MENU
TH EN

นารายณ์อวตาร ตอนที่ 1 "มัตสยาวตาร"

นารายณ์อวตาร (นารายณ์สิบปาง) ตอนที่ 11
มัตสยาวตาร (MATSYA)
 
First revision: Nov.08, 2015
Last revision: Feb.07, 2018
 
ลำดับสาแหรกเทพเจ้าฮินดู, ที่มา: www.pinterest.com/pin/2603712268629878, วันที่สืบค้น 7 กุมภาพันธ์ 2561.

มัตสยาวตาร ตำนานน้ำท่วมโลก. มีนักวิชาการได้ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นตามปุราณะนี้ ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะตรงกับประวัติศาสตร์อินเดียในยุคแรก ๆ ที่เริ่มเดินทางทางทะเล เพื่อเข้าต่อสู้กับชาวดราวิเดีย หรือ ฑราวิท (Dravidian) ในตอนใต้ของชมพูทวีป.
        อวตารนี้เกิดขึ้นในช่วง "กฤตายุค" อันเป็นยุคแรกของการสร้างโลก เมื่อพระพรหมเจ้าได้ทรงสร้างโลกขึ้นเสร็จใหม่ ๆ จึงทรงบรรทมพักเหนื่อยหลังจากการสร้างโลกเสร็จ และทรงลืมวางตำราพระเวทที่จะทรงประทานให้แก่เหล่าพรหมฤๅษีไว้นำไปสั่งสอนมวลมนุษย์.

        ณ เวลานั้นเอง อสูร "หัยครีพ" หรือ "หยครีวะ" (HAYAGRIVA) อันเป็นอสูรที่มีคอยาวคล้ายม้า (หย = ม้า, ครีวะ = ลำคอทรงขวด) ก็ทราบเรื่องการบรรทมของพระพรหมและเกิดจิตอิจฉาเหล่าฤๅษีกับมนุษย์ว่า เมื่อได้เรียนรู้สรรพวิชาในคัมภีร์พระเวท อันมีพลานุภาพมากแล้ว จะมีอำนาจมากกว่าตน จึงคิดการร้ายแอบขึ้นไปยังพรหมโลก เพื่อขโมยคัมภีร์พระเวทนัันมาครอบครอง เพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่มวลอสูร.

        แต่การแอบขโมยคัมภีร์พระเวทในครั้งนี้ หาได้รอดพ้นสายพระเนตรของพระวิษณุไม่ พระวิษณุผู้ถนอมโลก จึงได้ทรงอวตารเป็นปลาลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อตามล่าทวงคืนคัมภีร์พระเวทจากหัยครีพ.

        การอวตารมาครั้งนี้ ยังมีเรื่องแทรกอยู่ว่า ในยุคนั้นได้มีพระมนู3นามว่า "สัตยพรต" ผู้ทรงธรรมปกครองอยู่ พระวิษณุจึงทดสอบความเมตตากรุณาของพระมนู ด้วยการย่อร่างอวตารลงเป็นลูกปลาน้อย ติดอยู่ในแอ่งน้ำที่กำลังเหือดแห้ง "พระมนูสัตยพรต" เมื่อพบเห็นเช่นนั้น ก็เกิดความสงสาร จึงช้อนลูกปลานั้นมาใส่หม้อเพื่อจะนำไปปล่อยในแหล่งน้ำซึ่งสมบูรณ์กว่า.       

        แต่เมื่อนำลูกปลานั้นมาใส่ในหม้อ ก็ปรากฎว่าลูกปลาตัวนั้นกลับตัวใหญ่ขึ้นอีกจนคับหม้อ เป็นดังนั้น จึงทรงจัดหาภาชนะขนาดใหญ่มาเปลี่ยน ปลานั้นก็โตใหญ่จนคับภาชนะ จึงทรงจำต้องเปลี่ยนที่ใส่ปลาอีก โดยนำไปปล่อยไว้ในสระ ปลาก็โตเต็มสระอีก เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมนูจึงได้นำปลาตัวนั้นไปปล่อยยังมหาสมุทร. คราวนี้ปลาตัวนั้นก็คงว่ายเคว้งคว้างไม่ขยายตัวอีก และได้ต่อว่าพระมนูว่า "ข้าแต่องค์ภูมบดี พระองค์นำเรานี้มาปล่อยในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้ได้เช่นไร พระองค์ก็ทรงทราบว่า ในห้วงมหรรณพนี้ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายสัตว์ใหญ่นานาชนิด เห็นทีเราคงไม่รอดแน่".

        พระมนูสัตยพรตทรงได้ฟังปลากล่าวเช่นนั้นก็ประหลาดพระทัย จึงตรัสถามปลาตัวนั้นว่า "โอ้มัตสยา ท่านเป็นใครกันแน่ ชะรอยจะเป็นเทพเจ้าองค์ใดจำแลงมาเป็นแน่แท้ ท่านมาปรากฎเช่นนี้มีเหตุอันใดฤๅ จงบอกเราเถิด" พระวิษณุในอวตารเป็นปลาจึงตรัสบอกว่า "เรานั้นคือวิษณุอวตาร การเคลื่อนลงมาในโลกครั้งนี้ของเรา ก็เนื่องจากเรามาตามล่าอสูรหัยครีพ ผู้ลักลอบขโมยคัมภีร์พระเวทมาครอบครองเป็นของตน. ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ ต่อแต่นี้ไปอีก 7 วัน จะเกิดน้ำท่วมโลก เพราะองค์พระพรหมทรงบรรทมนานเกินไป จนทำให้ธรรมชาติเกิดความวิปริตผิดไป อันจะทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ตามสิ้น เราจึงมาทดสอบความชอบธรรม และเตือนท่านให้ท่านเตรียมตัวไว้ โดยให้รีบไปรวบรวมพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ อย่างละคู่และเหล่าฤๅษีมุนีที่ทรงธรรมไว้ให้พร้อม แล้วเราจะนำเรือใหญ่มารับท่านเอง" เมื่อรับสั่งจบ พระวิษณุในร่างปลาก็ทรงว่ายหายไปในมหาสมุทร.

        เมื่อเวลาผ่านไป 7 ทิวาราตรี ก็ได้เกิดท้องฟ้ามืดครึ้มไปทั่ว มีฝนตกหนักติดต่อกัน 7 วัน 7 คืน เกิดแผ่นดินสั่นไหวไปทั่ว แล้วเกิดคลื่นขนาดใหญ่มหึมาพัดถาโถมเข้าสู่ฝั่งไปทั่วโลก คนทั้งโลก
ต่างหนีตายกันอย่างอลหม่าน แต่ก็ไม่พ้นถูกคลื่นยักษ์กลืนหายไปสิ้น พระมนูเห็นเช่นนั้น จึงตั้งจิตอธิษฐานสวดมนต์วิงวอนบูชาพระวิษณุ และแล้วก็มีเรือลำใหญ่มหึมาปรากฎ พระมนูสัตยพรตจึงเร่งขนพืชพันธุ์ ขนเหล่าสรรพสัตว์และเหล่าฤๅษีมุนีลงเรือในทันที จากนั้นพระวิษณุในร่างปลา ก็ทรงลากเรือนั้นฝ่าคลื่นยักษ์ออกไปอย่างปลอดภัย.

         เมื่อครั้น พระพรหม ทรงตื่นขึ้นจากบรรทมมาพบความปั่นป่วนในโลก จึงทรงรีบหยุดความปั่นป่วนนั้นทันที น้ำที่ท่วมโลกนั้น จึงเหือดแห้งลงกลับปกติ จากนั้นพระวิษณุก็นำพระมนูกลับมาส่งยังพื้นดินโดยปลอดภัย แล้วรีบดำดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรในทันที เพื่อตามล่าทวงคืนคัมภีร์พระเวท.

         ฝ่ายอสูรหัยครีพ เมื่อเห็นพระวิษณุอวตารมาทวงคัมภีร์พระเวทช่นนั้น ก็กลัวว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ ตนอาจเพลี่ยงพล้ำเสียชีวิตได้ แต่ยังไงเสีย ก็จะไม่ยอมคืนคัมภีร์พระเวทให้แก่พระวิษณุอย่างแน่นอน จึงได้สั่งให้สมุนนำคัมภีร์พระเวทนี้ไปฝากไว้กับ "สังขอสูร" ก่อนชั่วคราว เมื่อเกิดการต่อสู้กันขึ้น พระวิษณุทรงสังหารอสูรหัยครีพได้ แต่เมื่อค้นจนทั่วแล้ว ก็ไม่เจอคัมภีร์พระเวท จึงเพ่งญาณจนทราบว่า คัมภีร์นั้นได้ถูกนำไปฝากไว้กับสังขอสูร จึงทรงรีบออกตามล่าในทันที.

        เมื่อพบสังขอสูร ก็เกิดการต่อสู้กันขึ้น ทรงสังหารสังขอสูรลงได้ จากนั้นพระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ล้วงเข้าไปในร่างของสังขอสูร เพื่อเอาคัมภีร์พระเวทออกมาคืนให้พระพรหมได้สำเร็จ ในการล้วงเข้าไปในครั้งนั้น ปรากฎว่าเปลือกหอยสังข์เกิดเป็นรอยนิ้วมือของพระวิษณุขึ้น พระวิษณุจึงประกาศว่า...

        "ต่อจากนี้ไป ถ้ามนุษย์จะประกอบการอันเป็นมงคลใด ๆ ก็ตาม จงใช้สังข์เข้าร่วมในพิธีด้วย เนื่องจากสังข์นี้ ได้กลืนเอาคัมภีร์พระเวทเข้าไป อีกทั้งเรานั้น ยังประทับรอยพระหัตถ์ไว้ที่เปลือกสังข์ จึงถือว่าสังข์นั้น เป็นเครื่องมงคลนับแต่นั้นมา อีกทั้งน้ำที่ถูกรดออกมาจากสังข์และเสียงที่ออกมาจากสังข์ก็ถือว่าเป็นมงคลยิ่ง สามารถขจัดเสนียดจัญไรป้องกันภูตผีและอัคคีภัยได้".


ที่มาและคำอธิบาย:
01.   จาก. https://web.facebook.com/AsianStudiesTH/posts/916618618413054:0, วันที่สืบค้น 08 พฤศจิกายน 2558.
02.   จาก. http://www.lucksiam.com/.../793/วิษณุอวตารAVATASOFVISHNU.html, วันที่สืบค้น 08 พฤศจิกายน 2558.
03.   พระมนู หมายถึง ผู้ทรงออกกฎหมาย หรือ ธรรมศาสตร์ เป็นกฎหมายที่แสดงความยุติธรรม ที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาประมวลกฎหมายของฮินดูที่เรียกว่า มานวธรรมศาสตร์ เป็นผู้สร้างมนุษยชาติของชาวฮินดูโบราณ.
info@huexonline.com