MENU
TH EN

จ. บทนำ: ภควัทคีตา

ภาพจากปกหนังสือ ภควัทคีตา (The Bhagavad-Gita: Krishna's Counsel in Time of War) แปลโดย บาร์บาร่า สโตเลอร์ มิลเล่อร์ ฉบับพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2446 ที่มา: www.leaner.org, วันที่สืบค้น 11 มีนาคม 2561


จ. บทนำ: ภควัทคีตา01 
 
First revision: Mar.11, 2018
Last revision: Dec.13, 2018

สืบค้น แปลและเรียบเรียงโดย: อภิรักษ์ กาญจนคงคา
 
หน้าที่ 28 (ต่อ)
5. มหาครู "พระกฤษณะ"
     ขณะที่ลำนำคำสอน ภควัทคีตา ได้เป็นรับรู้โดยทั่วไปนั้น, ก็ไม่มีหลักฐานให้เห็นประจักษ์ชัดแต่อย่างใดว่า มหาครู "พระกฤษณะ" เป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในอดีตหรือไม่. ประเด็นสำคัญก็คือการกำเนิดใหม่อันนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า, สิ่งโชติช่วงอันอนันตกาลได้นำความสมบูรณ์แบบและชีวิตของพระผู้เป็นเจ้าสู่จักรวาลและจิตวิญญาณของมนุษย์.
     อย่างไรก็ตาม, ยังพอมีหลักฐานเพียงพอที่สนับสนุนการมีอยู่จริงของพระกฤษณะในประวัติศาสตร์, ใน ฉานโทคยะ อุปนิษัท (Chāndogya Up.) ได้อ้างถึง พระกฤษณะ, เทวกีบุตร (devakīputra), บุตรแห่งนางเทวกี, ครูผู้พร่ำสอนก็คือ โฆร อังคีรสะ (Ghora Āṅgirasa - บุตรผู้กริ้วโกรธของอังคีรส)4 ผู้เป็นนักบวชแห่งพระสุริยะ. ตามที่ปรากฎใน เกาษีตกี
 พรหมัน หรือ อุปนิษัท (Kauṣītaki Brāhmaṇa).5  หลังจากที่ได้ถอดความหมายของคำว่าเสียสละและการชำระสิ่งจริงแท้ที่ค้างคาเสียทั้งหมด แด่นักบวชทั้งหลายนั้น คือแนวปฏิบัติของความเข้มงวดด้านคุณธรรม, การบริจาค, การยืนหยัดถึงความถูกต้อง, ไร้ความรุนแรง, และความจริงแท้.6 อุปนิษัท ยังได้กล่าวต่อไปว่า "เมื่อ โฆร อังคีรสะ ได้อธิบายแก่พระกฤษณะ, บุตรแห่งนางเทวกี, ท่านได้กล่าวในชั่วโมงสุดท้าย, เราควรหลีกลี้จากสามความคิด. "สูเจ้าเป็นสิ่งที่ทำลายไม่ได้ (อกษิตา - akṣita - undecayed), สูเจ้าแนวแน่สถิตคงที่ (อจยุตา บ้างก็เรียก อาจยุตะ - acyuta or ācyuta - steadfast), สูเจ้าเป็นชีวิตที่มีสาระสำคัญยิ่ง (ปราณ - prāṇa - life fore or vital principle)."4 มีความคล้ายคลึงกันมากระหว่างคำสอนของ โฆร อังคีรสะ ในอุปนิษัท และของพระกฤษณะในคีตา.  
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: พระกฤษณะ, ที่มา: www.pinterest.com, วันที่สืบค้น 12 มีนาคม 2561 และ Gouranga ในวรินดาวัน (Vrindavan) 02
หรือ โฆร อังคีรสะ (Ghora Āṅgirasa), ที่มา: www.pinterest.co.uk วันที่สืบค้น 12 มีนาคม 2561

     พระกฤษณะมีบทบาทสำคัญในสงครามมหาภารตะยุทธ์, อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ได้แสดงตนถึงความเป็นมิตรกับอรชุน. ปาณินิ (Pāṇini)03 ได้อ้างถึงวาสุเทพและอรชุนว่าเป็นสิ่งที่ควรเคารพบูชา.8 พระกฤษณะ...

................................................................
4.  บรรพที่ 3, โศลกที่ 17, หน้าที่ 6.
5.  บรรพที่ 30, โศลกที่ 6.
6.  tapo dānam ārjavam ahiṁsā satyavacanam. ดูในภควัทคีตา, บรรพที่ 16, โศลกที่ 1-3.
7.  ข้อมูลทางบรรณานุกรม, ภควัทคีตา, บรรพที่ 8, โศลกที่ 11-13. ท่านได้ประมวลในบทสวดที่ 74 ของ มัณฑละที่ 8 ของ ฤคเวท ซึ่งท่านเรียกว่า เกาษีตกี 
พรหมัน, กฤษณะ อังคีรสะ. บรรพที่ 30, โศลกที่ 9.
8.  บรรพที่ 4, โศลกที่ 3, หน้าที่ 98.


 
หน้าที่ 29
...นั้น (มีเชื้อสาย) อยู่ในเผ่า (เจ้าชาย) วฤษณี (Vṛṣṇi) หรือ (กษัตริย์) สาตวตะ (Sātvata) โบราณภายใต้ราชวงศ์ยาดู (Yadu).04 ซึ่งบางทีนิวาสสถานของพระองค์นั้น น่าจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองมถุรา, ซึ่งเป็นเมืองที่พระกฤษณะทรงมีความสัมพันธ์ในเชิงประวัติศาสตร์, ประเพณี, และตำนาน. พระกฤษณะนั้นอยู่ตรงข้ามกับลัทธิที่นักบวชเข้ามาเกี่ยวข้องกับการไถ่บาปของมนุษย์ (Sacerdotalism) ตามหลักศาสนาพระเวท และสิ่งใด ๆ ที่พระองค์ได้เทศนานั้น ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากโฆร อังคีรสะ. ความขัดแย้งของพระองค์ที่มีต่อศาสนาพระเวท ปะทุขึ้นจากเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงกำราบพระอินทร์05, โดยให้น้อมตัวลง ณ เบื้องหน้าพระกฤษณะ.1 ใน คีตา ได้มีการอ้างถึงผู้ที่บ่นเกี่ยวกับคำสอนของพระกฤษณะและแสดงการหมดศรัทธาในตัวพระองค์.2 ในมหาภารตะได้บ่งชี้ว่าอำนาจสูงสุดของพระกฤษณะนั้น เป็นตัวแทนทั้งสองสิ่ง ทั้งในฐานะที่เป็นบุคคลในอดีต3 และพระผู้อวตารลงมา (จากพระวิษณุ). พระกฤษณะทรงสอนสาตวตะ บูชาพระสุริยะและสาตวตะ บางทีพระองค์ได้กำหนดให้ครูและพระสุริยะนั้น เป็นสิ่งที่ (ชนทั้งหลาย) ต้องเคารพบูชา.4 ก่อนคริสตศตวรรษที่สี่, ศาสนาวาสุเทพ (Cult of Vāsudeva) ได้ถือกำเนิดขึ้น.
ภาพพระกฤษณะ (ในวัยเยาว์) ยกภูเขาโควรรธนะด้วยนิ้วก้อยนิ้วเดียว
(มุมบนขวาของภาพ: แสดงถึงพระอินทร์กำลังทรงช้างเอราวัณ บันดาลให้เกิดพายุฝนตกลงมา),
ที่มา: sameaf.mfa.go.th, วันที่สืบค้น 23 มีนาคม 2561.

ในบันทึกของพระพุทธศาสนา, ได้กล่าวถึงนิทเทส08 (Niddesa) (ศตวรรษที่สี่ก่อนคริสตกาล) ได้ผนวกรวมไว้ในพระไตรปิฏกภาษาบาลี (Pāli Canon), (ภิกษุ) ผู้เขียนได้อ้างว่า ท่ามกลางผู้บูชาเทพองค์ต่าง ๆ นั้นก็มีเหล่าผู้บูชาวาสุเทพและพลเทพ (Baladeva) อยู่ด้วย. เมกาสเตนส์ (Megasthenes)09 (320 ปีก่อนคริสตกาล) ระบุว่า เฮอร์อิคลิส (Herakles หรือ เฮอร์คิวลิส - Hercules)10 ได้รับการสักการะบูชาโดยชาวเมืองในแคว้นเซาเรเซนอย (Saurasenoi หรือ แคว้นสุระเสนะ -Śūrasenas ในสมัยพุทธกาล ยุคมหาชนบท) ซึ่งแคว้นนี้มีสองเมืองใหญ่, เมโทรา (Methora - มถุรา - Mathura) และ ไกลโซโบรา (Kleisobora - กฤษณะปุระ - Kṛṣṇapura). เฮลิโอโดรัส (Heliodorus), ซึ่งเป็นภควัท (ผู้อุทิศตนต่อพระผู้เป็นเจ้า) ของกรีก (The Greek Bhāgavata) จากเมืองตักศิลา (Taxila) นั้น ได้รับขนานนามว่า วาสุเทพ, เทวะเทวา หรือ เทพแห่งเทวดาทั้งหลาย (god of gods) ปรากฎในจารึกแห่งเบสนาคา (Besnagar inscription)12 (180 ปีก่อนคริสตกาล). จารึกนานะฆาต (Nānaghāt inscritpion)13, ของก่อนคริสตวรรตที่หนึ่ง, ได้อ้างถึงวาสุเทพซึ่งอยู่ท่ามกลางเหล่าเทพยดา ได้ร้องเรียกในช่วงต้นของบทกวี. บุคคลสำคัญบางท่าน อาทิ นางราธา (Rādhā)14 นางยโสดา (Yaśodā)15 และ นันทะ (Nanda)16 ปรากฎในตำนานต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนา. ปตัญชลิ (Patañjali)17, ในมหาภาษย (Mahābhāṣya)18, มีคำแนะนำแสดงไว้ใน...
 


................................................................
1.  "ฉันเป็นพระอินทร์ของบรรดาเหล่าเทพ หากแต่เจ้าได้รับอำนาจอินทร์เหนือบรรดาฝูงโค. ผู้คนที่เขาโควรรธนะ 
06จะสรรเสริญเจ้า." หริวงศ์07, 4000 และหน้าถัดมา (ff.).
2.  บรรพที่ 3, โศลกที่ 32; บรรพที่ 9, โศลกที่ 11; บรรพที่ 18, โศลกที่ 67.
3.  เรื่องราวในวัยเยาว์ของพระองค์อันเป็นตำนานและเหนือจินตนาการ ดังที่ปรากฎใน ภควตา และ หริวงศ์.
4.  ตามที่ปรากฎใน ภควตา, การบูชาสาตวตะให้สูงส่งเทียบเท่า ภควาน และ วาสุเทพ. บรรพที่ 9, โศลกที่ 9, หน้าที่ 50.  ในคัมภีร์ อัคคมปรามาณย์ (Āgamaprāmāṇya)
11 ที่รจนาโดยมหาคุรุยามุนาคยาจารย์ (Yāmunācārya) กล่าวว่าการบูชาพระผู้เป็นเจ้าด้วยวิญญาณวิสุทธิ์นั้น เรียกว่า ภควตา และ สาตวตะ: sattvād bhagavān bhajyate yaih paraḥ pumān te sātvatā bhāgavatā ity ucyante dvijottamaiḥ.  


 
หน้าที่ 30
...งานของปาณินิ (อัษฎาธยายี)19, บรรพที่ 4, โศลกที่ 3, หน้าที่ 98, ซึ่งเรียกว่า วาสุเทพ ภควัต (Vāsudeva Bhagavat)20. หนังสือนี้ที่เรียกว่า ภควัทคีตา นั้น ด้วยเพราะพระกฤษณะอันเป็นที่ทราบกันว่าอยู่ในภควตศาสนา (Bhāgavata religion)21 ในฐานะศรีภควาน (Śrī Bhagavān)22. หลักคำสอนที่พระกฤษณะกล่าวไว้คือหลักคำสอนของภควต. ใน คีตา. พระกฤษณะกล่าวว่า พระองค์มิได้แสดงมุมมองใหม่ใด ๆ เพียงแต่กล่าวย้ำถึงสิ่งที่พระองค์ได้สอนสั่งแก่วิวัสวัน (Vivasvān)23 และโดยวิวัสวันได้กล่าวแก่มนู (Manu)24 และโดยที่มนูได้กล่าวต่อยังอิคศวาคู (Ikṣvāku)25."1 ในมหาภารตะยุทธ์กล่าวไว้ว่า "ภควตศาสนานั้นได้สืบทอดมา จากวิวัสวันสู่มนู และจากมนูสู่อิคศวาคู"2  ซึ่งทั้งสองแนวนี้ ต่างก็ประสงค์จะเผยแพร่. ซึ่งก็ปรากฎสิ่งประจักษ์อื่นด้วย, จากการเผยในนารายณิยะ (Nārāyaṇīya)26 หรือภควตศาสนา, ในภควัทคีตานั้น ได้กล่าวไว้ว่าศาสนานี้ได้มีการอธิบายแสดงธรรมไว้ก่อนแล้ว.3 ขอกล่าวอีกครั้งว่า "ได้รับการแสดงธรรมโดยพระผู้เป็นเจ้า, ระหว่างการต่อสู้ของฝ่ายเการพและฝ่ายปาณฑพ, กองทัพทั้งสองต่างพร้อมที่จะเข้าสัประยุทธ์ห้ำหั่น และพระอรชุนก็รู้สึกหดหู่."4 นี่คือศาสนาแห่งเอกเทวนิยม (Monotheism) (เอกานติกะ-ekāntika)27.

ที่มา: www.pinterest.com. วันที่สืบค้น 4 มิถุนายน 2561.
 
     ใน คีตา นั้น พระกฤษณะได้ระบุถึงพระผู้เป็นเจ้าอันสูงส่งไว้, ความเป็นหนึ่งเดียวที่อยู่เบื้องหลังจักรวาลอันหลากหลายนั้น, เป็นความจริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เผยแสดงไว้ทั้งหมด, สูงส่งกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทุกสิ่ง. พระองค์ทรงสำแดงชัด,5 ปรากฎให้เห็นอย่างง่าย ๆ แก่ปุถุชน, สำหรับผู้ที่แสวงหาความเป็นพราหมณ์อันนิรันดร์นั้น หลังจากใช้ความวิริยะอย่างเต็มที่แล้ว ก็สามารถเข้าถึงพระองค์ได้. พระองค์ทรงเป็นปรมาตมัน (Paramātman)28 แปลว่าการมีชัย มีวิชชา; พระองค์ทรงเป็น ชีวภูต(jīva-bhūta)29, อันเป็นสาระสำคัญของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล.
     เราสามารถระบุตัวบุคคลทางประวัติศาสตร์กับพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดได้อย่างไรได้เล่า? การเป็นตัวแทนของบุคคลที่เหมือนกันกับอัตตาจักรวาล (Universal Self) นั้น เป็นที่คุ้นเคยกับความคิดของฮินดู. ใน อุปนิษัท, เราได้รับแจ้งว่าวิญญาณได้(หลับ)เต็มอิ่มแล้วตื่นขึ้นมา, เข้าใจถึงความสัมพันธ์แท้จริงกับสิ่งสมบูรณ์ เห็นได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญทั้งอย่างแรกตามด้วยอย่างหลัง และได้ประกาศตนว่าเป็นเช่นนั้น. ใน ฤคเวท, บรรพที่ 4, โศลกที่ 26, วามเทพ (Vāmadeva
)30 กล่าวว่า: "เราเป็นมนู, เราเป็นสุริยะ, เรานั้นทรงปัญญาที่ได้เรียนรู้กับกกษิวาน (Kakṣivān)31. ความสง่างามของเรามาจากจอมปราชญ์กัทสะ (Kutsa)32, บุตรแห่งอรชุนิ (Arjuni)33. เราคือ...

................................................................
1.  บรรพที่ 4, โศลกที่ 1, บรรทัดที่ 3.
2.  ศานติบรรพ, โศลกที่ 348, บรรทัดที่ 51-2.
3.  กทิโต หริคีตาสุ. ศานติบรรพ, โศลกที่ 346, บรรทัดที่ 10.
4.  samupoḍheṣvanīkeṣu kurupāṇḍavayor mṛḍhe arjuna vimanaskeca gītā bhagavatā svayam.
 ศานติบรรพ, โศลกที่ 348, บรรทัดที่ 8.
5.  บรรพที่ 8, โศลกที่ 1, ในหน้าถัดไป (ff.-implying and the following pages). 



 
หน้าที่ 31
...อุศณา (Uśaṇā)34 ผู้ปราดเปรื่อง; ใน เกาษีตกีอุปนิษัท (Kauṣītaki Up.) (เล่มที่ 3), พระอินทร์กล่าวแก่ประทารทนะ (Pratardana)35 "เรามีลมหายใจแห่งชีวิต. เรามีสติพร้อม. จงบูชาในฐานะที่เรามีชีวิต, ความไม่รู้จักตาย, ได้รับชีวิตอันไร้ที่ติจากโลกนี้. มีความเป็นอมตะและการทำลายล้างในแดนสวรรค์."1 ใน คีตา, ผู้ประพันธ์กล่าวว่า: "ส่งผ่านมาจากความหลงใหล, ความกลัว, และความพิโรธ, หมกมุ่นอยู่กับเรา, เข้ามาหลบเภทภัยในตัวเรา, หลายคนบริสุทธิ์ได้ด้วยความเข้มงวดแห่งภูมิปัญญา การได้บรรลุถึงสถานะที่เป็นอยู่ของเรา."2 อัตตานั้นยึดถือบางอย่างมากกว่าตัวอัตตาเอง, ที่ควรจะปล่อยวางตัวตนเสีย. ด้วยการละทิ้งนั้นประกอบด้วยการแปลงเปลี่ยนรูปตัวอัตตา. จิตวิญญาณที่ถูกปลดปล่อยได้ใช้สังขาร (อันปลดปลง) เป็นยานมุ่งสู่ความเป็นนิรันดร์. พระกฤษณะได้อ้างถึงพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นรางวัลร่วมกันของบรรดาผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณที่มุ่งมั่น. พระองค์มิได้เป็นวีรบุรุษที่เหยียบย่างพสุธาและพระองค์ได้ละทิ้งไปแล้ว, ทรงได้กล่าวกับมิตรและศิษยานุศิษย์, ซึ่งมีทุกแห่งหนและในเราทุกคน, พร้อมที่จะสนทนากับเราเป็นการส่วนตัว ทว่าจิตวิญญาณนั้นยังสถิตอยู่, อันเป็นสิ่งสำหรับสติจิตวิญญาณของเรา.
     พระผู้เป็นเจ้ามิได้บังเกิดด้วยความรู้สึกพื้น ๆ, กระบวนการเกิดและฟื้นเกิดใหม่อันเป็นข้อจำกัดนั้น ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพระองค์ได้. เมื่อพระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าจะปรากฎตัวในเวลาที่...,

 
................................................................
1.  ศังกราจารย์ได้อธิบายในเรื่องนี้ว่า: "นั่นคือ, องค์อินทรา, เทพ, ผินเนตรมองพระองค์เอง ดุจดั่งพราหมณ์อันสูงส่ง ด้วยญาณทัศน์ของบรรดาปราชญ์ตามที่ปรากฎในศาสตรา (Śāstras)
36, แล้วกล่าวว่า, 'จงรู้ถึงเรา' เฉกเช่นปราชญ์วามเทพ30 ที่ได้เห็นความจริงเดิม, รู้สึก, 'เราเป็นมนู, เราเป็นสุริยะ.' ในศรุติ (พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท)37 ได้กล่าวว่า, 'ผู้บูชาจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้าที่เขาเห็นอย่างแท้จริง'."
ที่มา: www.pinterest.com, วันที่สืบค้น 7 กรกฎาคม 2561.
 
2.  ในบรรพที่ 4, โศลกที่ 10. พระเยซูทรงใช้ชีวิตด้วยการสอดอ้อนวอน, การทำสมาธิและการรับใช้อย่างโดดเดี่ยว, ทรงถูกล่อลวงเหมือนพวกเราทุกคน, มีความทุกข์ใจทางจิตวิญญาณ, เพื่อพระองค์สูญเสียความรู้สึกถึงการปรากฎตัวของพระผู้เป็นเจ้า, และร้องว่า, "พระเจ้าของฉัน, พระเจ้าของฉัน, ใยพระองค์ถึงได้ทอดทิ้งฉันไป?" (มาร์ค บรรพที่ 15, โศลกที่ 34). ตลอดเวลา, เขารู้สึกถึงการได้พึ่งพาพระเจ้า. "พระบิดานั้นยิ่งใหญ่กว่าเรา": (ยอห์น บรรพที่ 14, โศลกที่ 28). "ทำไมการเรียกสูเจ้าถึงเป็นเรื่องดีเล่า? ไม่มีสิ่งดีที่จะช่วยอะไรได้, แม้แต่พระผู้เป็นเจ้า" (ลุค บรรพที่ 18, โศลกที่ 19). "ในวันและเวลาที่เรารู้นั้น, ไม่ได้เป็นเพราะฑูตสวรรค์และพระบุตรหรอก แต่ด้วยพระองค์" (มาร์ค บรรพที่ 13, โศลกที่ 32). "พระบิดา, ทรงสถิตอยู่ในมือของสูเจ้า ฉันเทิดทูนจิตวิญญาณของฉัน" (ลุค, บรรพที่ 23 โศลกที่ 46). แม้ว่าการมีสติสัมปชัญญะของพระเยซูจะไม่สมบูรณ์ (เฉกเช่นปุถุชนทั่วไป), พระเยซูก็ทรงรับรู้ถึงพระคุณและความรักของพระผู้เป็นเจ้าและเต็มใจถวายตัวพระเยซูเพื่อพระองค์, พระเยซูเข้าถึงสถานะของพระผู้เป็นเจ้า. "ฉันและพระบิดานั้นเป็นหนึ่งเดียว" (ยอห์น บรรพที่ 10, โศลกที่ 30).
 

พระทัตตะเตรยะ (Dattātreya) เป็นบุตรของพระฤๅษีอัตริและนางอนุสุยา เป็นอวตารแห่งพระมูรติทั้งสาม,
ที่มา: www.pinterest.com, วันที่สืบค้น 7 กรกฎาคม 2561.



หน้าที่ 32
...กำหนด, ในโอกาสพิเศษ, นั่นหมายถึงว่าจะเกิดขึ้นกับการมีชีวิตที่มีข้อจำกัด. ในบทที่ 11 พระผู้เป็นเจ้าทรงทอดพระเนตรยังโลกทั้งมวล. การดำเนินไปทางด้านอัตวิสัย (Subjective) และภววิสัย (Objective) ของโลก เป็นเพียงการแสดงถึงธรรมชาติของพระผู้สูงส่งในเบื้องสูงและเบื้องล่าง; ทว่าในสิ่งที่รุ่งโรจน์, สวยงามและเข้มแข็งนั้น, การปรากฎตัวของพระผู้เป็นเจ้าจักปรากฎชัดมากขึ้น. ครั้นเมื่อปัจเจกชนใดพัฒนาคุณภาพทางจิตวิญญาณ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกและจาคะแล้ว, เขาผู้นั้นได้นั่งอยู่ท่ามกลางการพิพากษาโลก อันเป็นจุดเริ่มต้นของกลียุคทางจิตวิญญาณและสังคมมนุษย์ และกล่าวได้ว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงบังเกิดขึ้นเพื่ออภิบาลคนดี, มีการทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายและรังสรรค์อาณาจักรแห่งธรรม. ด้วยความเป็นปัจเจกชน, พระกฤษณะทรงเป็นหนึ่งในล้านรูปแบบผ่านการเผยของจิตวิญญาณอันสากล. ผู้ประพันธ์ คีตา นี้ ได้กล่าวอ้างถึงประวัติของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายรูปลักษณ์ ไปพร้อม ๆ กับอรชุนผู้เป็นสาวกของพระองค์.1 อวตาร (avātara) คือการแสดงให้เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ ทางจิตวิญญาณของมนุษย์และการแฝงตนของพระผู้เป็นเจ้า. มีเพียงน้อยนิดในการย่อตัวของพระผู้ทรงศักดิ์สู่ภาวะของมนุษย์ที่มีขอบเขตจำกัด อันเป็นความปิติของธรรมชาติมนุษย์เอง สู่ชั้นของพระผู้เป็นเจ้าด้วยการควบตัวรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์.
     เทวนิยม, อย่างไรก็ตาม, แสดงให้เห็นได้ว่า พระกฤษณะ ทรงอวตารณ (avataraṇa) (หรือจุติ) สืบเชื้อสายจากพระ (วิษณุ) ผู้สถิตยังไวกูณฑ์สรวงสวรรค์มาในร่างของมนุษย์. แม้พระองค์ทรงรับรู้ว่าไม่มีการเกิดหรือเปลี่ยนแปลง, แต่พระองค์ก็ทรงจุติ (ยังโลกมนุษย์) หลายครั้ง. พระกฤษณะคือศูนย์รวมความเป็นมนุษย์ของพระวิษณุ. พระองค์เป็นพระผู้สูงส่งได้ปรากฎยังโลกด้วยการกำเนิดและการเป็นศูนย์รวม.2 สมมติฐานความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วยความจริงแท้ของพระองค์นั้น, ราวกับการนฤมิตโลก, มิได้พรากไปหรือเพิ่มพูนไปสู่บูรณภาพแห่งพระองค์.
พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์, ที่มา: www.pinterest.com, วันที่สืบค้น 4 สิงหาคม 2561.

................................................................
1.  บรรพที่ 10, โศลกที่ 37.
2.  ศักราจารย์ ได้บรรยายว่า: sa ca bhagavān jñānaiśvaryaśaktibalavīryatejobhih, sadā sampannaḥ, triguṇātmikāṁ vaiṣṇavīṁ svāṁ māyāṁ mūlaprakṛtīṁ vaśīkṛtya, ajo avyayo bhūtānām īśvaro nityaśuddhabuddhamuktasvabhāvopi san svamāyayā dehavān iva jāta iva, lokānugrahaṁ kurvanivalakṣyate. aṁśena sambabhūva  ไม่ได้หมายความว่าพระกฤษณะถือกำเนิดมาจากส่วนหนึ่งเป็นเป็นอวตารบางภาค. อานันทคีรี (Ānandagiri)
 ได้ตีความว่า อมเศนะ (aṁśena) หมายถึง "ในรูปแบบที่สร้างขึ้นโดยประสงค์ของพระองค์เอง" svecchānirmitena māyāmayeṇa svarūpeṇa. ในขณะที่พระวจนะของอัครสาวกได้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า, "ผู้ซึ่งกำเนิดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์, ที่ประสูติจากพระแม่มารี, ทรงได้รับความทุกข์ทรมานจากปอนติอุส ปิลาต (รายละเอียดดูใน http://huexonline.com/knowledge/25/179/ หมายเหตุและคำอธิบาย 4), ทรงถูกตรึงไว้บนกางเขน, สิ้นพระชนม์และได้ฝังไว้," ในหลักข้อเชื่อหรือลัทธิไนซีน (Nicene Creed)38 ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าพระองค์ "เสด็จลงมาจากสวรรค์และได้กลายเป็นเนื้อหนัง." การเสด็จลงมาหรือการลงมาของพระผู้เป็นเจ้าสู่เนื้อหนังคืออวตารณ.

 
หน้าที่ 33
การสร้างและการเกิดใหม่นั้น ทั้งสองประการอยู่ในโลกแห่งการประกาศก้องและมิใช่กับพระวิญาณบริสุทธิ์.
     หากการไม่มีที่สิ้นสุดของพระผู้เป็นเจ้า ดำรงอยู่ตามที่กำหนดไว้เป็นที่ประจักษ์โดยตลอดแล้ว, ดังนั้นการประกาศก้องในช่วงขณะหนึ่งและด้วยการสันนิษฐานถึงธรรมชาติการเป็นปัจเจกมนุษย์ นั่นคือการเติมเต็มอย่างเสรีในการเคลื่อนตัวแบบเดิม ๆ ด้วยความอิ่มเอมของพระผู้เป็นเจ้า อิสระและโน้มไปสู่ความสมบูรณ์. ซึ่งมิได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ใด ๆ นอกเหนือจากการรังสรรค์. หากองคาพยพที่ประกอบขึ้นเป็นมนุษย์ได้สร้างขึ้นมาจากภาพของพระผู้เป็นเจ้า, หากรูปแบบใหม่ได้ถูกถักทอไปสู่พลังงานที่กำลังหมุนวนอยู่, หากความเป็นนิรันดร์สามารถประสานรวมสู่หนทางไปยังผู้สืบทอดแล้วไซร้, ดังนั้นความจริงแท้ของพระผู้เป็นเจ้าสามารถแสดงถึงรูปแบบอันไร้ที่ติของการดำรงอยู่และส่งผ่านยังอินทรีย์มนุษย์ที่สมบูรณ์ได้นั่นเอง. นักศาสนศาสตร์ผู้แก่กล้าวิชาบอกกับเราว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตในสรรพชีวิต "โดยสารัตถะ, ประจักษ์, พละกำลัง." สัมพันธภาพระหว่างสมบูรณ์, ไม่มีสิ้นสุด, ดำรงอยู่, และไม่เปลี่ยนรูป ตลอดจนปัจเจกชนที่มีขอบเขตจำกัดได้ถูกพันธนาการกับคำสั่งชั่วขณะอันใกล้ชิดซึ่งยากแก่การให้คำนิยามและอธิบายได้. ด้วยจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่เราเรียกว่าการจุตินั้น, พระผู้เป็นเจ้าทรงรองรับการสืบชีวิตและศักดิ์ศรีของมนุษย์อันมหัศจรรย์นี้เอาไว้. การแทรกซึมแห่งการต่อเนื่องชั่วกัปชั่วกัลป์นั้น มีอยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์ของสากลจักรวาล อันเป็นที่แจ่มแจ้งในความรู้สึกส่วนลึกของการจุติ. ครั้นเมื่อพระองค์ทรงประทานเจตน์จำนงค์อิสระแก่เรา, พระองค์มิได้ทอดทิ้งเพื่อสร้างหรือทำลายเราแต่อย่างใด. เมื่อใดก็ตามที่มีการเพิ่มขึ้นของการละเมิดเสรีภาพและโลกติดอยู่ในร่อง, พระองค์จะรังสรรค์ตัวพระองค์เองเพื่อยกโลกออกจากร่องและวางบนรางใหม่. จากความรักของพระองค์ ก็ทรงถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง เพื่อสืบสานภารกิจในการสร้างสรรค์อากาศนาวาให้ทะยานสูงขึ้นอีก. ตามเนื้อหาที่แสดงไว้ในมหาภารตะยุทธ์นั้น, พระผู้สูงส่งทรงพร้อมที่จะปกป้องโลกทั้งมวลนั้นมีสี่รูปแบบ. รูปแบบแรกจะพำนักอาศัยบนผืนโลกพร้อมฝึกตบะสมาธิ; รูปแบบที่สองจะคอยเฝ้าติดตามการประพฤติของเหล่ามนุษย์ที่หลงผิด; รูปแบบที่สามจะมีกิจธุระปะปนอยู่กับเหล่ามนุษย์, และรูปแบบที่สี่จะโผเข้าสู่ภวังค์นิทรานับพัน...

     

................................................................
1.  ข้อมูลทางบรรณานุกรม. ฮุกเกอร์
39: "การรวมกันของพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์อันน่าปรีดานี้ สามารถปรับใช้บังคับกับธรรมชาติระดับที่สูงขึ้นไปได้ เพราะไม่มีพระผู้เป็นเจ้าพระองค์ใดนอกเหนือจากพระองค์นี้ ไม่มีธรรมชาติใด ๆ ที่มากไปกว่าการที่สรรพสิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง." "นโยบายของสงฆ์ - Ecclesiastical Policy" (ฉบับพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1888), Vol.ii, หน้าที่ 234. 

Of the Laws of Ecclesiastical Policy (1593), ที่มา: www.luminarium.org, วันที่สืบค้น 24 สิงหาคม 2561.
 
 
หน้าที่ 34
...ปี.1 ความอ่อนน้อมถ่อมตนมิได้เป็นเพียงคุณลักษณะด้านเดียวของพระองค์เท่านั้น. ด้วยประเพณีของชาวฮินดู ทำให้เห็นได้ว่าอวตารมิได้จำกัดอยู่เพียงระดับของมนุษย์เท่านั้น. ความเจ็บปวดและความไม่สมบูรณ์ไม่ได้เป็นไปตามความมุ่งมั่นของมนุษย์ แต่เป็นการไม่ลงรอยกันระหว่างความคิดที่สร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้ากับโลกแห่งความเป็นจริง. หากความทุกข์ทรมานโยงไปกับการ "ล่มสลาย" ของมนุษยชาติแล้วไซร้, เราไม่สามารถพรรณนาถึงความไม่สมบูรณ์ถึงธรรมชาติที่ไร้เดียงสาได้, สำหรับการคดโกงที่ทุกชีวิตติดเชื้อ, สำหรับปากท้องการกินอยู่ของโรคร้ายได้. มักมีคำถามว่า, ทำไมปลาถึงมีมะเร็งได้? หลีกเลี่ยงไม่ได้ (หรือ?). ลำนำ คีตา ชี้ให้เห็นว่าพระผู้สร้างนั้นทรงกำหนดรูปแบบขึ้นบนสิ่งที่ใช้การไม่ได้อันเหลือประมาณ. มีประกฤติ40 (ศักยภาพที่จะเคลื่อนไหวหรือกระทำ) เป็นวัตถุดิบหลัก, ความอลหม่านได้บัญชาให้เกิดการพัฒนา, ค่ำคืนอันสว่างไสว. ท่ามกลางการห่ำหั่นของทั้งสอง, เมื่อการสร้างสรรค์ชะงักลง, พระผู้เป็นเจ้าก็จะเข้ามาปลดปล่อยคลี่คลายลง. นอกจาก, ความคิดที่ได้เปิดเผยอันแตกต่างนั้น แทบจะไม่สอดรับกับมุมมองของเราที่มีต่อจักรวาล. พระผู้เป็นเจ้าของเผ่า ก็กลายเป็นพระผู้เป็นเจ้าของโลก และกลายมาเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล, ซึ่งอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ จักรวาล. ไม่น่าเชื่อได้ว่าพระผู้สูงส่งนั้นเกี่ยวข้องกับส่วนเสี้ยวน้อย ๆ ของดาวเคราะห์เล็กจิ๋วที่สุดนี้.
     ด้วยทฤษฎีของอวตาร (avātara) เป็นคำพรรณนาอันแจ่มชัดของกฎโลกด้านวิญญาณ. หากพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์แล้วไซร้, พระองค์คงต้องประจักษ์ได้เอง, ครั้นเมื่อขุมพลังแห่งความชั่วร้ายได้ทำลายคุณค่าของมนุษย์. อวตารนั้นสืบเชื้อลงจากพระผู้เป็นเจ้าสู่มนุษย์ และมิใช่การขยับของมนุษย์สู่พระผู้เป็นเจ้า, อันมาจากการที่วิญญาณถูกปลดปล่อย. แม้เราทุกคนจะใส่ใจกับสาแหรกที่มา, แต่มันเป็นเพียงหน้ากากเปลือกนอกเท่านั้น. มีความแตกต่างระหว่างความเป็นตัวตนหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้าและสิ่งเดิม ๆ ที่ปกคลุมความโง่เขลาไว้.
     ความเป็นจริงของโคตรเหง้าสาแหรกที่มาหรืออวตารณ (avataraṇa
) (หรือ จุติ) นั้น แสดงให้เห็นว่าพระผู้เป็นเจ้ามิได้เผชิญหน้ากับการสำแดงที่สำคัญและกายาอันเต็มรูปแบบแต่อย่างใด. เรายังคงอยู่ในร่าง และมีความจริงอันสมบูรณ์...

................................................................
1.  Caturumūrtir ahaṁ śavśal lokatrāṇārtham uḍvataḥ
  ātmānaṁ pravibhajveha lokānāṁ hitam ādadhe
  ekāmūrtis tapascaryāṁ kurute me bhuvi sthitā
  aparā paśyati jagat kurvāṇaṁ sādhvasādhunī
  aparā kurute karma mānuṣaṁ lokam āsritā
  s’ ete caturthī tvaparā nidrāṁ varṣasahasrikīṁ.

                                                 บรรพที่ยี่สิบเก้า, โทรณบรรพ (บรรพแห่งโทรณาจารย์), โศลกที่ 32-34 


 
หน้าที่ 35
...ของจิตสำนึก. ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว แต่เป็นเครื่องมือแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ได้. ชีวิตและร่างกายของปุถุชนเฉกเช่นเรานั้น, ยังขลาดเขลา, มีวิธีการอันเป็นข้อตำหนิ, และไร้พลังในการแสดงออก แต่บรรดาพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป. จิตสำนึกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกนำมาใช้ตามเจตน์จำนงค์ของมัน ในขณะที่จิตสำนึกอันมิอาจหยั่งรู้ได้ของมนุษย์ ก็มิอาจควบคุมเหนือพลังร่างกายและจิตใจไว้ได้.
     แม้ว่า คีตา ยอมรับความเชื่อในการเกิดใหม่ (avatāra) อันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่จำกัดตัวเองสำหรับวัตถุประสงค์บางประการบนแผ่นพื้นธรณีนี้, เข้าครอบครองรูปแบบอันจำกัดของพระองค์ อันเปี่ยมล้นไปด้วยองค์ความรู้, ได้ทอดตัวเกร็งวางราบบนการกำเนิดขึ้นใหม่, พระผู้เป็นเจ้าในมนุษย์, ผู้ซึ่งตระหนักว่ามีพระองค์อยู่ในร่างมนุษย์เสมอ. ทั้งสองมุมมองได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้ำลึกและภายในของพระผู้เป็นเจ้าและมิได้ถูกเพิกเฉยต่อการไม่กลมกลืนกับสรรพสิ่งอื่น ๆ .  ครูผู้สนใจในแสงสว่างแห่งจิตวิญญาณของมนุษยชาติ, ได้กล่าวจากส่วนของพระผู้เป็นเจ้าอันอยู่ในตัวเขา. การถือกำเนิดใหม่ของพระกฤษณะนั้น เป็นภาพอธิบายให้เห็นถึงการเผยของจิตวิญญาณในตัวเรา, ที่ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงซ่อนอยู่ด้วยความเศร้าหมอง. ตามที่ปรากฎใน ภควัทคีตา 1
 

................................................................
1.  niśīthe tamodbhūte jāyamāne janārdane
  devakyāṁ devarūpiṇyāṁ viṣṇuḥ sarvaguhāśayaḥ….
  vasydevagṛhe sākṣāt bhagavān puruṣaḥ paraḥ janiṣyate. Bhāgavata.

ข้อมูลทางบรรณานุกรม สิ่งที่ได้กล่าวถึงการเกิดใหม่ของพระเยซูคริสต์:  "ขณะที่มีความเงียบสงบในทุก ๆ สรรพสิ่งและในค่ำคืนที่การฝึกฝนอย่างเร่งรัดของเธอกำลังดำเนินอยู่; พระวจนะของพระองค์ได้เปล่งทะยานออกจากพระที่นั่งชั้นสรวง. โอ้ พระผู้เป็นเจ้า." หลักคำสอนเกี่ยวกับการจุติได้เร้าความสนใจแก่หมู่ชนคริสเตียน. อาริอัส (Arius)
41 ยืนยันว่าพระบุตรมิได้ทัดเทียมพระบิดา แต่ทรงบังเกิดโดยพระองค์. เป็นมุมมองที่ไม่แตกต่างนัก ส่วนที่แตกต่างนั้นเป็นหนึ่งในทฤษฎีของซาเบลเลียส (Sabellius)42.
 



 
หมายเหตุและคำอธิบาย:
01  THE BHAGAVADGITA, S. RADHAKRISHNAN, HarperCollins Publishers India Pvt Ltd. Printed in India, 14th impression 2000, โดย ฯพณฯ สรวปัลลี ราธากฤษณัน (Servepalli Radhakrishnan) นักปราชญ์และประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศอินเดีย.
02  วรินดาวัน บ้างก็เรียก วรินดาวะนะ (Vrindavan - ป่าหรือกอโหระพาอันศักดิ์สิทธิ์) เป็นเมืองในย่านมถุรา แคว้นอุตรประเทศ อินเดีย (อยู่บนเส้นทางรถระหว่างเมืองนิวเดลลี-อักรา - ในยุคมหาชนบท ช่วงพุทธกาล เมืองนี้อยู่ในแคว้นสุระเสนะ) เป็นเมืองที่พระกฤษณะใช้ชีวิตในขณะเยาว์วัย ที่มา: www.siamganesh.com, และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 14 มีนาคม 2561 และ www.dhammathai.org, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561.
03  ปาณินิ (Pāṇini) เป็นนักไวยากรณ์อินเดียโบราณ มีผู้ระบุว่าท่านมีชีวิตในช่วง คริสตศตวรรษที่ 6-5 ก่อนคริสตกาล พำนักที่เมืองคันธาระ (กันดาฮาร์ Kandahar ซึ่งอยู่ประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน) และนับว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดในฐานะนักไวยากรณ์ภาษาสันสกฤต โดยเฉพาะการวางสูตรถึง 3,959 สูตร (verses) หรือหลักในด้านสัณฐานวิทยา (Morphology) โดยมีชื่อเรียกว่า อัษฏาธยายี (Aṣṭādhyāyī) ซึ่งหมายถึงคัมภีร์ 8 บทนั่นเอง แต่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "ไวยากรณ์ของปาณินิ". ไวยากรณ์ของปาณินิชิ้นนี้ นับเป็นจุดสิ้นสุดของภาษาสันสกฤตยุคพระเวท โดยการนำไปสู่ภาษาสันสกฤตแบบแผน (Classic Sanskrit). ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561.
     
จากซ้ายไปขวา: มหาราชี ปาณินิ (Maharshi Panini) ที่มา: smartican.com, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561,
และต้นแบบกระดาษที่ทำจากไม้ต้นเบิร์ช ในคริสตศวรรษที่ 17 เป็นตำราไวยกรณ์ของท่านปาณินิ พบในแคว้นแคชเมียร์,
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561. 
 
แผนที่อนุทวีปอินเดีย ยุคมหาชนบท ช่วงพุทธกาล (Mahājanapada Period c.500 BCE),
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561.

 
     กล่าวได้ว่า ปาณินิ เป็นบิดาด้านภาษาศาสตร์ของอินเดีย ท่านพำนักอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีปอินเดีย ในยุคมหาชนบท (Mahajanapada) อันประกอบด้วย 16 แคว้นขนาดใหญ่หรือรัฐ 16 รัฐในสมัยพุทธกาล ตามที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ดังนี้
            1) แคว้นกัมโพชะ (Kamboja) มีเมืองหลวงชื่อ ทวารกะ
            2) แคว้นกาสี (Kashi) มีเมืองหลวงชื่อ พาราณสี
            3) แคว้นกุรุ (Kuru) มีเมืองหลวงชื่อ อินทปัถะ
            4) แคว้นโกศล (Kosala) มีเมืองหลวงชื่อ สาวัตถี
            5) แคว้นคันธาระ (Gandhara) มีเมืองหลวงชื่อ ตักศิลา
            6) แคว้นเจตี (Chedi) มีเมืองหลวงชื่อ โสตถิวดี
            7) แคว้นปัญจาละ (Panchala) มีเมืองหลวงชื่อ กัมปิลละ
            8) แคว้นมคธ (Magadha) มีเมืองหลวงชื่อ ราชคฤห์
            9) แคว้นมัจฉะ (Machcha หรือ Matsya)มีเมืองหลวงชื่อ วิราฎ
           10) แคว้นมัลละ (Malla) มีเมืองหลวงชื่อ กุสาวดี (แต่ภายหลังแยกเป็นกุสินาราและปาวา)
           11) แคว้นวังสะ (Vatsa หรือ Vamsa) มีเมืองหลวงชื่อ โกสัมพี
           12) แคว้นวัชชี (Vriji) มีเมืองหลวงชื่อ เวสาลี (ไพศาลี)
           13) แคว้นสุระเสนะ (Surasena) มีเมืองหลวงชื่อ มถุรา
           14) แคว้นอวันตี (Avanti) มีเมืองหลวงชื่อ อุชเชนี
           15) แคว้นอังคะ (Anga) มีเมืองหลวงชื่อ จัมปา และ
           16) แคว้นอัสสกะ (Assaka หรือ Asmaka) มีเมืองหลวงชื่อ โปตลิ (โปตละ)
                                  ที่มา: www.dhammathai.org และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561.
04  ยาดู (Yadu) เป็นหนึ่งในห้าเผ่าตระกูลอินโด-อารยัน ซึ่งมีกล่าวไว้ใน ฤคเวท. พระกฤษณะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลหรือราชวงศ์ยาดูนี้.
          
ภาพซ้าย: พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ขวาถือวัชระ, ที่มา: www.dek-d.com, วันที่สืบค้น 25 มีนาคม 2561.
ภาพขวา: พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ สี่กร พระกายจะมีพันตา (ท้าวสหัสมนัยน์), ที่มา: mythgyaan.com, วันที่สืบค้น 28 มีนาคม 2561.

05  พระอินทร์ (Indra) (สันสกฤต: อินฺทฺร) เป็นเทวราช ตามคติในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน มีหน้าที่ปกครองสวรรค์ (Svarga-Heaven) และอภิบาลโลก ถือกำเนิดขึ้นในสมัยฤคเวท ต่อมาในสมัยที่ตรีมูรติอุบัติขึ้น พระอินทร์ก็ถูกลดบทบาทลงและเริ่มมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมมากขึ้น กระทั่งถูกลดบทบาทเป็นเทวดาชั้นรองจากมหาเทพตรีมูรติในปัจจุบัน, เป็นเทพด้านสงคราม, สายฟ้า (Lightning), เทพเจ้าด้านทิศตะวันออก, อาวุธคือวัชระ(Vajra - Thunderbolt) , สัตว์พาหนะคือช้างเอราวัณ (Airavata-White elephant), บิดาคือ พระกัศยป (Kashyapa), มารดาคือพระแม่อทิติ (Aditi), คู่ครองคือ พระแม่ศจี (Shachi หรือ Indrani) เมื่อพิจารณาเทียบเคียงตามสายเทพเจ้า Indo-European แล้ว เทียบได้กับเป็น ซูส (Zeus-Greek), จูปิเตอร์ (Jupiter-Roman), Perun-Slavic, ธอร์ (Thor-Norse หรือ Nordic), และ โอดิน (Odin-Norse หรือ Nordic), พระอินทร์มีหลายสมัญญา คือ ท้าวสหัสมนัยน์, ท้าวโกสีย์, ท้าวสักกะ (Shakra), เทวราช, อมรินทร์, ศักรินทร์, มัฆวาน หรือ เพชรปาณี, ที่มา: en.wikipedia.org, th.wikipedia.org, และ www.tumnandd.com, วันที่สืบค้น 25 มีนาคม 2561.
06  เขาโควรรธนะ (Govinda หรือ Govardhan hill) มาจากตำนานพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะขึ้นมาบังชาวบ้านโคกุล (Gokula) ในเมืองมถุราจากพายุฝน อันเกิดจากความพิโรธของพระอินทร์ ซึ่งไม่พอพระทัยที่พระกฤษณะแนะนำให้ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวบูชาภูเขาโควรรธนะแทนที่จะบูชาพระองค์อย่างที่เคยทำมา.
ภาพภูเขาโควรรธนะ ชานเมืองมถุราในปัจจุบัน, ที่มา: sameaf.mfa.go.th, วันที่สืบค้น 27 มีนาคม 2561

07  หริวงศ์ (Harivaṁśa) (หริ หมายถึง พระวิษณุ)  นับเป็นวรรณคดีสันสกฤต มี 16,374 โศลก, ถูกเรียกรวมกันว่าเป็นคัมภีร์สามเล่ม ซึ่งในมหาภารตะที่เป็นภาษาสันสกฤตเรียกว่าขิละ (khilas) (ส่วนเสริม เติมเต็ม หรือภาคผนวก). กล่าวกันว่ารจนาโดยมหาฤๅษีวยาส (Vyāsa) ถือเป็นคัมภีร์ที่อยู่ในกลุ่มหนังสือร้อยเล่มของมหาภารตะ. หริวงศ์นี้จะถูกแยกออกจากมหาภารตะ และถูกจัดรวมในกลุ่มปุราณะ หลายแห่งซึ่งมีเนื้อหาในหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน, ที่มา: www.oxfordbibliographies.com, วันที่สืบค้น 27 มีนาคม 2561.
08  นิทเทส (Niddesa) หมายถึง คำแสดง, คำจำแนกอธิบาย, คำไขความ (พจนานุกรม เขียน นิเทศ), ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ (ชำระ-เพิ่มเติม ช่วงที่ 1/เสริม) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ 14 - กุมภาพันธ์ 2553, หน้าที่ 166.
09  เมกาสเตนส์ (Megasthenes) เป็นนักประวัติศาสตร์ นักชาติพันธุ์อินเดีย และนักการทูตชาวกรีกโบราณ ท่านได้อธิบายเรื่องชมพูทวีปในหนังสือ อินดิก้า (Indika บ้างก็เรียก Indica) ปัจจุบันได้สูญหายไป แต่ก็มีผู้แกะเติมแต่งสร้างใหม่บางส่วนจากงานที่ท่านเขียน มีชีวิตในราว ๆ 350-290 ปีก่อนคริสตกาล ท่านกำเนิดที่เอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ได้เป็นทูตในเมืองปาฏลีบุตร (Pataliputra) สมัยพระเจ้าจันทรคุปตเมารยะ (Chandragupta Maurya). ที่มา: en.wikipedira.org และ mytempleapp.com, วันที่สืบค้น 2 เมษายน 2561.   
        
ภาพซ้าย: เมกาสเตนส์ จาก mytempleapp.com, วันที่สืบค้น 2 เมษายน 2561.
ภาพขวา: เมกาสเตนส์ เข้าคำนับพระเจ้าจันทรคุปตเมารยะ
ที่มา: http://elinepa.org/2014/11/30/megasthenes-the-father-of-indian-history/?lang=en วันที่สืบค้น 2 เมษายน 2561.

10  เฮอร์อิคลิส (Herakles) หรือ เฮอร์คิวลิส - Hercules เป็นเทพเจ้าตามปกรณัมกรีกโบราณ เป็นบุตรแห่งซูส (Zeus) และ อัลคมินิ (Alcmene)
11  คัมภีร์ อัคคมปรามาณย์ (Āgamaprāmāṇya) เป็นงานฉบับสำคัญที่ท้วงติงและยืนยันอักษรไวยกรณ์ด้านพระเวท ตำราต่าง ๆ ของศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย ประเพณีต่าง ๆ  ที่มหาคุรุยามุนาคยาจารย์ (Yāmunācārya) ได้แต่งขึ้น  เป็นภาษาสันสกฤต มีการตีพิมพ์ครั้งล่าสุด 233 หน้า เมื่อ ค.ศ.1976 มีเก็บอยู่ที่มหาวิทยาลัยบาโรด้า ประเทศอินเดีย, ที่มา: books.google.co.th, วันที่สืบค้น 1 เมษายน 2561.
12  จารึกแห่งเบสนาคา (Besnagar inscription) หรือ เสาหินเฮลิโอโดรัส (Heliodorus pillar) เป็นเสาหินตั้งตรง สร้างขึ้นราว 113 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งอยู่กลางประเทศอินเดีย ที่เมืองวิดิชา (Vidisha) มัธยประเทศ ใกล้เมืองใหม่เบสนาคา มีข้อความบันทึกโดยเฮลิโอโดรัส เกี่ยวศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย.
          
ภาพซ้าย: ข้อความจารึกบนแท่งหินเฮลิโอโดรัส ราว 110 ปีก่อนคริสตกาล และ
ภาพขวา: โครงสร้างของเสาหิน เดิมเป็นฐานหนุนหินสลักรูปครุฑ ซึ่งปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 3 เมษายน 2561.

13  จารึกนานะฆาต (Nānaghāt inscritpion) บ้างก็เรียก Naneghat หรือ Nana Ghat เป็นช่องเขาทางทิศตะวันตกของแนวชายหาดคอนคาน (Konkan) ของเมืองโบราณจุนนา (Junnar) บนที่ราบสูงเดคคาน อยู่ทางเหนือของเมืองปูเน (Pune) และอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองมุมไบ รัฐมหาราษฐระ ประเทศอินเดีย มีจารึกฮินดี สันสกฤต อันเป็นต้นแบบภาษาพราหมี (Brahmi script) จารึกนี้มีขึ้นในช่วงก่อนคริสตวรรษที่สอง-หนึ่ง ในยุคราชวงศ์สาตวาหนะ (Satavahana Dynasty). ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 4 เมษายน 2561.
จารึกบนผนังถ้ำนานะฆาต, ที่มา:fortsandtreks.blogspot.in, วันที่สืบค้น 4 เมษายน 2561.
 
14  ราธา (Rādhā) พระแม่ราธา หรือ พระแม่ราธาราณี เป็นปางหนึ่งของพระลักษมี พระมเหสีของพระนารายณ์ เมื่อพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระกฤษณะ พระลักษมีก็เสด็จตามลงมาด้วย เป็นนางโคปี (ภรรยาของคนเลี้ยงโค) ตามประวัติของพระกฤษณะมีบทบรรยายถึงความรักระหว่างเทพทั้งสองไว้มากมาย.
 
ภาพนางยโสดา และพลราม (Balram-พี่ชาย) กำลังแกว่งชิงช้าให้กฤษณะ โดยมีนันทะยืนอยู่ขวามือ
(Nanda and Yashoda pushing baby Krishna on a swing)
ภาพวาดนี้เขียนขึ้นราว ๆ ค.ศ.1750-1760, ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 13 พฤษภาคม 2561.

15  ยโสดา (Yaśodā หรือ Yashoda) เป็นมารดาอุปถัมภ์หรือแม่บุญธรรมของพระกฤษณะ
16  นันทะ (Nanda หรือ Nand หรือ Nanda Baba หรือ Nanda Gopa) เป็นบิดาอุปถัมภ์หรือพ่อบุญธรรมของพระกฤษณะ
17  ปตัญชลิ (Patañjali) รุ่งเรืองในราว 150 ปีก่อนคริสตกาล หรือศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล เป็นนักปราชญ์ชาวอินเดีย (อาจจะมีมากกว่าหนึ่งท่าน) ผู้แต่ง โยคสูตร (Yoga sūtras
) อันเป็นคัมภีร์สำคัญที่รวบรวมสาระในการปฏิบัติโยคะ และยังเป็นผู้ประพันธ์มหาภาษย อรรถกถาหลักที่อธิบายคัมภีร์อัษฎาธยายีของปาณินิด้วย
18  มหาภาษย (Mahābhāṣya) เป็นตำราหลักไวยกรณ์ภาษาสันสกฤตและการออกเสียง ซึ่งมีรากฐานมาจากอัษฏาธยายีของปาณินิ.  
19  
อัษฏาธยายี (Aṣṭādhyāyī) หมายถึงคัมภีร์ 8 บท รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "ไวยากรณ์ของปาณินิ"
20  
วาสุเทพ ภควัต (Vāsudeva Bhagavat) หมายถึง ผู้อุทิศตนหรือผู้บูชาหรือสาวกแด่พระผู้เป็นเจ้า นามวาสุเทพ.
21  ภควตศาสนา (Bhāgavata religion) หมายถึง ศาสนาแห่งผู้อุทิศตน ผู้บูชา ผู้เป็นสาวก.
22  ศรีภควาน (Śrī Bhagavān) หรือ ภควา (บาลี) หรือ ภควานฺ (สันสกฤต) หมายถึง สมัญญาของพระเจ้าในศาสนาแบบอินเดีย ชาวฮินดูไวษณพนิกาย จะหมายถึง องค์อวตารของพระวิษณุ (เช่น พระกฤษณะ) ส่วนไศวนิกาย จะหมายถึง พระศิวะ แม้แต่ชาวฮินดูที่ไม่ได้บูชาเทพเจ้าองค์ใดโดยเฉพาะก็ใช้คำนี้ หมายถึงพระเป็นเจ้าแบบนามธรรม โดยทั่วไปจึงแปลคำนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้า ส่วนศาสนาพุทธ นิยมแปลเป็นภาษาไทยว่า พระผู้มีพระภาค, ปรับปรุงจาก. th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 30 พฤษภาคม 2561.
23  วิวัสวัน (Vivasvān) หมายถึง พระอาทิตย์ หรือ พระสุริยะ (Sūrya)
24  มนู (Manu) มีการกล่าวถึงมนูหลากหลายในวรรณกรรม คัมภีร์โบราณของฮินเดีย หากในส่วนที่เกี่ยวกับพระวิษณุปุราณะนั้นตรงกับประวัติศาสตร์อินเดียในยุคแรก ๆ ที่เริ่มเดินทางทางทะเล เพื่อเข้าต่อสู้กับชาวดราวิเดียน หรือ ฑราวิท (Dravidian) ในตอนใต้ของชมพูทวีป โดย มนูและครอบครัวได้ล่องเรือฝ่าน้ำท่วมโลก ซึ่งมีมัสยาวตาร (พระวิษณุอวตารเป็นปลา) มาคอยช่วยเหลือ รายละเอียดดูเสริมได้ใน http://huexonline.com/knowledge/20/81/ และมนูหรือพระมนู คือ ผู้ทรงออกกฎหมาย หรือ ธรรมศาสตร์ เป็นกฎหมายที่แสดงความยุติธรรม ที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาประมวลกฎหมายของฮินดูที่เรียกว่า มานวธรรมศาสตร์ เป็นผู้สร้างมนุษยชาติของชาวฮินดูโบราณ.
ภาพ: มัสยากำลังลากเรือของพระมนูและครอบครัว, ที่มา: (ผ่าน en.wikipedia.org) Digitizing sponsor: University of Toronto Book contributor: Robarts - University of Toronto Collection: robarts; toronto Full catalog record: MARCXML [Open Library icon]This book has an editable web page on Open Library., วันที่สืบค้น 30 พฤษภาคม 2561.
 
 
ภาพแสดงการสวดมนต์ของเหล่าพราหมณ์ เพื่อส่งกษัตริย์อิคศวาคูสู่สรวงสวรรค์, ที่มา: (ผ่าน en.wikipedia.org) King Ikshvaku and a Brahmin perform austerities Author: Ramanarayanadatta astri Volume: 5 Publisher: [Gorakhpur Geeta Press] Possible copyright status: NOT_IN_COPYRIGHT Language: Hindi Call number: AAO-3248 Digitizing sponsor: University of Toronto Book contributor: Robarts - University of Toronto Collection: robarts; toronto Full catalog record: MARCXML [Open Library icon]This book has an editable web page on Open Library. วันที่สืบค้น 1 มิ.ย.2561.

25  อิคศวาคู (Ikṣvāku) แปลว่าผู้ที่กล่าววาจาอ่อนหวาน (One who speaks sweetly) เป็นหนึ่งบุตรทั้งสิบของพระมนู และเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์อิคศวาคู ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม สุริยวงศ์ (Solar dynasty) หรือกษัตริย์องค์แรกของอโยธยา (Ayodhyā), ที่มา: www.oxfordreference.com และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 30 พฤษภาคม 2561.
26  นารายณิยะ (
Nārāyaṇīya) แปลว่า "เกี่ยวข้องกับพระนารายณ์-pertaining/relating to Nārāyaṇa", ที่มา: www.hindupedia.com, วันที่สืบค้น 1 มิถุนายน 2561
27  เอกานติกะ
ekāntika หมายถึงสิ่งหรือวัตถุสิ่งเดียวที่มีคุณค่าประเสริฐเลิศล้ำมหาศาล (ติกะ หมายถึง รัตนะ หรือ อัญมณีมีค่า)
28  ปรมาตมัน (Paramātman) มีถึงเจ็ดนิยาม (หกนิยามตามความหมายของศาสนาฮินดู, และอีกนิยามตามความหมายของศาสนาเชน)
     ศาสนาฮินดู
     หนึ่ง) ตามแนวปรัชญาสางขยะ หรือ สัมขยะ (Sāṃkhya) หมายถึง ความเป็นจุดเริ่มต้น ไม่มีอะไรก่อนหน้านี้แล้ว. เป็นตัวตนในตัวตนปราศจากการคงสติคิด. สติสัมปชัญญะสามารถเข้ามาได้จากการเชื่อมโยงด้วยความรู้สึกถึงอวัยวะและมน (มะ-นะ = ใจ-Mind). จากการไม่รู้, ความตั้งใจ, และการปฏิบัติ, นี่คือการควบรวมของปุรุษะ (puruṣa-ผู้รับรู้) และองค์ประกอบอื่นได้เข้ามาแทนที่. ความรู้, ความรู้สึก, หรือการกระทำ, ไม่สามารถที่จะรังสรรค์ขึ้นได้หากปราศจากการรวบรวม. (ที่มา: archive.org: A History of Indian Philosophy (samkhya)).
     สอง) ตามแนวปรัชญาโยคะ (Yoga) เกี่ยวพันกับความเป็นทวิ ในความคิดของทั้งมิตรและศัตรู, การเป็นผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้, สำหรับการยกระดับพละกำลังและดวงวิญญาณที่ไหลดิ่งลงไป, มีความเกี่ยวพันกันตามธรรมชาติในความแตกต่างระหว่างตัวตนที่สูงกว่า (ปรมาตมัน-paramātman) และตัวตนที่ต่ำกว่า (อาตมัน-ātman). มันเป็นหนทางเดียวด้วยตัวตนที่สูงส่งกว่ามีชัยต่อตัวตนที่ต่ำกว่า ซึ่งตัวตนทั้งสองต่างเป็นมิตรกัน. บุรุษผู้ซึ่งพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาและติดยึดกับตัวเอง ตัวตนย่อมเป็นศัตรูของตนเอง. โดยนิยามแล้ว, อย่างไรก็ตาม, ตัวตนด้านต่ำ, แม้ว่าจะโน้มลงไปสู่ความชั่วร้าย, แต่ก็จะมีพละธรรมชาติยกระดับตัวตนขึ้นมาได้. (ที่มา: archive.org: A History of Indian Philosophy (yoga)).  
     สาม) ตามแนวปรัชญาเวทานตะ (Vedānta) "ดวงวิญญาณสูงสุด - Highest soul"  - ชอบธรรมและเหมาะสมแล้วที่พระคัมภีร์ได้สั่งสอนให้แต่ละคนแสวงหาความรู้เพื่อบรรลุการปลดปล่อย; นี่คือความปรารถนาสำหรับดวงวิญญาณสูงสุด (ปรมาตมัน) หรือ พระผู้เป็นเจ้าหรือพราหมณ์นั้นเป็นสาเหตุแห่งการปลดปล่อย, และความปรารถนาสิ่งของต่าง ๆ ในโลก ล้วนเป็นเหตุของความเป็นทาส. (ที่มา: archive.org: A History of Indian Philosophy (vedanta)).
     สี่)  ตามแนวปรัชญาไวษณพนิกาย (Vaiṣṇavism) "ดวงวิญญาณอันสูงส่ง - supreme soul" - การตระหนักถึงธรรมชาติแห่งความจริงแท้อาจมีลักษณะเป็นสองเท่า: นามธรรมคือพรหมัน, และการผนึกแน่นคือพระผู้เป็นเจ้าหรือพระวิญญาณอันสูงส่ง (ปรมาตมัน). ในกรณีหลัง ความอิ่มเอมกับความจริงแท้ที่ผนึกแน่นนั้นจะเพิ่มพูน เมื่อมีผู้ได้เรียนรู้และตระหนักถึงพระผู้เป็นเจ้าในทุกรูปแบบต่าง ๆ ทั้งหมดของพระองค์. ในชั้นนี้, แม้ว่าสาวกศิษยานุศิษย์ได้รับรู้พลังอันหลากหลายไม่มีประมาณของพระผู้เป็นเจ้าแล้วก็ตาม, เขาก็ต้องเรียนรู้ถึงการระบุคุณลักษณะของตนด้วยธรรมชาติของพระผู้เป็นเจ้า ในฐนะที่เป็นความสุขอันวิสุทธิ์. (ที่มา: archive.org: A History of Indian Philosophy (vaishnavism)).
     ห้า) ตามแนวปรัชญาไศวนิกาย (Śaivism) เป็นทั้งมุมมองเกี่ยวกับพระศิวะและมุมมองด้านศักติ (śakti) มีความเชื่อมโยงระหว่างศิวะและศักติ นั่นคืออานันท์ (ānanda) หรือความสุข. อาตมันคือ ความมีสติอันบริสุทธิ์และด้วยความมีสตินี้เองได้เก็บเกี่ยวองค์ความรู้และพลังงานทั้งปวงไว้; ไม่เกาะติดกับสิ่งใดและอิสระ, นี่คือธรรมชาติของปรมาตมัน. (ที่มา: Source: A History of Indian Philosophy Volume 5: The Śaiva Philosophy in the Śiva-mahāpurāṇa).
     หก) ตามนิยามทั่วไปของศาสนาฮินดู (General definition in Hinduism) วิญญาณอันเป็นปัจเจกธำรงอยู่ภายในปรมาตมัน ในสภาวะที่ไร้ความแตกต่าง ในความรู้สึกอันเป็นปรมาตมันนี้ เป็นปฐมเหตุของชีวา (ชีวิต); ตามคัมภีร์ที่เน้นถึงความเป็นมาตรฐานเดียว (monistic)ได้ระบุลักษณะอันนี้ของปรมาตมันในฐานะที่เป็นปฐมเหตุ นี่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นบ่งเหตุว่าดวงวิญญาณแต่ละดวงนั่้นคล้ายคลึงกันกับพรหมัน. (ที่มา: archive.org: A History of Indian Philosophy)
     ศาสนาเชน
     เจ็ด) ตามนิยามทั่วไปของศาสนาเชน (General definition in Jainism) หมายถึง แต่ละอาตมันหรือความเป็นปัจเจกของตน เป็นปรมาตมันหรือพระผู้เป็นเจ้าที่มีศักยภาพ. มันสามารถธำรงในฐานะที่เป็นอาตมันได้เพียงเพราะมันได้ผูกติดกับข้อจำกัดของกรรมไว้, จนกระทั่งข้อจำกัดได้ถูกปลดเปลื้องพันธนาการ. ในฐานะที่เป็นปรมาตมัน, อาตมันเป็นตัวแทนของจุดที่ดวงวิญญาณได้มีพัฒนาการถึงขั้นสูงสุด.
(แปลจากที่มา: www.wisdomlib.org, วันที่สืบค้น 11-18 มิถุนายน 2561.)
29  ชีวภูต (jīva-bhūta) หมายถึง เราอันเป็นหน่วยชีวิตอันนิรันดร์เดิม ๆ , บริสุทธิ์, แต่อย่างใดหรือเป็นอื่น ๆ ที่เราได้สัมผัสกับวัสดุธรรมชาติ (ที่มา:vaniquotes.org, วันที่สืบค้น 24 มิถุนายน 2561).
30  วามเทพ (Vāmadeva) เป็นอีกหนึ่งในพระนามของพระศิวะ อมตะ.
31  กกษิวาน (
Kakṣivān) หนึ่งในนักพยากรณ์ของคัมภีร์ ฤคเวท สัมหิตา (Ṛgveda Saṃhitā) เป็นบุตรของปราชญ์ไดฆทมะ (Dīrghatamas) และสาวรับใช้.
32  กัทสะ (Kutsa) เป็นปราชญ์ที่ประพันธ์บทสวด ฤคเวท ไว้หลายบท.
33  อรชุนิ (Arjuni) เป็นกษัตริย์อินเดียโบราณ มีโอรสชื่อ กัทสะ (Kutsa) ปรากฎในคัมภีร์ ฤคเวท, ที่มา: Theory of Avatāra and Divinity of Chaitanya โดย Janmajit Roy, 2002, Delhi, ISBN 81-269-0169-1, วันที่สืบค้น 26 มิถุนายน 2561.
34  
อุศณา (Uśaṇā) ยังสืบค้นไม่ได้..!!!
35  
ประทารทนะ (Pratardana) เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นกาสี (Kāśī), ที่มา:www.hindupedia.com, วันที่สืบค้น 26 มิถุนายน 2561.
36  
ศาสตรา (Śāstras หรือ Shastra) เป็นศัพท์ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ข้อบัญญัติ, กฎ, คู่มือ, เล่มย่อ, หนังสือหรือตำรา หรือ การสอน "precept, rules, manual, compendium, book or treatise" or teaching, ที่มา: en.wikipedia.org, และ veda.wikidot.com, วันที่สืบค้น 28 มิถุนายน 2561.
37  พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (Bṛhad-āraṇyaka Upaniṣad) ดูในหมายเหตุและคำอธิบาย 03 ของ http://huexonline.com/knowledge/25/179/.
38  หลักข้อเชื่อไนซีน (Nicene Creed) คือ การประกาศศรัทธาและหลักเชื่อที่ถูกใช้มากที่สุดในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ และเป็นบรรทัดฐานความเชื่อในคริสต์ศาสนากระแสหลักในปัจจุบัน แม้หลักข้อเชื่อฉบับนี้จะถูกเรียบเรียงขึ้นโดยสภาสังคายนาคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่หนึ่ง เมื่อปี ค.ศ.381 แต่ก็เรียกว่า "ไนซีน" เพราะถือว่าได้ข้อสรุปความเชื่อกันมาจากสภาสังคายนาไนเซียครั้งที่หนึ่งในปี ค.ศ.325. (สังคายนาหรือ adopt ที่เมืองไนเซีย (Nicaea) ปัจจุบันชื่อเมือง Ῑznik อยู่ในประเทศตุรกี), ที่มา: th.wikipedia.org และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 22 สิงหาคม 2561

 
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 และเหล่ามุขนายกสมาชิกสภาสังคายนา ถือคำประกาศหลักข้อเชื่อไนซีน,
(Icon depicting the Emperor Constantine, accompanied by the bishops of the First Council of Nicaea (325),
holding the Niceno-Constaninoplitan Creed of 381) ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 22 สิงหาคม 2561.

39  ริชาร์ด ฮุกเกอร์ (Richard Hooker) (25 มีนาคม ค.ศ.1554 - 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1600) เป็นพระชาวอังกฤษในนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อนักธรรม. เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นสื่อกลางระหว่างนิกายโปรเตสแตนต์และนิกายโรมันคาทอลิก.
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 24 สิงหาคม 2561.
 
40  ดูประกฤติ (prakṛti หรือ prakriti) ในหมายเหตุและคำอธิบายข้อที่ 21 ของ http://huexonline.com/knowledge/25/179/ 
41  
อาริอัส (Arius) หรือ เอเรียส (ค.ศ.250-336) กำเนิดที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล (อิสตันบูล) มรณภาพที่ลิเบีย เป็นนักบวชคริสเตียนที่เมืองอเล็กซานเดรีย, อียิปต์ คำสอนของท่านก่อให้เกิดหลักคำสอนด้านเทววิทยาที่เรียกว่า Arianism ซึ่งยืนยันให้การถูกสร้าง และความเป็นธรรมชาติอันสมบูรณ์ของพระคริสต์ เน้นความเป็นพระบิดาของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเหนือกว่าพระบุตร ต่อมาถูกประณามโดยคริสตจักรในช่วงต้น ถือเป็นบาปใหญ่ยิ่ง. (ที่มา: www.britannica.com, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2561). แต่ใน en.wikipedia.org อ้างว่าท่านกำเนิดที่ Ptolemais, Cyrenaica, จักรวรรดิโรมัน (ค.ศ.256) มรณภาพที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล, จักรวรรดิโรมัน (ค.ศ.336) สิริอายุ 80 ปี.(วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2561.)
 
ที่มา: https://growrag.wordpress.com, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2561.

42  ซาเบลเลียส (Sabellius) (ราว ค.ศ.215) สันนิษฐานว่าพระองค์เป็นชาวแอฟริกันเหนือ แถบลิเบีย ท่านมีข้อเขียนที่ขัดแย้งประจาน ชาวคริสต์ที่มีความเห็นต่าง ขัดแย้งกับความคิดที่เกิดขึ้นใหม่่ของตรีเอกภาพ (Trinity) ต่อมาท่านถูกคว่ำบาตรหรือถูกบัพพาชนียกรรม (Excommunication) โดยพระสันตะปาปา Callixtus I ในปี ค.ศ.220, (ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 13 ธันวาคม 2561). 

 
info@huexonline.com