหน้าเข้าปราสาทเท่านั้น อาจสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ เช่น เป็นที่พัก ห้องสมุด ที่ประทับ หรือศาลาเปลื้องเครื่อง (ที่เปลี่ยนเสื้อผ้า) ทำให้ร่างกายสะอาดบริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าไปประกอบพิธี.

          

     [img_0709.jpg]

     หากหันเข้าหาปราสาท บรรณาลัยทางซ้ายมือ (ทิศเหนือ) เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการบูรณะปราสาท แบบอนัสติโลซิส (Anastylosis)10 เพราะช่างที่บูรณะได้ตัดหินใหม่มาวางแทนที่หินบางส่วนที่หายไป แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างของเดิมและของใหม่โดยของใหม่ไม่สลัดลวดลาย และทำผิวหยาบไม่เรียบเหมือนของเดิม เพื่อต่อไปภายหน้ามีผู้มาตรวจสอบจะได้เห็นหลักฐานการบูรณะ


จุดที่ 8
หากเราเดินเลยผ่านบรรณาลัยที่ขนาบสะพานนาคไปเล็กน้อย จะมีบันไดที่ลาดลงสู่พื้นดินด้านซ้ายมือ ให้เราเดินทางลงไปหยุดที่แนวต้นไม้ด้านหน้าสระน้ำสี่เหลี่ยม (ซึ่งควรมีสี่สระตามระเบียบทั้งสี่มุมสี่ทิศ) และถ้าเรามองผ่านสระน้ำไปที่ปราสาทประธาน เราจะเห็นนครวัดมีห้ายอดครบบริบูรณ์ ตามคัมภีร์ที่กล่าวว่า เขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลางรายล้อมไปด้วยทวีปทั้งสี่ คือ "อุตตรกุรุทวีป" อยู่ทางทิศเหนือ "บูรพวิเทหทวีป" อยู่ทางทิศตะวันออก "อมรโคยานทวีป" อยู่ทางทิศตะวันตก และ "ชมพูทวีป" อยู่ทางทิศใต้ จากจุดนี้ถ้าเป็นช่วงเวลาที่มีน้ำขังเต็มสระ ไม่มีวัชพืช จะเห็นเงาสะท้อนในน้ำอีกห้ายอด รวมเป็นสิบยอด เป็นภาพที่งดงามเหมาะที่จะบันทึกภาพเก็บไว้อย่างยิ่ง.
 

[img_0712.jpg]


จุดที่ 9
ให้เราเดินผ่านแนวต้นไม้ทางซ้ายมือ จะเห็นวัดในปัจจุบันที่ย้ายลงมาจากบนปราสาทประธาน ซึ่งเป็นวัดแต่เดิมตั้งอยู่บนปราสาทนครวัดหลังกลาง ต่อมาได้ย้ายลงมาด้านล่าง ณ ปัจจุบัน

 

[img_0887.jpg]
ถ่ายจากระเบียงบนชั้นในของประสาทประธานนครวัด



จุดที่ 10
ถ้าเราเดินตรงเข้าหาปราสาทจากแนวนี้ จะผ่านบันได 2-3 ขั้นขึ้นไป ให้ตรงไปที่บันไดของมุมปราสาทด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เชิงบันไดจะสังเกตเห็น (ภาพที่แนบมาด้วย ณ ขณะนี้ไม่มีรายละเอียดมากนัก โอกาสต่อไปจะไปถ่ายรูปมาเสริม ให้เห็นรายละเอียดชัดขึ้นนะครับ) ช่างขอมสมัยนครวัดพยายามสลักลวดลายไว้เต็มไปหมด แทบไม่มีที่ว่างหลงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นมุมที่ฐานด้านติดกับคอดินซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นเลย.

 

[img_0721.jpg], [img_0723.jpg]


 

ผังนครวัด (นำมาใส่หมายเลขและจุดสำคัญเพื่อใช้อธิบายต่อไป), ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 17 มิถุนายน 2561.


จุดที่ 11
เมื่อเราเดินขึ้นบันไดผ่านประตูเข้าไปในห้องที่มุมระเบียงคดชั้นที่สองแล้ว เราจะเห็นว่าช่างได้สลักภาพนูนต่ำเต็มไปหมด ให้เราเริ่มดูจากผนังด้านทิศเหนือทางปีกตะวันออก.

 

[img_0736.jpg]

พระวิษณุบรรทมอยู่บนพญาอนันตนาคราชในเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) ที่ปลายพระบาทมีพระลักษมีชายากำลังปรนนิบัติพัดวี
หรือ ภาพพระวิษณุอนันตศายิน (นารายณ์บรรทมสินธุ์)





 มีประเด็นที่น่าสนใจและน่าทึ่งในความรอบรู้ของผู้ใช้นามว่า EJeab Academies03 ใน Facebook ผมขอนำสิ่งที่คุณ EJeab ได้บรรยายและแสดงภาพไว้ เป็นต้นเรื่องนำร่องและเป็นแนวในการศึกษาหลักของภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคด (Gallery) ทิศใต้ปีกตะวันตก ไว้ดังนี้:

นำมหากองทัพ เสด็จสู่สวรรค์ "ไวกูณฐ์"

     ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคด (Gallery) ทิศใต้ปีกตะวันตก เป็นเรื่องราวของการเคลื่อนขบวนทัพของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 204 "บรมวิษณุโลก" แห่งราชวงศ์มหิธระปุระ ประกอบด้วยแม่ทัพบนช้าง 20 กองทัพ ขบวนแห่งพระเพลิง และทัพม้านำ รวม 22 กลุ่มภาพ ซึ่งชื่อนามและความหมายที่จารึกไว้ในแต่ละกลุ่มภาพนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเหล่าความเป็น "วฺร กมฺเตง อัญ" พระญาติวงศ์ ผู้ภักดี และพระนามของผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่ภายในจักรวรรดิกัมพุชะเทศะอันรุ่งเรือง ในยุคสมัยของพระองค์เท่านั้น.
     ภาพสลักจึงไม่ใช่ภาพการเดินทัพไปรมกับจามปา หรือการแสดงแสนยานุภาพ สวนสนามใด ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงในยุคสมัยนั้น ด้วยเพราะปีกตะวันออกของระเบียงคดฝั่งทิศใต้ ได้เล่าเรื่องราวอันมีความต่อเนื่องถึงการพิพากษาตัดสินความดีงามของพระเจ้าสูรยวรรมเทวะ พระมเหสี นางใน ขุนศึกและข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดในโลกแห่งความเป็นจริง (รูปขบวนเดินเท้า ช่วงเริ่มต้นภาพสลัก) ผ่านรูป "พระยมราชา" 18 กรทรงกระบือ เทพเจ้าผู้ปกปักษ์ทิศใต้ ทิศแห่งความตาย มีผู้ช่วยคือ "ธรรมบาล" และ "จิตรคุปต์" โดยผู้คนชั่วร้ายที่ถูกตัดสินความโดยเหล่าคณะยมบาล จะถูกพาไปลงทัณฑ์ในนรก 37 ขุม ตามกรรมชั่วที่ได้กระทำไว้.
     การสลักรูปภาพมหากองทัพฝั่งซีกตะวันตก ก็คือ "ภาพมงคลเชิงสัญลักษณ์" ของเรื่องราวการส่งเสด็จสู่ "สวรรคาลัย" ในโลกความจริง ที่แสดงเป็นเรื่องราวของการเดินทัพและผู้คนเพื่อกลับไปสู่สวรรค์ ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าสูรยวรรมเทวะที่ 2 นั่นเอง.
     ฉะนั้น ชื่อนาม "เนะ สฺยำกุกฺ" ในกลุ่มภาพกองทัพหนึ่งที่ถกเถียงกันมายาวหลายสิบปี จึงอาจเป็นเพียงชื่อนามของ "บุคคล" หรือ "ตำแหน่ง" ที่ปกครองเมืองในจักรวรรดิของพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 มากกว่าจะเป็นชื่อของชนชาติ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์หรือประเทศที่ยังไม่เคยปรากฎอย่างชัดเจนในช่วงเวลานั้น จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชาวสยามหรือคนไทย มาตั้งแต่เริ่มต้นตีความกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว เพราะเวลาเดียวกันนั้น ชื่อนาม สยาม - ไท และประเทศไทย ยังไม่เคยปรากฎในจารึกหลักอื่น ๆ ของกัมพูชาหรือที่ไหนเลย.

     

     ภาพสลักเริ่มแรกของการส่งเสด็จพระสูริยวรรมเทวะสู่สวรรคาลัย ทางฝั่งซ้ายสุด เป็นเรื่องราวสมมติของการตระเตรียมกองทัพ ผู้คนและพระเพลิง เพื่อการเดินทางไปสู่ "ไวกูณฐ์" สวรรค์แห่งพระวิษณุ ณ ยอดเขา "ศิวบาท" มหาสถานแห่งความเชื่อมโยงสู่ปรมาตมัน สรวงสวรรค์พระสุเมรุแห่งเทพตรีมูรติ "สมตจ วรปาท กมรเตง อัญ ปรมวิษณุโลก" องค์อวตารแห่งพระมหาวิษณุเทพ ฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือหางแส้ พระหัตถ์ซ้ายถือด้ามจับที่แยกออกจากกัน ประทับนั่งบนนาคะบัลลังก์ที่แวดล้อมด้วย "ฉัตรสัปทน" 14 คัน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ "แส้จามร" สี่ด้าม "เครื่องพัดโบก" ห้าด้าม และ "พัดวาลวิชนีหางนกยูง" หนึ่งคู่ ในท่ามกลางหมู่ข้าราชบริพารนางในแห่งราชสำนัก พราหมณ์บัณฑิตผู้ทรงเกียรติ แม่ทัพ ขุนพล นายกอง ทหาร และผู้คน.     
     ...ในความหมายของภาพสลักอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทรงกำลังได้รับการสรรเสริญสักการะจากเหล่าทวยราษฎร์ ผู้ภักดีของพระองค์ เพื่อส่งเสด็จในครั้งสุดท้าย
     ...เหมือนภาพสลักจะเล่าว่า ...ทรงมีพระราชโองการแก่ "วฺระ กมฺรเตง อัญ ศรีวีรสิงหวรรมม" มหาเสนาบดีผู้รับสนองพระราชโองการ "วฺระ กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ - กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย" เสนาบดีซ้าย ขวา และ "วฺระ กมฺรเตง อัญ คุณโทษ ต ปฺวฺน" ผู้พิพากษาความเป็นคุณ (ดี) และความเป็นโทษ (ร้าย) ทั้งสี่.
     ..."เจ้า...จงจัดเคลื่อนมหากองทัพอันเกรียงไกร ผู้ภักดีแก่เราทั้งหลาย เคลื่อนขบวนไปสู่โลกของความเป็นนิรันดร์แห่งพระวิษณุเจ้า ร่วมไปด้วยกัน...กับเราเถิด"
     ...มหากองทัพ (ในความจริง) ของมหาจักรวรรดิ จึงเริ่มต้นจัดขบวนทัพขึ้นเพื่อร่วมกลับสู่สวรรค์ (ในความเชื่อ) ไม่ใช่การจัดกองทัพจริง...!!!

   
     ขบวนแรก: คือ "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีชเยนทรวรรมม" ผู้ปกครอง "ลเทา" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้าง ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทนเก้าคัน อยู่ปลายขบวน (ใกล้กับทางลงจากยอดเขาศิวบาท).

     

     ขบวนที่สอง: นำโดยขุนศึก "อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน" ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม (แห่ง) โฉกวกุล" สวนเกราะหนัง ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ยืนสง่าบนสัปคัปหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเก้าคัน และธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน.
     ...สำหรับชื่อนาม "กมฺร เตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม" ของกองทัพนี้เป็นชื่อนามเดียวกันกับชื่อผู้ปกครอง "ศรีวิเรนธราศรม" หรือเมืองวิมายปุระ จากจารึกกรอบวงกบประตูของปราสาทหินพิมายที่มีการบ่งบอกเวลาไว้ในช่วงยุคเดียวกัน.
     ...ขบวนทัพนี้จึงหมายถึงกองทัพจากเมืองพิมาย (โฉกวกุล - ป่าพิกุล) อย่างไม่ต้องสงสัยเลย.


     ขบวนที่สาม: นำโดยขุนศึก "อนัก สัญชัก กันจัสปรยัก" ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรายุทธวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือธนูและลูกศร ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัย "ครุฑพ่าห์" และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทนหกคัน พัดโบกสองผืน.

     

     ขบวนที่สี่: นำโดยขุนศึก "อนัก สัญชัก มัตคนัน" (ผู้มีความโกรธในสายตา) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัย ศรีวชยา ยุทธวรรมม (แห่ง)" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคัปหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน พลเดินเท้าของกองทัพนี้สวมหมวกเทริดยอดหัวกวางทั้งหมด.

     ขบวนที่ห้า: นำโดย "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีมหิปตินทรวรรมม" ผู้ปกครอง "จันลัตไต" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนหกคัน พัดวาลวิชนีหางปลา มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งคทาและพลม้านำขบวน.

     

     ขบวนที่หก: นำโดย "อนัก สัญชัก วิทยาศรม" (ผู้ให้ปัญญา) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเจ็ดคัน มีธงชัย "ครุฑพ่าห์" และพลม้านำขบวน.

     ขบวนที่เจ็ด: (ปัจจุบันยังหาชื่อนามที่แปลแล้วไม่ได้) สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายถืออาวุธไว้ที่ไหล่ นั่งหันมาข้างหลัง สบาย ๆ บนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 13 คัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน และพลม้านำขบวน.

     

     ขบวนที่แปด: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน" (ผู้ทรงปัญญา) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวิเรนทราธิปติวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเก้าคัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน และพลม้านำขบวน.

     ขบวนที่เก้า: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก อนักจิ" (ผู้ชำนาญการรบ) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี นรปตีนทรวรรมม" ถือคันธนูและลูกศร ยืนบนหลังช้างดูองอาจ สง่างามบนหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนสิบคัน และเสาธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน.

     

     ขบวนที่สิบ: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก วนิสัตร" ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี สูราธิปวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและโล่ ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน.

    ขบวนที่ 11: มี "กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย
" เสนาบดีหนึ่งในสี่ ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายและเอว ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) มือรั้งเชือกยืนบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทนสิบคัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน.

     

     ขบวนที่ 12: เป็นภาพสลักของ "พระเจ้าสูริยวรรมเทวะที่ 2" สวมชุดเกราะหนัง สะพายดาบไว้ด้านหลัง ประทับยืนอยู่บนสัปคับหลังช้างศึกทรงมงกุฎทอง แวดล้อมด้วยเครื่องสูงอย่าง "ฉัตรสัปทน" ถึง 15 คัน ธงยาวปลายริ้วโค้งสี่ผืน เครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่าง "แส้จามร พัดโบก พัดวาลวิชนี" พระหัตถ์ขวาจับเชือกบังคับช้าง พระหัตถ์ซ้ายถืออาวุธที่เรียกว่า "พร้าแป๊ะกั๊ก" ซึ่งเป็นอาวุธที่เหมาะกับการต่อสู้แบบประชิดตัว ใช้ในการฟันกระแทกเช่นเดียวกับดาบ ขวาน ง้าว พร้า ใบมีดทำมาจากเหล็กมีคมด้านเดียวอีกด้านเป็นสันหนา โคนส่วนที่เป็นก้านมีดเสียบทะลุด้ามเพื่อให้มีความมั่นคง ส่วนใหญ่ด้ามเป็นไม้กลึงกลมค่อนข้างยาว แต่ไม่ยาวอย่างหอกหรือทวน ส่วนที่ติดกับใบมีดโค้งเว้าขึ้น.
     ...ด้านหน้าช้างทรง เป็นยอดเสาธงชัยรูป "วิษณุครุฑพ่าห์" ในความหมายของกองทัพกษัตริย์ผู้เป็นเสมือนอวตารของพระวิษณุเฉกเช่นพระรามแห่งกรุงอโยธยา ซึ่งก็ยังใช้สืบเนื่องต่อมาในกลุ่มรัฐขอมเก่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาในคติ "รามาธิบดี".
     ...สำหรับกองทัพหลวงราชองครักษ์เดินเท่าด้านล่าง สวมชุดเกราะหนังถือหอกซัดและใช้เขนโล่ สวมเทริดหัวสัตว์และหัวลายนก เดินขนานกันเป็นคู่อย่างมีระเบียบ


     ขบวนที่ 13: นำหน้าทัพหลวง มีขุนศึกที่เปรียบเสมือนองครักษ์ "อนัก สัญชัก ไตรโลกยปุระ" (ผู้มีชัยทั้งสามโลก) เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน พักโบกหนึ่งผืน และธงชัยริ้วปลายแหลมห้าผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งคทานำขบวน.

     

     ขบวนที่ 14: นำโดย "วฺร กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ" เสนาบดีหนึ่งในสี่ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและสวมเขน ยืนองอาจบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 12 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งดาบฝักปลีนำขบวน.

     ขบวนที่ 15: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก อโส (ขาว) ลนิส" นามว่า "วฺร กมฺเตง อัญ ศรีราเชนทร วรรมม" สวมเกราะหนัง ถือกระบี่พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว นั่งห้อยขาขวาบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน และเสาธงยาวริ้วสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชร่ายรำและพลม้านำขบวน.

     

     ขบวนที่ 16: เป็นขบวนอัญเชิญหอพระเพลิง โดยมีขบวนเหล่าพราหมณ์และราชโหตาจารย์ สวดมนตราฤคเวทบูชาเทพเจ้าด้านหลัง ราชโหตาจารย์นั่งบนเปลมีคานหามและหลังคา ประดับด้วยพัด 13 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน แวดล้อมด้วยเหล่านักบวชหรือ "บัณฑิต" มัดเกล้ามวยผมสูง.
     ...ด้านหน้าเป็นขบวนอัญเชิญหอ "พระเพลิง" (วฺร เวลิง) ประดับด้วยฉัตรสัปทนสิบคัน พัดวาลวิชนีสามคัน พัดโบกสี่คัน มีธงชัยกระบี่ธุชร่ายรำนำขบวน ด้านหน้าสุดเป็นขบวนนักดนตรีประโคม สังข์ แตร ฆ้องกลอง และนักแสดง ประดับธงชัยริ้วยาวปลายแหลมเจ็ดผืน.

     ขบวนที่ 17: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก ตรวาง สวาย" นามว่า "วฺร กมฺรเตง อัญ ปฤถวีนเรนทร" สวมเกราะหนัง ถือหอกซัดและโล่ เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว ประดับด้วยฉัตรสัปทนหกคัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตวืจำนวนมากและพลม้านำขบวน.

     

     ขบวนที่ 18: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก กวีศวร" (ผู้เป็นเลิศในกวี) นามว่า "วฺร กมฺรเตง อัญ มหาเสนาปติ ศรีวีเรานทรวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทนเจ็ดคัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากนำขบวน.

      ขบวนที่ 19: มี "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีสิงหวีรวรรมม" ถือหอกซัดและสวนเขน เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว อาการฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเจ็ดคัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน.

     

     ขบวนที่ 20: นำทัพโดย "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีชัยสิงหวรรมม" นำพลเมืองละโว้ (โลฺว) ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยีนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 17 คัน พัดโบกหนึ่งคัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน
     ...จำนวนฉัตรร่มที่มีจำนวนมากของกองทัพนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองละโว้ ในฐานะที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของราชวงศ์ พระญาติพระวงศ์ผู้ปกครองดินแดนฝั่งตะวันตก อันกว้างใหญ่ไพศาล.

     ขบวนที่ 21: นำทัพโดย "เนะ สฺยำกุกฺ" (ผู้ปกครองกลุ่มชนผิวดำ?) ถือธนูและลูกศร ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ถักผมเป็นลอน สวมหมวกประดับดอกไม้ พลเดินเท้าถือหอกยาวเป็นแง่งแหลม สวมชุดลายดอก ประดับด้วยอุบะสร้อยระย้า.
     ...ที่น่าสนใจ แต่ไม่เคยมีการพูดถึงกันก็คือลวดลายของ "สัปคับ" ที่มีความแตกต่างไปจากสัปคับของฝ่ายเขมรทั้งหมด โดยทำเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย พนักของสัปคับฉลุเป็นลวดลายโค้ง คล้ายดอกไม้สี่กลีบ มีความคล้ายคลึงกับลายดอกไม้ประดับในศิลปะแบบทวารวดีของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามากเลย.  

     ขบวนที่ 22: เป็นทัพหน้าสุดของทั้งหมด นำโดย "อนัก ราชการยย ภาค ปมญ อเชงฺญาล" (ประเทศราช พลธนูจากเมืองเชงฺญาล) เป็นพลเดินเท้าและพลม้า ไม่มีช้างประกอบขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน พัดโบกหนึ่งคัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน.

     ถัดไปทางตะวันออกของโคปุระ ผนังระเบียงคดอีกฟากหนึ่งและสลักเป็นเรื่องราวการตัดสินความของพระยมราชา ที่ในที่สุดของเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระเจ้าสูริยวรรมเทวะที่ 2 ก็ได้รับการรับรองคุณงามความดี ให้เสด็จขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ "ไวกูณฐ์" แห่งพระวิษณุดังที่ปรากฎภาพของพระองค์ประทับในวิมาน ตรงช่องสุดท้ายทางตะวันออกสุดของผนัง พรั่งพร้อมด้วยพระมเหสี นางใน ข้าราชบริพาร ขุนทหารและผู้ภักดี ตามเสด็จขึ้นไปด้วยทั้งหมด.
     ส่วนศัตรูผู้ชั่วร้ายและผู้คิดทรยศ ล้วนแค่ถูกพิพากษาให้ถูกลงโทษทัณฑ์ ตกลงสู่นรกในขุมต่าง ๆ ในภาพสลักส่วนล่างของผนัง อย่างน่าสยดสยอง.

 

ที่มาและคำอธิบาย:
01.  ANCIENT ANGKOR: BOOKS GUIDES, Michael Freeman, Claude Jacques, River Books, Bangkok, Thailand, 2009
02.  ตำนานแห่งนครวัด, จิตร ภูมิศักดิ์, สำนักพิมพ์อมรินทร์, พิมพ์ครั้งที่ 5, กันยายน 2551.
03 ปรับปรุงจากที่มา: EJeab Academies (วรณัย พงศาชลากร) ใน Facebook, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.
04.  สูรยวรรมันที่ 2 เอกสารไทยบางทีเรียกว่า สุริยวรมันที่ 2  (Suryavarman II) สิ้นพระชนม์แล้วได้พระนามว่า "บรมวิษณุโลก" เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ทรงสร้างนครวัด ครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ.1113 - ถึงราว ค.ศ.1145-50, สูรยวรรมัน แปลว่า ผู้มีพระอาทิตย์เป็นเกราะ, พระนาม "บรมวิษณุโลก" นี้สื่อว่า ทรงเข้าถึงแล้วซึ่งพิภพอันยิ่งใหญ่ของพระวิษณุ คือ สรวงสวรรค์, ปรับปรุงจาก. th.wikipeida.org, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.
05.  เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยกัมพูชา โดย Kittinew สำนักพิมพ์ ทิบ ไทย อินเตอร์ บุ๊ค, พิมพ์ครั้งที่ 1 พฤษภาคม 2557.
06.  หนังสือ "30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร" โดย ภภพพล จันทร์วัฒนกุล, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 2, (ปรับปรุงใหม่) ตุลาคม 2560 หน้า 335.
07.  ปราสาทศิลปะขอมส่วนใหญ่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเชื่อว่าเป็นทิศแห่งความเป็นมงคลและอำนาจมีปราสาทเพียง 5 แห่ง เท่าที่ทราบที่หันหน้าไปทางทิศอื่น คือ ปราสาทพระวิหาร หันหน้าไปทางทิศเหนือ เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่เพราะทางตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชัน ปราสาทหินพิมาย หันหน้าไปทางทิศใต้ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงอธิบายว่าหันหน้าให้รับกับเมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ที่อยู่ทางทิศใต้.

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (ท่านชายปาน) (23 พ.ย. 2466 - 6 พ.ย.2546) นักประวัติศาสตร์ศิลปะและ
โบราณคดีชาวไทย ทรงมีคุณูปการและได้วางรากฐานต่อวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์และงานด้านโบราณคดีไว้มาก

     ปราสาทตาเมีอนธม (เพี้ยนมาจาก มวนธม แปลว่า ไก่ใหญ่) ตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ในระหว่างเส้นทางของเมืองพิมายกับเมืองพระนครหันหน้าไปทางทิศใต้ น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับปราสาทหินพิมาย ปราสาทอัตถเวียร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก และปราสาทนครวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงสันนิษฐานว่าการที่ปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อาจจะเกี่ยวข้องกับการเป็นปราสาทที่ฝังพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพราะไม่พบข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สามารถหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศอื่น ๆ ได้ ในจดหมายเหตุจิวตากวน ได้กล่าวว่าศพพระราชาฝังอยู่ในปราสาทหิน และกล่าวถึงปราสาทหลังหนึ่งที่สร้างโดยเทพเจ้าลูปัน (ศ.พอล เปอลิโอ - Paul Peliot ผู้แปลจดหมายเหตุจิวตากวน สันนิษฐานว่า ลูปัน คือ วิศวกรรมเทพ) อาจหมายถึงปราสาทขนาดใหญ่มโหฬารที่เทพเจ้าเป็นผู้สร้าง อยู่ทางใต้ของประตูเมืองไกลประมาณ 1 ลี้ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของปราสาทนครวัดนี่เอง.
08.  นักองค์จัน บ้างก็เรียก นักองค์จันทร์ (สมเด็จพระอุไทยราชาธิราชรามาธิบดี) ครองราชย์แทนนักองค์เอง (สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี) (สมภพ พ.ศ.2334 ที่กรุงเทพฯ สวรรคต พ.ศ.2378 ครองราชย์ พ.ศ.2345-2378 (บ้างก็ว่า พ.ศ.2349-2378). ทรงเป็นกษัตริย์กัมพูชาในระหว่างที่ประเทศเกิดความวุ่นวายจากการขัดแย้งระหว่างสยามกับเวียดนาม. ปรับปรุงจาก: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 1 มิถุนายน 2561.
09.  โครงการฟื้นฟูบรรณาลัยส่วนเหนือซึ่งอยู่ภายในบริเวณนครวัด (RESTORATION PROJECT OF THE NORTHERN LIBRARY INSIDE THE OUTERMOST ENCLOSURE OF ANGKOR WAT) เป็นโครงการความร่วมมือของสามหน่วยงานคือ UNESCO, APSARA และ UNESCO Japanese Funds-In-Trust โครงการนี้เริ่มต้นและสิ้นสุด พฤษภาคม พ.ศ.2542 - เมษายน พ.ศ.2548 โดยมีภารกิจ 1) Rebuilding of Collapsed Elements 2) Installation on New Sandstone materials 3) Restoration of Missing Structural Elements with New Sandstone Materials 4) Dismantling, Repair, and Rebuilding of Damaged elements and places structurally in Danger of Collapse 5) Reinforcement of Structural Stability to adjust the Distortion of the Central Part of the Building Caused by Uneven Ground Subsidence. 6) Consolidation of the Surface of Deteriorated Elements 7) Construction of a Database of Restored Elements และ 8) Compilation of a Restoration Work Report.
10.  การบูรณะแบบอนัสติโลซิส (Anastylosis) มาจากภาษากรีก ana = อีกครั้ง - again ส่วนที่เหลือหมายถึง การวางให้ตรง = to erect [a stela or building] เป็นศัพท์ทางโบราณคดี สำหรับเทคนิคในการก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยใช้องค์ประกอบหรือวัสดุที่เป็นแบบเดิมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้., ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 3 สิงหาคม 2561.




คำอธิบาย Photo Gallery
ภาพที่ 1-9 เป็นภาพถ่ายเก่าเก็บ ที่มา: บล็อค "วิเคราะห์ประวัติศาสตร์" ใน facebook วันที่สืบค้น 20 พฤษภาคม 2561. มีข้อมูลวิพากษ์กันเยอะเกี่ยวกับ นาฎศิลป์เขมรเอาไปจากไทย หรือไทยเอามาจากเขมร ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้จากทางอินเทอร์เน็ตได้เอง โดยเฉพาะ คุณ Navarat.C, http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2009/08/K8183890/K8183890.html, วันที่สืบค้น 20 พฤษภาคม 2561.


PHOTO
GALLERY
info@huexonline.com