MENU
TH EN

ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.001 - บทนำ

Title Thumbnail: ชมพูทวีป "สิบหกมหาชนบท" สมัยพุทธกาล, ที่มา: globalsecurity.org, วันที่เข้าถึง 22 มกราคม 2564.
Hero Image: แผนที่อนุทวีปอินเดีย ยุคมหาชนบท ช่วงพุทธกาล (Mahājanapada Period c.500 BCE), ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 มีนาคม 2561.

ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.001 - บทนำ
First revision: Jan.11, 2021
Last change: Apr.20, 2021

ปรัชญาอินเดีย

บทที่ 1
 
บทนำ

คุณลักษณะทั่วไปของปรัชญาอินเดีย – สภาวการณ์ทางธรรมชาติของอินเดีย  – การครอบงำประโยชน์ทางภูมิปัญญา – ความเป็นปัจเจกหรือความแตกต่างของปรัชญาอินเดีย – อิทธิพลโลกตะวันตก – คุณลักษณะทางจิตวิญญาณด้านความคิดของชนชาวอินเดีย – ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของชีวิตและศาสนา – การมุ่งเน้นที่อัตวิสัย – พื้นฐานทางจิตวิทยาของอภิปรัชญา  – ความสำเร็จของอินเดียทางด้านวิทยาศาสตร์เชิงบวก – การสังเคราะห์เชิงคาดการณ์และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์  – ตะวันออกครุ่นคิด – อุดมคติความเชื่อว่ามีเพียงปัจจัย – ความหลากหลาย (ของปรัชญาอินเดีย) การไม่เป็นคู่นิยม การเชื่อว่ามีเพียงปัจจัยอย่างบริสุทธิ์จริงแท้นิยม ความมีเพียงปัจจัยที่ปรับแต่งแล้วนิยม และ ความเชื่อว่ามีปัจจัยโดยปริยาย – พระเจ้าเป็นทุกสรรพสิ่ง - ธรรมชาติโดยสัญชาตญาณของปรัชญา – ทรรศนะ - คุณสมบัติแบบศังกราจารย์สำหรับผู้ประสงค์จะเข้าถึงหลักปรัชญา – อนุรักษ์นิยมที่สร้างสรรค์ของแนวคิดอินเดีย – ความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องของแนวคิดอินเดีย – การพิจารณาข้อกล่าวหาที่แย้งต่อปรัชญาอินเดีย เช่นการมองโลกในแง่ร้ายนิยม ลัทธิถือหลักตนเอง ความไม่แยแสต่อจริยธรรม และลักษณะที่ขาดความก้าวหน้า – คุณค่าของการศึกษาปรัชญาอินเดีย – เหตุผลหรือที่มาของชื่อเรื่อง “ปรัชญาอินเดีย”  – วิธีการทางประวัติศาสตร์ – ความยากลำบากของการรักษาตามลำดับเวลา (เพื่อศึกษาว่าปรัชญาแนวคิดไหนมาก่อนหลัง)  – ช่วงเวลาที่แตกต่างของแนวคิดอินเดีย – พระเวท มหากาพย์ ระบบ และ นักวิชาการ (คุรุ) – ประวัติศาสตร์ “อินเดีย” ในปรัชญาอินเดีย.


ชมพูทวีป "สิบหกมหาชนบท" สมัยพุทธกาล, ที่มา: globalsecurity.org, วันที่เข้าถึง 22 มกราคม 2564.

I
 
ภาวการณ์ทางรรมชาติของอิเดีย

พื่อให้เกิดความคิดที่เบ่งบาน ส่งต่อไปยังศิลปะและวิทยาการให้เจริญรุดหน้าได้นั้น เงื่อนไขแรกที่จำเป็นก็คือชุมชนที่ตั้งรกรากได้ให้ความปลอดภัยและความผ่อนคลาย. เป็นไปไม่ได้เลยที่วัฒนธรรมอันหลากหลายจะอยู่กับกลุ่มชนที่เร่ร่อน ซึ่งผู้คนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตให้รอดและตายไปโดยลำพัง. โชคชะตาร้องเรียกให้อินเดียไปยังแหล่งธรรมชาติอันได้รับการปลดปล่อย พร้อมของกำนัลและโอกาสให้อินเดียพึงใจ. ด้วยเทือกเขาหิมาลัยที่มีขอบแดนกว้างใหญ่ ด้านหนึ่งสูงชันอีกด้านก็เป็นมหาสมุทร ช่วยให้อินเดียปลอดภัยจากการรุกรานไว้ยาวนาน. ธรรมชาติอันอุดม


 
22
ให้อาหารอันสมบูรณ์ เหล่าลูกแม่อินเดีย (ภารตะมาตา - भारताम्बा) ก็โล่งใจจากความลำบากดิ้นรนเพื่อการดำรงชีวิต. ชาวอินเดียมิได้รู้สึกเลยว่าโลกนี้เป็นสมรภูมิที่มนุษย์ต้องต่อสู้เพื่ออำนาจ ความมั่งคั่ง และการครอบครอง. เมื่อไม่จำเป็นต้องเสียพลังงานไปกับปัญหาชีวิต (พื้นฐาน) บนโลก ได้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ควบคุมพลังของโลกไว้ได้ ชาวอินเดียก็ครุ่นคิดถึงการใช้ชีวิตทางจิตวิญญาณที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น. บางทีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว  อาจทำให้ชาวอินเดียต้องพักผ่อนและเกษียณตัวเองด้วยการปลีกเร้นสันโดษ. ป่าไม้ขนาดใหญ่ที่มีลู่อันกว้างขวางเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาได้ท่องไปในลำนำอย่างสงบสุข. เหล่าชนที่หน่ายต่อโลกได้จาริกแสวงบุญสู่สภาพธรรมชาติ ก็ได้รับความสงบภายใน สดับเสียงลมฟ้าฝนที่ตกหนัก ลำนำของวิหกและใบหญ้า หวนคืนสู่ความสมบูรณ์ของห้วงจิตและความสดชื่นแห่งดวงวิญญาณ. หลีกรี้กายอยู่ในอาศรมและตโปพนาหรือเรือนเล็ก ๆ ในป่าที่เหล่าชนผู้ครุ่นคิดของอินเดียใช้เป็นสื่อกลางในประมวลปัญหาอันหยั่งลึกของการดำรงอยู่ ไร้ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการข่มเหงผู้อื่น กระตุ้นชีวิตให้สูงขึ้นแก่ชาวอินเดีย ด้วยผลที่เกิดขึ้นนี้ เราจะพบจุดเริ่มต้นแห่งประวัติศาสตร์ของความไม่อดทนของดวงวิญญาณ ความรักในภูมิปัญญาและความหลงใหลในการแสวงหาความสุขทางใจ.
       ได้รับการโอบอุ้มจากสภาพธรรมชาติและขอบเขตทางปัญญาในการคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งต่าง ๆ ทำให้ชนชาวอินเดียรอดพ้นจากเคราะห์กรรม เพลโตได้กล่าวไว้ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ ความเกลียดชังในเหตุผล. "ให้ระวังเหนือสิ่งอื่นใด" ฟีโดได้กล่าวไว้ "โชคร้ายอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เกิดกับเรา อย่าให้เรากลายเป็นผู้ผิดเพราะบางคนกลายเป็นคนเกลียดเหตุผล." ความสุขในการทำความเข้าใจเป็นหนึ่งในสิ่งบริสุทธิ์ที่สุดของมนุษย์ และเป็นแรงผลักดันของชาวอินเดียอันลุกโชนส่องสว่างภายในจิตใจ.
       ในอีกหลายประเทศทั่วโลก การสะท้อนถึงธรรมชาติของการดำรงอยู่คือความหรูหราของชีวิต. ช่วงเวลาที่จริงจังมอบให้กับการกระทำ ในขณะที่การแสวงหาปรัชญากลายเป็นเป็นนขลิขิต. แม้ว่าปรัชญาอินเดียโบราณได้กลับมาเป็นนขลิขิตก็ตาม. ตัวปรัชญาอินเดียโบราณเอง ก็ไม่ได้เป็นส่วนเสริมของศาสตร์หรือศิลปะใด ๆ แต่ทว่าดำรงอยู่ในจุดที่โดดเด่นของอิสรภาพ. ในโลกตะวันตก แม้


 
23
ในยุครุ่งเรืองของปรัชญาเฉกเช่นวัยหนุ่มสาว ช่วงเวลาของเพลโตและอริสโตเติล ก็มีการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนวิทยาการอื่น ๆ เช่น การเมือง หรือ จริยธรรม. ปรัชญาเป็นเทววิทยาสำหรับยุคกลาง เป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติของเบคอนและนิวตัน ประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมวิทยาสำหรับปราชญ์ในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า. ในอินเดียนั้น ปรัชญายืนทะนงได้ด้วยตนเอง และศิลปะวิทยาการเหล่าอื่น ต่างมองมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและสนับสนุน. เพราะนี่คือวิทยาการชั้นครูที่ชี้แนะแก่ศาสตร์อื่น ๆ หากไร้ซึ่งปรัชญานี้ ศาสตร์ทั้งหลายก็โน้มไปสู่ความว่างเปล่าและโง่เขลา. ในมุณฑกะอุปนิษัท ได้กล่าวถึงพรหมา-วิทยาหรือศาสตร์แห่งความเป็นนิรันดร์ ซึ่งเป็นฐานของศาสตร์ทั้งมวล สรว-วิทยา-ปรติษฏา. "ปรัชญา" ในคำกล่าวของเกาฏิลยะ หมายถึง "เป็นแสงตะเกียงแห่งศาสตร์ทั้งมวล เป็นวิธีการดำเนินการในทุกหน้าที่การงานและสนับสนุนทุกภาระงาน"1
       เนื่องจากปรัชญาเป็นความพยายามของมนุษย์ในการทำความเข้าใจปัญหาของจักรวาล จึงขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและวัฒนธรรม. แต่ละชาติมีแนวความคิดที่เป็นลักษณะเฉพาะของตน. ในหลายศตวรรษของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในสิ่งที่หายแวบไปในทุกความผกผันของอินเดียนั้น มีการปรากฎตัวตนของสิ่งที่โดดเด่นบางประการ. มันได้ส่งผ่านอุปนิสัยทางจิตวิทยาบางอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นมรดกพิเศษ และเป็นเครื่องหมายแสดงคุณลักษณะเฉพาะของชาวอินเดีย ตราบเท่าที่พวกเขาได้รับอภิสิทธิ์ในการดำรงอยู่ที่แยกห่างจากกัน. ความเป็นปัจเจกนั้นหมายถึงการเติบโตอย่างอิสระ. ไม่จำเป็นที่ต้องถือว่าผิดปกติ เนื่องด้วยมนุษย์ในโลกทั้งผองต่างก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมที่เกี่ยวข้องทางจิตวิญญาณ. ความผันแปรต่าง ๆ สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังความแตกต่างเรื่องอายุ ประวัติศาสตร์และภาวะจิตใจได้. พวกเขาได้เพิ่มพูนความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมให้กับโลก เพราะไม่มีราชมรรคานำไปสู่การพัฒนาทางปรัชญาใด ๆ มากไปกว่าผลอื่นใดที่ควรค่าแก่การมี. ก่อนที่เราจะสังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของความคิดแบบอินเดีย อาจมีคำกล่าวบ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับอิทธิพลของตะวันตกต่อความคิดอินเดีย.
      
มักมีคำถามบ่อย ๆ ว่าความคิดของอินเดียได้ยืมแนวคิดมาจากแหล่งต่างประเทศเช่น กรีซ มากน้อยเพียงใด. แง่มุมบางส่วนที่ปราชญ์ชาวอินเดียได้หยิบยกมานั้น มีลักษณะคล้ายกับหลักคำสอนบางอย่างที่พัฒนาขึ้นมาในสมัยกรีกโบราณ มากจนใครก็ตามที่สนใจมองว่านี่เป็นเรื่องน่าอดสู

---------------
1. ดูใน บ.อ., 1918 หน้า 102, ดู ภ.ค. บรรพ 10 หน้า 32.

 
24
หรือระบบความคิดนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย.1 คำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของความคิดเป็นการเสาะแสวงที่ไร้ประโยชน์ สำหรับจิตใจที่เป็นกลาง ความบังเอิญดูจะเป็นหลักฐานของความเท่าเทียมกันทางประวัติศาสตร์. คล้ายกับว่าประสบการณ์ต่าง ๆ นั้น ทำให้จิตใจของผู้คนมีมุมมองที่คล้ายกัน. ไม่มีหลักฐานอันเป็นสาระสำคัญพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการหยิบยืมจากตะวันตก (แนวคิดทางปรัชญาจากกรีกมายังอินเดีย) กันโดยตรงด้วยอัตราค่าตอบแทนใด ๆ เลย. เรื่องราวเกี่ยวกับความคิดอินเดียของเรานั้น แสดงให้เห็นความเสี่ยงความผจญอย่างอิสระในจิตใจของมนุษย์. ปัญหาเชิงปรัชญาต่าง ๆ ได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์โดยไร้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก. ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสผสมผสานแนวคิดกับโลกตะวันตกก็ตาม อินเดียเองนั้นก็มีแล้วซึ่งอิสรภาพในการพัฒนาชีวิต ปรัชญา และศาสนาในอุดมคติของตนเอง. ไม่ว่าจะมีความจริงแท้เพียงใดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดเบื้องต้นของชาวอารยัน ที่เดินทางลงมายังคาบสมุทร (ชมพูทวีป) ในไม่ช้าพวกเขาก็ขาดการติดต่อกับเครือญาติที่อยู่ทางตะวันตกและทางเหนือ และได้พัฒนารังสรรค์สายเส้นแนวคิดต่าง ๆ ของตนเองขึ้นมา. เป็นความจริงที่ว่าครั้งแล้วครั้งเล่าที่อินเดียถูกบีฑารุกรานจากทัพต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางช่องเขาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ไม่มีใครเลยยกเว้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชที่ได้ทำให้เกิดบางสิ่งที่ส่งเสริมการผูกพันทางจิตวิญญาณระหว่างโลกทั้งสอง. หลังจากนั้น เมื่อประตูแห่งท้องทะเลได้ถูกเปิดออก มีการส่งเสริมให้ประสานกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็มิอาจคาดเดาได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการสร้างสรรค์. เพื่อวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติทั้งหมดแล้ว เราอาจมองว่าความคิดอินเดียนั้นเป็นระบบปิดหรือการเติบโตอย่างอิสระ.
 

 
II
 
คุณลักษณะทั่วไปของนวคิดอินเดีย
 
       ปรัชญาในอินเดียนั้น เป็นเรื่องของจิตวิญญาณโดยแท้. เป็นจิตวิญญาณอินเดียที่เข้มข้น และไม่ใช่โครงสร้างทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่

 
---------------
1 เซอร์วิลเลี่ยม โจนส์ ได้เขียนไว้ว่า: “ในสำนักปรัชญา มันเพียงพอแล้วที่จะตั้งข้อสังเกตว่า สำนักปรัชญาแห่งที่หนึ่ง นยายะ (นำไปสู่ความจริงแท้) นั้นคล้ายคลึงกับสำนักเพริพาเททิก (เป็นหนึ่งในสำนักศึกษาทางปรัชญาในสมัยกรีกโบราณ ซึ่งมีรูปแบบการสอนปรับปรุงมาจากวิธีการของผู้ก่อตั้ง คือ อริสโตเติล นักปรัชญากรีก) สำนักปรัชญาแห่งที่สองบางครั้งเรียกว่า ไวเศษิกะ (แนวคิดแบบพหุสัจนิยม เชื่อว่าส่วนที่เล็กที่สุดของสสารคือปรมาณูมีจำนวนมาก แบ่งแยกไม่ได้และเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโลก) ซึ่งเป็นไปเพื่อไอออนิก (สำนักปรัชญาโยนก – ที่พยายามอธิบายธรรมชาติของสสาร) มีสอง มีมางสา ซึ่งเป็นลำดับที่สองมักจะโดดเด่นด้วยชื่อของเวทานตะไปจนถึงปรัชญาเพลโตนิก (ความคิดเท่านั้นที่ห่อหุ้มธรรมชาติที่แท้จริง ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดและไม่ได้ถูกค้นพบโดยผ่านประสบการณ์ เราจึงต้องเข้าถึงความจริงด้วยการนึกตรึกและการวิเคราะห์เชิงตรรกะโดยขจัดความคิดผิด ๆ ออกไป) จากปรัชญาแรกคือสางขยะ ไปสู่แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปราชญ์แห่งคาบสมุทรอิตาลี; และปรัชญาที่สองของปตัญชลิ (ปราชญ์อินเดีย ผู้แต่งโยคสูตร ซึ่งรวบรวมสาระสำคัญในการปฏิบัติโยคะ) สู่ปรัชญาสโตอิก (ก่อตั้งโดยปราชญ์กรีก มีแนวคิดว่าเราต้องควบคุมตนเองให้ปลอดจากการเกาะติดและจากอารมณ์กวนใจ คุณธรรม เหตุผลและกฎธรรมชาติ เป็นตัวชี้นำสำคัญ) เพื่อให้โคตมะ (สมเด็จพระบรมศาสดาโคตมพุทธะ) สอดคล้องกับอริสโตเติล, กณาทะกับเธลิส ฤๅษีไชยมินิกับโสกราตีส ฤๅษีวยาสกับเพลโต กบิลมุณีกับพีทาโกรัส และปตัญชลิกับซีโน” (ชิ้นงาน i 360-1 ดู โคลบรู๊ค เรียงความปกิณกะ บทที่ 1 (i). หน้า 436 และหน้าต่อไป) ในขณะที่ชาวกรีกมีความเห็นว่า ความคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวอินเดียนั้นมักมีขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้นนาน ๆ ทีที่จะมีการกระตุ้นว่าความคิดของอินเดียนั้นมาจากกรีก (ดูการ์บ ปรัชญาอินเดียโบราณ บทที่ 2 (ii))


 

25
หรือองค์กรทางสังคมที่ได้พัฒนาขึ้น ปรัชญาแนวคิดอินเดียนี้ยังคงยืนหยัดคงทนต่อการทำลายล้างของกาลเวลาและอุบัติเหตุต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์มาได้. การรุกรานจากภายนอกและการขัดแย้งภายในได้รุกเข้ามาบดขยี้ใกล้ยังความศิวิไลซ์ในประวัติศาสตร์หลายครา. พวกกรีกและไซเธียน (กลุ่มชนเผ่านักรบเร่ร่อนโบราณแถบยูโรเซีย ปัจจุบันอยู่ทางใต้ของประเทศซีเรีย) พวกเปอร์เซียและพวกโมกุล ชาวฝรั่งเศสและพวกอังกฤษได้พยายามข่มบำราบแนวคิดอินเดียนี้ และเราก็ยังคงเชิดศีรษะอย่างองอาจ. ในที่สุดแล้วอินเดียก็ไม่ได้ถูกพิชิต และเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณเก่าก่อนก็ยังคงลุกโชน. โดยตลอดแล้ว ชีวิตนั้นอยู่ได้ด้วยวัตถุประสงค์หนึ่ง. อันเป็นการต่อสู้เพื่อความจริงและต่อข้อผิดพลาด. ชีวิตอาจจะพลาดพลั้งบ้าง แต่มันก็ให้เรารู้สึกได้และเรียกร้องให้ทำ. ประวัติศาสตร์ความคิดอินเดียได้อธิบายการแสวงหาที่ไม่รู้จบรู้สิ้นของจิตใจ ทั้งที่เป็นเรื่องเดิมและเรื่องใหม่.

อาณาจักรไซเธียและเปอร์เซียโบราณ, ที่มา: www.pinterest.com, วันที่เข้าถึง 17 ก.พ.2564
 
       แรงจูงใจทางจิตวิญญาณเข้าครอบงำชีวิตในอินเดีย. ปรัชญาอินเดียนั้นให้ความสนใจกับสิ่งที่หลอกหลอนผู้คน และไม่เกี่ยวกับลักขณาจันทรคติใด ๆ . ปรัชญาอินเดียได้มุ่งถึงรากเง้าของชีวิต และย้อนเข้าไปยังชีวิตที่ผ่านการศึกษาเล่าเรียน. ผลงานอันยิ่งใหญ่ของปรัชญาอินเดียไม่ได้เป็นเช่นมหาวิหาร (แอ็กซ์ เคธีดรา) อันมีคุณลักษณะที่โดดเด่นหลังจากได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์และได้รับข้อคิดเห็นแล้ว. คีตาและอุปนิษัทไม่ได้อยู่ไกลจากความเชื่ออันเป็นที่นิยม. ทั้งสองมหาคัมภีร์เป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ และขณะเดียวกันก็เป็นยานพาหนะของระบบความคิดที่เยี่ยมยอด. คัมภีร์ปุราณะประกอบด้วยความจริงที่ประเทืองขึ้นมาจากปกรณัมและเรื่องเล่าขานต่าง ๆ  คลุมห่อความเข้าใจที่อ่อนด้อยของผู้คนส่วนใหญ่เอาไว้. นั่นคือภารกิจที่ยากเข็ญอันน่าสนใจยิ่งในความมหึมาของอภิปรัชญาที่ประสบความสำเร็จในอินเดีย.
       ผู้รังสรรค์ปรัชญาได้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปสังคมและจิตวิญญาณของประเทศ. เมื่ออารยธรรมอินเดียที่เรียกว่าพราหมณ์นั้น เป็นเพียงความหมายเดียวที่มีคุณลักษณะหลักและเป็นแรงจูงใจที่โดดเด่นที่ได้รับการหล่อหลอมโดยนักคิดทางปรัชญาและความคิดทางศาสนา แม้กระนั้นก็ไม่ใช่กำเนิดทั้งหมดของพราหมณ์. แนวคิดของเพลโตที่ว่านักปรัชญาจะต้องเป็นผู้ปกครองและผู้นำทางสังคมด้วยนั้น. ความจริงแท้อันเป็นเป้าหมายสูงสุดก็คือความจริงทางจิตวิญญาณ และในลำแสงของจิตวิญญาณเหล่านี้ ชีวิตจริงจะต้องได้รับการขัดเกลาให้เหมาะสม.
       ศาสนาในอินเดียนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์กติกาใด ๆ แต่ทว่ามันเป็นการสังเคราะห์เชิงเหตุและผลซึ่งจะประมวลตัวศาสนาเองให้เป็นแนวคิดใหม่ ๆ ในขณะที่ (องค์ความรู้ด้าน) ปรัชญาได้เจริญรุดหน้าต่อไป. นี่เป็นการทดลองและเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวตามธรรมชาติ โดยพยายามก้าวให้ทันความก้าวหน้าของความคิด. คำวิจารณ์ทั่วไปเกี่ยวกับความคิดอินเดีย
 
 

 
26
โดยเน้นที่ภูมิปัญญา ผลักดันให้ปรัชญาเป็นที่ตั้งของศาสนา ทำให้เกิดคุณลักษณะเชิงเหตุผลของศาสนาในอินเดีย. ไม่มีความเคลื่อนไหวเชิงศาสนาเกิดขึ้นเลย โดยปราศจากพัฒนาการที่สนับสนุนเนื้อหาเชิงปรัชญา. ฮาเวลล์ได้ให้ข้อสังเกตว่า “ในอินเดียนั้น ศาสนาแทบจะกล่าวไม่ได้ว่าเป็นความเชื่อ ทว่าเป็นสมมติฐานที่ใช้การได้ เกี่ยวกับพฤติกรรมการของมนุษย์ ที่ได้ปรับให้เข้ากับขั้นตอนต่าง ๆ ของพัฒนาการทางจิตวิญญาณและสภาพชีวิตที่แตกต่างกัน.”1 เมื่อใดก็ตามที่มีแนวโน้มว่าจะตกผลึกหลงเชื่อในลัทธิที่ตายตัว ก็จะมีการตั้งค่าการฟื้นฟูจิตวิญญาณและปฏิกิริยาทางปรัชญา ซึ่งโยนความเชื่อลงในเบ้าหลอมของการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อพิสูจน์ความจริงและต่อสู้กับความมดเท็จ. เราสังเกตได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อความเชื่ออันเป็นที่ยอมรับกันทางประเพณีนั้นเริ่มไม่เพียงพอ (แม้ว่า) จะไม่เป็นเท็จก็ตาม ด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป และอายุความอดทนของเรา (ผู้ศรัทธา) ก็มีมากขึ้น เกิดความเห็นแจ้งจากคุรุท่านใหม่ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหาวีระ วยาส หรือ ศังกราจารย์ ที่มีพละเหนือกว่าได้กระตุ้นความลุ่มลึกของชีวิตด้านจิตวิญญาณขึ้น. ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ความคิดของอินเดีย เป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบภายในและการหยั่งภาพไปข้างหน้า เมื่อได้รับการเชื้อเชิญจากลมปราณของจิต ซึ่งพัดไปยังที่ที่มันปรากฎและไม่มีผู้ใดทราบว่ามันมาจากไหน จิตวิญญาณแห่งมนุษย์ก็เริ่มต้นขึ้นและก้าวสู่การผจญภัยครั้งใหม่. ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างความจริงแท้ทางปรัชญาและชีวิตประจำวันของผู้คนที่ทำให้ศาสนามีชีวิตและเป็นจริงเสมอ.
มหาฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส (Vyās),
ที่มา: www.patheos.com, วันที่สืบค้น 15 กรกฎาคม 2560.
 
       ปัญหาทางศาสนาได้กระตุ้นจิตวิญญาณของปราชญ์. ความคิดของชาวอินเดียได้รับการฝึกปรือมาแต่เดิมเกี่ยวกับธรรมชาติของพระเป็นเจ้า จุดจบของชีวิตและความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคลกับจิตวิญญาณสากล. แม้ว่าปรัชญาในอินเดียจะไม่ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความหลงไหลในการคาดเดาทางศาสนาอย่างสิ้นเชิง แต่การอภิปรายทางปรัชญาก็ถูกขัดขวางโดยรูปแบบของตัวศาสนาเอง. เรื่องทั้งสอง (ปรัชญาอินเดีย และการอภิปรายทางปรัชญา) ไม่ได้สับสนแต่อย่างใด. เนื่องจากความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ หลักคำสอนและชีวิต ปรัชญาที่ไม่สามารถยืนหยัดในการทดสอบชีวิตได้ หากไม่สามารถถือปฏิบัติได้แล้ว ก็มีความหมายมากกว่าคำว่าไม่มีโอกาสรอด (ไม่รอดโดยสิ้นเชิง). สำหรับผู้ที่ตระหนักถึงความเป็นเครือญาติอย่างแท้จริงระหว่างชีวิตและทฤษฎี ปรัชญาได้กลายเป็นวิถีชีวิตและทฤษฎี  ปรัชญากลายมาเส้นทางแห่งชีวิต อันเป็นแนวทางสู่การสำนึกทางจิตวิญญาณ. ไม่มีการเรียนการสอน แม้แต่ศังกราจารย์เอง ก็ยังเป็นเพียง
---------------

1 กฎของอารยันในอินเดีย หน้าที่ 170. ดูบทความเรื่องหัวใจของลัทธิฮินดู: วารสารฮิบเบิร์ต, ตุลาคม, พ.ศ.2465.
 
 
27
คำกล่าวจากปากต่อปาก (มุขปาฐะ) หรือหลักของสำนักความคิดเท่านั้น. ทุกหลักคำสอนได้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่เร่งเร้า กระตุ้นหัวใจของมนุษย์และเกิดลมหายใจที่ถี่ขึ้น.
       ไม่เป็นความจริงที่จะกล่าวว่าปรัชญาอินเดียไม่เคยประหม่าหรือตื่นตระหนก. แม้ในช่วงแรกที่ได้มีการพินิจพิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ก็มีการแก้ไขความเชื่อทางศาสนา. มีสักขีพยานที่แสดงถึงการเคลื่อนตัวทางศาสนาไปข้างหน้าอันบ่งบอกถึงความก้าวหน้า โดยเริ่มจากบทสวดของพระเวทไปจนถึงอุปนิษัท. เมื่อเราได้เข้ามาสู่บวรพุทธศาสนาแล้ว จิตวิญญาณทางปรัชญาได้กลายเป็นเจตคติที่มีความมั่นคงในจิตใจ ซึ่งในสารัตถะทางปรัชญาแล้ว จะไม่มีอิทธิพลจากภายนอกใด และตระหนักถึงการไร้ขีดจำกัดของร่างกาย เว้นแต่ที่เป็นผลมาจากตรรกะ ซึ่งตรวจสอบทุกสิ่งทดสอบทั้งหมด และติดตามอย่างไร้ความกลัวเกรงไปในทุกแห่งหนเท่าที่การโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์จะนำพาไป. เมื่อเราเข้าถึงทรรศนะและระบบความคิดต่าง ๆ แล้ว เราจะต้องใช้ความพยายามให้มากและไม่ลดละความพยายามต่อความคิดที่เป็นระบบ. ระบบจะปลอดจากศาสนาดั้งเดิมและอคติโดยสิ้นเชิงเพียงใดนั้น จะเห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงที่ว่าสางขยะจะนิ่งเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า แม้ว่าจะบางอย่างที่ไม่สามารถแสดงให้ประจักษ์ได้ในทางทฤษฎี. ไวเศษิกะ (หนึ่งในทรรศนะทั้งหกของปรัชญาอินเดียหลังพุทธกาล สถาปนาโดยฤๅษีกรณาทะ เป็นแนวคิดแบบพหุสัจนิยม เชื่อว่าส่วนที่เล็กที่สุดของสสารคือ ปรมาณู มีจำนวนมาก แบ่งแยกไม่ได้และเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโลก พระเจ้าสูงสุดคือพระมเหศวรเป็นผู้สร้างโลก โดยเจตจำนงของพระองค์ จะกระตุ้นให้ปรมาณูมารวมตัวกัน จนเกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ และเป็นโลกในที่สุด: อ้างถึง: ฟื้น ดอกบัว. ปวงปรัชญาอินเดีย. กทม. ศยาม. 2555 หน้า 189-208) และโยคะ ในขณะที่เหล่าชนชาวอินเดียยอมรับถึงพระผู้สูงส่งซึ่งมีชีวิต ก็มิได้ถือว่าพระองค์เป็นผู้สร้างจักรวาล และไชมิณิ (มหาฤๅษีผู้พัฒนาปรัชญามีมางสา) ได้อ้างถึงพระผู้เป็นเจ้า เพียงเพื่อปฏิเสธความรอบคอบและรัฐที่มีคุณธรรมของโลก. ระบบทางพระพุทธศาสนาในยุคแรก ๆ เป็นที่ทราบกันว่าไม่สนใจในพระเจ้า และเรายังมีความเป็นจารวากวัตถุนิยม ผู้ซึ่งปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า เยาะเย้ยนักบวช ด่าทอพระเวทและแสวงหาทางรอดด้วยความปรีดา.
       อำนาจสูงสุดของศาสนาและประเพณีทางสังคมในชีวิต ไม่ได้ขัดขวางการแสวงหาปรัชญาอย่างเสรี. มันเป็นความขัดแย้งที่แปลกประหลาดและไม่มีอะไรที่มากไปกว่าความจริงที่แจ่มชัดว่า ในขณะที่ชีวิตทางสังคมของแต่ละบุคคลถูกผูกมัดไว้ด้วยความเข้มงวดของวรรณะ ทว่าเขาก็มีอิสระที่จะเดินเตร่ในเรื่องของความคิดเห็น. มีการตั้งคำถามอย่างอิสระและวิพากษ์วิจารณ์หลักความเชื่อที่มนุษย์ได้ให้กำเนิดมันขึ้นมา. นั่นคือเหตุผลที่คนนอกรีต คนขี้ระแวง ผู้ที่ไม่เชื่อ ผู้ที่มีเหตุผล และนักคิดอิสระ นักวัตถุนิยม และนักสุขนิยม ต่างก็เจริญรุ่งเรืองในแผ่นดินอินเดีย. ในมหาภารตะกล่าวไว้ว่า “ไม่มี มุนี ท่านไหนที่ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตน.”
       ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงความหลักแหลมของจิตใจชาวอินเดีย ที่เพียรพยายามรู้ความจริงแท้ภายในและกฎกรณีย์ทุกด้านของมนุษย์. แรงกระตุ้นทางปัญญา -

 

มหาฤๅษีไชมิณิ ผู้เสนอและพัฒนาปรัชญาภูรวะ มีมางสา
(ภูรวะ หรือ ปุรวะ Purva แปลว่า มีมาก่อน หรือทิศตะวันออก),
ที่มา: www.sanskritimagazine.com, วันที่เข้าถึง 9 มีนาคม 2564.
 
28
- นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปรัชญาและเทววิทยา แต่ครอบครอบคลุมถึงตรรกะและไวยากรณ์ วาทศาสตร์และภาษา การแพทย์และดาราศาสตร์ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วครอบคลุมศิลป์และศาสตร์ทั้งหมด ตั้งแต่สถาปัตยกรรมจนถึงสัตววิทยา. ทุกสรรพสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตหรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจแก่จิตใจแล้ว จะกลายเป็นเป้าหมายของการสอบถามและวิพากษ์วิจารณ์. ซึ่งจะให้ความคิดเกี่ยวกับลักษณะที่ครอบคลุมทั้งหมดของชีวิตทางปัญญา ให้รับทราบแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการขยายพันธุ์ม้า และการฝึกช้างซึ่งก็มีศาสตร์และบันทึกข้อเขียนเป็นของตนเอง.
       ความพยายามทางปรัชญาในการกำหนดลักษณะของความจริงแท้ อาจเริ่มต้นด้วยตัวตนของความคิดหรือตัววัตถุแห่งความคิด. ซึ่งในอินเดียนั้น ความสนใจของปรัชญาอยู่ที่ตัวตนของมนุษย์. ขณะที่การมองภาพไปเบื้องหน้าได้เปิดออก ความเร่งรีบของเหตุการณ์ได้ผูกมัดจิตใจไว้. ในอินเดียนั้น “อาตมานัม วิธี” รู้จักตน ประมวลกฎหมายและเหล่าศาสดา. ภายในตัวมนุษย์นั้น จิตวิญญาณเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง. จิตวิทยาและจริยธรรมถือเป็นศาสตร์พื้นฐาน. ชีวิตของจิตใจแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของการเคลื่อนไหวไปง่าย ๆ  รวมทั้งการเล่นแสงและเงาที่บอบบาง.
 จิตวิทยาของอินเดียนั้นได้ตระหนักถึงคุณค่าของการทำสมาธิ และมองว่ามันเป็นวิธีการรับรู้ความจริงแท้. เชื่อกันว่าไม่มีช่วงชีวิตหรือจิตใจใด ที่ไม่สามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้ด้วยการฝึกฝนเจตจำนงและองค์ความรู้. ได้รับรู้ถึงการเชื่อมต่อที่ใกล้ชิดของจิตใจและร่างกาย. ประสบการณ์ทางจิต อาทิ กระแสจิตและตาทิพย์ ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรืออัศจรรย์แต่อย่างใด. มันไม่ใช่เป็นเรื่องปาฏิหาริย์. มันมิได้เป็นผลผลิตจากสภาวะจิตที่ป่วยไข้หรือได้รับแรงบันดาลใจจากเทพเจ้าแต่อย่างใด แต่ทว่าเป็นพลังที่จิตใจของมนุษย์สามารถแสดงออกได้ภายใต้เงื่อนไขของการตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว. จิตใจของมนุษย์นั้นมีสามลักษณะ จิตใต้สำนึก จิตสำนึก และจิตเหนือสำนึก (ความมีสติสัมปชัญญะ) และปรากฎการณ์ทางจิตที่ “ผิดปกติ” ซึ่งมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันอาทิ ความปิติยินดี อัจฉริยะ แรงบันดาลใจ ความบ้าคลั่ง ซึ่งล้วนเป็นการทำงานของจิตใต้สำนึก. ปรัชญาระบบโยคะจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์เช่นนี้เป็นพิเศษ แม้ว่าระบบอื่น ๆ จะอ้าง (ถึงปรากฎการณ์พิเศษ) ใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ก็ตาม.
       แผนการทางอภิปรัชญาขึ้นอยู่กับข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ทางจิต. คำวิจารณ์ที่ว่าอภิปรัชญาตะวันตกมีแนวคิดเพียงด้านเดียว เนื่องจากความสนใจถูกกักขังในสภาวะที่ตื่นรู้โดยลำพัง มันถูกบังคับให้เป็นเช่นนั้น. มีสถานะอื่น ๆ ของสติสัมปชัญญะที่มีสิทธิได้รับการพิจารณา-
 

 
29
-มากที่สุด. ความคิดของอินเดียคำนึงถึงแบบการตื่น การฝัน และการหลับที่ไร้ความฝัน. หากเรามองไปที่จิตสำนึกที่ตื่นขึ้นโดยรวมแล้ว เราจะได้แนวคิดด้านอภิปรัชญาที่เป็นความจริงแท้ เป็นคู่ และพหุนิยม. จิตสำนึกในความฝันนั้น เมื่อได้ศึกษาอย่างเฉพาะตัวแล้ว มันจะนำเราไปสู่หลักคำสอนในแนวคิดส่วนบุคคล (ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ - อัตวิสัย). สภาวะของการนอนหลับที่ปราศจากความฝันนั้น จะรังสรรค์ให้เกิดทฤษฎีที่เป็นนามธรรมและลึกลับได้. ความจริงแท้ทั้งมวลต้องคำนึงถึงรูปแบบทั้งหมดของจิตสำนึก.
       ด้วยความโดดเด่นของความสนใจในอัตวิสัยนั้น ก็มิได้หมายความว่าศาสตร์ด้านภววิสัย (สิ่งที่มีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริง เงื่อนไขที่เป็นความจริง) จะไร้ซึ่งคำกล่าวใด ๆ . หากเราอ้างถึงความสำเร็จจริง ๆ ของอินเดียในขอบเขตของศาสตร์ในเชิงบวกแล้ว เราจะเห็นว่าตรงกันข้าม. ชาวอินเดียโบราณได้วางรากฐานองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์และเครื่องกลไว้. พวกเขาวัดที่ดิน แบ่งเวลาเป็นปี ๆ ทำแผนที่สรวงสวรรค์ ติดตามเส้นทางของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ โดยผ่านจักรราศี วิเคราะห์เทหวัตถุของสสาร และศึกษาธรรมชาติของนกและสัตว์ป่า พืชและเมล็ดพันธุ์.1 “ไม่ว่าข้อสรุปใด ๆ ที่เราอาจเข้าถึงแหล่งดั้งเดิมของแนวคิดทางดาราศาสตร์แห่งแรกในโลก ซึ่งเป็นไปได้ว่าชาวฮินดูได้คิดค้นพีชคณิตและนำมาประยุกต์ใช้กับดาราศาสตร์และเรขาคณิต ซึ่งรับมาจากชาวอาหรับ ไม่เพียงแต่รับแนวคิดแรกของการวิเคราะห์พีชคณิตเท่านั้น แต่ยังคงรวมถึงสัญลักษณ์ที่เป็นตัวเลขและสัญกรณ์ทางทศนิยมอันประเมินค่ามิได้นี้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันแพร่หลายในยุโรป ซึ่งได้นำมาใช้สนองความก้าวหน้าทางด้านคณิตศาสตร์”2 “การเคลื่อนไหวของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้น ถูกสังเกตอย่างรอบคอบโดยชาวฮินดู และด้วยความสำเร็จดังกล่าว ก่อให้เกิดการปฏิวัติเกี่ยวกับวงโคจรของดวงจันทร์ ซึ่งมีความแม่นยำกว่าสิ่งที่ชาวกรีกได้ทำไว้. เหล่าชนฮินดูได้แบ่งวงจรรูปไข่ (ของดวงจันทร์) ออกเป็นยี่สิบเจ็ดและยี่สิบแปดส่วน อันนำไปสู่ปรากฎการณ์การแบ่งช่วงวันต่าง ๆ ของดวงจันทร์ -

---------------
1 เราอาจจะอ้างถึงข้อความที่มีอายุไม่น้อยกว่า 2,000 ปีก่อนการกำเนิดของโคเปอร์นิคัส จากคัมภีร์ไอตเรยะ พราหมณะ (การรวบรวมบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ของอินเดียโบราณ ในฤคเวท กล่าวถึง "ตัวตนและอาตมันของมนุษย์"): “ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกหรือขึ้นเลย. เมื่อผู้คนคิดกับตนเองว่าดวงอาทิตย์กำลังตกนั้น. เขา (ดวงอาทิตย์) เพียงเปลี่ยนไปหลังจากใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของวันเท่านั้น และทำให้ต่อไปนี้ก็เป็นกลางคืนและกลางวันก็เป็นสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่ง. จากนั้นเมื่อผู้คนคิดว่าเขาขึ้นในตอนเช้า เพียงแต่เขาเลื่อนตัวเองไปหลังจากที่ถึงจุดสิ้นสุดของคืนเท่านั้น และทำให้ต่อไปนี้เป็นกลางวันและกลางคืนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่ง. แท้จริงแล้วเขาไม่เคยตกเลย.” การตีพิมพ์ของฮุง, บทที่ 3; ฉานโทคยะ อุปนิษัท, บทที่ 3 เล่มที่ 2. 1-3 แม้ว่าจะเป็นคติชน แต่ก็มีความน่าสนใจ.
2 โมเนียร์ วิลเลี่ยม: ภูมิปัญญาชาวอินเดีย, หน้า 184.



 
30
 - และดูเหมือนจะเป็นแนวคิดของเหล่าชนฮินดูเอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าชนฮินดูนี้คุ้นเคยกับดาวเคราะห์ใหญ่ที่สวยงามที่สุด รอบการโคจรของดาวพฤหัสบดีที่พวกเขาแนะไว้นี้ ร่วมกับ (การโคจร) ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ นำไปสู่การวางระเบียบปฏิทินในรูปแบบของวัฏจักรหกสิบปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเหล่าชนฮินดูและชาวคาลเดีย (กลุ่มชนโบราณที่อยู่แถบคาลเดีย ช่วง 800 ปีก่อนคริสตกาล และปกครองกรุงบาบิโลน ช่วง 625-539 ปีก่อนคริสตกาล).”1 ขณะนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าชาวฮินดูในช่วงแรก ๆ นั้น ได้ก่อกำเนิดและพัฒนาสองศาสตร์ด้านตรรกะและไวยกรณ์ขึ้นมา.2

ตำแหน่งที่ชนเผ่าโบราณคาลเดียน อาศัยและปกครองกรุงบาบิโลน
ที่มา: chaldeansapter.weebly.com, วันที่เข้าถึง 18 มีนาคม 2564.
 
วิลสันได้เขียนว่า : “ในทางการแพทย์นั้นก็เฉกเช่นกับดาราศาสตร์และอภิปรัชญา ครั้งหนึ่งชาวฮินดูเคยก้าวทันเป็นชนชาติที่รู้แจ้งมากที่สุดในโลก เหล่าชนฮินดูประสบความสำเร็จด้วยขีดความสามารถในด้านการแพทย์และศัลยกรรม ในขณะที่มีผู้นำไปบันทึกศึกษาต่อยอดพัฒนาทักษะ ก่อนที่กายวิภาคศาสตร์ได้เป็นที่รู้จักโดยผู้ค้นคว้ายุคใหม่.”3 เป็นความจริงที่ว่าเหล่าชนฮินดูนี้ไม่ได้ประดิษฐ์เครื่องจักรกลที่ยอดเยี่ยมใด ๆ. สำหรับสรวงสวรรค์ที่ทรงปราณี ท่านได้ประทานแหล่งน้ำที่ยิ่งใหญ่ รวมทั้งภักษาหารอันอุดมให้เหล่าชนฮินดูรับผิดชอบครอบครอง. ขอให้เราจดจำไว้ว่าสิ่งประดิษฐ์กลไกต่าง ๆ ที่เราทำและครอบครองนั้นมีขึ้นถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้นอินเดียก็เสียเอกราชและกลายเป็นผู้พึ่งพา (นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ไป). วันที่เธอ (อินเดีย) ได้สูญเสียอิสรภาพ และเริ่มหยอกเอินกับชาติอื่น ๆ คำสาปก็ตกใส่เธอและเธอก็กลายเป็นหิน (ชะงักไปในด้านการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์). จนถึงขณะนั้นเธอยังคงถือครองตนไว้ได้ แม้ในงานศิลปะ งานฝีมือและอุตสาหกรรม โดยไม่จำต้องกล่าวถึงคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เคมี การแพทย์ ศัลยกรรม และองค์ความรู้ด้านกายภาพที่เธอได้ฝึกฝนมาแต่ครั้งโบราณ เธอยังรู้วิธีสิ่วหิน วาดภาพ ขัดทอง และได้ทอผ้าไว้มากมาย. เธอได้พัฒนางานวิจิตรศิลป์ และอุตสาหกรรมทั้งหมด อันเป็นการวางสภาพการดำรงอยู่ไว้อย่างมีอารยะ. เรือของเธอได้ข้ามสมุทรและนำพาความมั่งคั่งอันเปี่ยมล้นไปยัง ยูเดีย อียิปต์ และโรม. แนวความคิดของเธอทางด้านมนุษย์และสังคม ศีลธรรมและศาสนาในช่วงเวลานั้นนับเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง. เราไม่สามารถกล่าวได้อย่างสมเหตุสมผลได้นักว่าชนชาวอินเดียมีความหลงไหลในบทกวีและนิยายปกรณัม และปฏิเสธวิทยาศาสตร์รวมทั้งปรัชญา แม้จะเป็นความจริงที่ว่าเหล่าชนชาวอินเดียตั้งใจที่จะแสวงหาความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่ง มากกว่าที่จะเน้นความแหลมคมและการแบ่งแยก.
       จิตใจที่คาดเก็งเอาประโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่สังเคราะห์ขึ้นได้ ในขณะที่ความคิดทางวิทยาศาสตร์-

---------------
1 งานแปลของโคลบรู๊ก เรื่อง ผลงานด้านพีชคณิตของภาสกราจารย์ (หรือ ภาสกรที่ 2) หน้าที่ 22.

2 ดูงาน วรรณกรรมสันสกฤต ของมัคส์ มึลเลอร์,
3 งาน, เล่มที่ 3 หน้าที่ 269,



 
31
 กลับมีการวิเคราะห์มากกว่า หากมีการอนุญาตให้สามารถแสดงถึงความแตกต่างดังกล่าวได้. อดีตมีแนวโน้มจะสร้างปรัชญาจักรวาลขึ้น ซึ่งรวมเอาภาพเบื้องหน้าอันครอบคลุมจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง ประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยและการสลายตัว และการผุพังของโลก. อย่างหลังนี้ (ความคิดทางวิทยาศาสตร์) มีแนวโน้มที่จะยึดติดกับรายละเอียดอันน่าเบื่อของโลก และครุ่นคิดถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความสมบูรณ์พร้อม. ความคิดของชนอินเดียพยายามพินิจการดำรงอยู่ด้วยมุมที่กว้างและไร้การมีตัวตน (อนัตตา) และทำให้มีผู้วิจารณ์นำข้อกล่าวหาของการเป็นคนมีอุดมการณ์และมีความคิดไตร่ตรองมากขึ้น ทำให้การมองไปข้างหน้านั้นดูออกจะเพ้อฝันและเป็นคนแปลกหน้าในโลก ในขณะที่ความคิดของชาวตะวันตกออกจะมีความเฉพาะเจาะจงและปฏิบัติได้จริงมากกว่า. สิ่งหลังนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเรียกว่าประสาทสัมผัส อดีตได้กดประสาทสัมผัสทางจิตวิญญาณไปสู่ประโยชน์จากการคาดการณ์. เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สภาพทางธรรมชาติของอินเดียอันได้บันทึกไว้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังครุ่นคิด และแสดงให้เห็นถึงความเต็มอิ่มด้านจิตวิญาณของอินเดียเองด้านบทเพลง ถ้อยทำนองทางดนตรีและการเต้นรำ พิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่ถูกรบกวนจากโลกภายนอก. มีประโยคกล่าวว่า “ตะวันออกกำสรด” มักเป็นการเยาะเย้ย มันไปด้วยกันไม่ได้เลยและปราศจากความจริงโดยสิ้นเชิง.
 
     นี่เป็นวิสัยทัศน์ที่ได้สังเคราะห์แล้วของชนอินเดีย ที่ทำให้ปรัชญาเข้าใจศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้แตกแขนงออกไปในยุคปัจจุบัน. ในโลกตะวันตกช่วงร้อยปีที่ผ่านมานั้น หรือองค์ความรู้หลายสาขาได้รวมอยู่ภายใต้ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ การเมือง ศีลธรรม จิตวิทยา การศึกษา ได้ถูกตัดทอนออกไปทีละส่วน จากแกนกลางของการเก็งเพื่อรับประโยชน์ของมนุษย์ทีละส่วน. ปรัชญาในสมัยเพลโตนั้นหมายถึง ศาสตร์ทั้งหมดล้วนผูกพันกับธรรมชาติของมนุษย์และแก่นของประโยชน์ที่มนุษย์คาดหวังไว้. ในทำนองเดียวกันซึ่งพระคัมภีร์โบราณของอินเดีย เรามีเนื้อหาทั้งหมดของวงข่ายทางปรัชญา. ต่อมาในปรัชญาตะวันตก ก็กลายเป็นความหมายเดียวกันกับอภิปรัชญา หรือ การอภิปรายถึงองค์ความรู้ การดำรงอยู่ และคุณค่าอย่างลึกซึ้ง และมีการถกเถียงกันว่าอภิปรัชญาได้กลายเป็นทฤษฎีที่สมบูรณ์ ตัดขาดออกจากจินตนาการและการปฏิบัติของธรรมชาติมนุษย์ไปเสียแล้ว. เราจะเห็นว่าอุดมคติแบบเอกนิยม (ความเชื่อที่ว่ามีเพียงปัจจัย) นั้น ได้กลายมาเป็นความจริงของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างไร. การเติบโตในประเด็นทั้งมวลของแนวคิดแบบพระเวทนั้น ได้วางอยู่บนฐานของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ นี่-
 
 
32
-คือความจริงแท้สูงสุดที่เปิดเผยไปยังอินเดีย. แม้แต่ระบบที่ประกาศตนว่าเป็นแบบคู่หรือพหุนิยม ก็ดูเหมือนจะถูกแทรกซึมโดยคุณลักษณะอันแข็งแกร่งของเอกนิยม. หากว่าเราสามารถมองเห็นภาพนามธรรมจากความคิดที่หลากหลายและสังเกตได้ถึงจิตวิญญาณทางความคิดของชนอินเดียแล้วไซร้ เราจะพบว่ามันมีเจตคติที่จะตีความชีวิตและธรรมชาติในหนทางแบบอุดมคติเอกนิยม (เชื่อว่ามีเพียงปัจจัย) แม้ว่าแนวโน้มนี้จะเป็นการปั่นแต่งขึ้นมาได้ การมีชีวิต และการมีความหลากหลายก็ตาม ก็มีหลายรูปแบบและแสดงออกในคำสอนที่เป็นปรปักษ์กัน. เราอาจระบุได้สั้น ๆ ถึงรูปแบบหลักที่แนวคิดเชิงอุดมคติซึ่งมองว่ามีเพียงปัจจัยนั้นได้สันนิษฐานไว้ในความคิดของชนอินเดีย โดยละเว้นการพัฒนาขั้นรายละเอียดและการคาดการณ์เชิงวิพากษ์. สิ่งนี้จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติและหน้าที่ของปรัชญาตามที่เข้าใจในอินเดีย. สำหรับวัตถุประสงค์ของเราอุดมคติเอกนิยมนั้น มีสี่ประเภท: (1) ไม่เป็นคู่นิยม หรือ อทไวตะนิยม (2) เอกนิยมบริสุทธิ์ (3) เอกนิยมดัดแปลง และ (4) เอกนิยมโดยนัย.

ถ้ำโบราณทางพระพุทธศาสนาเอเลแฟนต้า (ก่อนที่จะถูกแปลงเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) , มุมไบ, รัฐมหาราษฏระ, อินเดีย, แหล่งมรดกโลกยูเนสโก สร้างก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 2, ที่มา: facebook ห้อง Ancient History of India, วันที่เข้าถึง 17 เมษายน 2564.

       ปรัชญาจะดำเนินไปบนข้อเท็จจริงของประสบการณ์. การไตร่ตรองเชิงตรรกะนั้นนับเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าข้อเท็จจริงที่สังเกตเห็นโดยบุคคลใดนั้น เป็นที่ยอมรับของทุกคนหรือเป็นเพียงมุมมองตามบุคลิกลักษณะของเขาเอง. ทฤษฎีต่าง ๆ ย่อมจะได้รับการยอมรับ หากพวกเขากล่าวถึงข้อเท็จจริงที่น่าพอใจ. เราได้กล่าวไปก่อนแล้วว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทางด้านจิตใจหรือจิตสำนึกนั้น ได้รับการศึกษาโดยเหล่านักคิดชนอินเดียด้วยการเอาใจใส่พินิจตรึกตรองมากพอ ๆ กับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ของโลกภายนอก ที่ได้รับการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของเรา. ข้อสรุปทางปรัชญาของเอกนิยมแบบอทไวตะนั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลจากการสังเกตการณ์ทางจิตวิทยา.
       กิจกรรมของตนเองถูกกำหนดไว้ในสามสถานะ การตื่น การนอนหลับ และการนอนหลับที่ไร้ฝัน. ในความฝันนั้น โลกแห่งรูปธรรมที่แท้จริงจะถูกนำเสนอแก่เรา.
 เราไม่เรียกโลกนี้จริง เนื่องจากเมื่อตื่นขึ้นเราพบว่าโลกแห่งความฝันไม่เข้ากับโลกที่ตื่น เรายังรู้สึกค่อนข้างอยู่ในสถานะความฝัน โลกแห่งความฝันเป็นจริง. มันเป็นความคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานชีวิตที่ตื่นขึ้นมาแบบเดิม ๆ และไม่ใช่ความรู้ที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความจริงที่ดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง ที่บอกเราว่าสภาวะในฝันนั้นเป็นความจริงน้อยกว่าสภาวะที่กำลังตื่นอยู่. แม้ความจริงขณะตื่นอยู่ก็คือความสัมพันธ์. ไม่มีการดำรงอยู่ที่ถาวร เป็นเพียงสหสัมพันธ์ของสถานะที่ตื่นอยู่เท่านั้น. ซึ่งมันก็อันตรธานไปในความฝันและการนอนหลับ. สติสัมปชัญญะขณะที่ตื่นขึ้นและโลกที่ได้เผยออกมานั้น มีความสัมพันธ์ระหว่างกันอยู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดในฝันและ-
 
 
33
-โลกแห่งความฝัน. มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แท้ สำหรับคำกล่าวของศังกราจารย์ ในขณะที่ “โลกแห่งความฝันถูกย่อยสลายทุกวัน และโลกที่ตื่นอยู่ก็ถูกย่อยสลายภายใต้กรณีพิเศษ.” ในการนอนหลับที่ปราศจากความฝันนั้น เราได้หยุดสติสัมปชัญญะเชิงประจักษ์. ปราชญ์ชาวอินเดียบางท่านมีความเห็นว่าเรามีสภาพจิตสำนึกที่ไร้ภววิสัย (ไร้สิ่งที่มีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริง หรือไร้ซึ่งเงื่อนไขที่เป็นความจริง). ไม่ว่าในกรณีใดก็ตามเป็นที่ชัดเจนว่า การหลับที่ไร้ฝันนั้นไม่ใช่การไม่ดำรงอยู่อย่างสิ้นเชิง หรือ การปฏิเสธสมมติฐานที่ขัดแย้งกับการหวนระลึกถึงการนอนหลับผ่อนคลายอย่างมีความสุขในเวลาต่อมา. เราอดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าตัวตนนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่ามันจะสูญเสียประสบการณ์ทั้งหมดก็ตาม. เราไม่รู้สึกถึงวัตถุใด ๆ และจะไม่มีเลยตราบเท่าที่การหลับนั้นยังมีซุ่มเสียงอยู่. ตัวตนที่บริสุทธิ์ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากแนวคิดที่ล่องลอยขึ้นและสลัดทิ้งไป ซึ่งผุดขึ้นและสลายไปพร้อมกับอารมณ์เฉพาะ (ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ). “สิ่งที่ไม่แตกต่างกัน ไม่เปลี่ยนไปท่ามกลางสรรพสิ่งต่าง ๆ นั้น มันจะแตกต่างและแปรเปลี่ยนไปจากสรรพสิ่งเหล่านั้น.”1 ตัวตนที่คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นหนึ่งเดียวตลอดนั้น การเปลี่ยนแปลงก็ต่างจากสรรพสิ่งทั้งมวล. เงื่อนไขต่าง ๆ เปลี่ยน แต่ไม่ใช่ตัวตน. “ในช่วงหลายเดือน ปี และรอบเล็กและรอบใหญ่รอบแล้วรอบเล่า ทั้งในอดีตและที่จะมาถึง ความสำนึกที่เปล่งประกายภายในตนโดยลำพังนั้น ไม่ขึ้นหรือตกแต่อย่างใด.”2 ความจริงอันไม่มีเงื่อนไขที่ซึ่งเวลาและอวกาศ พร้อมทั้งสสารวัตถุทั้งหมดนั้นมลายไป จะรู้สึกได้ว่านี่คือความเป็นจริง. นี่เป็นตัวตนซึ่งเป็นผู้ชมที่ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากแนวคิดของละครทั้งเรื่อง ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ช่วงที่กำลังตื่น กำลังฝัน และการหลับไป. เราเชื่อมั่นว่ามีบางสิ่งในตัวเราที่นอกเหนือจากความปรีดาและความเศร้าโศก คุณธรรมและความชั่วร้าย ดีและเลว. ตัวตนที่ “ไม่มีวันตาย ไม่เคยเกิด-ไม่เกิด นิรันดร์ อมตะ สิ่งเก่ากาลนี้ไม่มีวันถูกทำลายให้วิบัติในร่างนี้เลย. หากผู้สังหารคิดว่าตัวเองสามารถฆ่าได้ หรือผู้ถูกสังหารคิดว่าตัวเองโดนฆ่าแล้วไซร้ แต่เข้าทั้งสองหารู้ความจริงไม่ เพราะตัวเองไม่ได้สังหารหรือถูกสังหาร.”3
       นอกเหนือจากตัวตนที่เหมือนกันตลอดกาลแล้ว เรายังมีวัตถุต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายให้เห็นประจักษ์อีกด้วย. อดีตเป็นสิ่งถาวร ไม่เปลี่ยนรูป แต่พอจำเนียรกาลผ่านไป ก็กลายเป็นไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา. อดีตเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ เป็นอิสระจากสรรพสิ่งทั้งมวล. กาลต่อมาก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์.

---------------
1 “เยษุ วยาวรตมาเนษุ ยัด อนุวรทติ ทัต เตพโย ภินนัม” (ภามตี).
2 ปัญจทศี, i. 7.
3 กถะ อุปนิษัท, ii. 18-19; ภ.ค., 19-20.
 

34
       แล้วเราจะอธิบายโลกอย่างไรดี. ความหลากหลายเชิงประจักษ์นั้นปรากฏในขอบอวกาศ เวลา และเหตุ (ปัจจัย). หากตัวตนเป็นหนึ่งเดียว สากล ไม่เปลี่ยนรูป เราก็จะพบว่าในโลกนี้มีรายละเอียดมากมายที่มีคุณลักษณะตรงกันข้าม. เราสามารถกล่าวได้ว่านี่มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นจุดหมายของประเด็นเรื่องราว. ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม มันเป็นเรื่องจริง.

       
info@huexonline.com