MENU
TH EN

นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 2

Title Thumbnail: นครวัด ถ่ายจากระเบียงชั้นสองจากจุดตะวันตกปีใต้มายังมหาปราสาท เมื่อ 22 ตุลาคม 2561, Hero Image: พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าเป็นพระวิษณุ, ที่มา: www.efeo.fr, วันที่เข้าถึง 29 เมษายน 2562.
 

นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 201,02,03.
First revision: Jun.12, 2020
Last change: Sep.05, 2020
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียงและปริวรรตโดย:
อภิรักษ์ กาญจนคงคา

 
 
ผังนครวัด (นำมาใส่หมายเลขและจุดสำคัญเพื่อใช้อธิบายต่อไป), ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 17 มิถุนายน 2561.


จุดที่ 11
      เมื่อเราเดินขึ้นบันไดผ่านประตูเข้าไปในห้องที่มุมระเบียงคดชั้นที่สองแล้ว เราจะเห็นว่าช่างได้สลักภาพนูนต่ำเต็มไปหมด
ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ ใช้แผนผัง รายละเอียด "มุมระเบียงคดทิศเหนือปีกตะวันตก" ต่อไปนี้เป็นหลัก
 

มุมระเบียงคดทิศเหนือปีกตะวันตก, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 


หมายเลข 1  เหนือประตูด้านทิศตะวันออกเป็นรูปพระรามกำลังเจรจาเป็นพันธมิตรกับสุครีพ (Sugriva) พญาวานร.


หมายเลข 2  เหนือประตูด้านทิศเหนือเป็นรูปพระรามกับพระลักษมณ์กำลังสังหารพระพิราพ (Viradha)
 


หมายเลข 3  เป็นภาพพระราม พระลักษมณ์และหนุมาน กำลังต้อนรับ ผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกันกับพิเภก (Vibhishana) ที่หนีทศกัณฑ์ (พี่ชาย) มาพึ่งและสวามิภักดิ์.
 


หมายเลข 4  เป็นภาพพระรามและพระลักษมณ์กำลังสังหารรากษส (Rakshasa) ชื่อ กาบัณฑ์ บ้างก็เรียก กบัณฑา (Kabandha) (เดิมเป็นคนธรรพ์ นามว่า วิศวาวสุ (Vishvavasu) แต่ได้ไปกระทำการขัดใจ พระอินทร์ จึงถูกสาบให้เป็นอสูรหน้าตาอัปลักษณ์ คอยหากินอยู่ในป่า เมื่อพระรามพระลักษมณ์หลงป่า ได้เผชิญกับกาบัณฑ์ที่กำลังดุร้าย หิวโหย เกิดการต่อสู้กัน กาบัณฑ์ถูกตัดแขนทั้งสองข้าง ก่อนสิ้นใจ ได้ขอให้พระรามพระลักษมณ์ช่วยเผาร่างของตนเป็นเถ้าถ่าน เพื่อคลายคำสาป ขณะที่ร่างกำลังเป็นเถ้าถ่านนั้น กาบัณฑ์ได้กล่าวถึงหนุมาน และสุครีพ ให้พระรามพระลักษมณ์ทราบเรื่องราวต่าง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นให้พระรามพระลักษมณ์ต้องเดินทางสู่เมืองขีดขินธ์ หรือ ขีดขิน (หรือ กิษกินธ์- Kishkindha) นั่นเอง ปรับปรุงจาก: soccersuck.com, วันที่เข้าถึง 20 มกราคม 2563.)
         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพหมายเลข 4 และ กาบัณฑ์กำลังสู้กับพระรามพระลักษมณ์, ที่มา: soccersuck.com, วันที่เข้าถึง 20 มกราคม 2563.


ผนังด้าน A
          
พระกฤษณะสี่กรทรงครุฑ ทรงนำเขามณีบรรพต (Mount Maniparvata) ส่งคืนให้พระอินทร์ 03 (หน้าที่ 168) พญาครุฑสยายปีกและแขนเพื่อรองรับเขามณีบรรพตที่พระกฤษณะกำลังส่งคืนพระอินทร์ (ซึ่งถูกอสูรตนหนึ่งขโมยไป) มีเทพธิดายืนบนแขนขวาของพญาครุฑ ซึ่งอาจจะเป็นนางสัตยาภามา หรือพระนางลักษมีเทวี ด้านล่างของภาพมีกองทัพกำลังเคลื่อนไปทางซ้ายของพระกฤษณะ หรือบ้างก็ว่าพระกฤษณะทรงครุฑไปนำต้นปาริชาติบนดาวดึงส์กับนางสัตยวด (สัตยพรหมา) บ้างก็ว่า พระวิษณุทรงครุฑ มีสี่กร ถือจักร สังข์ คทา และธรณี กำลังทรงครุฑ มีบริวารรายล้อมอยู่เบื้องล่าง อาจจะเป็นตอนอวตารไปเกิดเป็นพระรามปราบทศกัณฐ์, ภาพด้านซ้ายถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

ผนังด้าน B
         
ภาพทั้งซ้ายและขวา (ผนังเดียวกันข้างบน แต่ขยับองศาการถ่ายภาพ): พระวิษณุบรรทมอยู่บนพญาอนันตนาคราชในเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) ที่ปลายพระบาทมีพระลักษมีชายากำลังปรนนิบัติพัดวี หรือ ภาพพระวิษณุอนันตศายิน (นารายณ์บรรทมสินธุ์), ด้านข้างและด้านล่างของภาพแกะสลักมีเทวดา อันเป็นเทพประจำทิศต่าง ๆ จากขวาไปซ้าย ได้แก่ ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณ-เทพประจำทิศเหนือ (Kubera) ทรงสิงห์ (ปรกติจะทรงมนุษย์) พระพายทรงกวาง (ละมั่ง??) พระอิศาน-เทพประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือทรงโค  พระอินทร์ - เทพประจำทิศตะวันออก ทรงช้างเอราวัณ พระพายทรงม้า สกันทะ (Skanda) ทรงนกยูง (peacock)  พระวรุณ-เทพประจำทิศตะวันตก (Varuna) ทรงหงส์ (goose) (มีหลักฐานพบว่าบ้างก็จะทรงม้า, จระเข้, พญานาค)  พระไนรฤติ หรือ หรดี (Nirrti) - เทพประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทรงรากษส (รากสด- Rakshasa หรือ yaksha) พระอาทิตย์ทรงรถม้าและพระจันทร์ทรงรถม้า  เทพทั้งเก้าองค์นี้กำลังไปเข้าเฝ้าเพื่อปลุกพระวิษณุให้ตื่นจากบรรทม เพื่ออวตารไปเป็นพระรามปราบทศกัณฐ์อสูรร้ายที่กำลังอาละวาดอยู่, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

 
         
ภาพทั้งซ้ายและขวา (ผนังเดียวกันข้างล่าง แต่ขยับองศาการถ่ายภาพ): พระอาทิตย์และพระจันทร์ตรงผนังใต้ภาพสลักข้างบน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 

ผนังด้าน C
         
ภาพซ้ายจะอยู่ตรงกรอบประตูด้านล่าง เจ้าหญิงกำลังเฝ้ารอและนางกำนัลกำลังพัดวีปรนนิบัติ ภาพขวาเป็นมุมมองของอกุระ (Akrura)  ด้านบนสุดเป็นพระกฤษณะกำลังประทับอยู่ โดยมีข้าราชบริพารรายล้อม ภาพลำดับรองลงมามีชายสองคนนั่งอยู่ ด้านล่างจะมีคนกำลังว่ายน้ำ ยังระบุได้ไม่ชัดเจนนักว่าเป็นผู้ใด (ซึ่ง Vittorio Roveda ผู้แต่งหนังสือ Sacred Angkor, River books, 2002) กล่าวว่าเป็น อกุระกำลังทำพิธีล้างบาปในแม่น้ำ, ภาพด้านขวาถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ผนังด้าน D
         
ภาพซ้ายเป็นภาพสลักด้านล่างแสดงเหล่าพลวานรและทหารต่าง ๆ กำลังเฝ้าดูอยู่ หนึ่งในพลวานร มีหกนิ้ว ลองสังเกตดูนะครับ....!!! ภาพขวาเป็นภาพนางสีดาลุยไฟ เพื่อพิสูจน์ว่านางบริสุทธิ์ ภาพเต็มองค์นางสีดาชำรุดสูญหายไป ถูกน้ำฝนกัดเซาะหลุดไปแต่จะเห็นภาพเปลวเพลิงที่อยู่ด้านขวา ยังมองเห็นชายสไบของนางสีดาที่หลงเหลือมีภาพพระรามและพระลักษมณ์นั่งทางด้านซ้าย พร้อมทั้งสุครีพและหนุมานตามลำดับ, ภาพด้านขวาถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ผนังด้าน E
        
ภาพซ้าย: เหล่าพลทหารวานรกำลังเริงร่า, ภาพขวา: พระราม พระลักษมณ์ นางสีดา พิเภก และหนุมาน นั่งบนบุษบกกลับอโยธยา, ถ่ายไว้เมื่อ 22 ต.ค.2561
  ภาพซ้ายเป็นภาพด้านล่างอันเป็นกรอบหน้าต่างด้านขวาเหล่าพลทหารวานรกำลังเริงร่า (บ้างก็ตีกลอง บ้างก็แบกเครือกล้วยและทะลายมะพร้าว) ในตอนท้ายของมหากาพย์รามายณะที่จบลงด้วยความสุข, ผนังทิศเหนือปีกตะวันตกเป็นภาพบุษบก (The Pushpaka Chariot) (วิมานมีหงส์ (Hamsas) แบก หมายถึง การเหาะลอยได้) บุษบกนี้แต่เดิมบิดาของทศกัณฐ์ยกให้พี่ชายคือ ท้าวกุเปรัน แต่ทศกัณฐ์ไปแย่งชิงมา ต่อมาเมื่อทศกัณฐ์ถูกฆ่าตาย พระรามใช้เป็นยานพาหนะเหาะกลับอโยธยา ในภาพด้านบนเป็นวิมานสามช่องหน้าต่าง ตรางกลางน่าจะเป็นพระราม ด้านซ้ายเป็นพระลักษมณ์ ด้านขวาเป็นนางสีดา ด้านล่างเป็นพิเภกและหนุมาน


ผนังด้าน F
         
 ภาพจากซ้ายไปขวา: เป็นภาพแกะสลักด้านล่างแสดงเหล่านักรบชายฉกรรจ์ถือโล่พร้อมรบ, ภาพแกะสลักบนแสดงภาพหนุมานถวายแหวน (จากพระรามแก่นางสีดา) ในภาพมีสตรีสองนาง คนที่นั่งบนแท่นที่ยกสูงด้านหน้าคือนางสีดา คนที่อยู่ด้านหลังเป็นนางตรีชฎา (ทรงผมเป็นรูปสวมชฎามงกุฎตามชื่อ) มเหสีของพิเภกที่ทศกัณฐ์ให้มาคอยดูแลนางสีดา (ตอนที่นางสีดาถูกลักพาตัวไปไว้ที่กรุงลงกาแล้ว พระรามให้หนุมานนำแหวนไปถวายนางสีดา เพื่อบอกว่าพระรามทรงโศกเศร้าและกำลังยกทัพมาตามเอาตัวกลับไป)  มีเหล่าขุนพลหญิง (Rakshinis) เป็นนักรบของทศกัณฐ์อยู่ข้าง ๆ ซ้ายขวา, ถ่ายไว้เมื่อ 22 ต.ค.2561
 

ภาพแถวล่างลงมา เป็นเหล่าทหารที่อยู่รายรอบนางสีดา แสดงได้เด่นชัดว่าเป็นเหล่าอสูร เช่น บ้างก็มีศีรษะเป็นสิงห์  มีจงอยปากของนก มีพวยปากหมู และมีศีรษะเป็นม้า เป็นต้น, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ผนังด้าน G
         
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพซ้ายอยู่ด้านล่างตรงกรอบประตูแสดงเหล่านางโคปี (Gopis - ภรรยาของโคบาลบ้างก็เรียกโคปา (Gopas)-คนเลี้ยงโค แถบลุ่มแม่น้ำยมุนา นิวาสสถานของพระกฤษณะน่าจะอยู่แถบเมืองมถุรา อ้างถึง http://huexonline.com/knowledge/25/192/) อยู่รายล้อมพระกฤษณะ ภาพกรอบด้านบน(ภาพขวา) แสดงถึงพระกฤษณะกับเหล่านางโคปี ตามมหากาพย์วรรณกรรมของอินเดียแล้ว ควรเป็นภาพพระกฤษณะกำลังเป่าขลุยและร่วมร่ายรำกับเหล่านางโคปี แต่ช่างแกะสลักชาวกัมพูชาโบราณเลือกที่จะแกะเป็นท่าที่ทรงเกียรติ ประทับนั่งบนบัลลังก์เหนือเขาสูง ภาพบนสุดเล็ก ๆ มีนางโคปีกำลังร่ายรำ ภาพด้านล่างเหนือกรอบหน้าต่างเป็นเหล่าโคปากำลังเฝ้ามองอยู่, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561


ผนังด้าน H
ภาพพระรามกำลังยกศรเล็งไปที่ตาปลา, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561

     เป็นภาพพระรามประลองศรที่เมืองมิถิลา (พิธีสยุมพร-พิธีการเลือกเจ้าบ่าวด้วยตนเอง-The Svayamvara หรือ Swayamvara of Sita) ในภาพจะเห็นพระรามกำลังยกศรเล็งไปที่เป้าหมาย (ตาปลา) ด้านซ้ายมือมีภาพนางสีดาประทับนั่งอยู่ (ในเรื่องพระรามชนะการประลองและได้นางสีดามาครอบครอง) นักวิชาการบางท่านแย้งว่าน่าจะเป็นตอนที่อรชุนประลองศรเพื่อให้ได้นางปารพตีมากกว่า
 


สงครามแห่งกรุงลงกา (The Battle of Lanka)

จุดที่ 12

ผนังระเบียงคดด้านทิศตะวันตกปีกเหนือ, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 

     ผนังระเบียงคดด้านทิศตะวันตกปีกเหนือมีความยาวประมาณ 60 เมตร ช่างได้ก่อหินทรายทึบที่ผนังด้านในด้านเดียว ด้านนอกทำโปร่งให้แสงเข้าได้ ผนังด้านในที่ทึบสลักเป็นภาพนูนต่ำเรื่องรามายณะ (Ramayana) ตอนการสู้รบที่กรุงลงกา (Battle of Lanka) ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่แสดงความอัศจรรย์ของช่างได้อย่างดีเยี่ยม ในภาพมีรูปบุคคลมากมายแบ่งเป็นสองฝ่าย
     ฝ่ายหนึ่ง หันหน้าไปทางขวา (ทิศใต้) เป็นกองทัพของฝ่ายพระราม ประกอบด้วยทหารลิงที่ต่อสู้กับทหารยักษ์ฝ่ายทศกัณฐ์ซึ่งเป็นข้างที่หันหน้าไปทางซ้าย (ทิศเหนือ) ที่น่าสังเกตทหารลิง พญาและเหล่าพลราบวานรต่าง ๆ จะไม่ใช้อาวุธ แต่สู้ด้วยการกัด เตะ ถีบ และมือเปล่า ภาพจะชุลมุนต่อเนื่องกันโดยมิได้จัดระเบียบ
    
ภาพจากซ้ายไปขวา: เหล่าพลทหารวานรและพลทหารยักษากำลังโรมรันพันตูกันอุตหลุด, พระรามขี่หนุมานแผลงศรพุ่งใส่กองทัพยักษ์ โดยมีพระลักษมณ์และพิเภก ยืนอยู่ด้านหลัง, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

     ภาพที่น่าชมที่สุดในชุดนี้คือภาพที่อยู่ตรงกลาง (หมายเลข 3 แผนภูมิข้างต้น) เป็นรูปพระรามประทับบนหนุมาน (ศ.ยอร์ช เซเดส คิดว่าเป็นสุครีพ) แผลงศรอยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีพระลักษมณ์ยืนถือคันศรเช่นเดียวกัน และพิเภกยืนอยู่ถัดมาทางซ้าย (สังเกตได้จากบุคลิกมีหนวดเคราและเขี้ยว ตาโปน อันเป็นลักษณะของยักษ์หรืออสูร)  ด้านล่าง ส่วนหน้าของพระลักษมณ์ สันนิษฐานว่าเป็นหนุมานซึ่งมีพระรามประทับด้านบนนั้น กำลังถือก้อนดินก้อนหินขว้างใส่กองทัพยักษ์ที่รายล้อมพระราม มีการสลักร่ม ฉัตรจำนวนหลายคัน และเครื่องสูงที่แสดงความเป็นกษัตริย์ (บางแบบยังใช้อยู่ในปัจจุบัน) ภาพนี้มีร่องรอยว่าถูกระบายสี (สีแดงและสีทอง) หลงเหลือหลักฐานให้เห็นอยู่ อาจทำในสมัยต่อมา (ทราบจากไกด์ท้องถิ่น คุณมาลัย เมื่อคราวชมนครวัดเมื่อเดือน ตุลาคม 2560 ทราบว่า เคยมีคนนำกระดาษไขมาทาบแล้วระบายฝนด้วยดินสอเพื่อลอกลายภาพไปจำหน่ายบ้าง มีผู้คนมาลูบคลำ จับต้องหรือทำลายให้เสียหายบ้าง ปัจจุบันมีการกั้นแนวไว้ไม่ให้สัมผัสภาพสลักนูนต่ำอันทรงคุณค่าเหล่านี้แล้ว) (ปราสาทนครวัดถูกใช้งานต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน มิได้ร้างไปเหมือนปราสาทหลังอื่น ๆ ).
    
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพทศกัณฑ์ 10 เศียร 20 กร ทรงรถม้าศึก (เหมือนม้ามังกร) ผินพักตร์มาทางกองทัพพระราม, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560, และภาพทศกัณฑ์เหมือนกัน แต่คมชัดกว่า, ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 3 ตุลาคม 2561

     ภาพที่น่าชมอีกภาพคือทศกัณฑ์ (หมายเลข 6 แผนภูมิข้างต้น) (ราวณะ หรือ ราพณ์ หรือ ราวัน  - Ravana หรือ Rāvaṇa) (มี 10 เศียร 20 กร) ประทับบนรถศึกเทียมด้วยสัตว์ มีลักษณะคล้ายตัวกินเลนหรือมังกรลูกผสม กำลังบัญชาการรบ มีจำนวนร่มฉัตร หลายคัน และเครื่องสูงแสดงความเป็นกษัตริย์.
ภาพยักษ์หรืออสูรถือหอกเป็นอาวุธ สันนิษฐานว่าเป็นกุมภกรรณ, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

    
ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 
   
ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 
   
ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
  

จุดที่ 13
     ช่องหน้าต่างตรงกลางระหว่างผนังระเบียง บางช่องยังหลงเหลือลูกกรงลูกมะหวดที่ช่างสลักกลึงเกลาไว้ทั้งแท่งอย่างประณีต ยังแสดงถึงความสามารถพิเศษโดยบากเป็นร่องตามความยาวของลูกกรง ก่อให้เกิดความงามเหนือสมัยอื่น ๆ
   
 
ภาพจากซ้ายไปขวา: ลูกกรงลูกมะหวด ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561, และพื้นที่เป็นหินทรายตรงกลางทางเข้านครวัด ระหว่าง จุดที่ 13 และ 14 เป็นแผ่นหินชิ้นเดียวขนาดใหญ่ที่สุด เพื่อรองรับการเสด็จของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 และกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาในดำเนินเข้าสู่ส่วนกลางของนครวัด, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


จุดที่ 14 
     ผนังระเบียงคดด้านทิศตะวันตกปีกใต้ ช่างสลักเป็นมหากาพย์ที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งของอินเดียคือ มหาภารตยุทธ (Mahabharata) ภาพที่ควรชมคือ
     ภาพภีษมะถูกศรของอรชุนนอนอยู่ มีปาณฑพทั้งห้ามาเข้าเฝ้าอยู่ด้วย ให้สังเกตว่าภีษมะนอนอยู่บนเตียงลูกศรรอวันตายที่ตนได้กำหนดไว้เมื่อสงครามสิ้นสุดลง.
ภาพ: ภีษมะต้องศรอรชุน ล้มลงนอนบนเตียงลูกศร โดยมีอรชุนนั่งบนเทียมม้ากำลังแผลงศรทางด้านซ้ายของภาพ, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560. (รายละเอียดดูในหมายเหตุ 04)
 
     จากภาพข้างต้น อาศัยความตามคัมภีร์มหาภารตะ โศลกที่ 7 อัธยายะที่ 115 บรรพที่ 6 ความว่า:
                     ส เศเต ศรตลฺปสฺโถ                   
                     เมทินีมสฺปฺฤศมฺสฺตทา
                    ภีษฺโม รถาตฺปฺรปติตะ
                    ปฺรจฺยุโต ธรณีตเล
     แปลว่า ภีษมะผู้นั้นมีธนูปักเต็มตัวนับร้อยได้ตกลงมาจากรถลงมายังแผ่นดินแต่ร่างกายก็ไม่ได้สัมผัสพื้น (ที่มา: จากผู้ใช้นามว่า HI_Hu.RU ใน facebook สืบค้นเมื่อ 13 พ.ย.2561)

      ภาพโทรณาจารย์ (หรือบ้างก็เรียกโทณพราหมณ์) อาจารย์ของทั้งสองฝ่าย เป็นแม่ทัพของเการพ นำทหารเข้าต่อสู้กับปาณฑพ

 
ภาพนี้มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นว่า เป็นภาพฝ่ายปาณพ โดยมีอรชุนกำลังแผลงศร มีพระกฤษณะเป็นสารถีเทียมม้า เคลื่อนพลจากขวาไปซ้าย, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560. (ซึ่งผมมีความเห็นแตกต่าง รายละเอียดดูในหมายเหตุ 04)

 



ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย:

01.  จาก: ANCIENT ANGKOR: BOOKS GUIDES, Michael Freeman, Claude Jacques, River Books, Bangkok, Thailand, 2009
02.  จาก: หนังสือ "30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร" โดย ภภพพล จันทร์วัฒนกุล, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 2, (ปรับปรุงใหม่) ตุลาคม 2560
03.  จาก: Michael Petrotchenko, Focusing On The Angkor Temples, The Guidebook,4th Edition, 2017, Printed and Bound in Thailand, Amarin printing and Publish PCL.

04.  ในความเห็นของผมแล้ว แตกต่างจากนักวิชาการหลายท่านที่ให้ความเห็นในเรื่องนี้ ประการแรก) ฝ่ายปาณฑพซึ่งเป็นฝ่ายธรรมะนั้น ควรเคลื่อนทัพจากด้านซ้ายมาขวา (ด้วยจารีตการออกโขนของไทย ทัพฝ่ายพระราม หนุมานจะออกจากเวทีทางด้านซ้ายของผู้ชม ส่วนทัพของทศกัณฑ์จะออกมาด้านขวาของผู้ชม ซึ่งเป็นขนมธรรมเนียมการแสดงในอุษาคเนย์ ใช้รวมกับมหาภารตะด้วย ทัพของฝ่ายธรรมะคือปาณฑพ ควรอยู่ด้านซ้าย ฝ่ายเการพควรอยู่ด้านขวา) ประการที่สอง) ด้วยนครวัดเป็นอวมงคลสถาน ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเป็นที่ฝังศพกษัตริย์และเป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย หรือ มฤตกเทวาลัย การวนชมภาพระเบียงคดนั้นควรตรงข้ามกับทักษิณาวรรต (การเดินวนขวาเวียนเป็นวงกลม) ซึ่งตรงข้ามกับอุตราวรรต หรือ อุตราวัฎ การเวียนเลี้ยวทวนเข็มนาฬิกา ดังนั้นการเล่าเรื่องของระเบียงคต ควรต้องรจนาดำเนินจากซ้ายไปขวา ประการที่สาม) หากมีภาพสลักของพระกฤษณะเป็นสารถีให้อรชุนจริงแล้วไซร้ พระกฤษณะจะต้องมีขนาดใหญ่ (หากเล็กก็ต้องอยู่สูง) ดูสง่า เด่น ชัดเจน เทียมม้าจะต้องมีม้าหลายตัว รถม้าต้องมีขนาดใหญ่แตกต่างชัดเจนกับเทียมม้าของขุนศึกอื่น ๆ ด้วยเพราะพระกฤษณะเป็นอวตารของพระวิษณุ อันเป็นมหาเทพใหญ่ที่สุดในจักรวาล เป็นรองเพียงพระศิวะมหาเทพพระองค์เดียว (พิจารณาตามพระตรีมูรติ และการจัดลำดับก่อนหลังมหาเทพบนศิวลึงก์) ประการที่สี่) การสนทนาระหว่างพระกฤษณะกับอรชุน อันเป็นลำนำแห่งพระเจ้าหรือภควัทคีตานั้น เป็นเรื่องที่แยกมาต่างหาก ไม่รวมอยู่ในภาพแกะสลักนี้ ดังจะสังเกตได้จากภาพแกะสลักอื่น ๆ ของนครวัดและนครธม รวมทั้งปราสาทต่าง ๆ ในเมืองพระนคร เท่าที่ผมได้ศึกษาและทัศนศึกษามานั้น ไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับภควัทคีตาแต่อย่างใด ประการที่ห้า) หากทัพปาณฑพอยู่ด้านขวาหันไปซ้าย ทำไมภาพสลักอรชุนกำลังแผลงศรไปยังภีษมะนั้น อยู่ด้านซ้ายเล่า?
"ด้านซ้ายสุดของภาพคือภีษมะสิ้นชีพบนเตียงลูกศรที่อรชุนแผลงมานับไปถ้วน ภีษมะแม่ทัพสูงสุดของเการพเป็นโอรสของกษัตริย์จันทรวงศ์พระองค์หนึ่งกับพระคงคา จึงเป็นที่เคารพของทุรโยชน์และเการพทั้งปวง แม้กระนั้นเพื่อชัยชนะของ "ธรรม" ภีษมะผู้เป็นอมตะได้ยอมให้อรชุนแผลงศรฆ่าได้ อรชุนทราบวิธีนี้ในการประชุมลับในเวลาเย็นก่อนวันที่ 10 ของสงคราม ภีษมะยังมีลมหายใจอยู่จนกระทั่งเวลาอันสมควร บุคคลที่นั่งใกล้ภีษมะคือพี่น้องปาณฑพทั้งห้า ได้แก่ ยุธิษฐิระ ภีมะ อรชุน นกุล สหเทพ ฝ่ายเการพนั่งอยู่เบื้องล่างมีขนาดบุคคลเล็กกว่าแต่มีจำนวนมากกว่า"  จากหนังสือศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ นครวัดทัศนะเขมร: รวบรวมบทรจนาเกี่ยวกับประสาทนครวัดโดยกวีและนักปราชญ์เขมร สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2545, หน้าที่ 48


 
info@huexonline.com