MENU
TH EN

นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 1

ภาพ: มุขด้านหน้าของนครวัด ภาพวาดลายเส้นโดย กิโอด์ ร่างโดยอ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) ราวปี ค.ศ.1860, ที่มา: en.wikipedia.org และ บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์: ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่น ๆ, หน้าที่ 232, พิมพ์ครั้งที่ 1, ตุลาคม 2558, สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม.

First revision: Nov.06, 2017
Last change: Sep.13, 2020
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรตโดย:
อภิรักษ์ กาญจนคงคา

 

นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 101,02,06,11


      ผมเดินทางไปนครวัดได้สี่ครั้ง คือเมื่อ 31 มีนาคม พ.ศ.2552, 13-16 ตุลาคม พ.ศ.2560, 20-23 ตุลาคม พ.ศ.2561, และ 8-10 มิถุนายน 2562 (สามารถดูรายละเอียดภาพรวมการเดินทาง รวมทั้งการชมปราสาทสำคัญอื่น ๆ ได้ที่ "อาณาจักรพระนครโบราณ") ที่ผ่านมา ซึ่งประทับใจตลอดทั้งสี่ช่วงเวลา ผมจะพยายามศึกษาค้นคว้า เดินทาง จากเดิมเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสิ้นลม และคงจะสอดคล้องกับประโยคอมตะของอาโนลด์ ทอยน์บี (Arnold Joseph Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่ว่า See Angkor Wat and Die -ขอยลอังกอร์(วัด)ก่อนตาย05 -การได้เห็นนครวัดเสมือนได้เห็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดในชีวิตแล้ว ก็ตายนอนตาหลับ"06 "ขอยลพระบรมวิษณุโลกก่อนสิ้นลมปราณ" และ "การก่อสร้างศาสนสถาน ก็คือ ความทะเยอทะยานอันสูงสุดของมนุษย์ที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า" ศิลป พีระศรี ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ. 


อาโนลด์ เจ. ทอยน์บี, ถ่ายเมื่อ ค.ศ.1967, ที่มา: aeon.co, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.

     จากบันทึกเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2128 (ค.ศ.1585) (ตรงกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พระ-น-เรศ-วอ-ระ-มหาราช) ของไทย พ.ศ.2098-2133) ของนักเดินทางชาวโปรตุเกส ชื่อ ดีโอโก โด โคโตะ (Diogo Do Couto) ได้อธิบายถึงนครวัดว่า "ราว ๆ ครึ่งโยชน์จากเมือง (นครธม) มีวัดชื่อว่าอังการ์ ... วัดนี้เป็นสิ่งก่อสร้างพิเศษเฉพาะซึ่งอธิบายด้วยการจรดปากกาเขียนได้ยากยิ่ง, ไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเปรยเทียบกับสิ่งก่อสร้างอื่นใดในโลกได้เลย". และไม่กี่ศตวรรษต่อมา การพรรณนาของเขาก็ยังคงเป็นเรื่องจริง.


ดีโอโก โด โคโตะ (Diogo Do Couto) (พ.ศ.2085-2159),
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 9 ธันวาคม 2561


     นครวัด (Angkor Wat) เป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่เมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ (Siem Reap) ประเทศกัมพูชา เริ่มสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมเทวะที่ 2 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ (ไวษณพนิกาย) (จากการสำรวจใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการสแกนด้วยเทคนิค LiDAR - Light Detection and Ranging พบว่าบริเวณใต้ปราสาทนครวัด มีซากปราสาทเดิมอยู่ชั้นหินดินด้านในอยู่ถึงหกปราสาท - ข้อมูลจากไกด์ซาง -ไกด์ที่เป็นทางการของกัมพูชา เมื่อคราวไปชมเมืองพระนคร 8-9-10 มิถุนายน 2562) ซึ่งเท่าที่ผมได้ศึกษาเดินสำรวจนั้น ภาพสลักต่าง ๆ ทั่วทั้งนครวัดนั้นเป็นความเชื่อทั้งไวษณพนิกายและไศวนิกาย (นับถือพระศิวะเป็นใหญ่) ภาพสลักเป็นหลาย ๆ เรื่องราว โดยเฉพาะ รามายณะ มหาภารตะยุทธ์ นารายณ์อวตาร ภพภูมิสวรรค์นรก การยกทัพเกรียงไกรแสดงแสนยานุภาพของกษัตริย์ และการรบพุ่งระหว่างเทวากับอสูร. 
 
สถานที่ตั้ง
     อยู่ทางทิศเหนือของเมืองเสียมเรียบ ประมาณ 10 กิโลเมตร ปราสาทนครวัดเป็นก่อสร้างที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ด้วยความวุ่นวายสถานการณ์สงครามภายในประเทศกัมพูชา ทำให้เรื่องราวของนครวัดถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกด้านการท่องเที่ยว ต่อมาเมื่อบ้านเมืองกัมพูชาสงบลง ก็มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าชมอย่างมากมาย ในส่วนของคนไทยเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของนครวัดมาโดยตลอด คนไทยสามารถเดินทางเข้าชมนครวัดได้สะดวกกว่าใคร เนื่องจากอยู่ใกล้นครวัดเพียง 300 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ด้วยความเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แม้ว่าถ้าเทียบอายุกับแหล่งอารยธรรมอื่น ๆ ของโลก นครวัดอาจจะมีอายุน้อยมากเพียงแค่ 900 ปีเศษ แต่ถ้าเทียบกับภูมิภาคเดียวกันในย่านอุษาคเนย์ที่วิวัฒนาการความเจริญเป็นไปอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป นครวัดดูโดดเด่นและก้าวหน้ามาก ขนาดแผนผังที่ใหญ่โต พลังที่ต้องใช้ในการตระเตรียม วางแผนและก่อสร้างจริง ตัดและขนย้ายหินมาจากที่ห่างไกลราว 50 กิโลเมตร (เขาพนมกุเลน) (กุเลน แปลว่า ลิ้นจี่ป่า) เชื่อกันว่ามีหินที่นำมาสร้างเป็นล้านก้อน จำนวนแรงงานคำนวณว่าต้องมีคณนานับ มีแรงงานช้างนับร้อยถึงหลักพันเชือกเลยทีเดียว มีหัวหน้าช่างที่มีทักษะ ประสบการณ์ ต้องเข้าใจแนวคิด ปรัชญาศาสนาด้านไวษณพนิกายบ้างไม่มากก็น้อย จำนวนนับร้อย ๆ คน และมีช่างฝีมือในการสลักหินนับพันคน (มีความมหัศจรรย์ในการแกะสลักหินด้วยเครื่องมือแบบเดิม ๆ ด้วยมือ มีเครื่องทุ่นแรงไม่มากนัก) และต้องมีความศรัทธาแรงบันดาลใจที่เปี่ยมล้นในการรังสรรค์งานเหล่านี้ (ในมุมมองของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสนอแนวคิดว่า ทำไปด้วยความกลัว การกดขึ่ กอปรกับความศรัทธา ประเด็นนี้ก็ต้องศึกษาค้นกว่ากันต่อไป) ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถสร้างปราสาทนครวัดสำเร็จได้ในเวลาเกือบ 40 ปี โดยใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมเมื่อ 900 ปีที่แล้ว ปราสาทนครวัดจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงคุณค่าแก่การเข้าชมเป็นอย่างยิ่ง.

     นครวัดในมุมมองของชาวกัมพูชาถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิที่บรรพชนได้สร้างไว้ให้เป็นมรดกอันล้ำค่าที่น่าภาคภูมิใจ ชาวกัมพูชาไม่เคยลืมเลือนปราสาทนครวัดของเขาเลย ทุกยุคทุกสมัยนครวัดอยู่ในความทรงจำเสมอ เมืองโบราณอื่นใดอาจปล่อยทิ้งร้างไปบ้าง แต่นครวัดไม่เคยร้างรา คงมีชาวกัมพูชาดูแลรักษาไว้อย่างหวงแหนตลอดมา แม้แต่ราชธานีจะโยกย้ายไปที่อื่น แต่ชาวกัมพูชาจะสลับผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลนครวัดเสมอ แม้แต่ในช่วงสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา ประเทศชาติได้รับความบอบช้ำมาก แต่นครวัดกลับได้รับผลกระทบเสียหายเพียงน้อยนิด ชาวกัมพูชายังจำชื่อเดิมได้ว่านครวัดแห่งนี้คือ พระวิษณุโลก หรือ พระพิษณุโลก  (Prasat Paramavishnuloka) ของพวกเขา "นครวัดไม่เคยร้างรามาตลอด 900 กว่าปี" (ศานติ ภักดีคำ, นครวัดทัศนเขมร. (กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, 2545) หน้า 13). ซึ่งคนไทยโบราณจะเรียกนครวัดนี้ว่าพระพิษณุโลก มีภิกษุและพุทธศาสนิกชนไทยเดินมามาชมและสักการะพระพุทธรูปในพระพิษณุโลกนี้เรื่อยมา มิได้ขาด ซึ่งจะแย้งกับตำราฝรั่งที่ว่า อ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot)  เป็นผู้ค้นพบนครวัด.

     ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องรู้จัก สองหน่วยงานที่สำคัญในการศึกษาปราสาทนครวัดและส่วนอื่น ๆ ของศิลปกรรมโบราณของกัมพูชา คือ

     หนึ่ง) สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (École française d'Extrême-Orient - EFEO) (อีโคล์ ฟรองเซส์ ดิทรีเมอ อิยอง) เป็นสถาบันของฝรั่งเศสที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณคดี ประวัติศาสตร์ รวมทั้งสังคมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะอินโดจีนของฝรั่งเศส) สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2443 โดยในตอนแรกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮานอย และต่อมาได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ปารีส ในประเทศไทย EFEO มีศูนย์อยู่ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ริมถนนบรมราชชนนี กรุงเทพฯ, ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง 29 เมษายน 2562.


ที่มา: www.efeo.fr, วันที่เข้าถึง 29 เมษายน 2562

     ผู้สนใจทุกท่านสามารถเข้าไปศึกษางาน ภาพถ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ เอกสารสำคัญได้ใน http://collection.efeo.fr


     สอง) พิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Musée Guimet) - (มูซีกีเมต์) ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส  www.guimet.fr, พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปะอินโดจีนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็นแหล่งศิลปะจากเอเชียที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีโบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 45,000 ชิ้น พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่จัตุรัสอิเอนา เขต 16 ซึ่งเดิมเคยตั้งอยู่ที่เมืองลียอง ก่อตั้งโดย อีมิล กีเมต์ (Émile Étienne Guimet ) มหาเศรษฐีนักอุตสาหกรรมชาวลียอง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1879, ที่มา: หนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 79 มิ.ย.2550 โดย จรินทร์ คำชัย, ผ่านทาง https://mgronline.com/dhamma/detail/9500000066463, และ /www.talontiew.com/musee-guimet/, วันที่เข้าถึง 29 เมษายน 2562.

อีมิล อีเตียง กีเมต์ (Émile Étienne Guimet ), 26 มิ.ย. ค.ศ.1836 - 12 สิงหาคม ค.ศ.1918


ชื่อและความหมาย
     ภาษาไทยเรียก นครวัด สำเนียงเขมรเรียก โนโกวัด (โนโก คือ นคร) สำเนียงฝรั่งเศสเรียก อองกอร์วัด (Angkor Wat) แต่มักจะเขียนและเรียกทั่วไปว่า แองกอร์วัด เพราะชื่อเดิมเป็นภาษาถิ่น จึงไม่เป็นที่รู้จักเท่าแองกอร์วัด ซึ่งกลายเป็นชื่อสากลไปแล้ว. (ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (จอร์จะคูอิเดด) - George Cœdès ได้เสนอให้เรียกว่า Funeral Temple (เพราะเป็นทั้งเทวาลัยและหลุมฝังศพ) ซึ่งมีคนคิดคำศัพท์ขึ้นเป็นไทยว่า มฤตกเทวาลัย)
  (ดู 02 หน้าที่ 123).  

ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ - George Cœdès บรรณารักษ์ใหญ่ประจำหอสมุดวชิรญาณ พ.ศ.2461 ชาตะ พ.ศ.2429 - มรณะ พ.ศ.2512, ที่มา: www.sujitwongthes.com และ th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 20 กุมภาพันธ์ 2561.

     ที่มาของชื่อสันนิษฐานว่าเนื่องจากปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากเหมือนเป็นนคร เมื่อตอนแรกสร้างถูกใช้งานเป็นปราสาททางศาสนาพราหมณ์ รวมทั้งเป็นอวมงคลสถาน ด้วยเป็นที่บรรจุพระบรมศพกษัตริย์ (เพราะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก) (แต่ก็มีการสันนิษฐานใหม่ว่า นครวัดไม่ได้เป็นอวมงคลสถาน ที่ตัวปราสาทหันไปทางทิศตะวันตกนั้น ก็เป็นการหันตรงไปยังแอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่-บารายตะวันตก ที่มีพระนารายณ์บรรทมสินธุ์สถิตอยู่นั่นเอง)


เทวรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์สัมฤทธิ์ พบที่บารายตะวันตก ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานในกรุงพนมเปญ,
ขอบคุณที่มาของภาพ: EJeab Academies ใน facebook


 ต่อมาเมื่อศาสนาพราหมณ์เสื่อมไป พุทธศาสนาเถรวาทได้เผยแผ่เข้ามาแทนที่ (หลังพุทธศตวรรษที่ 19) ได้มีการเข้าไปครอบครองใช้พื้นที่ของปราสาทประธานด้านบน ดัดแปลงให้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนา (สังเกตได้จากร่องรอยที่มีการดัดแปลงพื้น ผนัง เสา ของปราสาทนครวัด) ต่อมาได้มีการย้ายวัดลงมาด้านล่าง.

ประวัติ
     ปราสาทนครวัดสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมเทวะที่ 2 (Suryavarman II -1113 - c1150) เมื่อปี พ.ศ.1656 ทรงปราบดาภิเษกโดยเอาชนะพระปิตุลา คือพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 6 (Jayavarman VI - 1080 - c1107) และพระเจ้าธรณินทรวรมเทวะที่ 1 (Dharanindravarman I - 1107 - 1112) ซึ่งครองราชย์อยู่ที่เมืองมหิทรปุระ (เชื่อว่าอยู่ทางเหนือของเมืองพระนคร อาจอยู่ในเขตประเทศไทยปัจจุบันที่เชิงเขาพนมรุ้ง?  ปราสาทเมืองต่ำ? เมืองพิมาย? หรือแถววัดพู?) (อ้างจาก 01 หน้าที่ 12 ระบุว่า เมืองมหิทรปุระ คือ เมืองพิมาย) มีหลักฐานเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.1688 รวมเวลาเกือบ 40 ปีในรัชกาล ทรงมีพระนามหลังความตายปรากฎในจารึกที่ผนังระเบียงคดชั้นที่ 2 ด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัดว่า "บรมวิษณุโลก" อาจหมายถึงพระวิษณุที่จุติอยู่ในโลก แสดงให้เห็นว่าทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย บูชาพระวิษณุ ปราสาทนครวัดจึงมีศิลปกรรมที่แสดงเรื่องราวอำนาจและพระเกียรติของพระวิษณุเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงรูปนางอัปสรที่มีจำนวนมากมาย (ประมาณ 1,700 นาง ทั่วทั้งปราสาท) ตามคัมภีร์ที่ว่าในวิษณุทวีปจะเต็มไปด้วยนางอัปสร.

ศาสนาและความเชื่อ
     เป็นศาสนสถานทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย (Vaishnavism บ้างก็เรียก Vishnuism) ซึ่งนับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด. 

พระวิษณุทรงครุฑ, ที่มา: เทพเจ้า.com, วันที่สืบค้น 28 กุมภาพันธ์ 2561.

ยุคสมัยทางศิลปะและการกำหนดอายุ
     จัดอยู่ในศิลปะเขมรแบบนครวัด (สมัยที่ 13) กำหนดอายุราวกลางต่อปลายพุทธศตวรรษที่ 17 (ประมาณ 900 ปีที่ผ่านมา)

ขนาด
     ปราสาทนครวัดมีเส้นรอบวงยาว 5 กิโลเมตร วัดจากคูน้ำด้านนอก มีแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมเกือบเท่ากัน ด้านตะวันออกและตะวันตกยาวด้านละ 1,200 เมตร ด้านเหนือและด้านใต้ยาวด้านละ 1,400 เมตร มีพื้นที่ด้านในกว้างประมาณ 200 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 10,000 ตารางเมตร) หรือ ประมาณ 1,250 ไร่

แผนผังปราสาทนครวัด
     เป็นแบบแกนวิ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในศิลปะกัมพูชาโบราณ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก07 มีกำแพงล้อมรอบ 4 ชั้น ก่อนถึงปราสาทประธาน กำแพงด้านนอกสุดมีคูน้ำที่ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน คูน้ำกว้าง 100 เมตร ด้านทิศตะวันตกมีสะพานนาคทอดข้ามคูน้ำเข้ามาที่กำแพงชั้นนอก มีซุ้มประตู (โคปุระ) 5 ประตู 3 ประตู อยู่แนวตรงกลางอีก 2 ประตู อยู่ด้านข้างสุดปลายระเบียงคด เจาะลึกระดับพื้นดิน (คงทำไว้ให้ช้างและเกวียนสามารถผ่านเข้า-ออกได้) กำแพงชั้นที่ 2 (จากด้านนอก) อยู่ลึกเข้ามา มีทางเดินเชื่อมระหว่างกำแพงชั้นนอกและชั้นที่ 2 ยาว 350 เมตร.


Layout ของนครวัด, ที่มา: angkorguide.net, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.


     ระเบียงคดชั้นที่ 2 มีเส้นรอบวงยาว 800 เมตร มีผนังด้านเดียว ก่อทึบ ขัดเรียบสลักภาพนูนต่ำไว้หมดทุกด้าน มีบางด้านที่สลักขึ้นใหม่ในสมัยหลัง (สมัยนักองค์จัน ราวพุทธศตวรรษที่ 21) คือด้านทิศเหนือปีกตะวันออก และด้านทิศตะวันออกปีกเหนือ (มีจารึกบอกไว้ที่ใกล้ซุ้มประตูทางด้านทิศตะวันออก)

         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพเดินข้ามสะพานเป็นทุ่นพลาสติกชั่วคราว ด้านหน้าทางเข้านครวัด และภาพทางเข้าประตูด้านหน้าฝั่งใต้ ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560

         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพด้านหน้าทางเข้านครวัด ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560

         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพประตูด้านหน้าทางเข้านครวัดทางทิศใต้ และ
ภาพด้านทางเข้าประตูด้านหน้าฝั่งใต้  มองเข้าไปในระเบียง ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560

         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพระเบียงถ่ายจากด้านในทางทิศใต้ และภาพมุขกรอบประตูด้านนอก
ด้านหน้าฝั่งใต้  จะเห็นภาพเแกะสลักบนหินทรายเป็นรูปนางอัปสรา, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560

     ระหว่างกำแพงชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 มีพื้นที่ว่างไม่มาก (ห่างกันราว ๆ 20 เมตร) แต่ฐานของกำแพงชั้นที่ 3 ถูกยกสูงขึ้นไปมาก มีบันไดที่ซุ้มประตูแต่ละด้านแต่ละทิศสูงชันและแคบมาก.
     กำแพงชั้นที่ 3 ไม่ปรากฎภาพสลักนูนต่ำเหมือนชั้นที่ 2 มีเพียงผนังด้านนอกและด้านในที่สลักเป็นรูปนางอัปสร จัดวางไว้เป็นระยะไม่ต่อเนื่อง สลับกับหน้าต่างที่เจาะทะลุมีลูกกรงลูกมะหวดประดับไว้ระหว่างกำแพงชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4 มีบันไดที่สูงชันและแคบขึ้นลงได้ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกด้านละ 3 ทาง ด้านทิศเหนือและทิศใต้ด้านละทางเดียว.
     เมื่อขึ้นไปถึงกำแพงชั้นที่ 4 แล้ว มีระเบียงที่มีหลังคาคลุมเชื่อมถึงกันเป็นสี่เหลี่ยมและเชื่อมกับปราสาทประธานจากซุ้มประตูแต่ละทิศ ทำให้ด้านบนสุดของปราสาทมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีกากบาทอยู่ตรงกลาง.
     ตัวปราสาทประธานสูงจากพื้นดินประมาณ 60 เมตร มีประตูเข้า-ออกทั้งสี่ด้านแต่ปัจจุบันตรงกลางก่อปูนทึบปั้นเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแสดงปางประทานอภัย (แบบกัมพูชา) ประดับไว้ (ปั้นในสมัยหลังแล้ว อาจเป็นสมัยนักองค์จัน)08.
     ที่ผนังของปราสาทประธานทำสูงต่ำและยกมุมไล่ระดับ ตามที่ว่างประดับด้วยภาพนูนต่ำเป็นนางอัปสรในกิริยาต่าง ๆ .

ภาพมุมสูงนครวัด, ที่มา: Ejeab Academies ใน Facebook, วันที่สืบค้น 9 มิถุนายน 2561.
ได้ปรับแต่งใส่หมายเลขเพื่ออธิบาย เมื่อ 17 มิถุนายน 2561.


แผนผังปราสาทนครวัด
     สมัยนี้ช่างประสบความสำเร็จในการออกแบบและก่อสร้างอาคารแบบปราสาทขอมนี้แล้ว พบว่าในส่วนของแผนผังและลวดลายมีความลงตัวหมด อาจเป็นเพราะว่าได้เรียนรู้ ทดลองกันมาเป็นเวลายาวนาน  ศิลปะสมัยนี้จึงลงตัวและมีความเป็นตัวของตัวเอง.

ทับหลัง
     เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ สลักรูปบุคคลขนาดเล็ก มหาเทพ เทพเจ้า สัตว์ต่าง ๆ ตามที่ปรากฎในมหากาพย์ของศาสนาฮินดู (อาทิ รามายณะ, มหาภารตะ, นารายณ์อวตาร ฯ) บ้างก็เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ ท่อนพวงมาลัยยังปรากฎอยู่ แต่เริ่มต้นจากจุดกึ่งกลางด้านล่างของทับหลังวกขึ้น แล้วฉีกออกด้านข้าง แล้ววกลงอีกครั้งหนึ่ง.

         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพทับหลังจากวิหารด้านในของนครวัด, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560. และภาพบรรณาลัย (Library) ด้านขวาของนครวัด เมื่อพินิจตรงกรอบประตู จะมีปล้อง ๆ เป็นวงแหวน เมื่อดูใกล้ ๆ แต่ละปล้องจะมีเจ็ดวง, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

เสาประดับกรอบประตู
     เป็นเสาแปดเหลี่ยม เพิ่มจำนวนวงแหวนที่คาดมากขึ้น ทำให้แบ่งเสาเป็นแปดส่วน มีพื้นที่ให้สลักลายใบไม้ประดับเสาน้อย ใบไม้จึงลดขนาดใบเล็กลงแต่มีจำนวนใบถี่ขึ้นเป็นฟันเลื่อย (สลักตามขนาดของพื้นที่)

 

เครื่องแต่งกายของบุคคล
     ที่โดดเด่นที่สุดในสมัยนี้คือ ผ้านุ่งที่มีชายผ้าฉีกวกขึ้นแล้วโค้งตกลง.


ภาพจากวิหารด้านในทางทิศตะวันตกของนครวัด, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

การชมปราสาทนครวัด
     การเดินชมนี้เลือกเส้นทางที่ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงดำเนินเมื่อนำนักท่องเที่ยวชมปราสาทนครวัด บางจุดผู้เขียน (บางส่วนจาก...
ภภพพล จันทร์วัฒนกุล) เพิ่มเติมขึ้นมาจากประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ และข้ามไปในบางจุด โดยสังเกตจากอารมณ์และความเหนื่อยล้าของนักท่องเที่ยวที่เคยมาด้วยกันเป็นหลัก.

จุดที่
1
     เริ่มต้นจากทางทิศตะวันตกที่เป็นทางเข้าหลัก จะมีบันไดทางขึ้นไปที่สะพานนาค มี 3 ทาง ถ้านับรวมตัวสะพานและทางเดินด้วยจะทำให้มีผังเป็นรูปกากบาท บันไดทั้งสามทาง ช่างได้แกะสลักรูปสิงห์แบบนครวัด ที่มีรูปร่างสูงบาง ขาคู่หน้ายืนตั้งตรง ขาคู่หลังหย่อนกึ่งนั่งกึ่งยืน ศ.มจ.สุภัทรดิศ ทรงเรียกลักษณะแบบนี้ว่า ยงโย่ยงหยก ตรงจุดเริ่มต้นของสะพานมีนาคเจ็ดเศียรที่มีรัศมีเชื่อมต่อเป็นแผ่นเดียวกัน เป็น รูปแบบของนาคในศิลปะสมัยนครวัด ลำตัวของพญานาคถูกยกสูงขึ้น วางขนาบริมสองข้างทางเดิน มีฐานสี่เหลี่ยมรองรับช่วงลำตัวของนาค (รอยต่อของหิน) จึงทำหน้าที่เป็นราวสะพานด้วย ให้เราสามารถเดินไปตามสะพานนาคนี้.

        
ภาพถ่ายตรงสะพานพญานาคหน้านครวัด, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 

ภาพสะพานแกะสลักรูปสิงห์และพญานาค ด้านหน้า (หนึ่งในสามทาง-ทางขวามือของนครวัด)
ที่มา: www.visitcambodiatravel.com, วันที่สืบค้น 8 มิถุนายน 2561.

         
ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 

จุดที่ 2
     ตรงกลางสะพาน พื้นปูด้วยหินเรียบ มีตะพักลดระดับฉีกออกด้านข้างทั้งสอง ช่างทำเศียรนาคแบบนครวัดมาประดับไว้ทั้งสองด้าน จากจุดนี้ หากเรามองไปที่ริมคูน้ำที่ขุดล้อมรอบปราสาท เราจะสังเกตเห็นว่ามีการนำหินมาเรียงเป็นเขื่อนลดหลั่นกับตลอดริมคูน้ำทั้งสองฝั่ง (เป็นขั้นบันได-ปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว).

         
ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 

จุดที่ 3
     จากตรงนี้เราจะมองเห็นซุ้มประตู 3 ซุ้ม เครื่องบนชั้นหลังคามี 5 ชั้นซ้อน ที่มุมชั้นหลังคาแต่ละชั้น ช่างสลักเป็นรูปนาคปัก บรรพแถลงวางไว้ ทำให้รูปโครงหลังคาเป็นรูปดอกบัวตูมตามลักษณะของศิลปะแบบนครวัด.
     หลังที่เชื่อมระหว่างซุ้มประตูทั้งสามสร้างจากหิน (หลังคาของอาคารในศิลปะขอมมีวิวัฒนาการมาจากเริ่มมุงด้วยเครื่องไม้มุงกระเบื้องแล้วพัฒนามาใช้อิฐก่อนเปลี่ยนวัสดุมาเป็นหินทรายมุงเรียบในสมัยคลังหรือบาปวน แล้วเซาะให้เกิดร่องเลียนแบบกระเบื้องไม้ไผ่ (กระเบื้องกาบกล้วยหรือกระเบื้องกาบู) ในศิลปะสมัยนครวัด) (หลังคาระเบียง) ช่างทำชักปีกออกไปทั้งสองด้าน ทำแนวลดไล่ระดับ ก่อให้เกิดความงดงามนุ่มนวล.

ภาพซุ้มประตูทางเข้าชั้นแรก, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร? หรือพระวิษณุ?

         
ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 

     ภายในห้องคูหาของซุ้มประตูตรงนี้ (ซุ้มประตูกำแพงชั้นแรก ปีกทิศใต้) มีประติมากรรมขนาดใหญ่เป็นรุปบุคคลมีแปดกรถือดอกบัว จากการตรวจสอบด้านประติมานวิทยา รูปนี้มิใช่พระวิษณุตามที่บางท่านเข้าใจ (ไม่ได้ถือจักร สังข์ คทา และธรณี) เมื่อตรวจสอบผ้านุ่งพบว่าเป็นศิลปะแบบบายน แต่อาจสร้างสมัยหลังบายนลงมาเพราะพระพักตร์มีลักษณะต่างจากบายนแท้ ๆ (สมัยบายนนุ่งผ้าสั้นชายเสมอต้นขา) เบื้องต้นอาจตีความว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเพราะถือดอกบัว แต่ที่มุ่นพระเกศาไม่ปรากฎพระธยานิพุทธประทับนั่ง (รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในศิลปะแบบบายนเคร่งครัดมากในการแสดงรูปพระธยานิพุทธที่มุ่นพระเกศาด้านหน้า) และฐานเป็นหน้ากระดาน (แผ่นหินชั้นเดียวเรียบ) แตกต่างจากฐานรูปเคารพอื่น ๆ พระกรทั้งแปดมีร่องรอยต่อเติมใหม่ พระเศียรเคยหักหายไปแล้วหาพบจึงนำกลับมาต่อใหม่เมื่อไม่นานนี้ ขนาดรูปเคารพมีความสูงใหญ่กว่าเพดาน (ที่เคยเป็นไม้รูปบัวแปดกลีบ) คุณภภพพล จันทร์วัฒนกุล จึงเชื่อว่ารูปนี้คงทำขึ้นในสมัยหลัง อาจจะหลังมากในราวพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยนักองค์จัน โดยช่างขาดความเข้าใจในระเบียบ แต่พยายามทำเลียนแบบพระพักตร์แบบบายน (อมยิ้ม).

จุดที่
4

     เราจะเดินเลี้ยวตรงไปที่ซุ้มประตูด้านขวามือ (มีสามซุ้ม ให้ขึ้นทางซุ้มด้านทิศใต้) จะสังเกตเห็นทับหลังและหน้าบันหลายแห่งสลักเป็นรูปบุคคลขนาดเล็กจำนวนมาก เป็นเรื่องราวของมหากาพย์รามายณะ ตอนการรบพุ่งระหว่างพระรามและทศกัณฐ์ และฝูงลิงกับยักษ์. 

จุดที่ 5

     นางอัปสรยิ้มเห็นฟัน ถ้าเราเดินผ่านซุ้มประตูที่มีรูปเคารพแปดกร ผ่านเข้าด้านใน (ด้านทิศตะวันออก) ไปยืนที่หัวบันไดด้านทิศเหนือทางขวามือ แล้วมองย้อนกลับมาที่ผนังด้านข้างของซุ้มประตู จะเห็นนางอัปสรยืนยิ้มเห็นฟัน (ที่พบมีเพียงสองนาง อีกนางอยู่ถัดไปทางซ้ายเล็กน้อย).
     จากจุดนี้ บริเวณผนังในส่วนอื่น ๆ ปรากฎนางอัปสรอีกหลายนางที่ช่างสลักไว้ ยืนด้วยกิริยาต่าง ๆ ตามที่ว่างระหว่างกรอบหน้าต่าง ๆ แต่ละนางล้วนนุ่งผ้าที่แสดงความเบาบางและละเอียด เนื้อผ้าแนบไปกับลำตัว จนมองเห็นสรีระได้ (ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงกล่าวไว้เมื่อตอนนำชมศิลปะขอมครั้งหนึ่งว่า "ผ้าไหมเนื้อดีในอินเดียถือว่าต้องผลิตจากเมืองพาราณสี มีความบางเบาและเบาแนบไปกับลำตัวเหมือนนุ่งผ้าเปียกน้ำ") แต่ละนางยังแสดงการนุ่งผ้าแบบนครวัด คือชักชายยกโค้งขึ้นแล้วลาดลงด้านล่าง.
     อนึ่งนางอัปสรที่ยืนตามระเบียงที่สังเกตเห็นได้ชัด (อยู่ในที่เด่น มองเห็นแต่ไกล) จะยืนอยู่ในกิริยาสำรวม เรียบร้อยกว่านางอัปสรที่ยืนอยู่ตามมุมซ่อนเร้น ซึ่งอยู่ในท่าที่ดูเย้ายวนมากกว่า.

         
ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561 

จุดที่ 6
     หากเราเดินกลับขึ้นไปทางซ้าย ปีนบันไดเตี้ย ๆ สู่ทางเดิน (ทางดำเนิน) ที่ทอดเชื่อมระหว่างซุ้มประตูตรงกลางกับที่ตั้งปราสาทด้านใน ช่างได้ทำเป็นสะพานนาคสร้างจากหินทราย มีความยาวประมาณ 400 เมตร ขอบของสะพานขนาบด้วยลำตัวพญานาคที่ถูกยกขึ้นแล้วนำฐานหินสี่เหลี่ยมมารองรับตรงที่เป็นรอยต่อของหิน เหมือนด้านนอกที่ทอดข้ามคูน้ำ หากเราหยุดยืนอยู่ตรงกลางสะพาน จะเห็นความอัศจรรย์ของช่างที่วางตำแหน่งปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง มีปราสาทบริวารที่มุมอีกสี่หลัง (ตามระเบียบของทวีปทั้งสี่ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุ) ตรงตำแหน่งของปราสาทบริวารถูกจัดวางไว้ด้านหน้าสองหลัง อีกสองหลังอยู่ด้านหลังในตำแหน่งที่ตรงกัน ทำให้มองเห็นว่าปราสาทนครวัดมีเพียงสามหลัง (อีกสองหลังถูกบังซ้อนอยู่) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสไปตรวจสอบโดยเครื่องมือปัจจุบัน พบว่ามีความเอนเอียงเล็กน้อย ซึ่งเมื่อพิจารณาว่า ประมาณ 900 ปีที่แล้ว ช่างยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบเหมือนปัจจุบัน การเล็งด้วยตาเปล่าเกือบจะไม่เห็นความเอนเอียงเลย ต้องถือว่าช่างมีความสามารถมาก.

จุดที่ 7
     เป็นบรรณาลัย (Library) มีสองวิหารด้านซ้ายและขวา (ด้านทิศเหนือและทิศใต้) ของตรงกลางสะพานนาค (ทางเดินหิน) ที่ตรงไปยังนครวัด เมื่อเดินเข้าไปชมใกล้ ๆ บรรณาลัยด้านซ้ายของทางเข้า จะมีป้ายแสดงโครงการฟื้นฟูบรรณาลัยส่วนเหนือซึ่งอยู่ภายในบริเวณนครวัด09 อาคารบรรณาลัยนี้เป็นหินทราย มีประตูเข้า-ออกหลายทาง มิได้มีเฉพาะทางด้านที่หันหน้าเข้าปราสาทเท่านั้น อาจสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ เช่น เป็นที่พัก ห้องสมุด ที่ประทับ หรือศาลาเปลื้องเครื่อง (ที่เปลี่ยนเสื้อผ้า) ทำให้ร่างกายสะอาดบริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าไปประกอบพิธี.

         

         

     หากหันเข้าหาปราสาท บรรณาลัยทางซ้ายมือ (ทิศเหนือ) เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการบูรณะปราสาท แบบอนัสติโลซิส (Anastylosis)10 เพราะช่างที่บูรณะได้ตัดหินใหม่มาวางแทนที่หินบางส่วนที่หายไป แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างของเดิมและของใหม่โดยของใหม่ไม่สลัดลวดลาย และทำผิวหยาบไม่เรียบเหมือนของเดิม เพื่อต่อไปภายหน้ามีผู้มาตรวจสอบจะได้เห็นหลักฐานการบูรณะ

จุดที่ 8
หากเราเดินเลยผ่านบรรณาลัยที่ขนาบสะพานนาคไปเล็กน้อย จะมีบันไดที่ลาดลงสู่พื้นดินด้านซ้ายมือ ให้เราเดินทางลงไปหยุดที่แนวต้นไม้ด้านหน้าสระน้ำสี่เหลี่ยม (ซึ่งควรมีสี่สระตามระเบียบทั้งสี่มุมสี่ทิศ) และถ้าเรามองผ่านสระน้ำไปที่ปราสาทประธาน เราจะเห็นนครวัดมีห้ายอดครบบริบูรณ์ ตามคัมภีร์ที่กล่าวว่า เขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลางรายล้อมไปด้วยทวีปทั้งสี่ คือ "อุตตรกุรุทวีป" อยู่ทางทิศเหนือ "บูรพวิเทหทวีป" อยู่ทางทิศตะวันออก "อมรโคยานทวีป" อยู่ทางทิศตะวันตก และ "ชมพูทวีป" อยู่ทางทิศใต้ จากจุดนี้ถ้าเป็นช่วงเวลาที่มีน้ำขังเต็มสระ ไม่มีวัชพืช จะเห็นเงาสะท้อนในน้ำอีกห้ายอด รวมเป็นสิบยอด เป็นภาพที่งดงามเหมาะที่จะบันทึกภาพเก็บไว้อย่างยิ่ง.

จุดที่ 9
ให้เราเดินผ่านแนวต้นไม้ทางซ้ายมือ จะเห็นวัดในปัจจุบันที่ย้ายลงมาจากบนปราสาทประธาน ซึ่งเป็นวัดแต่เดิมตั้งอยู่บนปราสาทนครวัดหลังกลาง ต่อมาได้ย้ายลงมาด้านล่าง ณ ปัจจุบัน ชื่อวัด Angkor Paok

         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ถ่ายจากระเบียงบนชั้นในของประสาทประธานนครวัด (เมื่อ 16 ต.ค.60) และภาพวัด Angkor Paok (เมื่อ 20 ต.ค.61)


จุดที่ 10
ถ้าเราเดินตรงเข้าหาปราสาทจากแนวนี้ จะผ่านบันได 2-3 ขั้นขึ้นไป ให้ตรงไปที่บันไดของมุมปราสาทด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เชิงบันไดจะสังเกตเห็น ช่างชาวกัมพูชาโบราณสมัยนครวัดพยายามสลักลวดลายไว้เต็มไปหมด แทบไม่มีที่ว่างหลงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นมุมที่ฐานด้านติดกับคอดินซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นเลย.

 

         


ติดตามต่อได้ใน "นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 2


ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย:
01.  ANCIENT ANGKOR: BOOKS GUIDES, Michael Freeman, Claude Jacques, River Books, Bangkok, Thailand, 2009
02.  ตำนานแห่งนครวัด, จิตร ภูมิศักดิ์, สำนักพิมพ์อมรินทร์, พิมพ์ครั้งที่ 5, กันยายน 2551.
03 ปรับปรุงจากที่มา: EJeab Academies (วรณัย พงศาชลากร) ใน Facebook, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.
04.  สูรยวรรมันที่ 2 เอกสารไทยบางทีเรียกว่า สุริยวรมันที่ 2  (Suryavarman II) สิ้นพระชนม์แล้วได้พระนามว่า "บรมวิษณุโลก" เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ทรงสร้างนครวัด ครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ.1113 - ถึงราว ค.ศ.1145-50, สูรยวรรมัน แปลว่า ผู้มีพระอาทิตย์เป็นเกราะ, พระนาม "บรมวิษณุโลก" นี้สื่อว่า ทรงเข้าถึงแล้วซึ่งพิภพอันยิ่งใหญ่ของพระวิษณุ คือ สรวงสวรรค์, ปรับปรุงจาก. th.wikipeida.org, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.
05.  เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยกัมพูชา โดย Kittinew สำนักพิมพ์ ทิบ ไทย อินเตอร์ บุ๊ค, พิมพ์ครั้งที่ 1 พฤษภาคม 2557.
06.  หนังสือ "30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร" โดย ภภพพล จันทร์วัฒนกุล, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 2, (ปรับปรุงใหม่) ตุลาคม 2560 หน้า 335.
07.  ปราสาทศิลปะขอมส่วนใหญ่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเชื่อว่าเป็นทิศแห่งความเป็นมงคลและอำนาจมีปราสาทเพียง 5 แห่ง เท่าที่ทราบที่หันหน้าไปทางทิศอื่น คือ ปราสาทพระวิหาร หันหน้าไปทางทิศเหนือ เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่เพราะทางตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชัน ปราสาทหินพิมาย หันหน้าไปทางทิศใต้ ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงอธิบายว่าหันหน้าให้รับกับเมืองพระนคร (ยโศธรปุระ) ที่อยู่ทางทิศใต้.

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (ท่านชายปาน) (23 พ.ย. 2466 - 6 พ.ย.2546) นักประวัติศาสตร์ศิลปะและ
โบราณคดีชาวไทย ทรงมีคุณูปการและได้วางรากฐานต่อวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์และงานด้านโบราณคดีไว้มาก

     ปราสาทตาเมีอนธม (เพี้ยนมาจาก มวนธม แปลว่า ไก่ใหญ่) ตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ในระหว่างเส้นทางของเมืองพิมายกับเมืองพระนครหันหน้าไปทางทิศใต้ น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับปราสาทหินพิมาย ปราสาทอัตถเวียร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก และปราสาทนครวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงสันนิษฐานว่าการที่ปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อาจจะเกี่ยวข้องกับการเป็นปราสาทที่ฝังพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพราะไม่พบข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สามารถหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศอื่น ๆ ได้ ในจดหมายเหตุจิวตากวน ได้กล่าวว่าศพพระราชาฝังอยู่ในปราสาทหิน และกล่าวถึงปราสาทหลังหนึ่งที่สร้างโดยเทพเจ้าลูปัน (ศ.พอล เปอลิโอ - Paul Peliot ผู้แปลจดหมายเหตุจิวตากวน สันนิษฐานว่า ลูปัน คือ วิศวกรรมเทพ) อาจหมายถึงปราสาทขนาดใหญ่มโหฬารที่เทพเจ้าเป็นผู้สร้าง อยู่ทางใต้ของประตูเมืองไกลประมาณ 1 ลี้ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของปราสาทนครวัดนี่เอง.
08.  นักองค์จัน หรือ นักองค์จันท์ ตามประวัติศาสตร์ มีสองพระองค์ องค์แรกคือ พระองค์จันท์ที่ 1 ผู้สร้างเมืองละแวกเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ.2071 องค์ที่สอง คือ นักองค์จัน บ้างก็เรียก นักองค์จันทร์ (สมเด็จพระอุไทยราชาธิราชรามาธิบดี) ครองราชย์แทนนักองค์เอง (สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี) (สมภพ พ.ศ.2334 ที่กรุงเทพฯ สวรรคต พ.ศ.2378 ครองราชย์ พ.ศ.2345-2378 (บ้างก็ว่า พ.ศ.2349-2378). ทรงเป็นกษัตริย์กัมพูชาในระหว่างที่ประเทศเกิดความวุ่นวายจากการขัดแย้งระหว่างสยามกับเวียดนาม. ปรับปรุงจาก: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 1 มิถุนายน 2561.
09.  โครงการฟื้นฟูบรรณาลัยส่วนเหนือซึ่งอยู่ภายในบริเวณนครวัด (RESTORATION PROJECT OF THE NORTHERN LIBRARY INSIDE THE OUTERMOST ENCLOSURE OF ANGKOR WAT) เป็นโครงการความร่วมมือของสามหน่วยงานคือ UNESCO, APSARA และ UNESCO Japanese Funds-In-Trust โครงการนี้เริ่มต้นและสิ้นสุด พฤษภาคม พ.ศ.2542 - เมษายน พ.ศ.2548 โดยมีภารกิจ 1) Rebuilding of Collapsed Elements 2) Installation on New Sandstone materials 3) Restoration of Missing Structural Elements with New Sandstone Materials 4) Dismantling, Repair, and Rebuilding of Damaged elements and places structurally in Danger of Collapse 5) Reinforcement of Structural Stability to adjust the Distortion of the Central Part of the Building Caused by Uneven Ground Subsidence. 6) Consolidation of the Surface of Deteriorated Elements 7) Construction of a Database of Restored Elements และ 8) Compilation of a Restoration Work Report.
10.  การบูรณะแบบอนัสติโลซิส (Anastylosis) มาจากภาษากรีก ana = อีกครั้ง - again ส่วนที่เหลือหมายถึง การวางให้ตรง = to erect [a stela or building] เป็นศัพท์ทางโบราณคดี สำหรับเทคนิคในการก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยใช้องค์ประกอบหรือวัสดุที่เป็นแบบเดิมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้., ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 3 สิงหาคม 2561.

11.  Michael Petrotchenko, Focusing On The Angkor Temples, The Guidebook,4th Edition, 2017, Printed and Bound in Thailand, Amarin printing and Publish PCL

 

info@huexonline.com