MENU
TH EN

ง. บทนำ: ภควัทคีตา

ภาพ: อรชุนและพระกฤษณะผู้เป็นสารถี เผชิญหน้ากับกรรณะ, ประมาณปี พ.ศ.2363
ที่มา: พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย, วันที่สืบค้น 21 กันยายน 2560.


ง. บทนำ: ภควัทคีตา01
 
First revision: Sep.21, 2017
Last revision: Apr.13, 2018

สืบค้น แปลและเรียบเรียงโดย: อภิรักษ์ กาญจนคงคา
 

หน้า 20 (ต่อ)
4. ความจริงแท้อันสูงสุด
     คีตา มิได้ให้ข้อคิดเห็นใด ๆ ที่จะสนับสนุนตำแหน่งที่เป็นอภิปรัชญาของ คีตา เอง. ความจริงแท้อันสูงสุดมิได้เป็นปุจฉาที่จะถูกแก้โดยวิภาษวิธี (a dialectic)
02 ซึ่งเผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ของมนุษยชาตินั้น ไม่สามารถทำความเข้าใจได้. ด้วยตัวตรรกวิภาษหรือวิภาษวิธีเองนั้น ปราศจากการอ้างอิงถึงประสบการณ์ส่วนตน ไม่สามารถพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของจิตวิญญาณแก่เราได้.
     คัมภีร์อุปนิษัท ได้ยืนยันถึงความจริงแท้ของพรหมมันสูงสุด, เป็นหนึ่งเดียวไม่มีอื่น, ปราศจากคุณลักษณะหรือข้อกำหนดใด ๆ , ที่คล้ายคลึงกับตัวตนเบื้องลึกของมนุษย์. ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณได้รายรอบความเป็นหนึ่งเดียวไว้ ซึ่งสามารถเอาชนะความเป็นทวิ (The duality) ระหว่าง สิ่งที่รู้แล้ว (The Known) และ กำลังรู้ (The knowing) ได้. ความสามารถในการจับประเด็นแนวคิดประสบการณ์ไว้ได้นั้น จะนำเราไปสู่คำอธิบายต่าง ๆ อาทิ อัตตลักษณ์, บริสุทธิ์และง่าย ๆ. พรหมมัน, เรียบง่ายด้วยสารัตถะ, ด้วยตัวตนเป็นวัตถุอันมีแรงบันดาลใจซึ่ง...


 
หน้า 21
...เป็นชีวิตที่แท้จริง. เป็นสาระอันบริสุทธิ์ซึ่งการดำรงอยู่นี้ ไม่สามารถขับออกสู่โลกทัศน์ภายนอกได้.
     หากจะกล่าวกันอย่างจริงจังแล้ว เราไม่สามารถให้คำอธิบายใด ๆ เกี่ยวกับพรหมมัน. การเข้มงวดกับความเงียบงันนั้นเป็นเพียงวิธีเดียวในการนำพาเราพ้นจากความไม่เพียงพอของคำพรรณนาที่หยุดชะงักและมาตรฐานที่ไม่สมบูรณ์.1 พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (ศูกล ยชุรเวท) (The
Bṛhadāraṇyaka Up.) 
03 กล่าวว่า: "เมื่อสรรพสิ่งมีตัวตนเป็นของของตนเองแล้ว, ใคร่เล่าและจะใคร่ครวญคิดต่อไปอย่างไร? โดยอะไรเล่า? ที่เราจะสามารถทราบถึงผู้รอบรู้แห่งสากล"2  ความเป็นทวิระหว่างการรู้กับคุณลักษณะที่สามารถรู้ได้ด้วยความคิดเชิงวิเคราะห์คือการหลุดพ้น. ผู้ที่เป็นอมตะอย่างแท้จริงนั้น เรามิบังอาจที่จะกำหนด-นามแก่หนึ่งผู้เป็นนิรันดร์นี้ได้ ตั้งแต่ความหนึ่งเดียวนี้เป็นความคิดที่มาจากประสบการณ์ทางโลก (ญวหาร - vyavahāra).05  เราเพียงกล่าวถึงพรหมมันได้ว่า มันเป็นหนึ่งเดียว, อไทวตะ,3 อันเป็นที่ทราบกันว่าความเป็นพหุทั้งหมดได้ถูกทำให้มลายด้วยความเป็นหนึ่งเดียวสูงสุด. อุปนิษัทได้แสดงความเห็นอย่างดื่มด่ำในเชิงลบว่า, นี่ไม่ใช่เรื่องจริง, ไม่ใช่เรื่องจริง (นะ อิติ, นะ อิติ : na iti, na iti), "ไร้เอ็นที่ปูดโปน, ไร้แผลเป็น, ความชั่วร้ายมิอาจสัมผัสได้,"4 "ไร้ทั้งเงาและความมืด, ไร้...  
....................
1  ข้อมูลทางบรรณานุกรมของ เล่าจื๊อ (Lao Tze): "เต๋าที่สามารถเอ่ยนามได้ ไม่ได้เป็นเต๋าที่เล่าแจ้ง." "ความจริงแท้นั้นไร้รูปแบบ, ความไม่รู้แท้ต่างหากที่มีรูปแบบ-เป็นที่รับรู้กันทั่วไป". สำหรับผู้เดินทางบนมรรคาสู่การบรรลุธรรมนั้น อย่าใส่ใจกับสิ่งที่ไม่จริงแท้, แม้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยจะสาละวนอยู่กับความไม่จริงแท้นี้ก็ตาม. การบรรลุมรรคผลนั้นมีนัยว่า ไม่สนทนาปสาทะ; การสนทนาปสาทะเป็นการแสดงนัยว่ามิได้บรรลุมรรคผล. นั่นคือคำประกาศว่า เต๋าที่เล่าแจ้งนั้น มิอาจมีคุณค่าให้จับต้องได้; ด้วยเหตุนี้การนิ่งเงียบ ย่อมดีกว่าการเจรจาพาทีโต้เถียง. ความจริงแท้ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้; ดีกว่า, แน่ละที่ไม่กล่าวอะไรเลย. นั่นคือการบรรลุมรรคผลอันยิ่งใหญ่." ส้อทฮิล (Soothill): สามศาสนาในจีน, พิมพ์ครั้งที่สอง (ค.ศ.1923), หน้าที่ 56-7.
เล่าจื๊อ (Lao Tze) ที่มา: factsanddetails.com, วันที่สืบค้น 26 กันยายน 2560.


หนังสือสามศาสนาในจีน ประพันธ์โดย วิลเลี่ยม เอ็ดเวิร์ด ส้อทฮิล (William Edward Soothill)
ที่มา: www.weiserantiquarian.com, วันที่สืบค้น 28 กันยายน 2560. 

 
     พระพุทธเจ้าทรงเงียบสงบ เมื่อมีผู้ถามถึงธรรมชาติแห่งความจริงแท้และนิพพาน. พระเยซูก็ทรงรักษาความเงียบไว้ เมื่อปอนติอุส ปิลาต04 ถามพระองค์ถึงธรรมชาติแห่งความจริง.
     ข้อมูลทางบรรณานุกรมของ ปอนติอุสกล่าวว่า: "หากมีใครเรียกร้องถึงความเป็นธรรมชาติ หาสาเหตุที่มันก่อเกิดขึ้นแล้วไซร้, ธรรมชาติจะตอบให้, ก็ต่อเมื่อมันปรีดาที่จะรับฟังและเอ่ยกล่าว: เราไม่ควรมีคำถามใด ๆ จงเงียบไว้, ทั้งนี้เพราะด้วยอุปนิสัยของฉันนั้นไม่ชอบพูด."
2  บรรพที่ 2, โศลกที่ 4, บรรทัดที่ 12-14.
3   ข้อมูลทางบรรณานุกรมของ Kulārṇava Tantra.
        advaitaṁ kecid icchanti dvaitam icchanti cā’pare
        mama tattvaṁ vijānanto dvaitādvaita vivarjitam.

บางสำนักพิมพ์แสดงไว้ว่า vijānantah, na jānami.
4  ในอีษา อุปนิษัท., บรรพที่ 8. สิ่งสูงสุด, ตัด อีคาม (Tad ekam หมายถึง That One), ไร้ซึ่งอปริมาณและคุณลักษณะใด ๆ, "ไม่เป็นทั้งดำรงอยู่ หรือไม่ดำรงอยู่." ฤคเวท,06 บรรพที่ 10, โศลกที่ 129. พุทธศาสนิกชนนิกายมัธยมกะ07 จะปฏิเสธความจริงแท้อันสูงสุดนี้ หรือเรียกว่ามันเป็นเพียงสัญญา, ด้วยเกรงว่าการเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น จะทำให้พุทธศาสนิกชนเหล่านี้ไขว้เขว้และถูกจำกัดกรอบความคิด. ซึ่งเหล่าพุทธศาสนิกชนนี้จะยอมรับก็ต่อเมื่อได้ปรับแก้ไขนิยามของคำว่าอัตลักษณ์อันสูงส่งนี้เสียก่อน. ข้อมูลทางบรรณานุกรมของเซนต์จอห์นแห่งดามัสกัส:08   
 
หน้า 22
...ภายในหรือภายนอก."1 หลักความคิดที่แสดงใน ภควัทคีตา นี้ ได้สนับสนุนมุมมองของอุปนิษัทในหลาย ๆ ประโยค. สิ่งสูงสุดได้กล่าวถึงการเป็นของ "ไม่ประจักษ์, ไม่สามารถครุ่นคิดได้ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลง,"2 "ไม่ ดำรงอยู่ หรือไม่ ไม่ดำรงอยู่."3 การแสดงออกในทางตรงกันข้ามจะเผยให้เห็นว่าสิ่งสูงสุดนั้น ได้ทรงชี้ให้เห็นถึงสิ่งได้กำหนดประจักษ์แจ้งไว้แล้ว ใช้งานอะไรไม่ได้. "ทรงมิได้ขยับ และยังทรงเคลื่อนอยู่. ทรงอยู่ไกลโพ้นและก็ยังทรงอยู่ใกล้."4 การคาดการณ์เยี่ยงนี้ นำมาซึ่งคุณลักษณะสองประการของพระองค์ ในฐานะที่เป็นและกำลังจะเป็น. พระองค์ทรงเป็นวรา (parā - จิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนโลก, ดี, เลิศ, ประเสริฐ, สูงสุด) หรือสิ่งที่เหนือพ้นขึ้นไป หรือ อวรา (aparā - ต่ำต้อย) หรือมีอยู่ทุกแห่งหน, ทั้งในและนอกโลก.5

ที่มา: weknowyourdreams.com, วันที่สืบค้น 11 ตุลาคม 2560.
 
     ความไม่มีตัวตนของสิ่งสมบูรณ์นั้น ไม่ใช่ว่าทั้งหมดจะมีความสำคัญ. อุปนิษัท สนับสนุนกิจกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และการเข้ามามีส่วนร่วมในธรรมชาติและให้เราตระหนักถึงพระผู้เป็นเจ้าผู้เหนือกว่าคำว่าไม่มีสิ้นสุดและมีขอบเขต. ความสนใจนี้ได้ส่งแรงบันดาลใจปรากฎให้เห็นในบทความของเพลโต16 ที่มีแก่ศิษยานุศิษย์ที่สนใจด้านดาราศาสตร์ ในสถาบันการศึกษาโบราณของท่านไว้ว่า "บันทึกสิ่งที่ปรากฏ," ก่อให้นักพยากรณ์ต่าง ๆ ที่แสดงไว้ในอุปนิษัท ได้พิจารณาโลกอย่างมีความหมาย. ในคำกล่าวที่แสดงใน ไตตติรียะ อุปนิษัท, พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นสิ่งสูงสุดได้กล่าวว่า "(สรรพสิ่งที่มีชีวิต) กำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิต, เขาจะใช้ชีวิตกับมัน, เมื่อละจากไปแล้ว, พวกเขาก็จะเข้ามา (รวมเป็นหนึ่งกับพระผู้เป็นเจ้า)." คัมภีร์พระเวทกล่าวไว้ว่า "พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า ทรงอยู่ในเปลวอัคคี, ในนที, ทรงสถิตย์กระจายไปทั่วทั้งจักรวาล; พระองค์อยู่ในพืชพันธุ์, ต้นไม้, ยังเพื่อพระองค์ เราได้สดับฟังคำอธิษฐานที่เราสวด...

 
...................
"เป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์ภายในตัวเขา และกล่าวได้แน่นอนมากยิ่งขึ้นที่จะเอ่ยถึงพระองค์โดยไม่รวมสรรพสิ่งทุกอย่าง. โดยแท้จริงแล้วพระองค์มิได้เป็นผู้ทรง...สถิตย์เบื้องบน." 
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท., บรรพที่ 3, โศลกที่ 8, หน้าที่ 8. ในมหาภารตะนั้น, พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นบรมครูได้กล่าวแก่ฤๅษีนารทมุนี (Nārada)
09 ถึงรูปแบบที่แท้จริงนั้น "ไม่สามารถมองเห็นได้, ไร้กลิ่น, ไม่สามารถสัมผัสได้, ไร้คุณลักษณะ, ปราศจากหรือมีชิ้นส่วนใด ๆ , มิได้กำเนิดขึ้น, อมตะ, ผนึกแน่นและไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ ." ดูใน ศานติบรรพ (Śāntiparva), โศลกที่ 339, บรรทัดที่ 21-38. เป็น "เมฆาที่ลอยล่อง (ไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ)" หรือเป็นสิ่งที่แอเรียลพาชี10 (Areopagite) เรียกว่า "ความมืดอันร้อนรุ่ม," "ทะเลทรายอันเงียบสงบของพระผู้เป็นเจ้า...ที่จริงแล้วคือไม่มีดำรงอยู่" จากคำกล่าวของแอคาร์ท11 (Eckhart-นักเทวนิยม นักปรัชญาชาวเยอรมัน ในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์ ช่วงต้นคริสต์ศวรรษที่ 14 ). ข้อมูลทางบรรณานุกรมของแองเจลัส ซิเลสัส12 (Angelus Silesius-นักบวชเยอรมันแคธอลิก ช่วงคริสต์ศวรรษที่ 17) "พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นเพียงอย่างเดียวคือไม่มีอะไรเลย...แด่ (หรือสำหรับ) พระองค์แล้วไม่ว่าขณะนี้หรือที่นี่." ด้วยข้อมูลทางบรรณานุกรมของพโลตินัส (Plotinus)13 ได้แสดงว่า"การก่อกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง, หนึ่งเดียวคือการไร้ทุกสรรพสิ่ง, ไม่เป็นทั้งสิ่งของหรือคุณลักษณะใด ๆ, ไม่เป็นทั้งภูมิปัญญา ไม่เป็นจิตวิญญาณ, ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ, สิ่งที่เหลือ (ที่ไม่ได้กล่าวไว้) ก็ไม่มีอยู่, ไร้ที่ตั้ง, ไร้กาลเวลา; กำหนดรูปขึ้นเอง, ไม่มีซ้ำหรือ, ดีขึ้น, ไร้ตัวแบบ, ดำรงอยู่ก่อนตัวแบบ หรือ ความเคลื่อนไหว หรือ ส่วนที่เหลือ, ทุกสิ่งได้ผนึกแน่นกับการดำรงอยู่และทำให้ดำรงอยู่ และนี่คือความหลากหลายที่พระผู้เป็นเจ้าเป็น." (เอ็นนีดส์, อี.ที., โดย แมคเคนน่า, เล่มที่ 6, บทที่ 9.)14
2. บรรพที่ 2, หน้าที่ 25.   
3. บรรพที่ 8, หน้าที่ 12; บรรพที่ 8 หน้าที่ 15-17.
4. อีษา อุปนิษัท, หน้าที่ 5: และ มุณฑกะ อุปนิษัท, บรรพที่ 2, หน้าที่ 1, 6-8; กถะ อุปนิษัท, บรรพที่ 2, หน้าที่ 14; 
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท., บรรพที่ 2, หน้าที่ 37; เศวตอัศวธารา อุปนิษัท, บรรพที่ 3, หน้าที่ 17.
5. 
Bahir antaś ca bhūtānām,
15 บรรพที่ 8, หน้าที่ 15.
 
หน้า 23
...ครั้งแล้วครั้งเล่า"1 "ผู้ใดเล่าจะอดทนทุ่มเทกับการมีชีวิตอยู่, หากว่าความสุขอันเปี่ยมล้น มิได้มีอยู่จริงในสวรรค์?"2 แนวคิดด้านเทวนิยม17 นั้นโดดเด่นมากดังจะเห็นได้ใน เศวตอัศวธารา อุปนิษัท "พระองค์เป็นผู้ซึ่งไร้สีสันและรูปพรรณใด ๆ, ธำรงไว้ซึ่งนานามหิทธานุภาพ, คำสั่งสอนของพระองค์มีหลายรูปแบบ ทรงซ่อนเร้นวัตถุประสงค์แก่ผู้ซึ่งทั้งในเริ่มต้นและบั้นปลายจะถูกสลายควบเข้ากับจักรวาล, โอ้ พระผู้เป็นเจ้า โปรดทรงประทานความกระจ่างแจ้งนำเราไปสู่การประพฤติที่ดีงามด้วยเถิด."3 และอีกประโยคหนึ่ง "ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสตรี, จะเป็นบุรุษ; จะเป็นดรุณแรกรุ่น จะเป็นหญิงสาว; จะเป็นชายชราที่ป่วยไข้, ทารกที่กำลังถือกำเนิดก็ตาม. พระองค์ก็จะทรงผินพักตร์ไปยังทุกทิศทางเพื่อทอดพระเนตรเจ้าทุก ๆ คน."4 และอีกประโยคหนึ่ง "ด้วยรูปแบบของพระผู้เป็นเจ้าที่เราไม่สามารถเห็นได้: ด้วยตาเปล่า. พวกเขาหยั่งรู้ถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยหัวใจ, ด้วยจิตใจ, นิรันดร์อยู่ในใจ, เป็นอมตะ."5 พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งจักรวาล ผู้ซึ่งโดยตัวพระองค์แล้ว จักรวาลนั้นอยู่ภายในพระองค์. พระองค์เป็นแสงสว่างภายในพวกเรา, ลำแสงข้างในที่ผนึกอยู่ในหัวใจ ("the inner light within the heart, hṛdyantar jyotiḥ) พระองค์เป็นสิ่งสูงสุดผู้ซึ่งเป็นเงาของชีวิตและความตาย.6
     ในอุปนิษัท, มีบันทึกแสดงถึงสิ่งสูงสุดว่า พระองค์ไม่เปลี่ยนรูปและไม่สามารถครุ่นคิดคำนึงได้ เช่นเดียวกับแง่มุมที่ว่าพระองค์เป็นเจ้าแห่งจักรวาล. แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง, ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระองค์สะทกสะท้านชั่วนิรันดร์.7  ความจริงแท้อันอนันตกาลนั้น ไม่เพียงแต่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนโลกอีกด้วย. พระองค์ทรงสถิตในสภาวะที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และปรากฎในวลีของออกัสติน
20 ดังนี้ "(พระองค์)ทรงสถิตใกล้ชิดกับจิตวิญญาณ ยิ่งเสียกว่าตัวเราใกล้ชิดจิตวิญญาณของเราเอง." ใน อุปนิษัท ได้กล่าวว่า มีนกสองตัวเกาะกิ่งไม้ ตัวหนึ่งกินผลไม้ และอีกตัวไม่กินอะไรเลย ได้แต่มอง, ผู้พบเห็นก็เงียบงันไร้ความเพลิดเพลิน.8 การไม่มีบุคลิกภาพ และ... 


...................

1. 
yo devo’gnau yo’psu yo viśvam bhuvanam āviveśa
  yo oṣadhiṣu yo vanaspatiṣu tasmai devāya namonamaḥ.

2. Ko hyevānyāt kaḥ prāṇyāt yad eṣa ākāśa ānando na syāt? 
3. บรรพที่ 4, โศลกที่ 1.
4. บรรพที่ 4, โศลกที่ 3.
5. บรรพที่ 4, โศลกที่ 20.
6. ในฤคเวท, บรรพที่ 10, โศลกที่ 121, 2: โปรดดูใน
 กถะ อุปนิษัท, บรรพที่ 3, โศลกที่ 1, ข้อมูลทางบรรณานุกรม "เฉลยธรรมบัญญัติ - Deuteronomy": "ฉันสังหารและชุบชีวิต," บทที่ 32. โศลกที่ 39.
7. ข้อมูลทางบรรณานุกรม. รูมิ
18: "แสงสว่างของพระองค์ได้ควบรวมกับสิ่งทั้งปวงและแยกห่างออกจากทุกสิ่ง." แชมส ทะ ทาบริส (Shams-i-Tabriz) (รวบรวมบทความโดย นิโคสัน), โอเด19 บรรพที่ 9. 
Jalāl ad-Dīn Muhammad Rūmī, ที่มา: medium.com, วันที่สืบค้น 7 ธันวาคม 2560.
8.  มุณฑกะ อุปนิษัท, บรรพที่ 3, โศลกที่ 1, หน้าที่ 1-3. ข้อมูลทางบรรณานุกรม เบม์ (Boehme): "และการด่ำดิ่งลงไปในความมืดนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่ตั้งอยู่ของลำแสง; ต่างไม่ได้จัดวางอยู่ห่างจากกัน ทว่าเป็นกันและกัน และต่างก็ไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด." สามหลักการ (Three Principles), บทที่ 14, หน้าที่ 76.
 
        
ภาพจากซ้ายไปขวา: ยาคอป เบม์ (Jokob Bőhme) (ค.ศ.1575-1624)
นักธรรม และนักการศาสนาคริสเตียนชาวเยอรมันที่ลึกลับ,
ที่มา: en.wikiquote, วันที่สืบค้น 10 ธันวาคม 2560, และหนังสือสามหลักการ ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1910

 
 
หน้า 24
...การมีบุคลิกภาพนั้น มิใช่สิ่งที่รังสรรค์หรือจินตภาพที่ไม่เหมาะไม่ควร. หากแต่เป็นสองวิถีในเฝ้ามองไปยังนิรันดร์. สิ่งสูงสุดอันดำรงอยู่ด้วยพระองค์เองอย่างสมบูรณ์นั่นคือพรหมมัน, สิ่งสมบูรณ์ เป็นพระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระผู้สร้างผนึกและทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง, นั่นคือพระอิศวร พระผู้เป็นเจ้า. "ไม่ว่าสิ่งสูงสุดนี้จะได้รับการยกย่องมากน้อยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจ (จากบรรดามวลมนุษย์หรือไม่ก็ตาม), พระศิวะนั้นเหมาะสมแล้วที่ได้รับการขนานนามว่าทรงเป็นนิรันดร์; พระองค์ไม่ได้ถูกกำหนด, เมื่อพิจารณาจากมุมมองที่ต่างออกจากการเป็นพระผู้สร้างและได้ถูกกำหนดแล้ว, เมื่อนั้น พระองค์คือทุกสิ่ง."1 หากโลกเป็นจักรวาลและไม่ใช่ว่าขาดความแน่นอนที่ไม่มีรูปร่าง, แต่ด้วยเพราะการควบคุมของพระองค์. ภควัทคีตา เป็นลำนำที่ทำให้เห็นได้ว่าความจริงแท้อันเป็นหนึ่งนั้นเป็นธรรมชาติของจิตสำนึกอันแบ่งย่อยไม่ได้ที่เรียกว่า พรหมัน, ตัวตนอันสูงสุด, หรือพระผู้เป็นเจ้า.2 พระองค์คือหลักการที่สมบูรณ์ยิ่ง, ตัวตนอันจริงแท้ในตัวเราและทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของการบูชา. เป็นสิ่งสูงสุดในทุกชั่วขณะจิต, ในจักรวาลและความจริงแท้ในแต่ละปัจเจกชน. อันเป็นแง่มุมที่ยอดเยี่ยม, ทรงเป็นตัวตนอันบริสุทธิ์ที่ไม่ว่าการกระทำ หรือประสบการณ์ใด ๆ จะมากระทบให้ระคายได้เลย. ในแง่จักรวาลที่มีความเป็นพลวัต, พระองค์ไม่เพียงสนับสนุนเท่านั้น ทว่าทรงควบคุมการขับเคลื่อนของจักรวาลไว้ทั้งหมด ด้วยพระองค์เองโดยแท้ นี่เป็นหนึ่งในทั้งมวล และเหนือกว่าสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในแต่ละปัจเจกบุคคล.3
  
พระศิวะ, ที่มา: www.maalaimalar.com, วันที่สืบค้น 11 ธันวาคม 2560.
 
     พระอิศวร ทรงไม่มีภาระกับสิ่งชั่วร้าย เว้นแต่โดยอ้อม. หากจักรวาลประกอบด้วยเหล่าปัจเจกชนที่มีทางเลือกว่าจะทรงอิทธิพล แต่ไร้การควบคุม, สำหรับพระเป็นเจ้าแล้วไซร้ มิได้เป็นเผด็จการ, มีความขัดแย้งอันหลีกเลี่ยงไม่ได้. ถือได้ว่าโลกเราประกอบด้วยวิญญาณเสรี หมายถึงความชั่วร้ายนั้นมีความเป็นไปได้และเป็นบางทีบางโอกาส. ทางเลือกของโลกที่มีกลไกนั่นคือความเสี่ยงและการผจญภัย. หากทุกอย่างมีแนวโน้มว่าจะผิดพลาด, ความอัปลักษณ์และความชั่วร้ายจะถูกแยกออกไป, จะไม่มีการแสวงหาความจริงแท้, ความงดงามและความดี. หาก(เรา)ประสงค์ที่จะนำแนวคิดต่าง ๆ ของความจริง, ความงดงามและความดีแล้วไซร้, อันตรงข้ามกับข้อผิดพลาด, ความอัปลักษณ์และความชั่วร้าย อันมิใช่เป็นแค่นามธรรมเท่านั้น แต่ทว่า...


...................
1. 
nirguṇas saguṇas’ ceti śiva jñeyaḥ sanātanaḥ
  nirguṇaḥ prakṛter anyaḥ, saguṇas sakala smṛtaḥ.
2. vadanti tat tattvavidḥ tattvaṁ yaj jñānam advayam
   brahmeti paramātmeti bhagavān iti śabdyate.
และข้อมูลทางบรรณานุกรม:
   utpattiṁ ca vināśaṁ ca bhūtānām āgatiṁ gatim
   vetti vidyām avidyāṁ ca sa vācyo bhagavān iti.
3.  ข้อมูลทางบรรณานุกรมของศังกราจารย์ใน พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท, บรรพที่ 3, โศลกที่ 8, หน้าที่ 12. เราอาจกล่าวได้ว่าตัวตนหรืออัตถิภาวนิยมในแง่มุมที่ยอดเยี่ยม, จักรวาลและปัจเจกชนนั้น เป็นคำตอบแก่ตรีเอกภาพ (ศัพท์โรมันคาทอลิกและอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์) หรือตรีเอกานุภาพ (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (Trinity) ของคริสตศาสนา (ภาวะที่พระเป็นเจ้าพระองค์เดียวกันเป็นเอกภาพ แต่ปรากฎเป็นสามพระบุคคล คือ...) พระบิดา พระบุตร และพระจิตได้.

 

หน้าที่ 25
...มันมีแนวโน้มในเชิงบวกที่เราต้องต้านทาน. สำหรับ คีตา แล้ว, โลก(เป็นเพียง)ฉากของการต่อสู้ระหว่าความดีและความเลวร้ายที่พระเป็นเจ้าทรงสนพระทัย. พระองค์ทรงรินความรักอันเปี่ยมล้นที่พระองค์มี เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้ต่อต้านสิ่งสรรพที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด, ความน่าชิงชังและสิ่งชั่วร้าย. ทรงเป็นพระเป็นเจ้าที่ดีอย่างสมบูรณ์และความรักอันไร้ขอบเขตของพระองค์, พระองค์ทรงวิตกกังวลกับความทุกข์ยากของโลก. พระเป็นเจ้านั้นทรงอิทธิฤทธิ์ไร้ขีดจำกัดไร้ขอบเขต. ความเป็นไปของสังคมโลกไม่กระทบต่อพระเป็นเจ้า, สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์. จากคำถามที่ว่า, ความเป็นสัพพัญญูของพระเป็นเจ้า รวมถึงการหยั่งรู้ล่วงหน้าถึงวิถีที่มนุษย์จะประพฤติและใช้หรือละเมิดความเป็นอิสระตามทางเลือกของตนนั้น, เราสามารถกล่าวได้ว่าพระองค์ไม่รู้อะไรเลยนั้น ไม่เป็นความจริง. พระองค์ทรงรู้ถึงแนวโน้มต่าง ๆ ที่ขาดความแน่นอน และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว, พระองค์ได้ตระหนักถึงมนุษย์เหล่านั้น. กฎแห่งกรรมนั้นไม่ได้จำกัดอำนาจของพระเป็นเจ้า. เหล่าคุรุฮินดูซึ่งอยู่ในยุคที่กำลังรังสรรค์ ฤคเวท อยู่นั้น, ล้วนรู้ซึ้งถึงความสมเหตุสมผลและความถูกต้องของกฎธรรมชาติ. ฤทธิ์ หรือประกาศิตในการรวบรวมสรรพสิ่ง. ด้วยกฎเกณฑ์ที่มาจากความคิดและพระประสงค์ของพระเป็นเจ้านั้น มิอาจถือเอาได้ว่านี่เป็นข้อคือจำกัดในมหิทธานุภาพของพระองค์. พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลนั้นมีห้วงเวลาภายใน, ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้.
     สิ่งเน้นอันปรากฎใน คีตา คือพระองค์อันสูงส่งเป็นปัจเจกพระเป็นเจ้า ผู้สร้างโลกให้ประจักษ์ ด้วยความเป็นธรรมชาติหรือความจริงแท้อันมีสารัตถะของพระองค์ (ประกฤติ - 
prakṛti)
21. พระองค์สถิตย์ในดวงใจทุกคน;1 พระองค์ทรงปลื้มปิติยินดีและเป็นทรงเจ้าแห่งการเสียสละทั้งมวล.2 พระองค์ทรงปลุกใจให้เราอุทิศและทรงสดับคำอธิษฐานของเรา.3 พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดและธำรงคุณค่าต่าง ๆ ไว้. พระองค์เข้าสู่ห้วงคำนึง จากการที่เราบูชาและอธิษฐาน.
     พระอิศวร (Īśvara) มีภารกิจในการสร้างจรรโลง, ธำรงรักษา และทำให้สรรพสิ่งในจักรวาลมลายสูญสิ้นไป.4 พระผู้สูงสุดมีสองสภาวะธรรมชาติ, สิ่งที่สูงส่ง (วรา) และสิ่งที่อยู่ต่ำลง (อวรา).5 สรรพชีวิตหมายถึงสิ่งที่สูงส่ง และสสารวัตถุหมายถึงสิ่งที่อยู่ต่ำลงมา. พระเป็นเจ้ามีภาระสองประการ ทั้งแผนการที่อุดมคติและการรังสรรค์สรรพสิ่งโดยผ่านแนวคิดให้กลายเป็น...

...................
1. 
บรรพที่ 18, โศลกที่ 61.
2. บรรพที่ 9, โศลกที่ 24.
3. บรรพที่ 7, โศลกที่ 22.
4. ข้อมูลทางบรรณานุกรมของ
ยาคอป เบม์ (Jokob Bőhme หรือ Boehme): "การสร้างสรรค์เป็นการกระทำของพระบิดา; ชาติ (การเวียนว่ายตายเกิด) เป็น (การกระทำ)ของพระบุตร; ในขณะที่การดับสูญของโลกจะเกิดจากการดำเนินการของพระจิต."
5. บรรพที่ 7, โศลกที่ 4-5.

 
 
หน้าที่ 26
...ของจริง, แนวคิดได้กลายกลับสู่จักรวาล. การเพ่งพิเคราะห์แผนความคิดนั้น ต้องการความสมบูรณ์พร้อมของสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่, อันเป็นสาระสำคัญ.ขณะที่แนวคิดต่าง ๆ ของพระเป็นเจ้ากำลังดั้นด้นเสาะหาการดำรงอยู่นั้น, โลกสรรพสิ่งก็ปรับตนให้สมบูรณ์แบบ. ด้วยรูปแบบอันศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่จะบังเกิดขึ้น, ทั้งสองประการล้วนมาจากพระเป็นเจ้า ผู้เป็นทั้งจุดเริ่มต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย นั่นคือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ. พระผู้สร้างสรรพสิ่งด้วยแนวคิดต่าง ๆ นั่นคือพระพรหม (Brahmā). พระผู้หลั่งรินความรักและวิริยะอุตสาหะทำงานให้เหมาะกับสิ่งที่พระองค์รัก นั่นคือพระวิษณุ (Viṣṇu) อันเป็นพระผู้ซึ่งทรงงานวันแล้ววันเล่าเพื่อจรรโลงโลกไว้. ครั้นแล้วหลักคิดนี้ได้แปลงเป็นจักรวาล, จนสวรรค์ได้ถูกรังสรรค์บนโลก, เราชาวโลกก็ได้รับการเติมเต็มด้วยพระกรุณาของพระศิวะ (Śiva). พระผู้เป็นเจ้าในช่วงขณะเดียวกันที่ทรงภูมิปัญญา, ให้ความรัก, และความสมบูรณ์. สามภารกิจนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้. ทั้งพระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุผนึกฐานรวมเป็นหนึ่ง ก่อรวมเป็นสามพลัง. ผู้คนต่างสนใจใน คีตา เพราะถือเป็นกระบวนการไถ่ (บาปให้กับ) โลก. ดังนั้นมุมมองที่เกี่ยวกับพระวิษณุ ได้รับการเน้นย้ำ. พระกฤษณะในฐานะที่เป็นตัวแทนของพระวิษณุนั้น เป็นมุมมอง (ของผู้คน) ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าอันสูงส่ง.
   

ภาพ: พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ, ที่มา: www.pinterest.com, วันที่สืบค้น 1 กุมภาพันธ์ 2561.

     พระวิษณุนั้น ถือเป็นเทพ (ที่ผู้คนต่าง ๆ ) คุ้นเคย ดังปรากฎในฤคเวท. พระองค์มีชื่อเสียงขจร, ตั้งแต่จุดที่ต่ำไปถึงเบื้องสูง.1 พระองค์ทรงควบคุมจักรวาล. พระองค์ทรงผนวกตัวพระองค์เอง เพิ่มมาตรวัด ณ ตำแหน่งที่ทรงประทับและเกียรติศักดิ์พระผู้ทรงพลานุภาพ. ใน ไตติรียะ อารัญยกะ ได้กล่าวว่า: "แด่พระนารายณ์ ที่นำการบูชา (มาสู่เรา); แด่ท้าววาสุเทพ (ผู้ให้เรา) ได้เข้าถึงญาณ และพระวิษณุผู้ทรงช่วยเหลือเรา".2
     พระกฤษณะ,3 ครูของ คีตา, พระผู้ทรงจำลองร่างมาจากพระวิษณุ, เจ้าแห่งพระอาทิตย์อันเก่ากาล, และ พระนารายณ์, พระ...



..............................................
1. อมรา
22 ได้กล่าวว่า, vyāpake parameśvare. ได้ตรวจสอบจากสิ่งที่ต่ำ, เพื่อเข้าไปใน. ในไตติรียะ อุปนิษัท กล่าวว่า: “หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างโลกแล้ว, พระองค์ทรงดำเนินเข้าไปในนั้น” ดูในคัมภีร์ ปัดมา ปุราณะ (Padma Purāṇa). พระวิษณุทรงเข้าไปในประกฤติ. sa eva bhagavān viṣṇuḥ prakṛtyām āviveśaḥ.
2. บรรพที่ 10, โศลกที่ 1, หน้าที่ 6. nārāyaṇāya vidmahe vāsudevāya dhīmahi tan no viṣṇuḥ pracodayāt. พระนารายณ์กล่าวว่า: “เป็นเหมือนพระอาทิตย์, ฉันครอบคลุมทั้งโลกด้วยประภัสสร, และฉันยังเป็นผู้ค้ำจุนล้วนทุกสรรพชีวิต และฉันได้รับการขนานนามว่าวาสุเทพ.” มหาภารตะ, บรรพที่ 12, โศลกที่ 341, หน้าที่ 41.
3. karṣati sarvaṁ kṛṣṇaḥ. พระผู้ทรงดึงดูดความสนใจทั้งมวลหรือกระตุ้นให้เสียสละทุก ๆ สิ่ง นั่นคือ พระกฤษณะ. เวทานตะ รัตนะ มาญชุษะ
23(หน้าที่ 52) กล่าวว่าพระกฤษณะทรงได้รับการขนานนามเช่นนี้ เพราะพระองค์ได้ขจัดบาปจากผู้ที่อุทิศตน, pāpaṁ karṣayati, nirmūlayati. คำว่ากฤษณะนั้นมาจากกฤษะ, ได้ขูดลอก, ด้วยพระองค์ได้ขูดลอกบาปทั้งมวลและความชั่วร้ายต่าง ๆ จากบรรดาผู้ที่อุทิศตน. kṛṣater vilekhanārthasya rūpaṁ bhaktajanapāpādidoṣakarṣaṇāt kṛṣṇaḥ. ความเห็นของศังกราจารย์ในภควัทคีตา, บรรพที่ 6, โศลกที่ 34.

 
หน้าที่ 27
...เป็นเจ้าที่เก่ากาลแห่งรูปลักษณ์จักรวาลและเป็นจุดหมายหรือสถานที่พำนักของเหล่าเทพและมนุษย์.
     สิ่งจริงแท้คือจักรวาลอันเก่าก่อน นิรันดร์ ปราศจากพื้นที่ ไร้เวลา พรหมันผู้สนับสนุนการประกาศก้องในสกลจักรวาลนี้ ในห้วงอวกาศและเวลา. พระองค์เป็นวิญญาณบริสุทธิ์, ปรมาตมัน (
Paramātman
),24 ผู้ม้วนห่อตัวแบบของสกลและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ. พระองค์คือปรเมศวร์ (Parameśvara)25 พระผู้ชี้นำในแต่ละดวงวิญญาณและธรรมชาติเคลื่อนไหว แล้วกลับกลายมาควบคุมจักรวาล. พระองค์คือปุรุโษตตมะ (Puruṣottama),26 พระผู้สูงสุด, ผู้ทรงประกาศก้องท้าทายธรรมชาติในการวิวัฒนาการสากลจักรวาล. พระองค์ทรงเติมเต็มความเป็นอยู่ของมนุษย์. เห็นอกเห็นใจพวกเราชาวมนุษย์ และซ้อนเร้นกำหนดการวสันตฤดูเอาไว้.1
     ทุกสรรพสิ่งล้วนมีส่วนร่วม มีความเป็นของที่คู่กันของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต หลั่งรินมาจากปุรุโษตตมะ. แม้ว่าพระเป็นเจ้าจะมีองค์ประกอบของการปฏิเสธหรือมีมายา (
māyā)
27 ทว่าพระองค์ก็ยังทรงควบคุมมันไว้. พระองค์ได้วางตนให้ดูมีชีวิตชีวา สวา ประกฤติ (svāṁ prakṛtīm)28 และทรงควบคุมจิตวิญญาณ (ของเหล่ามนุษย์) ให้ดำเนินไปตามชะตากรรมแห่งตน ไปตามเส้นทางที่กำหนดโดยธรรมชาติ (หรือจริต) ของตนเอง. ขณะที่สรรพสิ่งได้ถูกกระทำโดยพระผู้สูงส่งด้วยมหิทธานุภาพแห่งพระองค์ นำไปใช้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง, พระองค์มีอีกแง่มุมหนึ่งที่สิ่งทั้งหลายมิอาจสัมผัสได้. ด้วยเดชานุภาพที่ไร้รูปลักษณ์และสิ่งที่พระองค์ประสงค์; พระองค์มีสาเหตุที่ไม่อาจสืบเสาะได้, เป็นผู้เคลื่อนไหวที่ดูเหมือนไม่ไหวติง. ขณะที่ทรงสถิตในมนุษย์และ...   


......................
1. พระองค์ทรงจัดการความไม่รู้ด้วยลำแสงแห่งองค์ความรู้, ทรงจัดการกับความอ่อนแอด้วยพลังแห่งความเข้มแข็ง, ทรงจัดการกับคนบาปด้วยการให้อภัย, ทรงจัดการกับความลำเข็ญด้วยความเมตตา, ทรงจัดการกับความทุกข์ยากด้วยความสะดวกสบาย… jñānam ajñānām, śaktir aśaktānām, kṣamā sāparādhānām, kṛpā duḥkhinām, vātsālyaṁ sadoṣānām, śīlaṁ mandānām, ārjavaṁ kuṭilānām, sauhārdyaṁ duṣtahṛdayānām, mārdavaṁ viśleṣabhīrūṇām.
     ข้อมูลทางบรรณานุกรม “พระองค์เป็นที่ชื่นชมยินดี, พระองค์เป็นที่พักพิงของความสงบสุข: พระองค์ท่านทรงมลายความเศร้าโศกของสรรพชีวิตและประทานความสุขให้.”
     “ānandāmṛtarūpas tvaṁ ca śāntiniketanam
      harasi prāṇināṁ duhkhaṁ vidadhāsi sadā sukham.

     “พระองค์เป็นแหล่งลี้ภัยของผู้อ่อนแอ, ทรงไถ่บาปให้”
     “dīnānāṁ śaraṇaṁ tvaṁ hi, pāpināṁ muktisādhanam.”
     และเพิ่มเติม: “พระองค์ทรงพิโรธ, เติมเต็มข้าฯ ด้วยแสงรัศมี, พระองค์ทรงแกร่งกล้า, เติมเต็มข้าฯ ให้ฮึกเหิม:  พระองค์ทรงฤทธิ์เดช, ให้ข้าฯ แข็งแกร่ง: พระองค์ผู้ทรงแจ่มใส, ได้มอบความมีชีวิตชีวาแก่ข้าฯ: พระองค์ทรงพิโรธ (เพื่อต้านทานความผิดบาปทั้งมวล), ทรงโหมความโกรธกริ้วนี้ไว้ในข้าฯ: พระองค์ทรงอดทน, เติมเต็มความอดทนนี้ไว้แก้ข้าฯ.” tejo’si tejo mayi dehi, vīryam asi vīryaṁ mayi dehi, balam asi balaṁ mayi dehi, ojo’si ojo mayi dehi, manyur asi manyuṁ mayi dehi, saho’si sahomayi dehi. ศุกล ยชุรเวท (ยชุรเวทขาว-หนึ่งในยชุรเวทสัมหิตา) (Śukla Yajur Veda), บรรพที่ 19, โศลกที่ 9.


 
หน้าที่ 28
...ธรรมชาติ. พระผู้สูงส่งทรงยิ่งใหญ่กว่าทั้งสอง (มนุษย์และธรรมชาติ). จักรวาลอันไร้ขอบเขตในห้วงอวกาศและกาลเวลาอันไร้จุดสิ้นสุด ได้ตั้งอยู่ในพระองค์ ทว่าพระองค์ไม่ได้อยู่ในนั้น.1 พระผู้เป็นเจ้าของ คีตา นั้น ไม่สามารถระบุได้ด้วยกระบวนการจักรวาล ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้ขยายตนออกไปไกลกว่านั้น.2 ในแง่มุมเช่นนี้พระองค์ได้ปรากฎให้เราเห็นมากกว่าผู้ใด. แม้มีคำกล่าวหาของลัทธิอื่นที่ต่ำช้า ก็มิอาจระคายเคืองต่อแนวคิดของ คีตา นี้ได้.3 ขณะที่ความจริงแท้หนึ่งเดียวนั้นมีความสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ, ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แม้ว่าได้ผนึกแน่นรวมกันก็มิอาจมีความสมบูรณ์เท่า.

......................

1. บรรพที่ 9, โศลกที่ 6, หน้าที่ 10.
2. บรรพที่ 10, โศลกที่ 41-2.
3. บรรพที่ 10, โศลกที่ 21-37.




หมายเหตุและคำอธิบาย:

01   THE BHAGAVADGITA, S. RADHAKRISHNAN, HarperCollins Publishers India Pvt Ltd. Printed in India, 14th impression 2000, โดย ฯพณฯ สรวปัลลี ราธากฤษณัน (Servepalli Radhakrishnan) นักปราชญ์และประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศอินเดีย. 
02   ดูใน http://huexonline.com/knowledge/25/175/ ที่มาและคำอธิบายข้อที่ 13: 4) การใช้วิภาษวิธีเพื่อหยั่งเห็นความจริง.
03   
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (The Bṛhadāraṇyaka Up.) แปลว่า อุปนิษัทแห่งป่าใหญ่ (Upaniṣhad of the great forests)  โดยที่อุปนิษัท (ส่วนที่เป็นคำอธิบายความรู้สึกนึกคิดทางปรัชญา ไม่เกี่ยวข้องกับบทสวด หรือพิธีกรรม คัมภีร์ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ นอกเหนือจากพิธีกรรม มุ่งแสวงหาคำอธิบายที่จะทำให้คนเข้าถึงความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อุปนิษัทจึงเหมือนตัวแทนของคนชั้นปัญญาชนที่มุ่งแสวงหาความหมายหรืออุดมการณ์ของชีวิต) คำว่า อุปนิษัท ตามรากศัพท์มาจากคำว่า อุป+นิ+ษทฺ มีความหมายว่า อุป มีความหมายว่า ใกล้, นิ มีความหมายว่า อย่างเอาใจใส่; อย่างทุ่มเท, ส่วนคำว่า ษทฺ มีความหมายสามประการ คือ หนึ่ง) นั่งลง สอง) ทำลาย และสาม) ปลดเปลื้อง, ปลดปล่อย รวมความว่า อุปนิษัท หมายถึง การเข้าไปนั่งใกล้ของศิษย์ด้วยท่าทีแห่งความตั้งอกตั้งใจ เพื่อรับการถ่ายทอดสัจธรรมสูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายหรือตัดข้อสงสัยทั้งปวงให้หมดไปจากจิตใจ  (อนึ่ง เอ็ม หิริจันนะ (M. Hiriyanna) ได้กล่าวแนะนำคัมภีร์อุปนิษัทโดยสรุปดังนี้ "คำว่าอุปนิษัท หมายถึง คำสอนลึกลับ (รหัสยะ) หรือคำสอนที่สงวนสิทธิ์มิให้ผู้ที่ไม่เหมาะรู้ และสอนกันเป็นส่วนตัวแก่นักศึกษาที่มีอุปนิสัยพากเพียร คำสอนนี้ได้ปรับปรุงเรื่อยมาเป็นคัมภีร์อุปนิษัททั้งที่มีจำนวนมาก แต่มีประมาณสิบสองคัมภีร์เท่านั้นที่จัดว่าเป็นส่วนของพระเวทที่แท้จริง ส่วนที่เหลือเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมในชั้นหลัง และมีคุณค่าด้อยกว่าของเดิม คัมภีร์อุปนิษัทดั้งเดิม แสดงถึงความเบ่งบานแห่งแนวคิดสมัยพระเวท รจนาเป็นร้อยแก้ว มีลำนำแต่ไม่มีจังหวะอย่างฉันท์ ทั้งมีลักษณะเป็นดนตรีอยู่ในตัวของมันเอง ผู้อ่านแม้จะไม่คุ้นเคยกับคำสอนก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยากนัก อิทธิพลของคำสอนจากคัมภีร์นี้เด่นมาก")  จะเป็นหนึ่งในสี่ส่วนของคัมภีร์พราหมณ์ที่เรียกว่า พระเวท หรือ ไตรเพท โดยพระเวทแบ่งออกสี่ส่วน คือ หนึ่ง) มัตระ สอง) พราหมณะ สาม) อารัณยกะ และ สี่) อุปนิษัท 
ในบรรดาอุปนิษัทที่ถือว่าเป็นส่วนของพระเวทอย่างแท้จริงมี 10 คัมภีร์ และถือว่าทั้ง 10 คัมภีร์นี้เป็น "ศรุติ" มีดังนี้
               1)  อีษา อุปนิษัท "ผู้ปกครองภายใน" (ศูกล ยชุรเวท) (Īśa Upaniṣad)
               2)  เกนะ อุปนิษัท "ใครย้ายโลก" (สามเวท) (Kena Upaniṣad)
               3)  กถะ อุปนิษัท "ความตายเป็นครู" (กฤษณะ ยชุรเวท) (Kaṭha
Upaniṣad)
               4)  ปรัสนะ อุปนิษัท "ลมหายใจของชีวิต" (อาถรรพเวท) (Praśna Upaniṣad)
               5)  มุณฑกะ อุปนิษัท "การรับรู้สองอย่าง" (อาถรรพเวท) (Muṇḍaka Upaniṣad)
               6)  มาณฑูกยะ อุปนิษัท "จิตสำนึกและช่วงต่าง" (อาถรรพเวท) (Māṇḍūkya Upaniṣad)
               7)  ไตติรียะ อุปนิษัท (บ้างก็ใช้ว่า ไตตติรียะ) "จากอาหาร สู่ปิติ" (กฤษณะ ยชุรเวท) (Taittirī
ya Upaniṣad)
               8)  ไอตเรยะ อุปนิษัท "ตัวตนและอาตมันของมนุษย์" (ฤคเวท) (Aitareya Upaniṣad)
               9)  ฉานโทคยะ อุปนิษัท "บทเพลงและการสังเวย" (สามเวท) (Chāndogya Upaniṣad) และ
             10)  พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (ศูกล ยชุรเวท) (Bṛhad-āraṇyaka Upaniṣad)
             ปรับปรุงจากที่มา: en.wikipedia.org และ oknation.nationtv.tv/blog/chaiyassu/2011/02/11/entry-1, วันที่สืบค้น 28 กันยายน 2560. และหลักการแห่งอุปนิษัท (The Principal Upaniṣad​​​​​s)​​โดย ฯพณฯ สรวปัลลี ราธากฤษณัน (Servepalli Radhakrishnan), สำนักพิมพ์ Humanity Books, ปีที่พิมพ์ ค.ศ.1992, สหรัฐอเมริกา.
ภาพ: พระคริสต์ต่อหน้าปิลาตุส (Christ before Pilate), วาดโดยจิตรกร Mihaly Munkacsy ค.ศ.1881 
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น: 30 กันยายน 2560.

04  Pontius Pilate (ปอนติอุส ปิลาต บ้างก็อ่านว่า ป็อนติอุส ปีลาตุส: ละติน PONTIVS PILATVS) เป็นข้าหลวงชาวโรมันผู้ว่าการมณฑลจูดีอา (Judaea) (ปัจจุบันคือประเทศอิสราเอลถึงเลบานอน) ในสมัยจักรพรรดิติแบริอุส (Tiberius) และเป็นผู้สั่งประหารพระเยซูเพราะถูกเสียงกดดันจากฝูงชนชาวยิว ที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้าที่มาเรียกร้องในที่ว่าการอำเภอให้ออกหมายสั่งประหารพระเยซู คริสต์ศาสนานิกายเอธิโอเปียและนิกายโบสถ์ตะวันออกนับถือปีลาตุสเป็นนักบุญ. ที่มา: en.wikipedia.org และ th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น: 30 กันยายน 2560.
05  ญวาหาร (vyavahāra) แปลว่า ขั้นตอนตามกฎหมาย (ของฮินดู) เป็นไปตามกฎหมาย กระบวนการทางกฎหมาย, โดย วิ (Vi) หมายถึง ต่าง ๆ นานา (various), อวา (ava) หมายถึง ข้อสงสัย (doubt), และ หารา หรือ หาร (hara) หมายถึง ขจัดออกไป การถอด (removal). ปรับปรุงจากที่มา: sanskritdictionary.com และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 3 ตุลาคม 2560.
06  ฤคเวท (Rig Veda หรือ Ṛg. Veda) (ฤค แปลว่า สวดสรรเสริญ แสงสว่าง, เวท แปลว่า องค์ความรู้) เป็นคัมภีร์เล่มแรกของมหาคัมภีร์พระเวท แต่งขึ้นเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เป็นตำราทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยบทสวดที่วางท่วงทำนองในการสวดไว้อย่างตายตัว กล่าวถึงบทสรรเสริญคุณ อำนาจแห่งเทวะ และประวัติการสร้างโลก รวมถึงหน้าที่ของพระพรหมผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่ง ซึ่งจะใช้ในพิธีการบวงสรวงเทพเจ้าต่าง ๆ ของชาวอารยัน ซึ่งมีถึง 1,028 บทสวด (hymn) หรือ 10,600 โศลก (verses) จัดแบ่งออกเป็นสิบเล่มหรือมณฑละ (Mandalas) , ปรับปรุงจากที่มา: th.wikipedia.org และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 9 ตุลาคม 2560.
07  นิกายมัธยมกะ  (Madhayamaka) เป็นนิกายในศาสนาพุทธฝ่ายมหายานยุคแรกที่ก่อตั้งโดยท่านนาคารชุนะ คำว่ามัธยมกะมาจากคำว่ามัชฌิมาปฏิปทา บางครั้งก็เรียกนิกายนี้ว่าสุญญตา ทั้งนี้ด้วยคำสอนของนิกายนี้เน้นที่ความว่างเปล่าของสรรพสิ่ง และเรียกพุทธศาสนิกชนผู้ที่นับถือนิกายนี้ว่า มาธยมิกะ (Mādhyamika),
 ดูใน  http://huexonline.com/knowledge/25/175/ ที่มาและคำอธิบาย: 13
 
เซนต์จอห์นแห่งดามัสกัส (St. John of Damascus)
ที่มา: oca.org, วันที่สืบค้น 9 ตุลาคม 2560.

08  เซนต์จอห์นแห่งดามัสกัส (St. John of Damascus) ท่านมีชาตะเมื่อ พ.ศ.1223 ที่เมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย (ในปัจจุบัน) มรณภาพเมื่อ 4 ธันวาคม พ.ศ.1292 ที่เมืิองมาร์ ซาบา ใกล้ ๆ กรุงเยรูซาเล็ม ท่านกำเนิดในครอบครัวของคริสตศาสนิกชน ท่านได้ยืนหยัดปกป้องการศรัทธาดั้งเดิมและเขียนบทสวดเพื่อสรรเสริญพระแม่มารีพระผู้บริสุทธิ์ แม้ว่าจะได้รับการกดดันจากจักรพรรดิโรมัน {จักรพรรดิลีโอที่สาม (พ.ศ.1260-1284)} ที่เมืองคอนสแตนติโนเบิลในเวลานั้น, ที่มา: oca.org และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 9 -10 ตุลาคม 2560.
ฤๅษีนารทมุนีกำลังสนทนาธรรมกับวยาส, ที่มา: srimadbhagwatam.wordpress.com, วันที่สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2560.

09  ฤๅษีนารทมุนี (Nārada) บ้างก็เรียก พระฤๅษีนารท หรือ พระนารอด (ต่อมาในเมืองไทย มีผู้สร้างพระพิมพ์ เรียกเขียนเพี้ยนไปเป็น "พระรอท" และกลายเป็น "พระรอด" อีกทั้งเหมาะกับภาษาไทยที่แปลว่า รอดพ้น จึงนิยมเรียกพระพิมพ์เครื่องรางชนิดนี้ว่า พระรอด เรื่อยมา) )หรือ พระนาระทะ เป็นนักดนตรีพเนจร (เป็นผู้ประดิษฐ์ "วีณา" - พิณน้ำเต้า) และเป็นผู้เล่าเรื่องราว ผู้ส่งข่าวสารและแนวคิดที่ก่อให้เกิดแสงสว่างทางปัญญา เป็นบุตรของพระพรหม เป็นสาวกคนแรกของพระนารายณ์ และเป็นผู้ที่นำเรื่องราวบนโลกมนุษย์มารายงานแด่พระศิวะ ฤๅษีนารทมุนีเป็นทูตเอกของสวรรค์ และมีบทบาทในมหาภารตะและรามายณะเป็นอย่างมาก ตลอดจนในปกรณัมปุราณะ. ในรามายณะ ฤๅษีเป็นผู้แนะนำให้หนุมานใช้น้ำในบ่อน้อยของตนเอง ก็คือ น้ำลายในปากของหนุมานดับไฟ เมื่อตอนที่หนุมานไปเผากรุงลงกา ในมหาภารตะ ฤๅษีนารทมุนีมีหน้าที่คอยส่งข่าวสารให้พระกฤษณะ พระพลราม ยุธิษฐิระ และอรชุน คือในมหาสงครามทุ่งกุรุเกษตร ฤๅษีนารทมุนีได้ส่งข่าวบอกแก่พระพลรามว่า "ภีมะกำลังดวลตะบองกับทุรโยธน์" และเมื่อตอนที่พระอนิรุทธิ์หายตัวไป ฤๅษีนารทมุนีก็แจ้งแก่พระกฤษณะว่า "พระอนิรุทธิ์ถูกท้าวกรุงภาณจับตัวไปขังคุก" และเมื่อตอนที่ท้าวธฤตราษฎร์ พระนางคานธารี พระนางกุนตี ท้าววิทูร เสียชีวิตแล้ว และฤๅษีนารทมุนีก็เป็นผู้บอกถึงจุดอ่อนของทุรโยธน์ให้แก่อรชุน" นอกจากนี้ฤๅษีนารทมุนีก็ยังเป็นผู้เล่าเรื่องของพระรามให้แก่ฤๅษีวาลมีกิจนเกิดเป็นมหากาพย์รามายณะ
      ในบอลลีวู้ด โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเทพเจ้า บทพูดของฤๅษีนารทมุนีที่ทุกคนจำได้ก็คือคำว่า "นาร้ายณ์ นารายณ์"., ที่มา: th.wikipedia.org และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2560. และ oknation.nationtv.tv, วันที่สืบค้น 9 พฤศจิกายน 2560.
10  หมายถึง สมาชิกของศาลอะริโอพากัส ซึ่งเป็นคณะตุลาการของเอเธนส์โบราณ ที่มีศาลตั้งบนเขาอะริโอพากัส (Areopagus) ที่อยู่ใกล้กรุงเอเธนส์ กรีก ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1-6, ปรับปรุงจากที่มา: www.collinsdictionary.com, วันที่สืบค้น 11 พฤศจิกายน  2560.
11  มาสเตอร์ แอคาร์ท (Meister Eckhart หรือ Eckhart von Hochheim) (ค.ศ. 1260 - ค.ศ. 1328) เป็นชาวเยอรมันนักปรัชญานักปรัชญาและผู้มีความศรัทธาเกิดใกล้ Gotha ใน Landgraviate of Thuringia (ตอนกลางในเยอรมนี). ท่านเป็นนักเทศน์ และนักปรัชญา (ที่ไม่เป็นระบบนัก) ที่มีความกระตือรือร้น งานเทศน์ของท่านเป็นแหล่งค้นคว้าที่สำคัญของผู้ศึกษายุคปัจจุบัน, ปรับปรุงจากที่มา: www.iep.utm และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 11 พฤศจิกายน  2560.
12  แองเจลัส ซิเลสัส
(Angelus Silesius) (ค.ศ. 1624 - 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1677) ท่านถือกำเนิดที่เมือง Johann Scheffler เยอรมนี ท่านมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวชาวเยอรมันคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ที่แคว้นซิลีเซีย (Silesius) ให้กลับนับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ท่านได้จัดทำผ้าผืน ต่อมาได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือสองเล่ม มีการเผยแพร่เป็นบทสวด บทกวีในสมัยต่อมา, ปรับปรุงจาก en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 11 พฤศจิกายน 2560.

 
     
ภาพซ้าย: พโลตินัส (Plotinus), ที่มา: probaway.wordpress.com, วันที่สืบค้น 11 พฤศจิกายน 2560.
ภาพขวา: หนังสือ Plotinus the Enneads แปลว่า Stephen Mackenna, ที่มา: www.abebooks.co.uk, วันที่สืบค้น 13 พฤศจิกายน 2560.
 
13  พโลตินัส (Plotinus) (ค.ศ.204-270) ท่านถือกำเนิดทางตอนเหนือของอียิปต์ จักรวรรดิโรมัน ท่านมีผลงานปรากฎมากมาย ปรัชญา ศาสนาและจริยธรรม ท่านได้ร่วมบรรยายกับนักปราชญ์ที่สำคัญในเมืองอะเล็กซานเดรีย บั้นปลายชีวิตท่านได้มาอยู่และสอนที่กรุงโรม ท่านมีศิษยานุศิษย์มากมาย ท่านถือเป็นหนึ่งในผู้ก่อร่างแนวความคิดของคริสตศาสนา, ปรับปรุงจาก: www.plotinus.com, วันที่สืบค้น 11 พฤศจิกายน 2560.
14  Enneads, E.T. (ethical treatises), by Stephen Mackenna (Ennead หมายถึง เทพผู้ยิ่งใหญ่เก้าองค์ของชาวโอสิเรียน (Osirian) ซึ่งเป็นชาวอียิปต์โบราณ ประกอบด้วย Atum, Shu, Tefnut, Geb, Nut, Osiris, Isis, Set, และ Nephthys) เป็นหนังสือเล่มสำคัญของ สตีเฟ่น แมคเคนน่า ที่เขียนปรัชญาจริยธรรมของนักปราชญ์ตะวันตกต่าง ๆ โดยเฉพาะ พโลตินัส.
15 
Bahir antaś ca bhūtānām แปลว่า ความจริงอันสมบูรณ์ดำรงอยู่ทั้งภายนอกและภายในสิ่งมีชีวิตทั้งมวล, หน้าที่ 13 , บรรทัดที่ 8-16, ที่มา: www.bhagavad-gita.us/bhagavad-gita-13-16/, วันที่สืบค้น 14 พฤศจิกายน 2560.
 
เพลโต (Plato) ที่มา: www.lightwear.co.uk/platos-theory-of-the-forms/, วันที่สืบค้น 22 พฤศจิกายน 2560
 
16  เพลโต (Plato) (427 - 347 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดตะวันตก. ท่านกำเนิดในตระกูลขุนนางและได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีจาก โสกราตีส (Socrates) ท่านได้ออกจาริกเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ รอบนอกกรุงเอเธนส์ร่วม 12 ปี และได้รับศึกษาจากปรมาจารย์อีกหลายท่าน และตกผลึกแนวคิดออกมาเป็นบทความต่าง ๆ ต่อมาท่านได้กลับไปยังกรุงเอเธนส์ จัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้น ในไม่ช้าก็ก็กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศแห่งแรกของอารยธรรมะวันตก ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ อริสโตเติล (Aristotle) ได้มีส่วนร่วมในการขจรเกียรติให้แก่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ งานเขียนของเพลโตที่สำคัญคือ The Republic และ Theory of Forms, ปรับปรุงจากที่มา: www.thefamouspeople.com, วันที่สืบค้น 22 พฤศจิกายน 2560.
17  Theistic หรือ Theism (เทวนิยม) เป็นลัทธิที่เชื่อว่ามีพระเจ้าผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่พระองค์เดียว พระเจ้านั้นทรงมีอำนาจครอบครองโลกและสามารถบันดาลความเป็นไปในโลก, ที่มา: dict.longdo.com, วันที่สืบค้น 23 พฤศจิกายน 2560.
18  รูมิ (Rūmi): Jalāl ad-Dīn Muhammad Rūmī เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ชาวเปอร์เซียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นทั้งนักกวี ลูกขุน นักวิชาการอิสลาม นักธรรม และลัทธิซูฟี (Sufi) อันลึกลับ (แปลงคำสอนมาจากนิกายสุหนี่ เน้นความเชื่อทางจิตวิญญาณ), ชาตะเมื่อ ค.ศ.1207 ที่อัฟกานิสถาน (บ้างก็ว่าทาจิกิสสถาน) มรณะเมื่อ ค.ศ.1273 ที่ตุรกี ตัวอย่างประโยคที่รูมิ เขียนไว้ "คำพูดที่เปล่งออกจากปากของเราแล้ว ไม่ได้หายไหน แต่ถูกนำไปจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบในห้วงอวกาศ, แต่คำพูดนี้จะย้อนกลับมาหาเราในเวลาที่เหมาะสม - The words that come out of our mounths do not vanish but are perpetually stored in infinite space, and they will come back to us in due time." ที่มา: medium.com, วันที่สืบค้น 7 ธันวาคม 2560.
นักเต้นในนิกายซูฟี, ที่มา: www.radioaustralia.net.au, วันที่สืบค้น 8 ธันวาคม 2560.

19  โอเด (Ode) เป็นบทกวี (จากยุคกรีกโบราณ) เป็นประเภทโคลงสั้น ๆ เป็นบทกวีที่มีโครงสร้างประณีตไว้สรรเสริญหรืออธิบาย บุคคลหรือเหตุการณ์ รวมทั้งธรรมชาติ ภูมิปัญญาและอารมณ์ต่าง ๆ เป็นบทกวีดั้งเดิมที่มีโครงสร้างสามส่วนสำคัญ ประกอบด้วย Strophe, antistrophe, และ epode. ปรับปรุงจากที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 7 ธันวาคม 2560.
นักบุญออกัสติน (Saint Augustine), ที่มา: www.laphamsquarterly.org, วันที่สืบค้น 8 ธันวาคม 2560.

20  ออกัสติน (Augustine) หรือ นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป (Augustine of Hippo) ค.ศ.354 - 430 (ชาตะและมรณะที่แอลจีเรีย แอฟริกาเหนือ) ซึ่งขณะนั้นได้ถูกผนวกรวมเป็นหนึ่งในจักรวรรดิโรมัน งานเขียนของท่านมีอิทธิพลอย่างมากต่อคริสต์ศาสนาในโลกตะวันตก และปรัชญาตะวันตก, ผลงานของท่าน อาทิ คำสารภาพ (Confessions) นครของพระเจ้า (The City of God) ว่าด้วยพระตรีเอกภาพ (On the Trinity) หลักคำสอนเกี่ยวคริสตศาสนาและคริสตธรรม (On Christian Doctrine) บทเทศน์สอนประมาณ 800 บท ฯ, ปรับปรุงจากที่มา: en.wikipedia.org และ th.wikipediaorg, วันที่สืบค้น 8 ธันวาคม 2560.
21  ประกฤติ (prakṛti หรือ prakriti) มีแสดงไว้ในปรัชญาสางขยะ (Samkhya School) หมายถึง ธรรมชาติ (Nature) บ้างก็เรียกว่า matter ที่หมายถึง "สสาร" ถือเป็นแนวคิดหลักของลัทธิฮินดู ประกฤติ นี้เป็นคำที่ตรงข้ามกับ ปุรุษะ (Purusha) ปุรุษะ หมายถึง การตระหนักรู้อย่างบริสุทธิ์ (Pure awareness) และ การรับรู้อย่างมีสติด้านอภิปรัชญา (Metaphysical consciousness), ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 17 มกราคม 2561.
องค์ประกอบของปรัชญาสางขยะ (Elements in Samkhya philosophy), ที่มา: en.wikipedia,org, วันที่สืบค้น 16 มกราคม 2561.
 
และ "ปรัชญาสางขยะได้อ้างถึงสิ่งแรกเริ่มและเป็นนิรันดร์อยู่สองสิ่ง สิ่งนั้นคือ ปุรุษะ และ ประกฤติ คำในภาษาอังกฤษมักจะใช้แทนคำ "ประกฤติ" คือคำว่า "matter" ที่หมายถึง "สสาร" แต่ดูเหมือนว่าการแปลประกฤติว่าเป็นเพียงสสารนั้นจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะสสารนั้นโดยตัวมันเองแล้วไม่มีชีวิตและดังนั้นจึงเคลื่อนไหวไม่ได้ ในขณะที่ประกฤติตามศัพท์แล้วบ่งชี้ว่า (ประ คือ ประกรเษณะ หรือ อย่างเข้มข้น อย่างแรงกล้า ส่วน กฤติ คือ การเคลื่อนไหว แสดงออก) ประกฤติก็คือศักยภาพที่จะเคลื่อนไหวหรือกระทำ ในความเป็นจริงแล้วกิจกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะประกฤติ อย่างไรก็ตามประกฤติจะแสดงศักยภาพออกมาได้ก็โดยอาศัยปุรุษะ คำว่า "ปุรุษะ" มีความหมายโดยทั่วไปว่า บุรุษ ผู้ชาย หรือปัจเจก แต่ปุรุษตามความหมายของสางขยะไม่ได้หมายถึงคน แต่เป็นสิ่งแรกเริ่มดั้งเดิมซึ่งกล่าวกันว่าไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้ภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นจึงเป็นไปโดยปริยายว่า ปุรุษะ ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง มีคำอธิบายปุรุษะว่าเป็น "อกรตา" หรือ ไม่ใช่ผู้กระทำ ไม่มีความปรารถนาหรือความเต็มใจที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นการกระทำและการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นผลมาจากประกฤติเท่านั้น แต่ประกฤติ คือ ชฑา หรือ ความเฉี่อย เป็นสิ่งที่ไร้สติปัญญาและความรู้สึก มันจะสามารถเคลื่อนไหวได้ก็โดยอาศัยการแสดงออกของปุรุษะเท่านั้น
     แต่ถึงกระนั้นปุรุษะ ก็ยังคงไม่ถูกกระทบหรือได้รับอิทธิพลใด ๆ จากวิวัฒนาการของประกฤติ ตัวอย่างที่มักยกมาอธิบายให้เข้าใจในเรื่องนี้คือ นิทานคนง่อยตาดีขี่หลังคนตาบอดเดินทางออกจากป่า มีชายสองคนต้องการเดินทางออกจากป่าไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คนหนึ่งแม้จะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้เพราะเป็นคนตาดีแต่เป็นง่อยเดินไม่ได้ โดยลำพังตัวคนเดียวจะไม่สามารถเดินทางออกจากป่าไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ ส่วนอีกคนหนึ่งแม้จะเดินไปไหนมาไหนได้ แต่ก็ตาบอดมองอะไรไม่เห็น ถ้าลำพังเขาคนเดียวก็ไม่อาจเดินทางออกจากป่าไปสู่จุดหมายได้เช่นกัน
     เมื่อคนตาบอดมาพบกันคนง่อยตาดีก็ไต่ถามกัน ครั้นทราบว่าต่างมีจุดประสงค์ที่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คนตาบอดจึงยินดีให้คนง่อยขี่หลังคอยบอกหนทางให้เดินไป ในที่สุดทั้งสองคนจึงได้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน คนตาบอดจึงยินดีให้คนง่อยขี่หลังคอยบอกหนทางให้เดินไป ในที่สุดทั้งสองคนจึงได้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ตามความมุ่งหวัง 
     สางขยะเปรียบคนง่อยตาดีกับปุรุษะ เพราะแม้จะมีสติปัญญาส่องนำทางแต่ก็ไร้ซึ่งการกระทำ ส่วนตาบอดเปรียบกับประกฤติ เพราะแม้จะสามารถกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้แต่ก็ปราศจากสติปัญญา ทั้งปุรุษะและประกฤติจึงต้องอาศัยซึ่งกันและกัน. 
..และ www.gotoknow.org/posts/260095 เขียนโดย "แตงไทย" ใน โยคะ วิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ (ซึ่งผู้เขียน "แตงไทย" ได้เอกสารอ้างอิงจาก :  สุนทร ณ รังษี (2530). ปรัชญาอินเดีย: ประวัติและลัทธิ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , Karambelkar, P. V., (1986). PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama.), วันที่สืบค้น 18 มกราคม 2561.
22.  อมรา เป็นชื่อของนักเขียนเกี่ยวกับ คัมภีร์อุปนิษัท ท่านหนึ่ง ปรากฎในหนังสือหลาย ๆ เล่ม เป็นภาษาทมิฬ มีแสดงในห้องสมุดพิพิธภัณฑ์บริติช
Catalogue of the Tamil Books in the Library of the British Museum
ที่มา: books.google.co.th, วันที่สืบค้น 7 กุมภาพันธ์ 2561

23. เวทานตะ รัตนะ มาญชุษะ (Vedāntaratnamañjūṣā) เป็นวรรณกรรมที่เขียนโดย อนันตรามา ปุรุโษตตมะ (Puruṣottama, Anantarāma) ในคริสตศตวรรษที่ 13 เป็นภาษาสันสกฤต จัดพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1907-8 จำนวน 180 หน้า, ที่มา: books.google.co.th, วันที่สืบค้น 16 กุมภาพันธ์ 2561.
24. 
ปรมาตมัน (Paramātman) บ้างก็เรียก พรหมัน เป็นดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง เป็นต้นเหตุของสรรพสิ่ง หรือสรรพสิ่งเกิดจากปรมาตมัน ปรมาตมันเป็นอมตะ ไม่มีเบื้องต้น และไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีเพศ เป็นสันติสุขในตัวเอง เป็นปฐมวิญญาณของสิ่งทั้งปวง และเป็นบ่อเกิดของอาตมัน (บ้างก็เรียก ชีวาตมัน)  อาตมันเป็นดวงวิญญาณของปรมาตมัน (เป็นตัวตนย่อยของปรมาตมัน) คือเกิด (หรือสิงสถิตอยู่ในรูปแบบ) เป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น มนุษย์ เทพเจ้า เดรัจฉาน ฯลฯ เป็นต้น สิ่งมีชีวิตนับชาติไม่ถ้วนและต้องมีลักษณะสภาวะที่ไม่เหมือนกัน จนกว่าจะเข้าถึงความหลุดพ้น กระบวนการนี้เรียกว่า การเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏ ดังนั้นการที่อาตมัน หรือชีวาตมันย่อยนี้ เข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมัน จึงจะเรียกว่า การพ้นจากทุกข์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป, ที่มา: bruckline.wordpress.com และ 2g.pantip.com, วันที่สืบค้น 17 กุมภาพันธ์ 2561.
25. ปรเมศวร์ (
Parameśvara) หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ยิ่ง คือ พระอิศวร ในภาษาอังกฤษบ้างก็เขียนว่า Parameshwara หรือ Paramashiva อันเป็นพระผู้สูงสุดตามลัทธิไศวนิกาย (Saivism) ของศาสนาฮินดู, ที่มา: พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร และ en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 22 กุมภาพันธ์ 2561.
26. ปุรุโษตตมะ (
Puruṣottama) บ้างก็เรียก Purushottama คำว่า ปุรุษะ (purasha) หมายถึง "พระวิญญาณ" หรือ "ผู้ชาย" และ อุตตมะ (Uttama) หมายถึง "สูงสุด" แปลรวมคือ พระวิญญาณอันสูงสุด, พระเป็นเจ้าอันสูงส่ง ซึ่งหมายถึง พระวิษณุ (มีปรากฎในมหาภารตะ ว่าชื่อนี้เป็นชื่อลำดับที่ 24 ของพระวิษณุ), แปลและสืบค้นจาก: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 22 กุมภาพันธ์ 2561.
27. มายา (māyā) หมายถึง สิ่งลวงตา หรือ เวทมนต์ ในวรรณกรรมยุคพระเวทนั้น มายามีนัยว่า กำลังที่พิเศษไม่ธรรมดา หรือความเฉลียวฉลาด. 
28. สวา ประกฤติ (
svāṁ prakṛtīm) หมายถึง (พระเป็นเจ้า) ได้วางธรรมชาติที่กำลังขับเคลื่อน, นั่นคือ ประกฤติ (ดู 21.), อ้างถึง books.google.co.th, Essays on the Gita โดย Sri Aurobindo, Aurobindo Ghose, วันที่สืบค้น 6 มีนาคม 2561. และหมายถึง own nature, อ้างถึง www.bhagavadgita.eu/en/?p=4053, วันที่สืบค้น 7 มีนาคม 2561.


 
info@huexonline.com