MENU
TH EN

บายน: วิมานไพชยนต์ ตอนที่ 1

ภาพปราสาทบายนด้านหน้า, ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 6 พฤศจิกายน 2560.
 
First revision: Nov.06, 2017
Last change: Apr.16, 2021
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรตโดย:
อภิรักษ์ กาญจนคงคา
บายน: วิมานไพชยนต์ ตอนที่ 101, 02, 04
 
        จากการที่ผมได้ท่องเที่ยวยังประเทศกัมพูชา 3 ครั้งหลังสุด เมื่อ 13-16 ตุลาคม 2560, 20-23 ตุลาคม 2561 และ 8-10 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ได้เห็นความวิจิตรของปราสาท ศาสนาสถานต่าง ๆ เมื่อได้มาชมปราสาทหินบายน เห็นรายละเอียดความประณีต ความทุ่มเทของผู้สร้าง ผู้ออกแบบและช่างแกะสลักต่าง ๆ จึงใคร่ขอแสดงสะท้อนสิ่งที่ผมประสบและค้นคว้ามาไว้ดังนี้:

แผนภูมิปราสาทบายน (Bayon) อภินันทนาการจาก อ.วรณัย (Ejeab Academies)

        ปราสาทบายน เป็นปราสาทหินของอาณาจักรกัมพูชาโบราณ อยู่ในบริเวณใจกลางพระนคร (นครวัด-นครธม) สร้างขึ้นเป็นศาสนสถานประจำของพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 ก่อสร้างในราวปี พ.ศ.1724-1763 (ปลายคศว.ที่ 12 - ต้นคศว.ที่ 13) หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 ทรงได้รับชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจัมปา นับเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
          

สถานที่ตั้ง
     อยู่ใจกลางเมืองพระนครธมทางทิศเหนือของเมืองเสียมราฐ ประมาณ 15 กิโลเมตร

ชื่อและความหมาย
     ชื่อบายน สันนิษฐานว่ามาจากบายันต์ เนื่องจากผังเป็นทรงกลมคล้านยันต์ หรือหมายถึงวิมานไพชยนต์ของพระอินทร์. บ้างเรียก สถานบรรยงก์ หรือ จากข้อความในหนังสือ "ถกเขมร" ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ "คำว่า บายน มาจากคำอินเดียว่า "บรรยงก์" และราชสำนักอยุธยาก็นิยมใช้คำศัพท์นี้เช่นกัน ดังเช่น "พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์" ในพระบรมมหาราชวังสมัยอยุธยา.

ประวัติ
     เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สร้างในปลายรัชกาลพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 และเป็นปราสาทขนาดใหญ่หลังสุดท้ายในศิลปะกัมพูชาโบราณ โดยไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีการสร้างที่ใดอีก (มีปราสาทมังคลารถ สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 8 สมัยหลังบายน แต่มีขนาดเล็ก)
     ปราสาทบายนเชื่อว่าสร้างขึ้นในคติของพุทธศาสนามหายาน โดยสถาปนาพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 เป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า (พระองค์สร้างปราสาทตาพรหมอุทิศถวายพระมารดาและยกพระมารดาขึ้นเป็นนางปรัชญาปารมิตา สร้างปราสาทพระขรรค์อุทิศถวายพระบิดา ยกพระบิดาขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เมื่อสร้างปราสาทบายนแล้ว จึงประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกไว้ที่ปราสาทหลังกลาง03 มีความหมายว่าพระองค์อวตารมาจากพระพุทธเจ้า เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า การสร้างสามสิ่งนี้เป็นคติทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับรัตนตรัยมหายาน)

 

ปราสาทบายน, ที่มา: วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ใน facebook, โดย Kang Vol Khatshima, วันที่สืบค้น 03 กรกฎาคม 2561.


ที่มา: www.jstor.org, วันที่เข้าถึง 16 กันยายน 2563.

     พระพุทธรูปนาคปรกข้างต้น อองรี ปาร์มองติเยร์ (Henri Parmentier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ค้นพบว่าถูกทุบแตกทิ้งไว้ใต้ฐานปราสาทประธาน เมื่อนำมาต่อได้เกือบเต็มองค์ จึงนำไปถวายพระเจ้าศรีโสวัฒน์ (พระเจ้าศรีสวัสดิ์) ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วิหารริมถนนด้านขวามือที่ทอดจากลานหน้าพระราชวังหลวงไปยังประตูชัย ทางเข้า-ออกเมืองด้านทิศตะวันออก หรือ วัดพราหมณ์ไปรลอเวง (Vat Prampei Loveng) พระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ หลายท่านเชื่อว่าเป็นพระประธานในปราสาทบายนมาก่อน.
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา : ภาพจินตนาการ ขบวนขันหมากของท้าวปาจิต ภาพสลักนูนต่ำ ระเบียงคดชั้นบน ปราสาทบายน, ภาพจินตนาการจากภาพสลักนูนต่ำ ระเบียงคดปราสาทบายน เกวียนขนของหมั้น, ที่มา: EJeab Academies ใน Facebook, วันที่เข้าถึง 20 เมษายน 2562

ศาสนาและความเชื่อ
     เป็นศาสนสถานทางศาสนาพุทธ นิกายมหายาน บูชาพระรัตนตรัยมหายาน ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Avalokite
śhvara) และนางปรัชญาปารมิตา

ยุคสมัยทางศิลปะและการกำหนดอายุ
     เป็นศิลปะกัมพูชาสมัยบายน กำหนดอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณ 800 กว่าปี)
แผนผังนครธมและบริเวณพระราชวังหลวง, ที่มา: www.canbypublications.com, วันที่เข้าถึง 1 มีนาคม 2562.

ศิลปะและสถาปัตยกรรม
     เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของเมืองพระนครธม (บริเวณที่ถนนระหว่างประตูเมืองทิศเหนือและทิศใต้ตัดกับถนนระหว่างประตูเมืองทิศตะวันออกและตะวันตกพอดี) หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตรงกับประตูที่เรียกว่า ประตูผี (ทิศตะวันออกของปราสาท).
     ปราสาทบายนมีแผนผังแปลกไปกว่าปราศิลปกรรมกัมพูชาอื่น ๆ ตรงที่มีฐานไม่ค่อยสูงนัก ตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา แผนผังปราสาทประธานเป็นทรงกลม รายล้อมไปด้วยซุ้มปราสาทรูปใบหน้าบุคคลซุ้มละ 4 หน้า จำนวนทั้งหมดประมาณ 50 กว่าซุ้ม (ยอร์ช เซเดส์, เมืองพระนคร นครวัด นครธม, ปราณี วงษ์เทศ แปล, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ : มติชน, 2536), หน้า 137-154) (หลายซุ้มหักล้มลงมาหมดแล้ว) บางเอกสารระบุว่ามี 54 ซุ้ม ซึ่งถ้าเป็นดังนั้น จะตรงกันกับจำนวนเทวดาและอสูรที่ยุดนาคอยู่หน้าประตูเมืองทั้งห้า ที่มีด้านละ 54 องค์และตน (ศ.ดร.อุไรศรี วรศะริน ได้กล่าวเมื่อครั้งเที่ยวปราสาทพระนครครั้งหนึ่งว่า พระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 ทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุ 54 พรรษา ซึ่งผู้สนใจควรจะต้องทำการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป).
     นอกจากปราสาทบายนจะเป็นปราสาทขนาดใหญ่หลังสุดท้ายแล้ว ยังสร้างในปลายรัชกาลอีกด้วย เราจึงพบความเร่งรีบแสดงออกมาโดยเทคนิคการก่อสร้างที่เรียงหินไม่เหลื่อมกัน ทำให้ปราสาทไม่แข็งแรง พังทลายลงมาได้ง่าย ที่ช่องหน้าต่างซึ่งปกติจะเจาะแล้วกลึงลูกกรงมาประดับไว้ แต่ที่ปราสาทบายนทำโดยสลักเป็นช่องหน้าต่างตื้น ๆ เป็นรูปลูกกรง แล้วแสดงเป็นผ้าม่านปิดไว้.
     แต่ในหลายจุดของปราสาท ช่างก็ยังพิถีพิถันกับทับหลังแบบศิลปะบายน หน้ากาลประดับอยู่กึ่งกลางด้านล่าง มีท่อนพวงมาลัย มีลายใบไม้ม้วนประดับด้านล่างของท่อนพวงมาลัย ส่วนด้านบนทำเป็นลายใบไม้สามเหลี่ยมตั้งขึ้นชี้เอียงเข้ามตรงกลางของทับหลัง. 


แผนผังปราสาทบายน
     ปราสาทบายนยังมีความแปลกอีกประการหนึ่งคือ ช่างไม่ได้สร้างกำแพงล้อมรอบเหมือนปราสาทหลังอื่น ๆ แต่ใช้กำแพงเมืองพระนครธมล้อมรอบแทน ทำให้ปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนครธมอย่างแท้จริง

 
แผนผังปราสาทบายน, ที่มา: doucettj.com, วันที่เข้าถึง: 20 เมษายน 2562.
 
  • เรื่องราวของปราสาทบายน เชื่อมโยงกับประเทศไทย เมืองละโว้ (ลโวทยปุระ) อาณาจักรจัมปา พุทธศาสนา มหายานนิกาย และศาสนาฮินดู-พราหมณ์ พระศิวะ และพระวิษณุ
  • เริ่มแรกเดิมที นักประวัติศาสตร์เข้าใจว่า ปราสาทบายน เป็นปราสาทในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ก็มีหลักฐานเพิ่มเติมต่อมาว่า:-
  • มีบันทึกเก่าแก่ที่อธิบายเกี่ยวกับปราสาทบายนไว้ โดย โจว ต้ากวาน/จิวต้ากวน (Tcheou Ta-Kouan/Zhou Daguan) นักการทูตแห่งราชวงศ์หยวน ของจีน ได้ใช้เวลาเกือบปี (สิงหาคม ค.ศ.1296/พ.ศ.1839- กรกฎาคม ค.ศ.1297/พ.ศ.1840) ในเมืองพระนคร ได้บันทึกสรุปอธิบายเกี่ยวกับปราสาทบายนว่า ปราสาทบายนเป็นวัดในพระพุทธศาสนา05.
  • ในปี พ.ศ.2467 /ค.ศ.1924, นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส  "อองรี ปาร์มองติเยร์" (Henri Parmentier) พบจั่วแสดงประติมากรรม พระอโลกิเตศวร (Avalokiteśvara) ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนขยายของระเบียงชั้นสามของปราสาทบายน.

หน้าที่ 188 ของ 04.
 
  •  ในปี พ.ศ. 2476/ค.ศ.1933 จอร์ช ทรูว์ (Georges Trouvé) นักโบราณคดี จากสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพาทิศ, พบพระพุทธรูปปางนาคปรกนี้ ที่มีความสูงถึง 3.60 เมตร ในบ่อกลางปราสาท สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปประธานของปราสาทบายน
  • ในระหว่างปี พ.ศ.2474-2476/ค.ศ.1931-1933 มีการบูรณะปราสาทบายนครั้งใหญ่ภายใต้ความรับผิดชอบของจอร์ช ทรูว์ และผู้ช่วย เอ็ม. เกร็ซ (M. Glaize) งานนี้ครอบคลุมถึงการบูรณะบางส่วนของวิหารประธานกลาง มีการทำวัสดุหนุนไว้เพื่อป้องกันการถล่มในจุดที่เป็นช่องโหว่ด้านความแข็งแรง. หลังจากบูรณะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2476/ค.ศ.1933 ก็ไม่มีการบูรณะเพิ่มเติมอีกเลยจนถึงปี พ.ศ.2482/ค.ศ.1939.
  • จากรายงานของอองรี ปาร์มองติเยร์ ในปี พ.ศ.2479/ค.ศ.1936 ได้อธิบายถึงการบูรณะ 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือ 1) ชั้นสอง ตรงจุดที่เป็นกากบาทแรก 2) ทางเดินภายในสิบหกจุดที่เชื่อมโยงกันระหว่างระเบียงคดชั้นในและนอก 3) บนชั้นที่สาม จัดตั้งเสาโครงสร้าปราสาทให้ตรง และ 4) มีการเคลื่อนย้ายหอทางเดินในระดับแรก และสร้าง (บูรณะ) บรรณาลัยสองหลังขึ้น.
  • มีการบูรณะต่อมาโดย เอ็ม. เกร็ซ ในระหว่างปี พ.ศ.2482-2489 /ค.ศ.1939-1946 ตรงปราสาทระดับที่สองและสาม.
  • จากวรรณกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับปราสาทบายนของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) ซึ่งสอดคล้องกับงานของปาร์มองติเยร์ และงานโบราณคดีของนักวิชาการท่านอื่น ๆ ในช่วง พ.ศ.2506-2509 /ค.ศ.1963-1966 มีการทำความสะอาดภาพสลักนูนต่ำต่าง ๆ เพื่อสำหรับถ่ายภาพบันทึกไว้. มีการศึกษาจารึกปราสาทบายน โดย โกรลีร์ (Groslier) ทั้ง ๆ ที่ได้มีการทำงานด้านโบราณคดีนี้มาร่วมศตวรรษ ปราสาทบายนก็ยังคงเป็นปริศนา โดยเฉพาะประวัติด้านสถาปัตยกรรม, ยังไม่ได้รับการเฉลยปัญหา. การศึกษางานโบราณคดีนี้ชงักไปในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชา ระหว่างปี พ.ศ.2508-2513-2518, 2525 /ค.ศ.1970s-1980s. และเริ่มต้นศึกษากันจริงจังอีกครั้งในช่วง พ.ศ.2530-2534 /ค.ศ.1987-1991 โดยทีมงานจากประเทศโปแลนด์.
  • ด้วยความพยายามขององค์กรนานาชาติ และการประกาศให้เมืองพระนครเป็นมรดกโลก โดยยูเนสโก (UNESCO) เมื่อปี พ.ศ.2535 /ค.ศ.1992. ต่อมาในปี พ.ศ.2543/ค.ศ.1999 หน่วยงานจากประเทศญี่ปุ่น JSA - Japanese Government Team for Safeguarding Angkor ได้มีการบูรณะบรรณาลัยทางทิศเหนือ - The Northern library (BY.54) เสร็จสมบูรณ์.
 
รูปสลัก "พราหมณ์วามน" นั่งย่อเข่าประดิษฐานอยู่ตรงประตูทางเข้าด้านทิศตะวันตกของปราสาทบายน รายละเอียดดูใน วามนาวตาร. ถ่ายไว้เมื่อ 9 มิถุนายน 2562.


ปัญหาในการศึกษาปราสาทบายน (Problems in the study of the Bayon)
     มีสองแกนหลักด้านภูมิปัญญาที่สำคัญในการแปลจารึกบนปราสาทวิหารต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น ปราสาทบายน คือ อุดมคตินิยม (Idealism) และ วัตถุนิยม (Materialism).
     อุดมคตินิยม (Idealism), ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยืนด้านภูมิปัญญาจากการศึกษาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มต้นจากความคิดนึกตรึกถึงความหมายของหรือที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องบังเกิด, บนพื้นฐานแห่งความเชื่อ, หรือแม้แต่องค์ความรู้ที่ผนึกแน่น เกี่ยวกับสถานการณ์ ปรากฎการณ์ภายนอกสู่พื้นที่หรือปัญหาภายใต้การสืบค้น เสาะแสวง.

     มีคำอธิบายอันเป็นสมมติฐานเกี่ยวกับฮินดูวัตน์ (Hinduization)/ภารตะวัตน์ (Indianization) เพราะว่าภาพทางฮินดูและพุทธศาสนาปรากฏในวัดต่าง ๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, จารึกเขียนเป็นจารึกแบบอินเดีย, ภาษาบาฬี และภาษาสันสกฤต และการไหล่บ่าเข้ามาของคนอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือคำตอบ.
     มีการแปลของนักวิชาการ พอล มูส์ (Paul Mus), เกี่ยวกับจารึกว่าโครงการภาษาทั้งหมด ได้กำเนิดมาจากภาษาแบบอินเดีย หรือ อีกนัยหนึ่ง มีการคัดลอกเกิดขึ้นทั่วทั้งพระราชอาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7.
     ตัวอย่างที่แสดงนัยด้านอุดมคติของปราสาทบายน คือ การถกเถียงเรื่องเวลาที่สัมพันธ์กันในการแกะภาพสลักภายในและภายนอกวิหารคด (Galleries). ภาพสลักด้านในวิหารคดจะเป็นฉากเรื่องราวแบบพราหมณ์-ฮินดู และมีการแกะสลักกันภายหลัง โดยเปลี่ยนภาพในวิหารจากศาสนาพุทธ เป็นพราหมณ์-ฮินดู, ซึ่งเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 (พ.ศ.1813-1838/ค.ศ.1270-1295) ภาพสลักนูนต่ำด้านนอก อาจจะทำขึ้นก่อนจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 ซึ่งไม่แสดงอะไรให้เห็นว่าเป็นพุทธลักษณะ และมีหลักฐานเล็กน้อยว่าเกิดในสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 8 ที่มีความเป็นฮินดู-พราหมณ์มากขึ้น และลดภาพสลักที่เป็นพุทธลงน้อยกว่าในสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7.
     จากการศึกษาของอองรี ปาร์มองติเยร์ พบว่าในระหว่างที่มีการก่อสร้างอยู่นั้น ได้มีการเปลี่ยนแบบ มีการจัดวางหินโดยไม่คำนึงถึงแบบแปลนโดยรวม การขยับวางตำแหน่งหินไม่ค่อยเรียบร้อยนัก {ให้ดูในงานการศึกษาของดูมาเซย์ (Dumarçay) และโอลิเวียร์ คูนาน์ (Olivier Cunin) ประกอบ}
     มีการตั้งแนววัตถุประสงค์การศึกษาด้านเทคนิคขึ้นใหม่ แต่ปาร์มองติเยร์ ก็ยังมองว่าได้ผลลัพธ์เช่นเดิม. ตัวอย่างเช่น ไม่มีการจำแนกถึงเปลี่ยนแปลง(ทางโบราณคดี) หลัก ๆ , จากจุดกากบาทไปจนถึงแผนพื้นที่จัตุรัส, ซึ่งสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ของไทย (Prince Narit of Siam) ได้ให้ความเห็นว่าในเบื้องต้นนั้น มีการสร้างปราสาทบายนเพียงชั้นเดียว เหมือนปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์ แต่แนวคิดนี้ของพระองค์ได้ถูกตัดทอนออกไป. ดูมาเซย์ได้ศึกษาต่อจากปาร์มองติเยร์ ซึ่งได้ให้รายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งให้ภาพการวางปราสาทเป็นชั้น ๆ (stratigraphic).
     การตรวจสอบทางวัตถุอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับเทคนิคการเรียงลำดับของนักโบราณคดีในภาคสนาม คือการเปรียบเทียบรายละเอียดการตกแต่งด้านศิลปะอย่างใกล้ชิด เพื่อเรียงลำดับพัฒนาการของลวดลายหรือประเภทของสิ่งเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป. รวมถึงนักโบราณคดี สเติร์น ด้วยได้บ้าง, มีการยอมรับได้บ้างว่าไม่มีการระบุวันที่แน่นอน และเมื่อคัมมายล์ (Commaille) ได้เสนอว่าภาพสลักนูนด้านในวิหารคดนั้น เก่าแก่กว่าภาพสลักนูนด้านนอก ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบทางศิลปะแตกต่างกัน - นับเป็นคำถามที่ถามทึกทักตนเอง ไม่ได้เรียงลำดับวัตถุประสงค์ไว้.


     ในหมู่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ได้ออกบทความเกี่ยวกับปราสาทบายน ที่มีความเห็นแตกต่างกัน มีตัวอย่างแสดงได้ดังนี้:
    
     เบื้องต้น, ให้พิจารณาชื่อ 'บายน' ซึ่งนักวิชาการได้ถอดเสียงภาษาฝรั่งเศสแบบเฉพาะกิจจากสิ่งที่เข้าได้ยินจากผู้ให้ข้อมูลรายแรก ๆ ที่เป็นชาวบ้านท้องถิ่น (The First Local Informant) ซึ่งไม่พบคำนี้ในจารึกโบราณใด ๆ และการสะกดคำในตำรากัมพูชาสมัยใหม่อาจเป็นเพียงคำอธิบายตามสมมุติฐานของฝรั่งเศส ในพจนานุกรมของสถาบันด้านพระพุทธศาสนาที่เขียนโดย ชู นัทห์ (Chuou Nath) ซึ่งได้มีคำอธิบายภาษาเขมรสมัยใหม่ที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุด โดยได้เสนอแนะว่าควรสะกดชื่อ ปายันต์ (p
āyant) โดยมาจากภาษาสันสกฤตว่า paryaṅka (แปลว่า โซฟา ม้านั่ง เกี้ยว เตียงนอน) แสดงถึงฐานอันน่าเกรงขาม.08.

     ในบรรดานักวิชาการชาวตะวันตก ซึ่งมีคำถามคำอธิบายที่ได้รับความนิยมคือ pāyant (ra) 'Father yantra' ซึ่งคาดว่าจะพอดีกับรูปลักษณ์ความเป็นมณฑล (maṇḍala shape) ของปราสาทบายน การศึกษามีความก้าวหน้า โดยในปี พ.ศ.2473/ค.ศ.1930 ในพจนานุกรมของเกส์ดอน (Guesdon) จากนั้นก็มีบทความโดยฟรังซัวส์ มาร์ตินี (François Martini) เกี่ยวกับความหมายของ 'Ba' (ชาย) และ 'Me' (หญิง) เป็นคำนำหน้าชื่อของปราสาทเขมรหลายแห่ง (Joseph Guesdon, Dictionnaire Cambodiagien-Français, Paris, Librairie Plon, 1930, Part II, p. 1400, under 'yont', 'magic tower', name of a tower of Angkor '; François Martini,' De la signification ของ 'Ba' และ 'Me' ปรากฎบน 'ชื่อของปราสาทเขมร', BEFEO 44/1 (1947-1950), หน้า 201-209, ดูหน้า 207-208 Martini, หน้า 207 กล่าวว่าการศึกษาเชิงนิรุกติศาสตร์ เกี่ยวกับ paryaṅka นั้นเป็นไปไม่ได้ อ้างอิงจาก สาเวโรส เลวิทซ์ (Saveros Lewitz) [Pou] โดยไม่ต้องเสนอการอ้างอิงที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งนักวิชาการชื่อ บัวส์เซลิเอร์ (Boisselier) ก็สนับสนุนสมมติฐาน pāyantra เนื่องจากปราสาทบายน ได้สร้างขึ้นเป็นพิเศษบนแผนวงกลมที่เรียกว่า 'ยันตระ-yantra (यन्त्र) (ภาษาสันสกฤต)').

ศรียันตระ, ที่มา: www.crystal-life.com, วันที่เข้าถึง 3 ตุลาคม 2563.

       อย่างไรก็ตามในบรรดาเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ (การออกเสียง) ของเขมร, มาร์ตินี่ได้มีข้อเสนอแนะ, ไม่เพียงแต่สำหรับบายนเท่านั้น, แต่ในชื่อ บา หรือ พา (‘ba’/pā) โดยทั่วไปนั้น ได้สูญเสียความนิยมไปด้วยเหตุหลายประการ ตามที่มาร์ตินี่เสนอ คำว่า บา หรือ พา ไม่ได้หมายเพียงว่ามีความหมายว่าเป็น ‘ชาย’ เท่านั้น . แต่ยังเป็นการผิดเพี้ยนมาจาก บรา/เพรี๊ยะ หรือ พระ (braḥ/preah) ภาษาเขมรโบราณ วราหะ (vraḥ) ‘ศักดิ์สิทธิ์, เป็นที่สักการะ’, ‘เทพ’ (เช่นเดียวกับวัดพระโค (Preah Ko) ที่เมืองระลัว หรือ โรลูซ (Roluos - រលួស) ที่อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนครวัด ราว 13-15 กิโลเมตร), เป็นครั้งแรกที่ชาวฝรั่งเศสเข้าใจว่า บาโค/บาโคว (Bako/Bakou) และเป็นส่วนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงในชื่อของ ‘บากอง-Bakong’ (ปราสาทบากอง), อันเป็นปราสาทในคริสต์ศตวรรษที่ 9 อีกแห่งในเมืองระลัวหรือโรลูซ, ซึ่งชื่อบากองนี้ แสดงถึงสถานที่โบราณที่ชื่อ วะกอง (vakoṅ) ซึ่งปรากฏในจารึกสองแห่งในเมืองระลัวหรือโรลูซนี้. (ดูคำวิจารณ์ของมาร์ตินีใน เซเวอรอส เลวิทซ์, 'หนังสือชื่อ ‘ภาษาเขมร (La toponymie khmère)', BEFEO 53/2 (1967), หน้า 377-451 ดูหน้า 405-406 และเซเวอรอส ปูย์, 'ตั้งแต่การประดิษฐ์อักษรเขมรโบราณจนถึงประเพณีนิยม: การศึกษาชื่อปราสาทกัมพูชา', ในงานเขียนของเซเวอรอส ปูย์, ทางเลือกของบทความเขมรวิทยา (Choix d'articles de khmerologie), งานเขียนที่คัดสรรด้านเขมรวิทยา, พนมเปญ, สำนักพิมพ์เรยัม, 2003, หน้า. 309-325, ดูหน้า 323, n. 5; สำหรับ 'Bakou' = Preah Kou = Braú Go ('วัวศักดิ์สิทธิ์') ดู อีย์โมยีร์, กัมพูชา II จังหวัดในสยาม, ปารีส, แอร์เนส เลอรูซ์ บรรณาธิการ, 1901, หน้า 431 คำจารึกที่บันทึก ภาษาวะกอง (vakoṅ) คือ K.320 (ดู ปูย์ 1996 , หน้า 56, บรรทัด 22) และ K.809 จากคริสต์ศตวรรษที่ 9 และอยู่ใกล้กับสถานที่นี้มากและ K.843 และ 844 จากช่วงเวลาต่อมาและอยู่ไกลออกไปดังนั้นจึงอาจไม่ได้หมายถึงสถานที่เดียวกัน (เซเวอรอส เลวิทซ์, งานวิจัยเกี่ยวกับศัพท์ภาษากัมพูชา เล่มที่ 8, จากเขมรเก่าสู่เขมรใหม่, วารสารเอเชียเล่มที่ 262, ปี ค.ศ. 1974, หน้าที่ 143-170 ดู น. 147-148) บางทีการตีความคำว่า 'Bayon' ของฝรั่งเศสในยุคแรก ๆ ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือรายงานในปี ค.ศ.1901 โดย ชาร์ล คาร์ปูซ์ ว่า ​​'Bayhon' หมายถึง 'ห้องของกษัตริย์' ในภาษากัมพูชา (บรูโน ดาเก้นส์, หัวใจเมืองพระนครของอาณาจักรเอเซีย, ลอนดอน, เทมส์ แอนด์ ฮัดสัน, ปี ค.ศ.1995, น. 145)

       ในบรรดาผู้มีส่วนร่วมในหนังสือ 04. นี้มีเพียง Ang Choulean (หน้า 368) เท่านั้นที่ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับชื่อนี้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าคนในพื้นที่ของเมืองระลัวหรือโรลูซนั้น ยังมีปราสาทบากอง (Bakong Sanctuary) ‘บายน’ ด้วย และเป็นการพัฒนามาจากชื่อในภาษาบาลีว่า ‘เภชยันตะ-bejjayanta’ และภาษาสันสกฤต ‘ไวชยันตะ-Vaijayanta’.
       แนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดนั้นมิอาจทราบได้ แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วในช่วงของ อีย์โมยีร์ (Aymonier) ซึ่งเกิดในตอนท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวกัมพูชาจำนวนไม่น้อยที่เขียนว่า ‘บายน’ นั้น ดูเหมือนจะเป็นชื่อที่ค่อนข้างธรรมดาสำหรับปิรามิดกลางของอนุสรณ์สถานโบราณบางแห่งในกัมพูชา แม้ว่ามันจะไม่ใช่ปราสาทบากองก็ตาม ชื่อที่เขียนเป็นภาษากัมพูชาว่า pā gaṅ ชาวกัมพูชาคิดว่านำมาจากคำว่า วรหะ คง-vraḥ gaṅ ‘พระผู้เป็นเจ้ายังคงสถิต’. อีย์โมยีร์ (Aymonier) ได้ตั้งข้อสังเกตว่าบางครั้งมีการเขียนคำว่า ‘บายน’ เป็นผ้ายันต์ (pāyant) และเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องว่าพยางค์ บา-bā นั้นอาจเป็นการไขว้เขวของคำว่า ‘พระ-braḥ’ ที่แปลว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ เขาคิดว่า ‘ยันต์-yant’ นั้นมาจาก ‘ไวชยันตะ-Vaijayanta’ และคำเรียกเต็มคือ ‘พระไวชยันตะ- Braḥ Vaijjayanta’ อันเป็นปราสาทหรือที่ประทับของพระอินทร์
(อ้างอิงจาก.อีย์โมยีร์, เลอ กัมโพช เล่มที่ 3 กลุ่มและประวัติศาสตร์อังกอร์, ปารีส, เอเนสต์ ลูร์ซ์ บรรณาธิการ, ค.ศ.1904 หน้าที่ 143-144 และสำหรับ บากอง เลอ กัมโพช เล่มที่ 2 หน้า 424 ‘พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิต’ คำแปลจากภาษาฝรั่งเศสของอีย์โมยีร์ ที่ว่า “พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิต- le dieu séjournant” ).
 
     "พระที่นั่งหรือวิมานไพชยนต์"




ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย:
01.  หนังสือ "30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร" โดย ภภพพล จันทร์วัฒนกุล, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 2, (ปรับปรุงใหม่) ตุลาคม 2560.
02.  ANCIENT ANGKOR: BOOKS GUIDES, Michael Freeman, Claude Jacques, River Books, Bangkok, Thailand, 2009.
03.  พระพุทธรูปนาคปรกองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่พลับพลาใกล้กับปราสาทคลังใต้ หรือ
วัดพราหมณ์ไปรลอเวง (Vat Prampei Loveng) ทางขวามือของถนนที่ทอดจากเชิงพลับพลาหน้าพระราชวังหลวงตรงไปที่ประตูชัย พระพุทธรูปองค์นี้ อองรี ปาร์มองติเยร์ ขุดได้จากปราสาทประธานของปราสาทบายน เมื่อ พ.ศ.2476 ในสภาพแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ สันนิษฐานว่าถูกทุบในสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 8 เมื่อนำมาต่อใหม่แล้ว อองรี ปาร์มองติเยร์ ได้ถวายให้พระเจ้าศรีโสวัฒน์ ทรงให้สร้างพลับพลาและนำไปประดิษฐานไว้จนถึงปัจจุบัน.
พระพุทธรูปองค์กลางปราสาทบายน ซึ่งฝรั่งเศสบูรณะซ่อมแซมแล้ว07., ที่มา: EFEO Archive โดยผ่านห้อง วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ใน facebook, โดย Kang Vol Khatshima, วันที่สืบค้น 03 กรกฎาคม 2561.
 
         
ภาพจากซ้ายไปขวา: พระพุทธรูปกลางปราสาทบายน ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ปราสาทปรำปีโลเวง หรือ วัดพราหมณ์ไปรลอเวง (Vat Prampei Loveng), ที่มา: วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ใน facebook, โดย Kang Vol Khatshima, วันที่สืบค้น 03 กรกฎาคม 2561. และ ที่มา: วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ใน facebook, โดย Kang Vol Khatshima, วันที่สืบค้น 03 กรกฎาคม 2561. 

04.  Bayon: New perspectives, Editor: Joyce Clark, River Books,ISBN 978-974-9863-47-3, Printed and bound in Thailand, 1st Publishing, 2007.
05.  อ้งจากหนังสือ "Me'moires sur les coutumes de Cambodge", แสดงใน 04. หน้าที่ 13.
06.
  จากการสรุปของ
George Cœdès กล่าวว่าปราสาทบายนก่อนสร้างขึ้นใน ปลาย คศว.ที่ 12 - ต้นคศว.ที่ 13.
07.  ในปี พ.ศ. 2476/ค.ศ.1933
จอร์ช ทรูว์ (Georges Trouvé) นักโบราณคดี จากสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพาทิศ, พบพระพุทธรูปปางนาคปรกนี้ ที่มีความสูงถึง 3.60 เมตร ในบ่อกลางปราสาท สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปประธานของปราสาทบายน
08.  Chuoun Nath, Vacanānukram Khmer/Dictionnaire Cambodgien, cinquième édition, Phnom Penh, Édition de I'lnstitut Bouddhique, 1967, p.566.
info@huexonline.com