MENU
TH EN

ก. บทนำ: ภควัทคีตา

ก. บทนำ: ภควัทคีตา01, ก
 
First Revision: Nov.15, 2016
Last Revision: Jun.08, 2017
สืบค้น แปลและเรียบเรียงโดย:
อภิรักษ์ กาญจนคงคา


สำหรับมหาคัมภีร์ภควัทคีตานี้ ผมได้ใช้หนังสือที่เรียบเรียงโดย ฯพณฯ สรวปัลลี ราธากฤษณัน (Servepalli Radhakrishnan) นักปราชญ์และประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศอินเดีย (14 พฤษภาคม พ.ศ.2505 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2510) เป็นแกนหลักในการแปล อธิบายเรียบเรียง. (THE BHAGAVADGITA, S. RADHAKRISHNAN, HarperCollins Publishers India Pvt Ltd. Printed in India, 14th impression 2000). หนังสือเล่มนี้ผมได้มาเมื่อวันสงกรานต์ ปี พ.ศ.2544 คราวไปสัมมนาด้าน SMEs Development ในนามผู้แทนจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย และทั้งนี้ด้วยความไม่สันทัดของผม ผนวกกับเพื่อให้สื่อสารกับผู้อ่านทั่วไปได้มากขึ้น บางบทตอนผมอาจจะแสดงการใช้วรรณยุกต์ สระ หรือตัวอักษรที่เป็นภาษาสันสกฤตไม่ครบถ้วนนัก แต่จะใช้ภาษาไทยที่สะกดอ่านง่าย ๆ ในการอธิบายและรจนา.  

ด้วยความเห็นส่วนตน การแปลตรง ๆ คำต่อคำ หรือประโยคต่อประโยคนั้น อาจจะทำให้ผู้อ่านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจครบถ้วน ทั้งนี้เพราะพลวัตของบริบท ตัวอย่าง สถานการณ์ เวลาที่ผ่านไปร่วมสองพันปี และวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ค่านิยม ฯลฯ เปลี่ยนไปมาก ผมใคร่ขอแปลและแทรกบางคำบางประโยค เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้มากขึ้น ทั้งนี้ ผมขอรับผิดชอบหากมีความผิดพลาดในการแปล ซึ่งท่านผู้สนใจสามารถ ท้วงติง ติชม แนะนำหรือขอให้ตัดทอนมาได้ที่ k.apirak@huexonline.com ได้ทุกเมื่อ ซึ่งถือว่าท่านมีส่วนสำคัญในการให้ลำนำแห่งพระเจ้านี้ มีความสมบูรณ์ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าสำหรับผู้สนใจรุ่นหลัง ๆ หรือท่านอื่น ๆ ต่อไปครับ.


ปกหลังของหนังสือ01 

"ภควัทคีตา หรือ ลำนำหรือเพลงศักดิ์สิทธิ์" ถือเป็นแหล่งสถิตย์เพื่อการสร้างความมั่นใจท่ามกลางมหาคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลก ชาวฮินดูศรัทธาในภควัทคีตา ดั่งเช่นชาวคริสต์เคารพรักและศรัทธาในพระวรสาร ดั้นด้นค้นหาสิ่งประเสริฐภายในและความรู้แจ้ง ในหนึ่งพันสี่ร้อยบรรทัดของลำนำนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า-ด้วยพลังแห่งปิติและความเมตตาของพระองค์-นำไปสู่ความแม่นยำและสละสลวยของภาษา.

คีตาเป็นรจนาที่มาจากการสนทนาระหว่างอรชุนและกฤษณะในวันมหายุทธ์. กฤษณะได้สอนอรชุนผู้กำลังตื่นกลัว ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องรบ และเป็นสิ่งที่ได้ลิขิตไว้แล้ว ว่าเขา-เฉกเช่นมนุษย์ทั้งหลาย-ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ตนในโลกด้วยความรักและความศรัทธา. ทั้งนี้เพียงเพื่อค้นหาพระเจ้าและสิ่งสมบูรณ์ นั่นคือความจริงแท้ของชีวิตตนก็จะถูกค้นพบ.

ในการจัดพิมพ์ภควัทคีตาครั้งนี้ (ครั้งที่ 14 ค.ศ.2000) พิมพ์เป็นภาษาสันสกฤต พร้อม ๆ กับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย ฯพณฯ ศาสตราจารย์ราธากฤษณัน และการอธิบายแต่ละโศลกนั้นได้กลายเป็นสิ่งทรงคุณค่า. ด้วยความตกผลึกต่อปรัชญาที่ผนึกในลำนำนี้นั้น เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้อ่าน ในการเกิดจินตภาพอันกระจ่างแจ้งอย่างเท่าเทียม ตระหนักถึงพลานุภาพของคีตา และสารที่เป็นอมตะนี้. สารนี้ไม่เคยล้มเหลว หากได้สัมผัสถึงจิตใจและวิญญาณของชนทั้งหลาย ผู้ที่ได้อ่านลำนำนี้.



หน้าที่ 1
หน้าแรกถัดจากปก01
ภควัทคีตา
หนึ่งในบุตรที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียยุคใหม่ ศาสตรจารย์ ส. ราธากฤษณัน (พ.ศ. 2431-2518) เป็นนักปราชญ์ที่โดดเด่น นักเขียน และนักการศึกษา. ท่านมีความสมดุลย์ทางความคิด อันเป็นฐานคติระหว่างวัฒนธรรมแบบยุโรปและแบบเอเซีย ท่านอุทิศพละกำลังอันไพศาลมิรู้ประมาณในการแปลศาสนา วัฒนธรรมและปรัชญาของอินเดียให้แก่มนุษย์ทั้งหลายในโลก. ท่านเป็นศาสตราจารย์รับเชิญให้ไปบรรยายยังมหาวิทยาลัยในต่างประเทศหลายแห่ง และได้รับเกียรติให้เป็นทูตพิเศษของอินเดียยังสหภาพโซเวียต ในระหว่างปี พ.ศ.2492-2495. ต่อมาท่านได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีของอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.2500 ทั้ง ๆ ที่ท่านได้พยายามอยู่ห่าง ๆ จากการเมืองอินเดียแล้ว. ท้ายที่สุด ท่านได้รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของอินเดียในปี พ.ศ.2504 ท่านดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งปี พ.ศ.2510 และออกไปใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างอิสระ.

ท่านได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มสนองนักอ่านทั่วทุกมุมโลก. มีหนังสืออันโดดเด่นที่ท่านได้เขียนขึ้นมา ประกอบด้วย: มุมมองของศาสนาฮินดูที่เกี่ยวกับชีวิต (The Hindu View of Life) อุดมคติในการมองชีวิต (An Idealist View of Life) ปรัชญาอินเดีย เล่มหนึ่งและสอง (Indian Philosophy, Vols. I and II).

ท่านได้อุทิศงานแปลทั้งหลายนี้แด่... มหาตมะ คานธี.

 

ที่มา: popgazine.com, วันที่สืบค้น 24 กุมภาพันธ์ 2560.
 
 
หน้าที่ 5
 
คำนำผู้เขียน ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (พ.ศ.2491)
ช่วงสงครามและหลังสงครามที่ผ่านมานั้น ได้นำไปสู่คุณค่าอันเอกอุของวิทยาศาสตร์, โดยเฉพาะการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง. นับเป็นความสำคัญยิ่งของสงคราม และได้สร้างความสะดวกสบายแก่มวลมนุษย์ในยามสงบ. แต่ทว่าหากเราได้มอบความไพศาลและภูมิปัญญาแก่มนุษย์ด้วยมุมมองในเรื่องชีวิตด้วยแล้วเล่า, ก็สามารถผ่อนคลายความเขม็งเกลียวของบรรดามนุษยชาติได้อีกด้วย. ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเป็นมนุษย์นั้น อาจได้กำหนดไว้แล้วว่าเป็นหนึ่งในวิถีที่นำไปสู่เป้าหมายได้ และด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์นี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตาไม่อาจมองข้ามได้ ด้วยหลักที่ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดนั้น ไม่ได้มาจากกรอบวิธีทางวิทยาศาสตร์เสียทั้งหมด. เราควรศึกษาแก่นแท้แกนกลางว่าการกระทำของมนุษย์นั้น ในท้ายที่สุดแล้ว ความสุข มันขึ้นอยู่กันสิ่งใดกันแน่. แน่นอนว่า ด้วยวัฒนธรรมที่สมดุลของทั้งสองสิ่งที่ดีงามนั้น จะนำไปสู่ความกลมกลืน. ด้วยภควัทคีตา อันเป็นลำนำแห่งพระเจ้า จะเป็นคุณค่าที่ช่วยให้เราเกิดความตระหนักชัดถึงบั้นปลายของชีวิตที่สมบูรณ์นั้นเป็นเช่นไร.

มีการจัดพิมพ์คัมภีร์ภควัทคีตากันหลายครั้ง และหลายครั้งที่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างสละสลวย ซึ่งจะไม่มีการวิพากษ์หรือตัดสินกันว่าใครพิมพ์และแปลได้ดีกว่ากัน, หากว่าได้มีการพิมพ์และแปลกันตรง ๆ คำต่อคำ หรือ ประโยคต่อประโยค, ผู้ที่อ่านคีตาในฉบับภาษาอังกฤษจะมีหมายเหตุหรือเชิงอรรถอย่างน้อย ก็เท่ากับผู้ที่อ่านในภาษาสันสกฤต, หากพวกเขาที่แปลนั้นไม่พลาด. เราก็จะได้ซึมซับกับการรจนาของผู้เขียนคัมภีร์นี้ในอดีตจากรุ่นสู่รุ่น. ทุกคัมภีร์นั้นมีสองประเภท ประเภทแรกเป็นสิ่งชั่วคราวไม่คงทน ผุพังเปี่อยยุ่ยไปตามกาลเวลา, ประดับในจิตใจผู้คนช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ตามถิ่นฐานที่คัมภีร์นั้นกำเนิดขึ้น ส่วนอีกประเภท เป็นคัมภีร์ที่นิรันดร์ คงทน ทุกผู้ทุกวัยและทุกถิ่น สามารถน้อมนำไปใช้ได้. การแสดงให้เห็นถึงความปราชญ์เปรื่องทางปัญญาและสำนวนโวหารที่เผยมาจากจิต อันเวลาได้รังสรรค์ขึ้นมา ในขณะที่ความจริงแท้ในการดำรงอยู่ของชีวิตดำเนินอยู่นั้น สูงส่งกว่าจินตภาพทางปัญญามาโดยตลอด. พลังของสิ่งที่ทรงคุณค่าซึ่งอยู่ภายในลำนำเองนั้น ได้สร้างสรรค์จำเนียรกาลผ่านมา ชนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ยืนยันและกลั่นกรองให้สมบูรณ์ พร้อมกำหนดความจริงจากประสบการณ์ไว้ในลำนำนี้แล้ว. นักวิจารณ์ได้กล่าวเรา ด้วยมุมมองเชิงประสบการณ์และแสดงออกด้วยรูปแบบใหม่ ๆ, ในแบบที่สนองต่ออายุและความประสงค์ของภูมิปัญญาโบราณที่จารึกในพระคัมภีร์. หลักคำสอนอันงดงามทั้งหลายนั้น มีสีสันขึ้นมาจากการกล่าวซ้ำ ๆ ของปราชญ์มาหลายศตวรรษ. ด้วยช่วงเวลาที่แตกต่าง; อุปนิสัยทางความคิด, ภูมิหลังด้านจิตวิญญาณที่สัมพันธ์กับประสบการณ์ของเรา แตกต่างจากสิ่งที่ปราชญ์ในยุคดั้งเดิมได้ชี้แนะไว้, แก่นปัญหาที่เราเผชิญในวันนี้ก็คือ...

 
หน้าที่ 6

...การปรองดองกันของมนุษยชาติ. ลำนำหรือคีตานี้เหมาะยิ่งและเป็นคำตอบ เนื่องด้วยความพยายามที่จะเปลี่ยนรูปแบบที่แตกต่างกันและความตระหนักรู้ทางศาสนา และเน้นแนวคิดอันเป็นรากเหง้าของศาสนาซึ่งอยู่เหนือกาลเวลาของมนุษยชาติ. สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วได้ก่อปัญหาให้เรา เราจำต้องเรียงร้อยหลักการเดิมให้เป็นในรูปแบบใหม่. การเรียงร้อยความจริงแท้อันนิรันดร์ด้วยสำเนียงของเวลานั้น นับเป็นหนทางเดียวที่มหาคัมภีร์นี้ได้สร้างคุณค่าแก่มนุษยชาติ. ณ จุดนี้ บทนำและหมายเหตุอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่ฉลาดล้ำ. ด้วยการแปลลำนำนี้ในขั้นรายละเอียดของผู้แปลที่ทรงภูมิทั้งหลาย ทำให้หลายจุดหลายประเด็นของลำนำนี้แตกต่างกันไป. ฉันไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการเรียกร้องให้ผู้อ่านศึกษาหมายเหตุในหนังสือที่แปลลำนำนี้ (ผู้อ่าน)ซึ่งประสงค์จะแผ่ซ่านสภาวะด้านจิตวิญญาณมากกว่าที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ.

การแปลเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายต้องชัดเจนและกระจ่างเท่าที่จะเป็นไปได้. อ่านแล้วไม่รู้สึกตื้นเขิน ไม่ล้าหลังและกลมกลืน. ทว่าไม่อาจมีการแปลลำนำใด ๆ ที่สามารถถอดศักดิ์ศรีและความสง่างามของต้นฉบับออกมาได้ทั้งหมด. ท่วงทำนองและความอัศจรรย์ของวลีนั้น ยากที่จะผลิเผยให้ประจักษ์ได้ด้วยสื่ออื่นใด. ผู้แปลมักจะวิตกในการถ่ายทอดความคิดของลำนำ แน่นอนว่าผู้แปลไม่อาจถ่ายทอดจิตวิญญาณของลำนำนี้ได้ทั้งหมด. ผู้แปลไม่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าถึงอารมณ์และความคิดในลำนำที่บังเกิดขึ้นได้ และไม่อาจกระตุ้นให้เกิดปิติต่อภาพหรือนิมิตที่ผู้ประพันธ์ลำนำนี้ได้ถ่ายทอดออกมา. ซึ่งข้าพเจ้าตระหนักดีว่า ไม่ว่าด้วยอัตราหรือระดับใด ๆ มันยากยิ่งที่จะเผยออกมา ด้วยสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษ ด้วยศักดิ์ศรีแห่งวลีและความผนึกแน่นของถ้อยคำ ข้าพเจ้าได้สำแดงถ้อยคำด้วย (ตัวอักขระ) ที่เป็นภาษาโรมัน เพื่อให้ผู้ที่รู้จักและเข้าใจคีตานี้ ได้ครุ่นคำนึงถึงต้นฉบับที่เป็นภาษาสันสฤตได้. สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักภาษาสันสกฤตก็จะได้รับแนวคิดด้านจิตวิญญาณที่ถูกต้องจากบทกวีหรือโศลกจากบทสนทนาภาษาอังกฤษอันงดงามซึ่งรจนาโดย เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ (Sir Edwin Arnold). ลำนำนี้เต็มไปด้วยความไหลลื่นสง่างาม พร้อมทั้งมีรสเฉพาะในตัวของลำนำเอง ผู้ที่เคร่งครัดระมัดระวังในความถูกต้องเชิงวิชาการเท่านั้น ที่สามารถยอมรับลำนำนี้ได้ทั้งหมด.
เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนล (Sir Edwin Arnold) ที่มา: www.magnoliabox.com, วันที่สืบค้น 02 พฤษภาคม พ.ศ.2560
  
        ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณท่านศาสตราจารย์ไมซอร์ หิริญาณนะ (Professor M. Hiriyanna) ผู้อ่านต้นฉบับลำนำนี้ และท่านศาสตราจารย์แฟรงคลิน เอ็ดเกอร์ตัน (Professor Franklin Edgerton) ผู้ตรวจทานบทความต้นฉบับ พร้อมทั้งจากการให้คำแนะนำและความช่วยเหลืออันทรงคุณค่า

ศาสตราจารย์ ไมซอร์ หิริญาณนะ (Professor Mysore Hiriyanna - maisoor hiriyaanna)
ที่มา: karnatakahistory.blogspot.com, วันที่สืบค้น 03 พฤษภาคม 2560.




ศาสตราจารย์ แฟรงคลิน เอ็ดเกอร์ตัน (Professor Franklin Edgerton)
ที่มา: www.sanskrit-input.com, วันที่สืบค้น 03 พฤษภาคม 2560. 
                                                                                                                                                             ส.ร.
 
 
หน้าที่ 7
 
คำนำผู้เขียน ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

        ข้าพเจ้ารู้สึกปิติที่ได้ทราบว่ามีการร้องขอให้จัดพิมพ์เป็นครั้งที่สอง อันเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้แก้ไขข้อผิดพลาด (จากการพิมพ์ครั้งแรก) และก่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นตามคำแนะนำของศาสตราจารย์เฟรดเดอริกค์ วิลเลี่ยม โทมัส (Professor F. W. Thomas) ผู้เป็นสหาย และเป็นผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณยิ่ง. 

                                                                                                                                                             ส.ร.
 





ที่มาและคำอธิบาย:

ก.  ภควัทคีตา (พะ-คะ-วัด-คีตา) เป็นชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู โดยสำหรับนิกายไวษณณพ03 หรือผู้ที่ยกย่องพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นพระเจ้าสูงสุด ชื่อคัมภีร์ ภควัทคีตา (ภควตฺ + คีตา) แปลว่า "บทเพลง (หรือลำนำ) แห่งพระผู้เป็นเจ้า" นำเรื่องราวส่วนหนึ่งมาจากมหากาพย์มหาภารตะ04 ประกอบด้วยบทกวี 700 บท.02

การดำเนินเรื่อง
คัมภีร์นี้มิได้มีลักษณะเป็นเอกเทศ คือมิได้แต่งขึ้นมาอย่าโดดเดี่ยวเป็นเล่มเฉพาะเหมือนดังคัมภีร์พระเวท05 แต่ละเล่ม แท้ที่จริงเป็นเพียงบทสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคลสองคน ซึ่งเป็นข้อความที่แทรกเข้ามาในบรรพที่หก (ภีษมบรรพ) แห่งมหากาพย์มหาภารตะ.

ในบทสนทนาโต้ตอบดังกล่าวนี้ ฝ่ายที่ถามปัญหาคือพระอรชุน06 เจ้าชายฝ่ายปาณฑพ07 แห่งจันทรวงศ์ ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพใหญ่มาทำสงครามแย่งชิงเมืองหัสตินาปุระจากฝ่ายเการพ08 แห่งจันทรวงศ์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีเจ้าชายทุรโยชน์และกองทัพพันธมิตรมากมายเป็นศัตรูคู่สงครามด้วย ฝ่ายที่ตอบปัญหาทั้งหมดและเป็นผู้อธิบายตลอดทั้งเรื่องก็คือ พระกฤษณะ09 ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายราชสกุลจันทรวงศ์ สาขายาทพ.

ในขณะที่ตอบปัญหาอันล้ำลึกดังกล่าวนั้น พระกฤษณะกำลังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถศึกให้พระอรชุน บทสนทนาโต้ตอบนี้ถ่ายทอดออกมาโดยสญชัย ผู้เป็นเสวกามาตย์ของพระเจ้าธฤตราษฎร์ พระราชาเนตรบอดแห่งเมืองหัสตินาปุระ โดยมหาฤษีวยาสหรือพระฤษีกฤษณไทวปายนเป็นผู้ให้ตาทิพย์แก่สญชัย เพื่อแลเห็นเหตุการณ์รบพุ่งในมหาสงครามครั้งนั้นอย่างแจ่มแจ้งทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่ในพระราชวัง และคอยกราบทูลพระเจ้าธฤตราษฎร์ให้ทราบการเคลื่อนไหวทุกขณะในสมรภูมิ

เพราะฉะนั้นข้อความสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสองในสนามรบก่อนจะเริ่มมหาสงครามจึงเป็นถ้อยคำที่สญชัยเรียบเรียงทูลถวายพระเจ้าธฤตราษฎร์ และมาให้ชื่อกันภายหลังว่า ภควัทคีตา ทั้ง ๆ ที่ชื่อเดิมในมหาภารตะเรียกข้อความตอนนี้ว่า ภควัทคีโตปนิษัท (ภควตฺ + คีตา + อุปนิษทฺ) ด้วยเหตุที่มีข้อความหลายตอนคัดลอกมาจาก คัมภีร์อุปนิษัท ฉบับต่าง ๆ อันเป็นหมู่คัมภีร์รุ่นสุดท้ายในสมัยพระเวท ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เวทานตะ (ที่สุดแห่งพระเวท) ตลอดจนความคิดเรื่องอาตมัน ปรมาตมัน พรหมัน อันเป็นแก่นหรือสาระสำคัญที่สุดในคำสอนของอุปนิษัททุกเล่ม ก็มีกล่าวถึงหลายต่อหลายครั้งในภควัทคีตา จะแตกต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่ว่าข้อความในคัมภีร์อุปนิษัทนั้นแต่งเป็นภาษาร้อยแก้ว แต่ในคัมภีร์ภควัทคีตาแต่งเป็นบทร้อยกรอง

ถ้าจะกล่าวโดยแท้จริงแล้ว คำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา เกือบครึ่งเล่มเป็นคำสอนในคัมภีร์อุปนิษัท และอีกกว่าครึ่งเล่มเป็นคำสอนแบบของพวกภาควตะ ซึ่งบูชาพระกฤษณะเป็นเทพสูงสุดในนิกายของตน และคำสอนแบบดังกล่าวนี้มีมานานแล้วในหมู่พวกภาวตะอันเป็นชนอารยันอินเดียเผ่าหนึ่ง ต่อมาพวกนิกายไวษณพ หรือพวกที่นับถือพระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุดได้ผนวกเอาพระกฤษณะเข้าไปเป็นพระวิษณุอวตาร หรือนารายณ์อวตารปางที่ 8 

คำสอนของพวกภาควตะซึ่งเน้นในเรื่องความนับถือพระกฤษณะเป็นเทพสูงสุดก็ถูกกลืนเข้าไปผสมผสานกับแนวความคิดของพวกไวษณพที่มีส่วนในการแต่งมหากาพย์มหาภารตะอยู่มากมายหลายตอน จึงปรากฎออกมาในรูปภควัทคีตาดังที่ปรากฎเป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้ และการที่จะเรียกหนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ว่า ภควัทคีโตปนิษัท หรือ ภควัทคีตา หรือ คีตา เฉย ๆ ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของคนอินเดียนิกายไวษณพ ในรูปแบบของบทสนทนาที่มีข้อความเกือบทั้งหมด เป็นคำอธิบายเรื่องวิถีทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้าอันสูงสุด ส่วนบทที่เป็นคำถามของพระอรชุนในเรื่องความลึกลับและวิถีทางแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้น ก็เป็นเพียงส่วนประกอบที่เล็กน้อยเหลือเกิน คล้าย ๆ กับเป็นบทเชื่อมต่อระหว่างคำอธิบายอันยืดยาว แต่ละตอนของพระเจ้าในร่างมนุษย์หรือพระกฤษณะเท่านั้นเอง.

ภควัทคีตาฉบับภาษาสันสกฤต คัดลอกสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 พบทางเหนือของประเทศอินเดีย

01. จาก. THE BHAGAVADGITA, S. RADHAKRISHNAN, HarperCollins Publishers India Pvt Ltd. Printed in India, 14th impression 2000. 

จาก www.pinterest.com/pin/541135711451101010/, วันที่สืบค้น 19 กุมภาพันธ์ 2560.
 
             
ภาพซ้าย: ภาพถ่าย ฯพณฯ สรวปัลลี ราธากฤษณัน (Servepalli Radhakrishnan) เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2505,
ภาพขวา: ภาพถ่ายขณะสนทนากับประธานาธิบดีสหรัฐ จอหน์ เอฟ. เคนเนดี้ ที่ทำเนียบขาว เมื่อ พ.ศ.2506

02. จาก. th.wikipedia.org/wiki/ภควัทคีตา, วันที่สืบค้น 15 พ.ย.2559.
03. นิกายไวษณพ หรือ ลัทธิไวศณพ (Vishnav) เป็นหนึ่งในนิกายของศาสนาฮินดู ที่สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์ นับเป็นศาสนาที่มีความเก่าแก่มากที่สุด, ลัทธิไวษณพนี้ นับถือพระวิษณุเจ้าเป็นเทพองค์สูงสุด เชื่อว่าวิษณุสิบปาง หรือนารายณ์ 10 ปางอวตารลงมาจุติ มีพระลักษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายนี้มีอิทธิพลมากในอินเดียภาคเหนือและภาคกลางของประเทศ นิกายนี้เกิดเมื่อ พ.ศ.1300 สถาปนาโดยท่านนาถมุนี (Nathmuni), ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/ศาสนาฮินดู, วันที่สืบค้น 09 ก.พ.2560.

 
รูปปั้นท่านนาถมุนี, ที่มา: www.indianetzone.com, วันที่สืบค้น 10 กุมภาพันธ์ 2560.

04. มหากาพย์มหาภารตะ มหาภารตะ บางครั้งก็เรียกสั้น ๆ ว่า ภารตะ เป็นหนึ่งในสองของมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย (มหากาพย์อีกเรื่องคือ รามายณะ-ซึ่งเก่าแก่กว่า) ประพันธ์เป็น โศลก (อ่านว่า สะ-โหลก, น. สุภาษิต, บทประพันธ์ ภาษาสันสกฤต 4 บาทเป็น 1 บท เรียก โศลกหนึ่ง, คำสรรเสริญยกย่อง, คำขับร้อง, สรรเสริญที่เป็นบทกลอน, ชื่อเสียง, เกียรติยศ - ไทย - ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร) ภาษาสันสกฤต มหากาพย์เรื่องนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ "อิติหาส" (แปลตามศัพท์ว่า "ประวัติศาสตร์") และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งของ เทพปกรณัมในศาสนาฮินดู.
 
ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส
(ท่านเป็นโอรสของนางสัตยวดี กับ ฤๅษีปราศร และคลอดตรงบริเวณเกาะกลางแม่น้ำยมุนามีชื่อเต็มว่า
กฤษณะ ทไวปายณะ แปลว่าผู้มีผิวคล้ำเกิดบนเกาะ ต่อมาเปลี่ยนเป็น วยาสแล้วออกบวชตามบิดาอยู่ในป่าหิมาลัย
ต่อมานางสัตยวดีผู้เป็นมารดาได้ให้ไปทำนิโยคกับมเหสีม่ายของวิจิตรวีรยะ น้องชายต่างบิดา จึงต้องหลับนอนกับมเหสี
ทั้งสองและนางกำนัลอีก 1 คน จนมีโอรสคือท้าวธฤตราษฎร์ ท้าวปาณฑุ และท้าววิทูร ต่อมาโอรสของท้าวธฤตราษฎร์
และท้าวปาณฑุแย่งบัลลังก์กันและล้มตายจำนวนนับล้าน ท่านฤๅษีเกิดความรันทด จึงต้องการบอกเล่าเรื่องราวของลูกหลาน
ที่ฆ่าฟันกันเอง จึงเชิญพระคเณศร์มาเขียน เป็นที่มาของมหาภารตะ. (ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2560)
 


ตามตำนานกล่าวว่าผู้แต่งมหากาพย์เรื่องนี้คือ ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส นับเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก มีเนื้อหาซับซ้อน เล่าเรื่องอันยืดยาวที่เกี่ยวข้องกับเทพปกรณัม และหลักปรัชญาของอินเดีย ทั้งนี้ยังมีเรื่องย่อย ๆ แทรกอยู่มากมาย ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในเมืองไทย เช่น ภควัทคีตา ศกุนตลา สาวิตรี พระนล กฤษณาสอนน้อง อนิรุทธ์ เป็นต้น ทั้งนี้ยังถือว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของศาสนาฮินดูด้วย นอกจากนี้ มหาภารตะนี้ยังสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับขนมธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ศาสนา การเมือง ศิลปะหลายแขนง ประวัติความเป็นมาของวงศ์ตระกูลต่าง ๆ ในเรื่อง และธรรมเนียมประเพณีการรบการสงครามของอินเดียยุคโบราณด้วย

มหาภารตะ เป็น เรื่องราวความขัดแย้งของพี่น้องสองตระกูล ระหว่างตระกูลเการพ (สันสกฤต เการว อ่าน เกา-ระ-วะ) และตระกูลปาณฑพ (ปาน-ดบ) ซึ่งทั้งสองตระกูลต่างก็สืบเชื้อสายมาจากท้าวภรต แห่ง กรุงหัสตินาปุระ จนบานปลายไปสู่มหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ซึ่งมีพันธมิตร ของแต่ละฝ่ายเข้าร่วมรบด้วยเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่านี่คือการต่อสู้ระหว่าง ฝ่ายธรรมะ และฝ่ายอธรรม ความดี และความชั่ว ซึ่งในที่สุดแล้ว ฝ่ายปาณฑพก็เป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้.

05. คัมภีร์พระเวท หมายถึง คัมภีร์ที่เก่าแก่ของพวกอินโด-อารยัน เป็นแหล่งกำเนิดของวรรณกรรมอินเดีย คำว่า "เวท" แปลว่า ความรู้ มาจาก วิทฺ ธาตุ ที่แปลว่ารู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ทางศาสนา หรือความรู้ทางด้านจิตใจของชาวฮินดุ คัมภีร์พระเวท มิใช่ผลงานของนักปราชญ์ หรือของศาสดาคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หากเป็นที่รวมปัญญาความนึกคิดของบรรพบุรุษของชาวอินเดียหลายชั่วอายุคน ที่สืบทอดกันมาโดยวาจาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนในที่สุดก็รวบรวมจารึกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
"พระเวท" นั้นประกอบด้วยคัมภีร์สามประเภทด้วยกัน คือ:

หนึ่ง) คัมภีร์สังหิตา หรือ มันตระ คำว่า "สังหิตา" แปลว่าที่รวมหรือชุมชน ในที่นี้หมายถึง ชุมนุมบทสดุดีเทพเจ้า บทสวดขับร้องมนต์หรือคาถาและสูตรสำหรับใช้ในพิธีบูชายัญ บทประพันธ์ทั้งหมดในคัมภีร์สังหิตาเป็นร้อยกรองกล่าวคือแต่งเป็นฉันท์.
สอง) คัมภีร์พราหมณะ ได้แก่ข้อความร้อยแก้ว อธิบายความหมายของบทสดุดีเทพเจ้า บัญญัติว่าบทสดุดีใดควรใช้ในที่ใด พรรณนาถึงกำเนิดของบทสดุดีในส่วนที่เกี่ยวกับกำเนิดของพิธีบูชายัญ ตลอดจนอธิบายความหมายของพิธีบูชายัญด้วย.
สาม) คัมภีร์อารัณยกะ และอุปนิษัท ได้แก่ บทประพันธ์ที่ว่าด้วยความนึกคิดทางด้านปรัชญาหรืออีกนัยหนึ่ง คือความนึกคิดที่เกี่ยวเรื่องวิญญาณ หรืออาตมัน เรื่องพระเป็นเจ้า เรื่องโลก และเรื่องมนุษย์ ข้อความบางตอนในคัมภีร์อารัณยกะและอุปนิษัท ซ้ำกับที่มีอยู่ในคัมภีร์พราหมณะ. 

 

คัมภีร์สังหิตา หรือ มันตระ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น คงจะมีการแพร่หลายอยู่มากมายตามสำนักและอาจารย์ต่าง ๆ และที่พอจะจำแนกออกเป็นประเภทต่าง ๆ สามารถจำแนกได้ดังนี้:

หนึ่ง) ฤคเวทสังหิตา เป็นสังหิตาหรือชุมนุมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยบทสดุดีเทพเจ้า
สอง) ยชุรเวทสังหิตา เป็นสังหิตาหรือชุมนุมประพันธ์ที่ว่าด้วยสูตรสำหรับใช้ในพิธีบูชายัญ ซึ่งยังแยกออกอีกเป็นสองแขนง คือ กฤษณะยชุรเวท แปลว่ายชุรเวทดำ และศุกละยชุรเวท แปลว่า ยชุรเวทขาว
สาม) สามเวท เป็นสังหิตาหรือชุมนุมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยบทสวดขับร้อง
สี่) อาถรรพเวทสังหิตา เป็นสังหิตาหรือชุมนุมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยมนต์หรือคาถาต่าง ๆ

สังหิตาสี่ประเภทข้างต้นนี้นั้น เป็นพื้นฐานอันก่อให้เกิดคัมภีร์พระเวททั้งสี่ ที่เรียกว่า "จตุรเวท" อาจกล่าวได้ว่าคัมภีร์พระเวทแต่ละคัมภีร์นั้น ต่างก็มีคัมภีร์พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัทเป็นบริวาร ในทำนองเดียวกันกับคัมภีร์ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท ก็มีคัมภีร์พราหมณ์ะ อารัณยกะและอุปนิษัท เป็นบริวาร

คัมภีร์ทั้งสี่หมวด ที่กล่าวมาแล้วนี้คือ เวท พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัทนั้น มีอายุกาลเรียงตามลำดับและเรียกรวม ๆ ว่าเป็น "ศรุติ" แปลว่าสิ่งที่ได้ยินมา หมายถึงได้ยินมาจากพระเจ้า โดยผ่านสื่อกลางคือ ฤๅษีมุนี และด้วยเหตุนี้จึงเป็น "อเปารุเษยะ" (ไม่ใช่เป็นของมนุษย์สร้างขึ้น) บรรดาฤๅษีมุนีผู้ได้ยินได้ฟัง "ศรุติ" เรียกว่า "มันตทรรษฎา" แปลว่า ผู้ที่ได้เห็นหรือได้รับมนตร์จากพระเจ้า.


{ที่มา: www.gotoknow.org, วันที่สืบค้น 13 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งอ้างอิงมาจาก หนึ่ง) จำลอง สารพัดนึก, ประวัติวรรณคดีสันสกฤต, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2546, หน้าที่ 7. สอง) กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย, ภารตวิทยา พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพมหานคร: ศยาม, 2547, หน้าที่ 25-29. สาม) กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดีย อนุทวีปที่น่าทึ่ง กรุงเทพมหานคร: ศยาม, 2542, หน้า 60.}

06. พระอรชุน (Arjuna) เป็นหนึ่งในตัวละครเอกแห่งมหากาพย์มหาภารตะ ชื่อนี้หมายถึง สว่าง ส่องแสง ขาว หรือเงิน อรชุนเป็นนักยิงธนูที่มีฝีมือสูงส่ง ไม่มีใครเทียบได้ เป็นพี่น้องคนที่สามในบรรดาปาณฑพทั้งห้า เป็นลูกของนางกุนตี ภรรยาคนแรกของปาณฑุ และเป็นคนเดียวในพี่น้องปาณฑพที่ได้รับพรและอาวุธวิเศษจากเทพเจ้ามากที่สุดด้วย.

 

อนุสาวรีย์มหาภารตะ (อรชุน กำลังแผลงศรไปยัง ภีษมะ) สัญลักษณ์เกาะบาหลี
(ที่มา: www.thetripjournal.com, วันที่สืบค้น 14 กุมภาพันธ์ 2560)

อรชุนเป็นลูกของพระอินทร์ที่ประทานมาให้นางกุนตี เพราะท้าวปาณฑุต้องคำสาป จึงไม่สามารถมีลูกได้ อรชุนมีพี่สองคนคือ ยุธิษฐิระกับภีมะ และมีน้องอีกสองคน คือ นกุลกับสหเทพ อรชุนเป็นคนรูปงามมีฝีมือในการรบ และพรสวรรค์ในการยิงธนูมากที่สุด. (ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/อรชุน, วันที่สืบค้น 14 กุมภาพันธ์ 2560).

07. ฝ่ายปาณฑพ (อ่านว่า ปาน-ดบ) หากเขียนเป็นสันสกฤตว่า ปาณฑว (ให้อ่านว่า ปาน-ทะ-วะ) เป็นกลุ่มพี่น้องห้าคน ที่สืบเชื้อสายจากท้าวปาณฑุ ประสูติจากพระนางกุนตีและพระนางมาทรี ที่ร่ายเวทมนตร์อัญเชิญเทพมาประทานโอรส

หนึ่ง) ยุธิษฐิระ นางกุนตีอัญเชิญพระธรรมเทพ (พระยายม) มาประทานโอรส  (พี่คนโตได้รับการยกย่องมากที่สุดว่ามีคุณธรรมสูง ถูกแต่งตั้งให้เป็นมหากษัตริย์ตัวจริงดูแลน้อง ๆ ที่เป็นกษัตริย์ผู้ช่วย) เป็นสามีที่นางกฤษณา* ให้ความเคารพมากที่สุด.
สอง) ภีมะ นางกุนตีอัญเชิญพระพายมาประทานโอรส (มีกำลังมากที่สุดในหมู่พี่น้อง ชำนาญในการต่อสู้ประชิดตัว การใช้คทา และมวยปล้ำ) เป็นสามีที่รักนางกฤษณามากที่สุด.
สาม) อรชุน นางกุนตีอัญเชิญพระอินทร์มาประทานโอรส (เก่งที่สุดในบรรดาพี่น้องด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องการยิงธนู) เป็นสามีที่นางกฤษณาแอบรักมากที่สุด เพราะเป็นผู้ประลองยิงธนูแล้วได้นางมา.
สี่) นกุล นางมาทรีอัญเชิญพระอัศวินมาประทานโอรส เป็นฝาแฝดกับสหเทพ ชำนาญในการรบบนหลังม้า เป็นคนที่นางกฤษณาชมว่ารูปงามที่สุดในบรรดาพี่น้อง.
ห้า) สหเทพ นางมาทรีอัญเชิญพระอัศวินมาประทานโอรส เป็นฝาแฝดกับนกุล ชำนาญในโหราศาสตร์ มีความสุภาพอ่อนโยน มีความชำนาญในการเลี้ยงปศุสัตว์ ทำหน้าที่แฝงตัวในราชสำนักของท้าววิราฎ. 

(จากซ้ายไปขวา: ภีมะ, อรชุน, ยุธิษฐิระ, ฝาแฝดนกุลและสหเทพ และพระนางเทราปตี,
ที่มาของภาพ: www.cours-colledge.com, วันที่สืบค้น 16 กุมภาพันธ์ 2560)

หมายเหตุ  *นางกฤษณา เป็นชื่อหนึ่งของนางเทราปที แปลว่า ตัวดำ ผิวคล้ำ บางครั้งก็เรียกรวมกันว่า "นางกฤษณา เทราปที".
{ที่มา: oknation.nationtv.tv (เขียนโดย ดร.วรเดช มีแสงรุทรกุล-เมื่อ 17 กรกฎาคม 2557), วันที่สืบค้น 16 กุมภาพันธ์ 2560}

08. ฝ่ายเการพ เป็นกลุ่มพี่น้อง 101 คน ที่สืบเชื้อสายจากท้าวธฤตราษฎร์ ประสูติจากพระนางคสยธารีธิดาแห่งนครคันธาระ พี่น้อง 101 คน ประกอบด้วย:
   1) ทุรโยธน์ พระราชโอรสองค์โตและเป็นผู้นำเหล่าพี่น้องเการพ ชิงชังพวกพี่น้องปาณฑพมาก และเป็นผู้ชักนำไปสู่งสงครามทุ่งกุรุเกษตร
   2) ทุหศาสัน พระราชโอรสองค์ที่สอง ชิงชังพวกปาณฑพมากเช่นเดียวกัน และพยายามดูหมิ่นเหยียดหยามพระนางเทราปที พระชายาของเหล่าปาณฑพด้วยการเปลื้องผ้าและประจานกลางสภา เมื่อพวกปาณฑพแพ้พนันสกากับทุรโยชน์
   3) วิกรรณะ พระราชโอรสองค์เดียวที่มีคุณธรรม และเป็นองค์เดียวที่บอกว่านางเทราปตี ยังไม่ตกเป็นทาสจากการพนันสกา
   4) พระอนุชาอีก 97 องค์ ไม่มีบทบาทในมหากาพย์มหาภารตะมากนัก ไม่ทราบพระนาม
   5) ทุหศาลา เป็นพระธิดาองค์สุดท้อง และเป็นชายาของชัยทรัถ.
  (ปรับปรุงจาก. th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 17 กุมภาพันธ์ 2560).


ทุรโยธน์ กำลังแสดงกองกำลังของตน ต่อ โทรณะ หรือ โทรณาจารย์
(ที่มา: www.wikiwand.com, วันที่สืบค้น 17 กุมภาพันธ์ 2560)

09. พระกฤษณะ ดูรายละเอียดใน http://huexonline.com/knowledge/20/88/
10. เซอร์ เอด็ดวิน อาร์โนลด์ (Sir Edwin Arnold)  (10 มิ.ย. พ.ศ.2375 - 24 มี.ค. พ.ศ.2447) เป็นกวีและนักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ เป็นที่รู้จักจากผลงานหนังสือ ประทีปแห่งเอเซีย (The Light of Asia). ท่านเกิดที่เมืองเกรฟเซนด์ (Gravesend) เป็นบุตรชายคนที่สองของผู้พิพากษา โคเบิร์ต คอลเลส (Robert Coles Arnold) ท่านได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนหลวงโรเชสเตอร์ (King's School, Rochester), ราชวิทยาลัยแห่งลอนดอน (King's Colledge London) และมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด (University Colledge, Oxford) หลังจากไปทำงานที่อินเดีย ท่านได้เป็นคอลัมนิสต์และได้เขียนบทความถึงความเสื่อมโทรมของพุทธสถานโบราณในอินเดีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้เขียนหนังสือ "ประทีปแห่งเอเชีย" (The Light of Asia) ในปี พ.ศ.2434 ซึ่งทำให้ท่านเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก, ปรับปรุงและที่มา: th.wikipeida.org และ en.wikipedia.org/wiki/Edwin_Arnold, วันที่สืบค้น 02 พฤษภาคม 2560.

ที่มา: www.globalgreyebooks.com, วันที่สืบค้น 02 พฤษภาคม 2560.

info@huexonline.com