MENU
TH EN

เที่ยวชมปราสาทเมืองพระนคร เมืองเสียมราฐ กับคณะทัวร์

ภาพนครวัดที่เป็น icon ของบล็อก เป็นการหล่อจำลองขึ้นในกรุงปารีส เมื่อครั้งงานแสดงของบรรดาเหล่าประเทศอาณานิคม (Colonial Exhibition) ของฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ.1931,
ภาพด้านบน (เป็นภาพเก่า) ตรงระเบียงด้านหน้าของปราสาทบายน

เที่ยวชมปราสาทเมืองพระนคร เมืองเสียมราฐ กับคณะทัวร์
First revision: Apr.27, 2019
Last revision: Oct.17, 2019

     ผมตัดสินใจไปเสียมราฐอีกครั้ง (ก็นับเป็นครั้งที่ 4) ในระหว่างวันที่ 8-9-10 มิถุนายน 2562 กับทัวร์ที่มี น้องเจี๊ยบ (EJeab Academies) อาจารย์วรณัย พงศาชลากร รุ่นน้องสวนกุหลาบเป็นมัคคุเทศก์หลัก ค่าใช้จ่ายรวมไม่แพงนัก 8,900 บาท หากพักเดี่ยวก็เพิ่มอีก 1,200 บาท รวม สามวันสองคืน (ซื้อตั๋วเข้าชมเมืองพระนครแบบ 3 วัน) วัตถุประสงค์ที่ไปคราวนี้ เพราะต้องการเก็บรายละเอียดที่ศึกษาข้ามไป และชมปราสาทใหม่ ๆ พร้อมฟังคำบรรยายของน้องเจี๊ยบ (OSK104) ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านอุษาคเนย์มากมายเจาะลึกผนึกแน่นจริง ๆ. และมีอาจารย์โอภาส (OSK109) เป็นวิทยากรเสริมอีกท่านหนึ่ง มีไกด์ท้องถิ่นชื่อ ซาง ช่วยกันสามคนบรรยายตลอดทริปนี้
     รายละเอียดของทริปมีดังนี้: 
 
นครวัด - นครธม - ตาพรหม - บายน - บันทายศรี - นั่งเรือชมปราสาทแม่บุญตะวันตก เดินทางโดยรถ ใช้ตั๋วนครวัด แบบ 3 วัน
วัน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันแรก: เสาร์ที่ 8 มิ.ย.2562 ปอยเปต - เสียมราฐ - กลุ่มปราสาทนอกเมืองนครธม รวมอาหารเช้า เที่ยง เย็น
04:00 น. พบกันที่จุดนัดพบ บริเวณวัดบวรนิเวศ บางลำภู  
04:30 น. ออกเดินทางจากจุดนัดพบในกรุงเทพฯ โดยรถบัสปรับอากาศ  
08:00 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมสเตชั่น วัน อ.อรัญประเทศ 
ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาแบบ VIP จากนั้นเดินทางสู่เสียมราฐ
 
12:00 น. ถึง จ.เสียมราฐ เมืองแห่งมรดกโลก
รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารจีน New Lotus
 
13:00 น. ชมมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกที่นครชัยศรี หรือ ปราสาทพระขรรค์ 
สระอโนดาต หรือโรงพยาบาลในสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ 7 ที่ปราสาทนาคพัน
ชมพระอาทิตย์ตกดินที่ปราสาทแปรรูป แห่งพระเจ้าราเชนทรวรมเทวะ
 
19:00 น. รับประทานอาหารเย็นแบบบุปเฟท์นานาชาติ พร้อมชมการแสดงพื้นเมืองต่าง ๆ เช่น รำอัปสรา ที่ภัตตาคาร โตนเล แม่โขง  
20:00 น. เข้าพักที่โรงแรม Popular Hotel ระดับ 3 ดาว ติดตลาดเก่า ใจกลางเมืองเสียมราฐ  
 

     ผมมารอที่หน้าวัดบวรนิเวศตอนตีสามกว่า ๆ ไม่เปลี่ยว ไฟสว่าง มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ดู ๆ จะเป็นเด็กรุ่น ๆ ชายหญิงไทยนี่แหละเพิ่งออกจากบาร์เหล้าผับแถวตรอกข้าวสาร บางลำพู อาการดูมึนเมาหิ้วปีกเดินกลับผ่านจุดที่ผมนั่งรอหลายคน
     ตีสี่นิด ๆ รถบัสสีส้มคันขนาดกลาง (เป็นรถวิ่งสัมปทานจากเสียมเรียบไป-กลับบางลำพู เป็นประจำ) วิ่งเข้ามาจอดข้างวัดบวรฯ ด้านฝั่งตรงข้ามกับธนาคารทหารไทย มีเพื่อน ๆ ในทริปลงแท็กซี่ เอากระเป๋าใส่ใต้ท้องรถรายสองราย ผมก็เอากระเป๋าฝากให้เจ้าหน้าที่ประจำรถใส่ท้องรถบัสด้วย พร้อมกับขึ้นบนรถ เดินไปแถวหลัง ๆ ตามแผนที่ที่นั่งที่อาจารย์โอภาสได้แจ้งทางไลน์ระบุไว้ ผมหลับตานอนเอาแรงทันที เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน ต้องเคลียร์งานที่ออฟฟิสหลายเรื่อง
   สักราว ๆ ก่อนตีห้าเล็กน้อย น้อง ๆ ในทริป (ทราบต่อมาเป็นนิสิตนักศึกษาปีหนึ่ง นิติฯ จุฬาฯ และโบราณคดี ศิลปากร) มาสะกิดถามตำแหน่งที่นั่ง ผมก็แจ้งไป เท่าที่ทราบว่าผมนั่งติดกับ Polpong น้อง ๆ ก็นั่งกันตามที่ระบุ สักพักราว ๆ ตีห้าแทบจะเป๊ะสมาชิกเต็มคันรถ (ต้องไปรับสมาชิกนี้อีกครอบครัวหนึ่งสี่ท่านจะมารอขึ้นรถที่อรัญประเทศ ซึ่งมาจากเมืองอุบลฯ) รวมแล้วเบ็ดเสร็จ ทั้งวิทยากรด้วย 31 ท่าน
     รถวิ่งทำเวลาได้ดี เพราะยังเช้าอยู่ มาขึ้นทางด่วนที่ด่านยมราช มาบนทางด่วนเหนือถนนบางนา-ตราด อาจารย์โอภาสก็ขยับไมโครโฟน แนะนำทริปนี้ โปรแกรมต่าง ๆ กำหนดการระยะต่อไป ผมฟังบ้าง กึ่งหลับกึ่งตื่นบ้าง รถมาทางฉะเชิงเทรา แล้วเข้าอำเภอพนมสารคาม ผมมารู้สึกตัวตื่นตอน 7 โมงเช้า รถบัสแวะจอดที่ปั๊มน้ำมันให้ทำภารกิจส่วนตัว
ถ่ายกับ อ.โอภาส วันแรก 8 มิถุนายน 62 ฉากหลังเป็นรถบัสสีส้ม ได้วิ่งสัมปทานจากบางลำพู - เสียมเรียบ
ถ่ายที่ปัํมน้ำมันแถว ๆ อำเภอพนมสารคาม.

 
     สมาชิกทัวร์ทริปนี้ มีหลากหลายอาชีพมาก อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ วิศวกร มัคคุเทศก์ ผู้บริหารบริษัทเอกชน นิสิต นักศึกษา เด็กน้อยที่มากับคุณพ่อคุณแม่ ข้าราชการเกษียณ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ต่างก็มีรสนิยมตรงกัน ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์กัมพูชาโบราณเชิงลึกและจากวิทยากรที่มีความรู้
     ผมได้คุยกับอาจารย์วรณัย ท่านอัธยาศัยดีมาก กันเอง และกวน ๆ มีแนวทางการเป็นวิทยากร นักมานุษยวิทยาในแบบของตน สรุปแล้วน่ารักมาก (เช่น พอทราบว่าลูกทัวร์ในชุดนี้มีแพทย์รวม 6 ท่าน และทันตแพทย์อีกหนึ่งท่าน ก็บอกว่า ผมก็เป็นแพทย์เหมือนกัน แต่เป็นแพศยา  ... เท่านั้นแหละ ผมเฮตึงเลย...!!!) จากนั้นทุกคนก็ขึ้นรถพร้อมภายใน 25 นาที ก็ออกเดินทางต่อเข้าอรัญประเทศ อาจารย์วรณัย (อ.เจี๊ยบ) ก็เริ่มแนะนำตัว และบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสต์กัมพูชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ ระหว่างทางราว ๆ 150 กิโลฯ ก่อนถึงอรัญประเทศ พอมาถึงก็แวะทานอาหารเช้าในคอฟฟี่ช้อปของโรงแรมสเตชั่นวัน พร้อมรับลูกทัวร์ที่มาจากอุบลอีกครอบครัวหนึ่ง 
     คณะทัวร์ของเราใช้เวลาทานอาหารเช้าราว ๆ 45 นาที ก็ขึ้นรถบัสคันเดิมมาด่านคลองลึก ตรงข้ามกับกรุงปอยเปต ในจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา อ.โอภาส (ไกด์โอ) ก็ให้ทุกท่านวางสัมภาระไว้บนรถ (รถจะวิ่งผ่าน ตม.ไทยและกัมพูชา ไปรถรับคณะทัวร์ฝั่งปอยเปต) หิ้วกระเป๋าส่วนตัวพร้อมถือพาสปอร์ต เข้าแถวผ่านกระบวนการ ตม.ต่อไป ถัดจากนั้น ไกด์โอ ก็รวบรวมพาสสปอร์ตของทุกท่านไปประทับตราเข้าเมืองกับทางกัมพูชาให้ ซึ่งจะคืนให้คณะทัวร์ตอนขากลับ (จะบริการปั๊มตราประทับไป-กลับให้ของทางกัมพูชา) ทุกอย่างเรียบร้อย คณะเราใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เดินมาขึ้นรถบัสส้มที่รอรับหน้าคาสิโนฝั่งปอยเปต
    จากนั้นก็มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น (เป็นตามกฎระเบียบของกัมพูชา ทุก ๆ ทริปจะต้องมีไกด์ท้องถิ่นให้บริการ) ชื่อคุณซาง ก็ขึ้นมาบนรถ อาจารย์เจี๊ยบและไกด์โอก็แนะนำให้คณะทัวร์เรารู้จัก รถวิ่งแล่นออกจากปอยเปตตรงเข้าเสียมเรียบ ผ่านศรีโสภณ ไกด์ซางก็ให้บริการขายซิมโทรศัพท์ท้องถิ่นสำหรับใช้สามวันในกัมพูชา ราคาซิมละ US$6.0 หรือ สองร้อยบาท ผมซื้อมาอันหนึ่งเปลี่ยนใช้เลย สัญญาณดีพอ ๆ กับเอไอเอสบ้านเรา ท่องเน็ต ใช้งานไลน์ได้ดี ถือว่าโอเคเลย
     อาจารย์เจี๊ยบ ไกด์โอ และไกด์ซางก็ผลัดกันถือไมค์บรรยายกัน หลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ เช่น ทำไมเรียกเสียมเรียบ หรือบ้างก็เรียกเสียมราฐ ประวัติการก่อตั้งกัมพูชา พระนามกษัตริย์ ไม่ควรเป็นคำว่า "วรมัน" (Varman) ตามหลัง นั่นเป็นแบบที่ฝรั่งเขาอ่านเขาเรียก ควรเป็น "วรมเทวะ"  จากการแปลอ่านภาษากัมพูชาโบราณตามที่ได้จารึกไว้ เป็นต้น
     รถบัสสีส้มพาคณะทัวร์เรามาถึงเสียมเรียบราว ๆ เที่ยงตามกำหนด รับประทานอาหารกลางวันกันเป็นโต๊ะจีนโต๊ะละสิบคน ที่ภัตตาคารจีน New Lotus รสชาติใช้ได้ ซี่โครงหมูหมักแล้วทอดอร่อยมาก จากนั้นแต่ละคนก็นำสัมภาระส่วนตัวขึ้นรถชุดใหม่ แบ่งเป็นรถบัสเล็กสองคัน ๆ ละ 16-17 คน เพราะมีขนาดเหมาะที่ลอดประตูเมืองนครธมได้ ผมนั่งคันแรก แล้วคณะทัวร์เราก็เดินทางมาซื้อตั๋วเข้าชมแบบ 3 วัน US$67.-- ต่อคน ต้องถ่ายรูปรายคนเพื่อติดบัตรคล้องคอ ใช้เวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมงแล้วเดินทางเข้าสู่บริเวณเมืองพระนคร ผ่านด่าน มีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อยูนิฟอร์มสีส้ม เข้ามาตรวจตั๋วในรถบัสรายคนเลย เรียบร้อยแล้ว รถบัสก็แล่นผ่านพระบรมวิษณุโลก นครวัด เข้าตัวเมืองนครธมทางทิศใต้ ตรงผ่านกลางเมืองนครธม ผ่านปราสาทบายน ผ่านลานช้าง ออกประตูพระนครธมทางทิศเหนือ มุ่งไปยังปราสาทพระขรรค์ ที่ตรงไปทางทิศเหนือเยื้อง ๆ ด้านขวาหรือทิศตะวันออกเล็กน้อย
     คณะเราเดินเข้าทางประตูด้านทิศตะวันออก มีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วรายคน เดินผ่านระเบียงทางเข้า มีเสานางเรียง เดิมเป็นภาพสลักพุทธศาสนา แล้วมีการแก้ไขสลักทำลายบ้าง เปลี่ยนรูปพระพุทธเจ้าเป็นพระวิษณุ พระศิวะ พราหมณ์กำลังนั่งทำสมาธิบ้าง หลงเหลือที่เป็นเสานางเรียงต้นเดียวทางด้านซ้ายก่อนข้ามสะพานหินเข้าปราสาทพระขรรค์อยู่ต้นหนึ่ง  เป็นภาพสลักพระพุทธเจ้าชัดเจน

เสานางเรียงด้านขวา ตรงระเบียงทางเข้าของปราสาทพระขรรค์  เป็นภาพสลักของพระพุทธเจ้าชัดเจน ที่หลงเหลืออยู่
ขณะที่เสานางเรียงจุดอื่น ๆ ถูกกลืนโดยการกระเทาะแต่งเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดู

     ผมเดินชมไปถ่ายรูปไป มีไกด์ช่วยบรรยายให้ทราบถึงสามท่าน เห็นการแก้ไข ทำลายสลักทับจากเดิมเป็นพุทธสถานก็ปรับเป็นเทวสถานตามศาสนาฮินดูพราหมณ์ มีการแก้ไขภาพแกะสลักพระพุทธเจ้าในอริยบทต่าง ๆ บ้างก็เป็นปางสมาธิ ให้เป็นฤๅษีกำลังท่องคัมภีร์บ้าง ได้รับความรู้มาก ตรงแนวเสาระเบียงหน้าต่างของปราสาทพระขรรค์นี้ เป็นภาพแกะสลักสวยงามเป็นรูปนกแก้วสองตัวกำลังบินวนในวงกลม Symmetry และสวยงามมาก ซึ่งแสดงถึงความสุขและความรัก ผมเริ่มรู้สึกมึน ๆ เพราะเมื่อคืนนอนน้อย ก็ต้องทนชมรับฟังถ่ายรูปไปพลาง เพราะเราสนใจ และหาโอกาสมาเช่นนี้ยาก คณะเราใช้เวลากับปราสาทพระขรรค์นานกว่ากำหนด ทำให้ต้องรีบไปชมปราสาทแปรรูปกันเร็วขึ้น

เสาระเบียงกรอบหน้าต่างในปราสาทพระขรรค์ทางด้านขวา มีภาพแกะสลักสวยงามเป็นรูปนกแก้วสองตัว
กำลังบินวนในวงกลม Symmetry และสวยงามมาก ซึ่งแสดงถึงความสุขและความรัก

 
 
          
ภายในปราสาทพระขรรค์
 
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ปราสาทพระขรรค์ที่มีต้นสะโปงใช้รากชอนไช กลายเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถาน หากเอาต้นสะโปงออก
ก็จะทำให้กำแพงของปราสาททรุดทลายลง จึงต้องอนุรักษ์ไว้เช่นนี้
และหนึ่งในที่พำนัก (ไม่ใช่อโรคยาศาลา) ที่กระจายอยู่นับร้อยกว่าแห่ง (121 แห่ง) ในอาณาจักรกัมพูชาโบราณ

     รถบัสเล็กขับผ่านปราสาทนาคพัน  ซึ่งปกติต้องอยู่กลางสระน้ำ แต่แห้งขอดด้วยมีการทำลายป่า และบุกรุกของชาวบ้านในบริเวณ ไม่ได้แวะชมปราสาท ขับผ่าน ๆ ไป สักพักคณะก็มายังปราสาทแปรรูป ซึ่งใหญ่โต สง่ามาก ผมและเพื่อน ๆ ในคณะทั้งหมดต่างขึ้นไปชมด้านบน อาจารย์วรณัยและไกด์อีกสองท่านช่วยบรรยาย ภาพนางอัปสรา ตรงซุ้มประตูแต่ละปราสาทย่อย ดูเนื้อหินทรายที่นำมาจากพนมกุเลน เป็นหินทรายสีชมพูชั้นดี ตั้งใจว่าจะชมพระอาทิตย์ตกบนปราสาทแปรรูปนี้ แต่ด้วยมีเมฆมาก ไม่เห็นพระอาทิตย์ พวกเราชาวคณะก็ถ่ายรูปเก็บรายละเอียดปราสาท หน้าบัน รูปสลักต่าง ๆ กันไป ฝนเริ่มลงเม็ด ก็รีบขึ้นรถ
          
บริเวณรอบนอกของปราสาทแปรรูป
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: นางอัปสราตรงขอบปรางค์(หนึ่งในสี่ปรางค์บริวาร) และประตูจำลองแกะสลักด้วยหินทรายสีชมพู
เป็นหินทรายชั้นดี แกะขึ้นในสมัยพระเจ้าราเชนวรมเทวะ (พระเจ้าราเชนทรวรมัน) ครอบราชย์ระหว่าง พ.ศ.1478-1511

     มุ่งหน้ากลับเมืองเสียมเรียบ ท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่ฝนก็ไม่ตก เพียงแต่ตกปรอย ๆ คณะของเราก็เข้ามาทานอาหารค่ำกันที่ภัตตาคารโตนเล แม่โขง (ซึ่งผมเคยมาทานหลายครั้งแล้ว) คณะของเราก็ทานกันอิ่มอร่อย อาหารมีหลากหลาย สักพักนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มอื่น ๆ ก็เข้ามาเสริม ทานกันจนเต็มภัตตาคาร ชมรำอัปสรา ระบำนกยูง (วัฒนธรรมชาวไทยใหญ่) รำกะลา (วัฒนธรรมชาวนาพื้นบ้าน) โขนย่อย ๆ ผมนั่งทานไปคุยไปกับอาจารย์วรณัยอย่างออกรสไปเรื่อย จนได้เวลา คณะเราอิ่มเอมแล้วก็ขึ้นรถบัสกลับ 
     มาแวะ Supermarket ชื่อ Angkor Market คณะเราหลายคนลงไปซื้อของกันได้สักครึ่งชั่วโมง ผมไม่ลงไป นั่งในรถเพราะเพลีย จากนั้นก็เข้าเช็คอินที่โรงแรม Popular Hotel อยู่ในตลาดเก่า กลางเมืองเสียมเรียบ ผมได้กุญแจห้องซึ่งอยู่ชั้นสาม ผมยกกระเป๋าขึ้นเอง พักผ่อน อาบน้ำอาบท่า ถ่ายท้อง ห้องพักดูใหม่ สะอาดสะอ้าน เฟอร์นิเจอร์พร้อม ดูทีวีท้องถิ่นเล็กน้อย พอราว ๆ 3 ทุ่มเศษ ก็ปิดไฟหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย พรุ่งนี้ค่อยลุยกันเต็มที่.

 
วัน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันที่สอง: อาทิตย์ที่ 9 มิ.ย.2562 กลุ่มปราสาทเมืองนครธม - ตาพรหม - บันทายศรี รวมอาหารเช้า เที่ยง
06:00 น. ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัวให้ร่างกายสดชื่น รับประทานอาหารเช้าที่ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก  
07:30 น. ชมเมืองศรียโสธรปุระ หรือเมืองนครธม ที่มีปราสาทอยู่ภายในมากมาย อาทิ เช่น ปราสาทบายน บาปวน พิมานอากาศ พระราชวังหลวง พระป่าเลไลย์ พระพิธุ คลังเหนือ คลังใต้ ปราสาทนางสิบสอง (กลุ่มปราสาทซัวปรัต) ฯลฯ.  
12:00 น. รับประทานอาหารกล่องแบบปิกนิก จากร้านอาหารเชียงใหม่ ไทยฟูดส์  
13:00 น. ชมต้นสะปงยักษ์ที่ขึ้นปกคลุมปราสาท ที่ปราสาทตาพรหม จากนั้นเดินทางเข้าชมอัญมณีเม็ดงามแห่งศิลปะเขมร ที่ปราสาทบันทายศรี  
19:00 น. กลับถึงโรงแรมที่พัก รับประทานอาหารเย็นที่ Siem Reap Night Market ตามอัธยาศัย  
 
    ผมตื่นแต่เช้ามืด สดชื่นพร้อมที่สนุกและลุยกับโปรแกรมการท่องเที่ยวในวันอาทิตย์นี้ พอราว 6 เช้านิด ๆ พอล้างหน้าตาแปรงฟันเสร็จก็ลงมาทานอาหารเช้าที่ Coffee Shop ของโรงแรม ๆ มีขนาดกระทัดรัด เก่ ๆ ทันสมัยอยู่กลางตลาดเก่าเสียมราฐ เมนูอาหารก็ใช้ได้ เป็นไข่ดาว ขนมปังปิ้ง กาแฟ สลัดผัก ทำนองนั้น เมื่อทานเสร็จก็ขึ้นห้องไปทำธุระ แล้วก็ลงมารวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ทันตอน 7:30 น. เพื่อชมเมืองพระนครตามโปรแกรม
อ.โอภาส, ผม และ อาจารย์วรณัย ณ ล้อบบี้โรงแรม Popular เช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2562 

     ผมทักทาย อ.วรณัย และไกด์โอ ร่วมกันถ่ายภาพเล็กน้อยในฐานะศิษย์เก่าสวนกุหลาบด้วยกัน แต่คนละรุ่น
     รถบัสพาคณะขึ้นมาทางเหนือของเมืองเสียมราฐราว 10 กิโลเมตร ผ่านด่านตรวจตั๋ว เจ้าหน้าที่จะใส่เสื้อเชิร์ตสีส้มแขนยาว กางเกงสแล็ค เป็นชุดฟอร์มของพนักงานการท่องเที่ยวที่เมืองพระนคร ของกัมพูชา เขาตรวจกันละเอียดทุกคน ทุกใบและมีเซ็นส์จำแนกได้ว่าคนไหนคนไทย คนกัมพูชา นักท่องเที่ยวผู้ที่แสร้งว่าเป็นชาวกัมพูชา แล้วเข้าชมเมืองพระนครฟรี ๆ อย่าหวังเลยครับ
     รถบัสผ่านเข้าพระตูเมืองนครธมทางทิศใต้ ตรงไปยังปราสาทบายน แล้วเลยตรงผ่านปราสาทบาปวน พระราชวัง ลานช้าง ตรงมายังประตูเมืองนครธมทางทิศเหนือ เหตุที่เลือกมาชม ณ จุดนี้ เพราะศิลปะลวดลายต่าง ๆ ของประตูเมืองด้านทิศเหนือ สวยงามและละเอียดพอ ๆ กับทิศใต้ แต่ทว่า มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก ทำให้อิวสระและมีเวลาทัศนา ศึกษางามศิลปกรรมได้มากขึ้น 

ภาพถ่ายกับคณะทัวร์และวิทยากร เมื่อเช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2562 หน้าประตูเข้าเมืองนครธมทางทิศเหนือ
 

ตรงด้านขวา ด้านนอกประตูเข้านครธมทิศเหนือ ตรงเชิงราวสะพาน
มีเจ้าหน้าที่และนักโบราณคดีกัมพูชากำลังขุดดูชั้นหินดิน สืบอายุโบราณวัตถุกันอยู่

     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพจำลองประตูเข้าเมืองนครธมทางทิศใต้ ถ่ายจากในประตูเมืองออกไปด้านนอก ที่มา: Facebook บล็อก Chaktomuk ของกัมพูชา, วันที่เข้าถึง 3 ตุลาคม 2562. และเสาด้านขวาของประตูเข้าเมืองนครธมทางทิศเหนือ ถ่ายจากด้านนอก เป็นศีรษะช้าง โดยช่างแกะสลักมีความเชี่ยวชาญและมีเชิงช่างวิศวกรรม แกะเสาค้ำยันเป็นงวงช้าง กำลังจุ่มในสระบัว เพื่อรองรับน้ำหนักของเสาไว้


          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ด้านข้างซ้ายของประตูนครธมทางทิศเหนือด้านนอก เป็นราวสะพานแกะสลักเป็นพญามารกำลังยุดนาค ผู้ถือหางนาคไว้ สันนิษฐานว่าเป็นท้าวราพณาสูร หรือ ราวณะ หรือ ทศกัณฐ์, ด้านในของกำแพงเมืองด้านซ้ายของประตูนครธมทิศเหนือ จะเป็นเนินดินถมสูงไว้เพื่อให้ทหารใช้อาวุธขว้างซัดศัตรูได้ถนัด เพื่อป้องกันพระนคร (ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกันกับเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมทั้งอยุธยา แต่ปัจจุบันอยุธยาได้ขุดตักออกรื้อถอนไม่เห็นเนินดินแล้ว)

     ถัดจากนั้นคณะฯ เดินทางมาด้านในเมืองพระนคร ตรงด้านหน้าลานพระยม (Yama บ้างก็เรียก พระเจ้าขี้เรื้อน) ตรงข้ามกลุ่มปราสาทพระพิธุ (Preah Pithu Group)
 
         
ภาพจากซ้ายไปขวา: พระยม (Yama)  (ผมตั้งเลนซ์หน้ากล้องไม่ค่อยดีนัก ปรับแต่งได้แค่นี้แหละครับ) ถ่ายเมื่อ 9 มิ.ย.62,
และพระยม ถ่ายเมื่อ 21 ต.ต.61 ปัจจุบันเป็นองค์จำลององค์จริงเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ

 
และ หน้าลานพระราชวังที่มีภาพแกะสลักมากมาย แสดงถึงโลกบาดาล ที่มีพญานาคเป็นใหญ่
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพพญานาคเจ็ดเศียร ตรงด้านล่างของลานพระเจ้าขี้เรื้อน และพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นม้าห้าเศียร

     คณะเราเดินชม ถ่ายภาพและฟังบรรยายจากอาจารย์ทั้งสามท่าน (อ.วรณัย อ.โอภาส และ ไกด์ซาง) มีความรู้กันมาก ฟังกันไม่ทัน ใช้เวลาที่ลานพระเจ้าขี้เรื้อนร่วมชั่วโมง จากนั้นก็เดินมาจากวัดเทพพระนาม (Tep Pranam) ได้ยินเสียงแม่ค้าร้องเชิญชวนชาวคณะให้แวะทานน้ำมะพร้าวเย็น ๆ กัน ลูกละ US$ 1.0 บ้างก็แวะซื้อบ้างก็เดินกันต่อ
     ที่วัดเทพพระนาม (ก่อสร้างตอนปลายสมัยพระเจ้ายโสวรมันที่ 1 ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 เพื่ออุทิศแด่พุทธศาสนานิกายเถรวาท) ปัจจุบันยังมีพระภิกษุจำพรรษาและประกอบศาสนกิจ เมื่อคราวก่อน และในคราวนี้ เห็นมีชาวบ้านมานั่งตรงระเบียงศาลาวัดนุ่งผ้าข้าวม้าบ้าง กางเกงขายาว/สั้นปรกติบ้าง พนมมือ น้อมให้พระเอาน้ำราด หลายถังอยู่เหมือนกัน พระท่านก็สวดมนต์พลาง ราดน้ำพลาง เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้พ้นทุกข์หมดโศก อะไรทำนองนั้น (ผมถามแม่ค้าชาวกัมพูชาที่ขายน้ำมะพร้าวแถว ๆ นั้น เขาเรียกว่า Sroy Taek - สรอยตึก - รดน้ำมนต์)
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: พระประธานของวัดพระนาม ในศาลา และภาพพระภิกษุกำลังราดน้ำให้ญาติโยม (ผมนำภาพเมื่อ 21 ต.ค.2561 มาแสดง)

     ถัดจากนั้น คณะของเราก็เดินตรงมาด้านหลังของวัดเทพพระนาม ยังวัดพระป่าเลไลย์ (Preah Palilay) แสดงเห็นถึงหลักฐานว่า พระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ได้ยั่งถึงดินแดนเมืองพระนครแล้ว. (ภาพส่วนใหญ่ที่แสดงไว้ของวัดพระป่าเลไลย์ ต่อไปนี้ ได้รับการแชร์มาจากเพื่อนร่วมคณะ ด้วยเพราะภาพที่ผมถ่ายไว้ คุณภาพไม่ดีนัก - ขอขอบคุณเพื่อนร่วมคณะ มา ณ ที่นี้) รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ใน http://huexonline.com/knowledge/31/235/
     วิทยากรได้บรรยายหน้าบัน กรอบประตูต่าง ๆ ของปราสาทนี้ได้ละเอียด น่าสนใจเกี่ยวโยงโดยตรงกับพุทธศาสนิกชน นิกายเถรวาท (Theravada Buddhism) มาก (คิดว่าโอกาสต่อไป จะมาเมืองพระนครอีก และจะลงลึกดูรายละเอียดปราสาทพระป่าเลไลย์นี้ให้ได้มาก ๆ ) คณะใช้เวลาศึกษา ถ่ายรูป ดูรายละเอียดกับปราสาทนี้ร่วม 40 นาที

 
          
หน้าบันทางทิศตะวันออก ด้านในของประตูทางเข้าปราสาทบริวาร แสดงภาพทศชาติสุดท้ายของพระบรมศาสดา
"พระเวสสันดร" พร้อมด้วยพระพระนางมัทรี กัญหาและชาลี เสด็จออกจากเมืองสู่พนา
 
          

     จากนั้นก็เดินตรงตัดมาทางทิศใต้ เข้าสู่บริเวณพระราชวัง (Royal Palace) ผ่านประตูวังด้านข้าง ทางทิศเหนือ มายังสระสรง (Sras Srei) มีขนาดใหญ่ สี่เหลี่ยมผินผ้า ยังมีน้ำขอด ๆ อยู่ในสระขอด ตรงขอบสระเป็นหินทรายแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ปลา ปู กุ้ง หอย นานาชนิด รวมทั้ง โคธา (Small crocodile ด้วย..!!!)
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ประตูทางเข้าพระราชวังด้านข้างทางทิศเหนือ และสระสรง (Sras Srei)
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: หินทรายสลักเป็นเทวดาต่าง ๆ ตรงขอบสระ และ หินทรายสลักเป็นรูปสัตว์น้ำต่าง ๆ รวมทั้งโคธาด้วย

     จากนั้นก็เดินตรงตัดมาทางทิศใต้ มาด้านหน้าปราสาทพิมานอากาศ (Phimeanakas) รายละเอียดแสดงใน http://huexonline.com/knowledge/31/236/ คณะของเราพักกันตรงร่มไม้หน้าปราสาทพิมานอากาศกัน อาจารย์วรณัย ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของปราสาท และมีข้อสังเกตว่า อย่าเชื่อข้อมูลการบันทึกของโจ้วต้ากว้าน หรือ จิวต้ากวาน (Zhou Daguan) มากนัก เพราะบันทึกห่างจากเหตุการณ์จริงร่วมสองร้อยกว่าปี  รายละเอียดดูในหมายเหตุที่ 13 ของ http://huexonline.com/knowledge/31/230/ ด้านหลังของปราสาทพิมานอากาศซึ่งเป็นบริเวณพระราชวังเดิมนั้น ไม่มีวัตถุหรือสิ่งใดที่สำคัญให้ศึกษากันมากนัก เพราะนักวิชาการสันนิษฐานว่าเรือนหลวงต่าง ๆ ล้วนสร้างด้วยไม้ ก็ผุพังไปตามกาลเวลาไป
     คณะเราพักได้ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง ก็เดินกันออกมาทางประตูพระราชวังด้านทิศตะวันออก


แผนผังนครธมและบริเวณพระราชวังหลวง, ที่มา: www.canbypublications.com, วันที่เข้าถึง 1 มีนาคม 2562.

     ถ่ายรูปกันบริเวณลานช้าง (Terrace of the Elephants) ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วมาพักกันใต้ร่มไม้ใหญ่ ใกล้ประตูทางเข้าปราสาทบาปวน คุยวิสาสะถกประเด็นกันทางประวัติศาสตร์มี อาจารย์วรณัย และ อาจารย์โอภาสร่วมแจมกัน สนุก ได้ความรู้เพิ่มเติม จากนั้นคณะก็เดินเข้าชมปราสาทบาปวนกัน

ปราสาทบาปวน (Baphuon)
     ปราสาทบาปวนมีขนาดใหญ่ และสูงชันมากด้วย ผมเดินขึ้นบันไดไปช้า ๆ เกาะราวไม้บ้าง ราวเหล็กเชื่อมบ้างก็เกือบจะถึงชั้นบนสุด (ซึ่งมีป้ายบอกไม่ให้ขึ้นแล้ว) เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว รายละเอียดปราสาทบาปวน ดูได้ใน .....  ตรงมุม ด้านข้างบ้าง ด้านหลังบ้างของกรอบประตูทางขึ้นชั้นบนต่าง ๆ ของปราสาทมีภาพสลักที่น่าสนใจมาก ดูไม่ทัน ต้องกลับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ผมชมได้ประมาณสักชั่วโมง ก็เดินลงกลับทางหลังของปราสาท 
     แล้วซื้อน้ำดื่มแก้กระหายกับแม่ค้าที่มาขายด้านหลัง แล้วเดินเกาะ ๆ กันไปกันเพื่อนในคณะ เลียบทางขวาของปราสาทบาปวนมาด้านหน้า คณะะวิทยากรทั้งสามท่านบรรยายให้กับเพื่อนกลุ่มย่อยของคณะ หายไปไหนก็ไม่รู้ ก็เดิน ๆ มาถึงหน้าพระพุทธรูป Preah Ngoc มีญาติโยมอุปัฏฐากกำลังทำบุญกัน ผมถ่ายรูปได้ครู่หนึ่ง แล้วเดินมาเข้ากลุ่มกับคณะฯ มาทางด้านหลังของปราสาทบายน เห็นเพื่อน ๆ ในคณะฯ รวมทั้งวิทยากร กำลังทานของกล่องปิกนิกกัน ผมก็เข้าไปร่วมแจมด้วย อาหารกล่องก็เป็นอาหารไทย ไก่ทอดกระเทียมราดข้าว จากครัวไทยเชียงใหม่ ในเมืองเสียมเรียบ รสชาติดี ทานกับเพื่อน ๆ และผมทานไอศกริมที่มีรถมาตั้งเต้นท์จอด รสชาติดีแพงเอาเรื่องเหมือนกัน บริกรขายไอศกรีมก็เปิดเพลง Rock แบบกัมพูชาให้ฟังพร้อมร้องคลอไปด้วย เป็นเสียงนักร้องคนโปรด "ปราบ สุวัต หรือ เปรียบ โสวาธ (Preab Sovath)" มีความดังเทียบได้กับเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ บ้านเราเลยทีเดียว

          
ฝนตั้งเค้าและตกลงมาตอนที่คณะฯ กำลังเข้าชมปราสาทบายนกัน




ปราสาทบายน (Bayon) 
    รายละเอียดปราสาทบายนดูได้ใน "บายน: วิมานไพชยนต์http://huexonline.com/knowledge/26/180/ 
 

แผนภูมิปราสาทบายน อภินันทนาการจาก อ.วรณัย (Ejeab Academies)


ปราสาทบันทายสรี หรือ บันทายศรี (Banteay Srei)
     รายละเอียดปราสาทบันทายสรีดูได้ใน... 

 

แผนภูมิปราสาทบันทายสรี อภินันทนาการจาก อ.วรณัย (Ejeab Academies)


 
วัน-เวลา กิจกรรม หมายเหตุ
วันที่สาม: จันทร์ที่ 10 มิ.ย.2562 นครวัด - ล่องเรือชมปราสาทแม่บุญตะวันตก - ปอยเปต - กรุงเทพฯ รวมอาหารเช้า เที่ยง เย็น
06:00 น. ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัวให้ร่างกายสดชื่น   
07:00 น. รับประทานอาหารเช้าที่ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก  
08:00 น. อัศจรรย์กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคปัจจุบัน มหาปราสาทนครวัด ชมรูปแกะสลักนางอัปสรากว่า 1,600 องค์รอบบริเวณปราสาท และชมระเบียงแกะสลักภาพที่เป็นเรื่องราวต่าง ๆ เช่น เรื่องมหาภารตยุทธ รามายณะ กระบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมัน การกวนเกษียรสมุทร ฯลฯ  
11:00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารโตนเลจตุมุข จากนั้นออกเดินทางกลับสู่ด่านปอยเปต  
12:00 น. ชมบารายตะวันตก อ่างเก็บน้ำที่มีความยาวถึง 8 กิโลเมตร กว้าง 2.2 กิโลเมตร 
นั่งเรือชมปราสาท(แม่)บุญตะวันตก ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์สำริด ความยาวกว่า 6 เมตร
 
16:00 น. ถึงด่านปอยเปต ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง  
17:00 น. รับประทานอาหารเย็นแบบเวียดนามที่ร้าน เจ๊เยิง อรัญประเทศ  
18:00 น. ออกเดินทางกลับ - ถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 22:00 น. โดยสวัสดิภาพ  
 
info@huexonline.com