MENU
TH EN

ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.006 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 3)

Title Thumbnail & Hero Image: พระพรหม, ที่มา: www.pinterest.com, วันที่เข้าถึง: 25 มีนาคม 2567.
1.
ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.006 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 3)
First revision: Mar.25, 2024
Last change: Mar.31, 2026

สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรตโดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
1.
105 (ต่อ)
1.
บทที่ 9
ศาสนา
1.
ราได้เห็นแล้วว่าปรากฎการณ์ทางกายภาพเริ่มดึงดูดความสนใจและได้รับการกำหนดบุคลิกลักษณะได้อย่างไร. การยกย่องปรากฎการณ์ทางธรรมชาติให้เป็นเทพเจ้าส่งผลเสียต่อความคิดและการปฏิบัติทางศาสนา. โลกจึงเต็มไปด้วยเทพเจ้าที่มีความรู้สึกยุติธรรมแบบมนุษย์ และสามารถถูกชักจูงด้วยคุณสมบัติของมนุษย์ เช่น ความเกลียดชังและความรักได้. เทพเจ้าหลายองค์ไม่ได้ถูกทำให้มีลักษณะเหมือนมนุษย์อย่างเพียงพอ และมักกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมตามธรรมชาติได้ง่าย. อย่างเช่น พระอินทร์ ผู้เกิดจากน้ำและก้อนเมฆ บางครั้งก็พุ่งลงมาจากสวรรค์พร้อมกับเสียงฟ้าร้อง. เทพเจ้าในคัมภีร์พระเวทตามที่บลูมฟิลด์01. กล่าวไว้ เป็นตัวแทนของ "ลักษณะความเป็นมนุษย์ที่หยุดชะงัก." แม้กระทั่งเทพเจ้าที่ถูกทำให้มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหยาบ ๆ . พวกเขามีมือและเท้าเหมือนมนุษย์. บรรดาเหล่าเทพมีรูปร่างที่แท้จริง มีอารมณ์ความรู้สึกที่ขัดแย้งเหมือนทรวงอกของมนุษย์ มีผิวพรรณที่เนียนใส และมีเพียงศักดิ์ศรีเพียงแค่เคราที่เหมือนท่อนไม้. เหล่าทวยเทพจะต่อสู้กันและมีงานเลี้ยง ดื่ม และเต้นรำ กินและรื่นเริง. บางเทพก็ถูกกล่าวว่าเป็นนักบวช เช่น พระอัคนี และพระพฤหัสบดี ส่วนเทพองค์อื่น ๆ ก็เป็นนักรบ เช่น พระอินทร์ และพวกมารุต. อาหารของเหล่าเทพก็คืออาหารโปรดของมนุษย์ ได้แก่ นม เนย กี (ghee- เนยใส) และธัญพืช เครื่องดื่มโปรดปรานคือน้ำโสม. พวกเขามีจุดอ่อนของมนุษย์และพอใจได้ง่ายด้วยคำเยินยอ. บางครั้งพวกเหล่าเทพก็เห็นแก่ตัวอย่างโง่เขลาจนเริ่มถกเถียงกันว่าควรจะให้สิ่งใด (แก่มนุษย์ที่บูชาเหล่าเทพ).
หมายเหตุ การขยายความ:

01. บลูมฟิลด์ - ศ.ดร.มอริช บลูมฟิลด์ (Maurice Bloomfield) รายละเอียดดูในหมายเหตุ การขยายความ 07 หน้าที่ 68 ของ ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.003 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท.
1.
2.

106
"นี่คือสิ่งที่ฉันจะทำ - ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันจะให้วัวกับเขา หรือจะเป็นม้าดี? ฉันสงสัยว่าฉันจะได้รับน้ำโสมจากเขาจริงหรือเปล่า."1. ในสายตาของพวกเขา เครื่องบูชาอันล้ำค่ามีประสิทธิภาพมากกว่าคำอธิษฐานที่จริงใจเสียอีก. กฎง่าย ๆ แห่งการให้และรับเป็นสิ่งที่ผูกมัดเทพเจ้ากับมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน แม้ว่าความสมดุลที่สมบูรณ์แบบซึ่งควบคุมความสัมพันธ์ของพวกเขาในคัมภีร์พราหมณ์ยุคหลังจะห่างไกลอยู่ก็ตาม.

พระอินทร์, ที่มา: pinterest.com, วันที่เข้าถึง: 8 มีนาคม 2569.
1.
       "การทำให้องค์ประกอบของศาสนาที่อ้างอิงถึงธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นมนุษย์ ย่อมทำให้องค์ประกอบเหล่านั้นชั่วร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. การบูชาพายุฝนฟ้าคะนองนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางศีลธรรมมากมายนัก แม้ว่าสายฟ้าจะฟาดลงมาใส่ทั้งคนดีและคนชั่วอย่างไม่ยั้งคิดก็ตาม. ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นว่าสายฟ้ากำลังเลือกทำในสิ่งที่ฉลาดและชอบธรรม แต่เมื่อใดก็ตามที่เราบูชาสิ่งมีชีวิตในจินตนาการที่คล้ายมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ปล่อยสายฟ้า เราจะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก. เราต้องยอมรับว่าเรากำลังบูชาและเชิดชูสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งศีลธรรม เพราะเขาเป็นอันตราย หรือไม่ก็ต้องคิดหาเหตุผลมาอธิบายความโกรธของเขาที่มีต่อผู้คนที่ถูกสายฟ้าฟาด. และเหตุผลเหล่านั้นก็คงเป็นเหตุผลที่แย่แน่ ๆ . ถ้าพระผู้เป็นเจ้ามีลักษณะเป็นบุคคล พระองค์ก็จะกลายเป็นคนเอาแต่ใจและโหดร้าย."2. ตามทัศนะนี้ การบูชาพลังธรรมชาติในศาสนาพระเวทนั้นไม่ได้จริงจังนัก แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ใช้สอย. เรากลัวเทพเจ้าที่มีอิทธิพลที่เป็นอันตรายต่อเรา และรักเทพเจ้าที่ช่วยเหลือเราในการดำเนินชีวิตประจำวัน. เราอธิษฐานต่อพระอินทร์ให้ส่งฝนลงมา แต่กลับขอร้องไม่ให้ส่งพายุลงมา. เราวิงวอนต่อดวงอาทิตย์ให้มอบความอบอุ่นอย่างอ่อนโยน และอย่าทำให้โลกตกอยู่ในความแห้งแล้งอดอยากด้วยความร้อนที่แผดเผา. เทพเจ้ากลายเป็นแหล่งที่มาของความมั่งคั่งทางวัตถุ และการขออธิษฐานขอสิ่งของทางโลกเป็นเรื่องปกติมาก. และเนื่องจากมีการแบ่งแยกหน้าที่และคุณลักษณะ เราจึงอธิษฐานต่อเทพเจ้าเฉพาะองค์เพื่อขอสิ่งต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจง.3 การวิงวอนต่อเทพเจ้านั้นเรียบง่ายอย่างน่าเบื่อ.4 เทพเจ้าถูกมองว่าแข็งแกร่งมากกว่าดี มีอำนาจมากกว่าคุณธรรม. ศาสนาเช่นนี้ไม่สามารถตอบสนองความปรารถนาทางจริยธรรมของมนุษย์ได้. 
---------------

1.  โอเดนเบิร์ก: อินเดียโบราณ, หน้าที่ 71.
2. กิลเบิร์ต เมอร์เรย์: สี่ขั้นตอนของศาสนากรีก, หน้าที่ 88.
3. ฤคเวท บรรพที่ 10 สรรคที่ 47 โศลกที่ 1; บรรพที่ 4 สรรคที่ 32 โศลกที่ 4; บรรพที่ 2 สรรคที่ 6; บรรพที่ 7 สรรคที่ 59; บรรพที่ 7 สรรคที่ 24 โศลกที่  6; บรรพที่ 7 สรรคที่ 67 โศลกที่ 16.
4. ฤคเวท บรรพที่ 10 สรรคที่ 42 โศลกที่ 4.

1.
2.
107
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงสำนึกทางศีลธรรมอันแข็งแกร่งของชาวอารยันในยุคพระเวท แม้จะมีแนวโน้มแพร่หลายในการบูชาแบบเน้นประโยชน์ใช้สอย แต่พวกเขาก็ยังคงมองว่าเทพเจ้าโดยทั่วไปแล้วมีแนวโน้มทางศีลธรรมที่จะช่วยเหลือคนดีและลงโทษคนชั่ว. ความปรารถนาทางศาสนาสูงสุดของมนุษย์ที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดได้รับการยอมรับ.1 เทพเจ้ามากมายนั้นมีประโยชน์เพียงเพื่อช่วยให้ผู้ศรัทธาเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดได้.2

       การเสียสละเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. ก็เพราะความรักอันลึกซึ้งที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่การมอบทรัพย์สินและสิ่งของของตนแด่พระองค์. เราอธิษฐานและถวาย. แม้เมื่อการถวายเครื่องบูชาเป็นที่นิยม ทว่าจิตวิญญาณก็ยังถือว่าสำคัญกว่า และธรรมชาติที่แท้จริงของการเสียสละก็ได้รับการเน้นย้ำ. "จงกล่าวคำพูดอันทรงพลังต่อพระอินทร์ซึ่งหวานกว่าเนยหรือน้ำผึ้ง."3 ศรัทธาหรือความเลื่อมใสในพิธีกรรมทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็น.4 พระวรุณเป็นเทพเจ้าผู้มองเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์เพื่อค้นหาแรงจูงใจที่ซ่อนเร้นอยู่. เมื่อค่อย ๆ เข้าใจว่าเทพเจ้ามีความเป็นมนุษย์มากเกินไป พวกเขาเหล่ามนุษย์จึงคิดว่าอาหารมื้อใหญ่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าถึงหัวใจของพระผู้เป็นเจ้า.5


       มีคำถามที่ถกเถียงกันมากเกี่ยวกับการบูชายัญของมนุษย์. กรณีของศุนศเศปะ6,01 นั้น ไม่ได้มีการบ่งชี้ว่าการบูชายัญมนุษย์ได้รับอนุญาตหรือได้รับการสนันสนุนในคัมภีร์พระเวท. เราได้ยินเรื่องการบูชายัญด้วยม้า.7 แต่แม้ในเวลานั้นก็มีการประท้วงต่อต้านสิ่งเหล่านี้ ในคัมภีร์สามเวทกล่าวว่า “โอ้ เหล่าเทพเจ้า! เราไม่ใช้ประโยชน์จากการบูชายัญ เราไม่ฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ เราบูชาโดยการท่องบทสวดศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น”8. เสียงร้องแห่งการต่อต้านนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยอุปนิษัทและสืบทอดต่อโดยพระพุทธศาสนาและศาสนาเชน.

       การบูชายัญเป็นพิธีกรรมขั้นที่สองของศาสนาพระเวท. ในขั้นแรกเป็นการสวดมนต์ธรรมดา. ตามที่ปรากฎในคัมภีร์ปาราศระ สมฤติ02. เราพบว่า "การทำสมาธิในกฤตยุค. มีการบูชายัญในเตรตยุค มีการบูชาในทวาปรยุค และมีการสรรเสริญและการสวดมนต์ในกลียุค."03

---------------

1.  ฤคเวท, บรรพที่ 10 สรรคที่ 88 โศลกที่ 15; บรรพที่ 1 สรรคที่ 125-5; บรรพที่ 10 สรรคที่ 107 โศลกที่ 2.
2. บรรพที่ 1 สรรคที่ 24 โศลกที่ 1.
3. บรรพที่ 2 สรรคที่ 24; บรรพที่ 6 สรรคที่ 15 โศลกที่ 47.
4. บรรพที่ 1 สรรคที่ 55 โศลกที่ 5; สรรคที่ 133 โศลกที่ 5; บรรพที่ 1 สรรคที่ 104 โศลกที่ 6.
5. "พิธีกรรมใน (มหากาพย์ของ) โฮเมอร์นั้นเรียบง่ายและเป็นแบบแผนเดียวกัน (เช่น อีเลียด และโอดิสซีย์ เป็นต้น). ประกอบด้วยการสวดมนต์พร้อมกับการโปรยเมล็ดพืช ตามด้วยการเผาสัตว์เพื่อบูชา. ผู้บูชาจะนำเนื้อสดส่วนหนึ่งไปชิม แล้วนำสัตว์ไปเผาถวายทวยเทพ. ส่วนที่เหลือจะนำไปรับประทานเป็นงานเลี้ยงพร้อมไวน์มากมาย" (แฮร์ริสัน: ขั้นตอนแห่งชีวิตของชาวกรีก หน้าที่ 87-88). พระอัคนีเป็นเทพเจ้าแห่งการบูชายัญที่สุดในภารตวรรษ. เช่นเดียวกับในกรีกโบราณ. ไฟได้นำพาเครื่องบูชาจากโลกไปสู่เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์. สิ่งทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีอะไรเลยที่เป็นเอกลักษณ์ของภารตะ.
6. ฤคเวท, บรรพที่ 1 สรรคที่ 6 โศลกที่ 24.
7.
ฤคเวท, บรรพที่ 2, 3, 6, 7. 
8. บรรพที่ 1, 2 สรรคที่ 9 โศลกที่ 2.

หมายเหตุ การขยายความ:
01. ศุนศเศปะ (शुनशेप - Śunaśśepa - ภาษาฮินดีจะออกเสียงว่า - ซูนาซซีปา) - คัมภีร์ศางขยานะ เศราตะ สูตร (शाङ्खायनश्रौतसूत्र - the Śankhāyana Śrauta Sūtra หรือ Śāṅkhāyanaśrautasūtra - SSS) โดดเด่นตรงที่อุทิศส่วนสำคัญให้กับตำนานการบูชายัญของศุนศเศปะ โดยพระฤๅษีวิศวามิตรมีบทบาทสำคัญในเรื่องเล่านี้ ทำหน้าที่เป็นปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์ คัมภีร์ระบุว่าเรื่องราวการบูชายัญใน SSS นั้นคล้ายคลึงกับในคัมภีร์ไอตเรยะ พราหมณะ (ऐतरेयब्राह्मण - Aitareya Brāhmaṇa - AB) มาก โดยมีเพียงความแตกต่างเล็กน้อยในด้านถ้อยคำ ในการบูชายัญนั้น ศุนศเศปะถูกกำหนดให้เป็นเหยื่อ แต่การแทรกแซงของพระฤๅษีวิศวามิตรช่วยป้องกันไม่ให้เขาถูกบูชายัญอย่างสมบูรณ์ ต่อมาพระฤๅษีวิศวามิตรรับศุนศเศปะเป็นบุตรบุญธรรม เปลี่ยนชื่อเป็นเทวราตะ (देवरात - Devarāta). และยกย่องให้เขามีตำแหน่งสูงในครอบครัว ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะกุศิกะ (कुशिक - Kuśika - เป็นมุนีที่ปรากฎในศิวะ ปุราณะ บรรพที่ 2 สรรคที่ 3 โศลกที่ 39) ผู้มีชื่อเสียง.
02. ปาราศระ สมฤติ (पराशरस्मृति - Pārāśarasmṛti) - คัมภีร์ธรรมศาสตร์โบราณของฮินดูที่เชื่อว่าเป็นผลงานของฤๅษีปราศระ (पराशर - Parāśara) (รายละเอียดดูเพิ่มเติมในหน้าที่ 1 ของ
02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2.) โดยระบุว่าเป็นกฎหมาย/แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับยุคกลียุค (Kali Yuga). เนื้อหามุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติทางศาสนา, การชำระล้าง, และกฎทางสังคมที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน.
03. รายละเอียดเรื่องยุคต่าง ๆ ดูเพิ่มเติมได้ในหน้าที่ 5 ของ
คัมภีร์ปุราณะ 1.

1.
2.

108
มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่คัมภีร์วิษณุ ปุราณะกล่าวไว้ว่า กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบูชายัญนั้นถูกกำหนดขึ้นในเตรตยุค.
1. เราอาจไม่เห็นด้วยกับการแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ แต่ตรรกะของการเติบโตของการปฏิบัติทางศาสนา ตั้งแต่การทำสมาธิไปจนถึงการบูชายัญ จากการบูชายัญไปสู่การบูชา จากการบูชาไปสู่การสรรเสริญและการอธิษฐาน ซึ่งดูเหมือนจะมีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริง.

       ศาสนาพระเวทดูเหมือนจะไม่ใช่ศาสนาที่บูชารูปเคารพ. ในสมัยนั้นไม่มีวิหารสำหรับเทพเจ้า. มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ . เหล่าทวยเทพถูกมองว่าเป็นมิตรของผู้บูชา. "พระบิดาแห่งสวรรค์," "พระมารดาแห่งโลก," "พระอัคนีผู้เป็นภราดา," - ถ้อยคำเหล่านี้มิใช่ถ้อยคำลอย ๆ . ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างมาก. ศาสนานั้นดูเหมือนจะครอบงำชีวิตทุกด้าน. การพึ่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นไปอย่างสมบูรณ์. ผู้คนสวดภาวนาแม้กระทั่งในเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต. "ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่เราในวันนี้ด้วยเถิด" เป็นคำกล่าวที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของชาวอารยันในยุคพระเวทอย่างแท้จริง. การพึ่งพาพระเจ้าแม้กระทั่งในเรื่องความสะดวกสบายทางโลกก็เป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาอย่างแท้จริง. ดังที่เราได้กล่าวไปแล้วนั้น เรามีแก่นแท้ของเทวนิยมสูงสุดอยู่ในการบูชาพระวรุณ. หากภักติ02. หมายถึงศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าส่วนบุคคล ความรักต่อพระองค์ การอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรับใช้พระองค์ และการบรรลุโมกษะ03. หรืออิสรภาพด้วยความศรัทธาส่วนบุคคล แน่นอนว่าเรามีองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมดในการบูชาพระวรุณ.

       ในบรรพที่ 10 สรรคที่ 15 และบรรพที่ 10 สรรคที่ 54, เราพบว่าสองบทสวดได้กล่าวถึงปิตระ04. ของบรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับผู้ได้รับพรซึ่งสถิตบนสรวงสวรรค์. ในบทสวดพระเวทนั้น วิญญาณบรรพบุรุษเหล่านี้ได้รับการอัญเชิญมาพร้อม ๆ กับเทวดา.2 เชื่อกันว่าปิตระจะมาในรูปของวิญญาณที่มองไม่เห็นเพื่อรับคำอธิษฐานและเครื่องบูชาในพิธีกรรมบูชายัญ. ซึ่งประเพณีทางสังคมนั้น อาจให้ความเคารพในการบูชาบรรพบุรุษ. อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาด้านพระเวทบางท่านเชื่อว่าบทสวดในฤคเวทไม่ได้กล่าวถึงเครื่องบูชาใด ๆ ต่อบรรพบุรุษเลย.3 

       ข้อวิจารณ์ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาต่อต้านศาสนาพระเวทคือ การที่ไม่มีการตระหนักถึงบาปในพระเวท. นี่เป็นมุมมองที่ผิดพลาด. บาปในพระเวทคือการเหินห่างจากพระผู้เป็นเจ้า.4 แนวคิดเรื่องบาปในพระเวทนั้นคล้ายคลึงกับทฤษฎีของชาวฮิบรู. พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าคือมาตรฐานของศีลธรรม.

---------------

1. บรรพที่ 6 สรรคที่ 2 ดูในเรื่องราวของท้าวปุรุรวาส01.
2. บรรพที่ 10 สรรคที่ 15.
3. บีหริ ลาล; พระเวท, หน้าที่ 101.
4. บรรพที่ 7 สรรคที่ 86 โศลกที่ 6 และดูบรรพที่ 7 สรรคที่ 88 โศลกที่ 5 และ 6 ด้วย.

หมายเหตุ การขยายความ:

นางอัปสร อุรวศีและท้าวปุรุรวาส, วาดโดย Raja Ravi Varma ราวพ.ศ.2433/ค.ศ.1890, ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง: 13 มีนาคม 2569.
1.
01. ปุรุรวาส บ้างก็เรียกปุรูราพ (पुरूरवस् - Purūravas) - กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจันทรวงศ์. ทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งจันทรวงศ์ สืบเชื้อสายตามลำดับมาจากพระพรหม - อัตริ - จันทรา - พุธ - และมาถึงปุรุรวาส เรื่องราวของท้าวปุรุรวาส แสดงไว้ในมหาภารตยุทธในอาทิ บรรพ.
02. ภักติ สามารถดูเสริมได้ในหมายเหตุ การขยายความ ข้อ 2 หน้าที่ 4(30)ของ 
1. สกันทะ ปุราณะ 1 (ความยิ่งใหญ่ของศิวะ ปุราณะและเรื่องราวของเทวราชา).
03. โมกษะ (मोक्ष - Mokṣa) ดูรายละเอียดเรื่องหลักปุรุษารถะใน หน้าที่ 2 ของ คัมภีร์ปุราณะ 2.
04. ปิตระ (पितरस् - Pitara - บิดา) - Pitaras - เหล่านี้คือวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับพระยม (ราชาแห่งความตาย) ที่ได้รับการเคารพและขอพรให้ประทานพรแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู.

1.
2.
109
ความผิดบาปของมนุษย์เป็นความบกพร่อง. เราทำบาปเมื่อเราฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า. เหล่าทวยเทพเป็นผู้รักษาไว้ซึ่งฤตะ01. ซึ่งเป็นระเบียบทางศีลธรรมของโลก. พวกเข้าปกป้องคนดีและลงโทษคนชั่ว. บาปไม่ใช่เพียงแค่การละเลยหน้าที่ภายนอกเท่านั้น. มีทั้งบาปทางศีลธรรมและบาปทางพิธีกรรม.1 การตระหนักถึงบาปเป็นสิ่งที่เรียกร้องให้มีการบูชายัญเพื่อไถ่บาป. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวคิดเรื่องพระวรุณ เรามีความรู้สึกถึงบาปและการให้อภัย ซึ่งทำให้เรานึกถึงหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ในยุคปัจจุบัน.

       โดยทั่วไปแล้ว เทพเจ้าตามที่ปรากฎในฤคเวทนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้พิทักษ์ศีลธรรม แต่ทวยเทพบางองค์ยังคงปล่อยให้กิเลสตัณหาครอบงำอยู่ เพราะเป็นเพียงมนุษย์ที่ได้รับการยกย่องเกินจริง และก็มีกวีหลายท่านที่สามารถมองเห็นความว่างเปล่าของสิ่งเหล่านี้ได้. มีบทสวดหนึ่ง2. ชี้ให้เห็นว่าเหล่าทวยเทพและมวลมนุษย์ทุกคนล้วนถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ส่วนตน. ความเสื่อมถอยของการบูชาพระเวทโบราณนั้นสืบย้อนไปถึงแนวคิดที่ต่ำต้อยเกี่ยวกับเหล่าเทพเจ้ามากมาย. มิฉะนั้นเราอาจไม่เข้าใจถึงบทสวดอันงดงาม3. ซึ่งแนะนำหน้าที่แห่งความเมตตาโดยไม่กล่าวถึงทวยเทพเลย. เหล่าเทพนั้นดูเหมือนจะอ่อนแอเกินกว่าจะค้ำจุนศีลธรรมอันบริสุทธิ์ได้. แนวคิดเรื่องจริยธรรมที่เป็นอิสระจากศาสนา. ซึ่งเป็นที่นิยมในพระพุทธศาสนา ได้ถูกนำเสนอไว้ในที่นี้.
1.
2.
บทที่ 10
จริยธรรม
1.
      มื่อหันมาพิจารณาจริยธรรมในฤคเวท เราจะพบว่าแนวคิดเรื่อฤตะนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง. มันคือการคาดการณ์ถึงกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นของความคิดแบบภารตะ. มันคือกฎที่แผ่ไปทั่วโลก ซึ่งเหล่าเทพและมวลมนุษย์ต้องปฏิบัติตาม. หากมีกฎในโลก กฎนั้นต้องทำงานของมันเอง. หากผลของมันไม่ปรากฎบนโลกนี้ มันก็ต้องไปปรากฎที่อื่น. ที่ใดมีกฎ ที่นั่นความวุ่นวายและความอยุติธรรมเป็นเพียงชั่วคราวและบางส่วนเท่านั้น. ชัยชนะของคนชั่วไม่ใช่สิ่งที่เด็ดขาด. การล้มลงของคนดีไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดความสิ้นหวัง.

       ฤตะมอบมาตรฐานทางศีลธรรมให้แก่เรา.
---------------
1. บรรพที่ 1 สรรคที่ 23 โศลกที่ 22; บรรพที่ 2 สรรคที่ 85.
2. บรรพที่ 9 สรรคที่ 115.
3. บรรพที่ 10 สรรคที่ 117.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. ฤตะ (विजय - Ṛta) เป็นหลักการของศาสนาพระเวทเกี่ยวกับระเบียบธรรมชาติ เชื่อกันว่าควบคุมและประสานการทำงานของจักรวาลในระดับธรรมชาติ ศีลธรรม และการเสียสละ.
1.
2.

110
ความไม่เป็นระเบียบหรืออันฤตะ01 คือความเท็จ ซึ่งตรงข้ามกับความจริง.1 คนดีคือผู้ที่เดินตามวิถีแห่งฤตะ อันเป็นหนทางที่ถูกต้องและเป็นระเบียบ. การประพฤติที่เป็นระเบียบเรียกว่าวรัต02 ที่แท้จริง. วรตานิ03 คือวิถีชีวิตของคนดีที่เดินตามทางแห่งฤตะ.2. ความสม่ำเสมอเป็นคุณลักษณะสำคัญของชีวิตที่ดี. คนดีในพระเวทจะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีของตน. พระวรุณนั้น เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของผู้ที่ปฏิบัติตามฤตะ ก็คือ ธฤตวรตะ04. ผู้ยึดมั่นในวิถีทางที่ไม่เปลี่ยนแปลง. เมื่อพิธีกรรมมีความสำคัญมากขึ้น ฤตะจึงกลายเป็นคำพ้องความหมายกับยาญณะ05. หรือพิธีบูชายัญ.

       หลังจากให้ภาพรวมของชีวิตในอุดมคติแล้ว บทสวดเหล่านี้ก็ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาเฉพาะของชีวิตทางศีลธรรม. มีการสวดภาวนาต่อเหล่าทวยเทพ. ต้องประกอบพิธีกรรม.3 พระเวทได้สันนิษฐานถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและสนิทสนมระหว่างมนุษย์กับเหล่าเทพเจ้า. ชีวิตของมนุษย์ต้องดำเนินต่อไปภายใต้การดูแลของพระผู้เป็นเจ้า. นอกเหนือจากหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อเหล่าทวยเทพแล้ว ก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย.4 ความมีเมตตาต่อทุกคนเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝัง การต้อนรับขับสู้ถือเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่. "ทรัพย์สมบัติของผู้ให้จะไม่ลดน้อยลง. ...ผู้ใดมีอาหาร แต่ใจกลับแข็งกระด้างต่อคนอ่อนแอที่จำต้องได้รับอาหาร ต่อผู้ทุกข์ยากที่มาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่กลับสนองความสุขของตนเองก่อน คนเช่นนี้จะไม่พบผู้ปลอบโยน."5 การใช้คาถา เวทมนตร์ การล่อลวง และการผิดประเวณี ถูกประนามว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย.6 การพนันขันต่อก็ถูกประนามเช่นกัน. คุณธรรมคืการปฏิบัติตามกฎของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งรวมถึงความรักที่มีต่อมนุษย์. ความชั่วร้ายคือการไม่เชื่อฟังต่อกฎนี้. "หากเราได้ทำบาปต่อคนที่รักเรา เคยทำผิดต่อเพื่อนและสหาย เคยทำร้ายเพื่อนบ้านที่เคยอาศัยอยู่กับเรา หรือแม้แต่คนแปลกหน้า โอ้ พระผู้เป็นเจ้า! โปรดปลดปล่อยเราจากความผิดบาปนี้ด้วยเถิด."7 เทพบางองค์ไม่อาจโน้มน้าวหรือเบี่ยงเบนจากเส้นทางแห่งความชอบธรรมได้ด้วยการถวายเครื่องบูชาใด ๆ . "ในเหล่าทวยเทพนั้น ไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือขวาหรือซ้าย สิ่งใดคือข้างหน้าหรือข้างหลัง. บรรดาเทพเจ้านั้นไม่กระพริบตาหรือหลับใหล ทวยเทพต่างล้วนแทรกซึมอยู่ในทุกสิ่ง ต่างมองเห็นทั้งความชั่วและความดี

---------------

1. ดูในฤคเวท บรรพที่ 7 สรรคที่ 56 โศลกที่ 12; บรรพที่ 9 สรรคที่ 115 โศลกที่ 4; บรรพที่ 2 สรรคทึ่ 6 โศลกที่ 10; บรรพที่ 4 สรรคที่ 5 โศลกที่ 5; บรรพที่ 8 สรรคที่ 6 โศลกที่ 2; บรรพที่ 7 สรรคที่ 47 โศลกที่ 3.
2. บรรพที่ 9 สรรคที่ 121 โศลกที่ 1; บรรพที่ 10 สรรคที่ 37 โศลกที่ 5.
3. ฤคเวท บรรพที่ 1 สรรคที่ 104 โศลกที่ 6; บรรพที่ 1 สรรคที่ 108 โศลกที่ 6; บรรพที่ 2 สรรคที่ 26 โศลกที่ 3; บรรพที่ 10 สรรคที่ 151.
4. ฤคเวท บรรพที่ 10 สรรคที่ 117.
5. บรรพที่ 8 สรรคที่ 6 โศลกที่ 5; บรรพที่ 1 สรรคที่ 2 โศลกที่ 6.
6. บรรพที่ 7 สรรคที่ 104 โศลกที่ 8; บรรพที่ 4 สรรคที่ 5 โศลกที่ 5.
7. ฤคเวท, บรรพที่ 5 สรรคที่ 85 โศลกที่ 7.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อันฤตะ (अनृत - Anṛta) คือการละเมิดระเบียบทางจักรวาลและสังคม (Ṛta) ซึ่งมักถูกเรียกอีกอย่างว่า "อสัตย์" (असत्य - Asatya).
02. วรัต (व्रत - vrata) คือ คำปฏิญาณ ความตั้งใจ หรือความศรัทธา ซึ่งแสดงถึงการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาเชน มักเกี่ยวข้องกับการถือศีลอด การสวดมนต์ และพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางจิตวิญญาณ ร่างกาย หรือส่วนตัว คำปฏิญาณเหล่านี้อาจเจาะจงไปที่วัน เทพเจ้า หรือจุดประสงค์ใด ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อการฝึกฝนตนเองและการชำระล้างจิตใจ.
03. วรตานิ (व्रतानि - Vratāni) เป็นรูปพหูพจน์ของวรตะ ซึ่งหมายถึงคำปฏิญาณทางศาสนา พิธีกรรมการงดเว้น หรือการกระทำแห่งความศรัทธาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในบริบทของพระเวท หมายถึง การกระทำอันศักดิ์สิทธิ์ กฎแห่งความจริง หรือหน้าที่ทางศาสนาที่กำหนดไว้.
04. ธฤตวรตะ (धृतव्रता - dhṛtavrata) เป็นอีกฉายาหนึ่งของพระรุทระ หรือฉายาหนึ่งของพระศิวะ, หรือ 1) ปฏิบัติตามคำปฏิญาณ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 2) อุทิศตน ผูกพัน 3) เป็นไปตามกฎหรือระเบียบที่กำหนดไว้.
05. ยาญณะ (यज्ञ  - yajña) หมายถึงการเสียสละ (Sacrifice).

1.
2.
111
แม้แต่สิ่งที่อยู่ไกลสุดก็อยู่ใกล้เหล่าเทพเจ้า ต่างชิงชังและลงโทษประหารชีวิต และค้ำจุนสนับสนุนสิ่งมีชีวิตทั้งปวง."

       นอกจากนี้ยังมีข้อบ่งชี้ถึงการมีแนวโน้มปลีกวิเวกสันโดษหรือบำเพ็ญตบะ. กล่าวกันว่าพระอินทร์พิชิตสวรรค์ได้ด้วยการบำเพ็ญตบะ.1 แต่ลักษณะเด่นไม่ได้อยู่ที่การบำเพ็ญตบะ. ในบทสวด เราพบความปิติยินดีอย่างยิ่งในความงามของธรรมชาติ ความยิ่งใหญ่ ความงดงามและเรื่องน่าเศร้า. แรงจูงใจของการบูชายัญคือความรักในสิ่งที่ดีงามของโลก. เรายังมีความสุขที่ลึกซึ้งในชีวิตและโลกที่ปราศจากความเศร้าหมองใด ๆ . อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติบำเพ็ญเพียรเป็นที่รู้จักกัน. การลดและการอดอาหารถือเป็นวิธีการบรรลุพลังเหนือธรรมชาติต่าง ๆ . กล่าวกันว่าในสภาวะปิตินั้น เทพเจ้าได้เข้ามาสถิตในมนุษย์.2 มีการอ้างอิงถึงสภาวะปิติของฤๅษีผู้บำเพ็ญเพียรที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในฤคเวท บรรพที่ 10 สรรคที่ 136.3

       ในบทสวดปุรุษะ สูคตะ01 มีการกล่าวถึงการแบ่งสังคมฮินดูออกเป็นสี่ชนชั้นเป็นครั้งแรก. เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการเกิดขึ้นตามธรรมชาติของสำนัก (แนวคิด) นี้. เราต้องจำไว้ว่าผู้พิชิตชาวอารยันนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องสายเลือดและเชื้อสายเผ่าพันธุ์จากชนเผ่าที่ถูกพิชิตในภารตะ. ชาวอารยันดั้งเดิมล้วนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน ทุกคนเป็นทั้งนักบวช ทหาร พ่อค้า และชาวนา. ไม่มีลำดับชั้นของนักบวชที่ได้สิทธิพิเศษ. แต่ความซับซ้อนของชีวิตนำไปสู่การแบ่งชนชั้นในหมู่ชาวอารยัน. แม้ว่าในตอนแรกทุกคนสามารถถวายเครื่องบูชาแก่เทพเจ้าได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ แต่ชนชั้นนักบวชและชนชั้นสูงก็แยกตัวออกจากชนชั้นที่ใช้แรงงาน. เดิมทีคำว่าไวศยะ (वैश्य - Vaiśya) หมายถึงผู้คนทั้งหมด. ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป เมื่อพิธีกรรมบูชายัญมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เมื่อความซับซ้อนของชีวิตที่เพิ่มขึ้นทำให้จำเป็นต้องจัดแบ่งชีวิต แน่นอนว่าบางครอบครัวที่โดดเด่นในด้านการเรียนรู้ ปัญญา ความสามารถทางด้านกวี พรสวรรค์เฉพาะทาง ได้กลายเป็นตัวแทนในการบูชาด้วยตำแหน่งปุโรหิต (पुरोहित - Purohita) หรือผู้ที่อยู่แถวหน้า. เมื่อศาสนาพระเวทได้พัฒนาไปสู่พิธีกรรมที่มีระเบียบแบบแผน ครอบครัวเหล่านี้จึงรวมตัวกันเป็นชนชั้นหนึ่ง. ด้วยบทบาทสำคัญในการรักษาประเพณีของชาวอารยัน. ชนชั้นนี้จึงไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด. เพราะผู้ที่มุ่งมั่นกับการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบนั้น ย่อมไม่มีอิสระและเวลาว่างมากพอสำหรับการคิดไตร่ตรอง.
---------------

1. บรรพที่ 10 สรรคที่ 127.
2. บรรพที่ 10 สรรคที่ 86 โศลกที่ 2.
3. ดูในบรรพที่ 7 สรรคที่ 59 โศลกที่ 6; บรรพที่ 10 สรรคที่ 114 โศลกที่ 2; บรรพที่ 10 สรรคที่ 167 โศลกที่ 1: บรรพที่ 10 สรรคที่ 109 โศลกที่ 4.
หมายเหตุ การขยายความ:

ภาพลักษณ์ของบุรุษ หรือปุรุษะ ในลัทธิตันตระ, ที่มา: ramanisblog.in, วันที่เข้าถึง: 23 มีนาคม 2569.
1.
01. ปุรุษะ สูคตะ (पुरुष सूक्त - Puruṣa Sūkta) เป็นบทสวดที่ปรากฎในฤคเวท (บรรพที่ 10 สรรคที่ 90) ที่สรรเสริญพระวิญญาณสูงสุด (Supersoul หรือ Cosmic Being.).
1.
2.

112
ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นหนึ่งที่สนใจในเรื่องทางจิตวิญญาณจึงถือกำเนิดขึ้น. พวกพราหมณ์ (The Brāhmins, ब्राह्मण - Brāhmin) ไม่ใช่กลุ่มนักบวชที่ยึดมั่นในหลักคำสอนตายตัว แต่เป็นชนชั้นปัญญาชนที่มีหน้าที่หล่อหลอมชีวิตที่สูงส่งของประชาชน. เหล่ากษัตริย์เป็นผู้อุปถัมภ์เหล่าพราหมณ์ผู้ทรงความรู้เหล่านั้นคือวรรณะกษัตริย์หรือบรรดาเจ้าชายผู้ปกครองแว่นแคว้นในสมัยนั้น. คำว่ากษัตริยา (क्षत्रियम् - Kṣatriya) มาจากคำว่ากษัตรา (क्षत्रम् - Kṣatra) "การปกครอง, การครอบครอง". ซึ่งมีความหมายเดียวกันในพระเวท พระอเวสตะ01 และจารึกภาษาเปอร์เซีย. ส่วนที่เหลือถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้คนหรือพวกวรรณะไวศยะ. เดิมทีการแบ่งวรรณะเป็นไปตามอาชีพ แต่ต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็นการสืบทอดทางสายเลือด. ในยุคของสวดสรรเสริญนั้น อาชีพต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวรรณะใดวรรณะหนึ่ง. มีบทกวีหนึ่งกล่าวถึงความหลากหลายของรสนิยมมนุษย์ว่า "ข้าฯ เป็นกวี บิดาเป็นหมอ มารดาเป็นคนบดข้าวโพด."1 นอกจากนี้ยังมีข้อความที่บ่งชี้ถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นของพราหมณ์. "เขาอาศัยอยู่ในบ้านตนเองอย่างสงบสุขและสะดวกสบาย อาหารอันศักดิ์สิทธิ์ไหลบ่ามาให้เขาอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดไป ชนทั้งหลายต่างให้ความเคารพต่อเขาด้วยความสมัครใจ - กษัตริย์ได้ให้ความสำคัญ (หรือให้เกียรติ) แก่พราหมณ์ก่อนเป็นอันดับแรก."2 ผู้ประกอบอาชีพที่มีความรู้ ผู้ที่ต่อสู้ ผู้ที่ค้าขาย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเดียวกัน ซึ่งถูกแบ่งแยกด้วยช่องว่างที่กว้างกว่าจากชนชาติที่ถูกพิชิต ซึ่งถูกจัดกลุ่มออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ () พวกทราวิฑ02 ซึ่งประกอบเป็นชนชั้นที่สี่ และ () ชนเผ่าดั้งเดิม. การแบ่งแยกเป็นชาวอารยันและพวกทัสยุ03. ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่รุนแรง โดยอิงจากสายเลือดและเชื้อสาย. บางครั้งกล่าวกันว่าชนพื้นเมืองที่เปลี่ยนศาสนาและได้รับการยอมรับจากชาวอารยันคือพวกศูทร (the Śudras) ในขณะที่ผู้ถูกกีดกันจากชาวอารยันคือชาวปัญจมะ3, 04. บางท่านกล่าวอ้างว่าชาวอารยันมีชาวศูทรอยู่ในชุมชนของตนเองอยู่ก่อนแล้วก่อนที่พวกเขาจะมาถึงทางตอนใต้ของภารตะ. การตัดสินใจเลือกระหว่างสมมติฐานที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย.

       ในความเป็นจริงแล้ว ระบบวรรณะไม่ใช่เป็นทั้งอารยันและทราวิฑ แต่ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของยุคสมัยที่ชนชาติต่าง ๆ ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ. ในเวลานั้นมันจึงเป็นเหมือนทางรอดของประเทศ ไม่ว่าแนวโน้มในปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็ตาม.
---------------

1. บรรพที่ 9 สรรคที่ 112 โศลกที่ 3.
2. บรรพที่ 4 สรรคที่ 50 โศลกที่ 8.
3. รายละเอียดดูใน Farquhar: เค้าโครงวรรณกรรมทางศาสนาของอินเดีย, หน้าที่ 6. 

หมายเหตุ การขยายความ: 
01. พระอเวสตะ หรือ อาเวษฏะ (the Avesta - vesta หรือ आवेष्ट - Āveṣṭa หรือ अवेस्ता - Avestā) รายละเอียดดูได้ในหมายเหตุ การขยายความ ข้อ 1 หน้าที่ 75 ของ ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.004 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 1).
02. พวกทราวิฑ (The Draviḍians - द्राविड - Drāviḍa - ทราวิฑ หรือ ทราวิฑะ) เป็นเชื้อชาติสายย่อยของมิลักขะ (Mlecchas - म्लेच्छ - Mleccha) เป็นชื่อของพื้นที่ฝั่งตะวันออกของสันเขาเดคคาน (Deccan) เป็นกลุ่มชนดั้งเดิมของภารตะ.
03. พวกทัสยุ (दस्यु - Dasyus) รายละเอียดดูในหมายเหตุ การขยายความ ข้อที่ 1 หน้าที่ 118 ของ 
ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.007 - การเปลี่ยนผ่านสู่อุปนิษัท.
04. ชาวปัญจมะ (the Panchamas - 
पञ्चमा  - Panchama) เป็นกลุ่มคนหรือชนชั้นที่ 5 ในระบบวรรณะของภารตะตอนใต้ ซึ่งอยู่นอกเหนือสี่วรรณะหลัก หรือหริชน (हरिजन - Harijan).

1.
2.
113
หนทางเดียวที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนชาติที่เสี่ยงต่อการถูกกลืนกินโดยความเชื่อโชคลางของชนพื้นเมืองจำนวนมาก. คือการตรึงยึดความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่มีอยู่ให้แน่นแฟ้นด้วยพันธะเหล็ก. น่าเสียดายที่เครื่องมือนี้กลับขัดขวางการเติบโตขององค์การทางสังคม.1 อุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการอ่อนตัวลงเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กระแสแห่งความก้าวหน้าเรียกร้องให้เป็นเช่นนั้น. แม้ระบบวรรณะจะช่วยรักษาความเป็นระเบียบทางสังคม แต่ก็ไม่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าของประเทศโดยรวม. อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิ์ประณามระบบวรรณะในรูปแบบดั้งเดิม. เพราะระบบวรรณะนี่เองที่ทำให้เชื้อชาติต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติไม่สู้รบเข่นฆ่ากัน. ภารตะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติได้อย่างสันติ ในขณะที่ชนชาติอื่น ๆ ใช้วิธีการประหารชีวิต. เมื่อชนชาติยุโรปพิชิตชนชาติอื่น ๆ พวกเขาระมัดระวังที่จะลบล้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และทำลายความเคารพตนเอง. ระบบวรรณะทำให้ชาวภารตะในยุคพระเวทสามารถรักษาความสมบูรณ์และความเป็นอิสระของทั้งชนชาติผู้พิชิตและผู้ถูกพิชิต และส่งเสริมความไว้วางใจและความปรองดองซึ่งกันและกัน.
1.
2.
3.
บทที่ 11
ทววิทยาว่าด้วยวันสิ้นโลก
1
       ชาวอารยันในยุคพระเวทได้เข้ามาในภารตวรรษะด้วยความภาคภูมิใจในความแข็งแกร่ง และความปิติยินดีในการพิชิต. พวกเขาชื่นชอบการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่. ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจอนาคตของจิตวิญญาณมากนัก. สำหรับพวกเขา ชีวิตนั้นสดใสและเปี่ยมสุข ปราศจากความทุกข์ระทมของจิตใจที่กระวนกระวาย. พวกเขาไม่หลงใหลครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย. พวกเขาปรารถนาให้ตนเองและลูกหลานมีชีวิตอยู่ยืนยาวถึงร้อนฤดูใบไม้ร่วง.2 พวกเขาไม่มีหลักคำสอนพิเศษใด ๆ เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย แม้ว่าความคิดคลุมเครือบางอย่างเกี่ยวกับสวรรค์และนรกจะหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ที่ครุ่นคิดไตร่ตรอง.
---------------

1. ไรส์ เดวิดส์ เขียนถึงการแบ่งชั้นว่าเป็นวรรณะอย่างหนักแน่นว่า "เป็นไปได้มากที่สุดว่าก้าวสำคัญนี้เกิดขึ้นตามมาและเป็นผลมาจากการก่อตั้งเส้นแบ่งที่เข้มงวดและตายตัวก่อนหน้านี้ ซึ่งป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในชนเผ่าที่ไม่ใช่ชาวอารยันแต่งงานกับครอบครัวชาวอารยันหรือถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์อารยัน. มันเป็นข้อจำกัดทางกรรมพันธุ์ที่ชาวอารยันประสบความสำเร็จในการบังคับใช้กับชนเผ่าที่พวกเขาดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นภายในกลุ่มของพวกเขาเองและได้รับการเสริมกำลังด้วยการไม่ยอมรับให้มันเกิดขึ้นได้ ได้ส่งผลอันขมขื่นเช่นนี้มาหลายศตวรรษ" (Hibbert Lectures, หน้าที่ 23).
2. ฤคเวท, บรรพที่ 10 สรรคที่ 18.

1.
2.

114

พระยมและเทพียมี, พัฒนาเมื่อ 27 มีนาคม 2569.
1.
การเกิดใหม่ยังคงห่างไกล. ชาวอารยันในยุคพระเวทเชื่อมั่นว่าความตายไม่ใช่จุดจบของสรรพสิ่ง. หลังกลางคืนก็มีกลางวัน หลังความตายก็มีชีวิต. สรรพสิ่งที่เคยมีอยู่จะไม่มีวันดับสูญ. พวกเขาต้องดำรงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง บางทีอาจอยู่ในอาณาจักรแห่งพระอาทิตย์ตกดิน ที่ซึ่งพระยมปกครองอยู่ก็ได้. จินตนาการของมนุษย์ที่สั่นสะท้านด้วยความกลัวความตายก็ยังไม่ได้สร้างยมทูตให้เป็นเทพเจ้าแห่งการแก้แค้นที่น่าสะพรึงกลัว. พระยมและยมี01. เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เข้าไปในโลกอื่นเพื่อปกครอง. เมื่อมนุษย์ตายลง เขาจะไปถึงอาณาจักรของยมทูต. พระยมได้จัดเตรียมสถานที่ บ้านซึ่งจะไม่ถูกพรากไปจากเราได้. เมื่อร่างกายถูกโยนทิ้งไป วิญญาณจะได้รับรูปกายทางจิตวิญาณที่เปล่งประกายและไปยังที่พำนักของเหล่าทวยเทพซึ่งพระยมและบรรพบุรุษอาศัยอยู่อย่างเป็นอมตะ. เชื่อกันว่าผู้ตายจะไปถึงสวรรค์แห่งนี้โดยการข้ามน้ำและสะพาน.1 การอ้างอิงถึงเส้นทางของบรรพบุรุพและเทพเจ้าพบได้ในบรรพที่ 10 สรรคที่ 88 โศลกที่ 15. นี่อาจเป็นเพราะความแตกต่างของวิธีที่ควันลอยขึ้นในการเผาศพและการบูชายัญ ดังที่ได้มีการเสนอแนะไว้. ความแตกต่างนี้ยังอยู่ในรูปแบบที่ยังไม่พัฒนา.

       ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับสถิตอยู่ในสวรรค์ สำราญกับยมทูต. พวกเขาใช้ชีวิตที่นั่นเหมือน ๆ กับเรา. ความสุขในสวรรค์คือความสุขบนโลกที่สมบูรณ์และสูงส่งยิ่งขึ้น. "สิ่งสว่างไสวเหล่านี้เป็นส่วนแบ่งของผู้ที่ให้ทาน มีกลุ่มดวงอาทิตย์สำหรับพวกเขาบนสวรรค์ พวกเขาบรรลุความเป็นอมตะ พวกเขามีอายุยืนยาวขึ้น."2 บางครั้งมีการเน้นย้ำถึงลักษณะทางประสาทสัมผัสในภาพชีวิตหลังความตายของพระเวท. แต่ดังที่ดุสเซ่น02 กล่าวไว้ว่า "แม้แต่พระเยซูยังทรงพรรณนาถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์ว่าเป็นงานเฉลิมฉลองที่พวกเขานั่งลงรับประทานอาหาร3 และดื่มไวน์4 และแม้แต่ดันเต03 หรือมิลตัน04 ก็ไม่สามารถเลือกที่จะไม่ยืมสีสันทั้งหมดสำหรับภาพวาดของพวกเขาจากโลกนี้."5 เชื่อกันว่าเทพเจ้าจะกลายเป็นอมตะผ่านพลังแห่งน้ำโสม. การที่จะเป็นเหมือนทวยเทพคือเป้าหมายแห่งความพยายามของเรา. เพราะเหล่าเทพอาศัยอยู่ในสวรรค์ทางจิตวิญญาณเพลิดเพลินกับความสุขที่บริสุทธิ์.
---------------

1. บรรพที่ 10 สรรคที่ 6 โศลกที่ 10; บรรพที่ 9 สรรคที่ 41 โศลกที่ 2.
2. บรรพที่ 1 สรรคที่ 25 โศลกที่ 6.
3. แมทต์. บรรพที่ 7 สรรคที่ 2. (Matthew 7:2 states - "For in the same way you judge others, you will be judged, and with the measure you use, it will be measured to you")
4. แมทต์. บรรพที่ 26 สรรคที่ 9. (Matthhew 26:9 states - "This perfume could have been sold at a high price and the money given to the poor.")
5. ปรัชญาแห่งอุปนิษัท หน้าที่ 320.

หมายเหตุ การขยายความ: 
01. พระยม และ ยมี (यम - Yama, यमी - Yamī) ในคัมภีร์ปุราณะกล่าวถึงยมะหรือพระยม และยมี ว่าเป็นฝาแฝดชายหญิงที่เกิดจากพระอาทิตย์ (सूर्य - Sūrya) และนางสัญญา (संज्ञा - Saṃjñā) โดยยมะเป็นเทพแห่งความตาย (The god of death) และยมีเป็นน้องสาวของพระองค์ ในประวัติศาสตร์ภารตะ เทพและเทพีทั้งสองยังปรากฏในตำนานอินโด-อิหร่านจากงานเขียนของอิสวารัน {Isvaran - ดู Yama and Yami, by Manjeri S. Isvaran (S. Viswanathan, Central Art Press, 14, Singanna Naick Street, Madras. Price 12 as.)} ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความคู่ขนานแห่งชีวิตและความตายในจักรวาล ความคู่ขนานนี้เน้นให้เห็นถึงธรรมชาติที่เกี่ยวพันกันของการดำรงอยู่และความตาย แสดงให้เห็นว่ายมะและยมีเป็นบุคคลสำคัญทั้งในตำนานและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม.
02. เพาล์ ดุสเซ่น (Paul Jakob Deussen) นักภารตวิทยาชาวเยอรมัน (7 มกราคม พ.ศ.2388 - 6 กรกฎาคม พ.ศ.2462) เป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัย Kiel ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Arthur Schopenhauer Deussen เป็นเพื่อนของ Friedrich Nietzsche และ Swami Vivekananda ในปีพ.ศ.2454/ค.ศ.1911 เขาได้ก่อตั้งสมาคมโชเปนเฮาเออร์ (Schopenhauer-Gesellschaft) ศาสตราจารย์ ดุสเซ่น เป็นบรรณาธิการคนแรกของวารสารทางวิชาการ Schopenhauer Yearbook (Schopenhauer-Jahrbuch) ในปี พ.ศ.2455/ค.ศ.1912 ดุสเซ่น ผู้ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาสันสกฤตเป็น "เทวะเสนา - Deva-Sena" เพื่อแสดงความชื่นชมในภาษาสันสกฤต.
03. ดันเต อาลีกีเอรี (Dante Alighieri) (ประมาณ พ.ศ.1818 - พ.ศ.1864/ค.ศ. 1265–1321) ท่านเป็นกวี นักปรัชญา และนักเขียนชาวอิตาลีผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากผลงานชิ้นเอกของเขาคือ มหากาพย์บทกวี "The Divine Comedy" ซึ่งกำหนดโลกทัศน์ในยุคกลางและช่วยวางรากฐานภาษาอิตาลีสมัยใหม่ เขาถูกเนรเทศออกจากเมืองฟลอเรนซ์บ้านเกิด ผลงานของเขาผสมผสานความสูญเสียส่วนตัวเข้ากับอุปมาอุปไมยทางการเมืองและศาสนาที่ซับซ้อน.
04. จอห์น มิลตัน (John Milton) (9 ธันวาคม พ.ศ.2151 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2217) ท่านเป็นกวี นักเขียนบทความ และข้าราชการชาวอังกฤษ ผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากมหากาพย์เรื่อง Paradise Lost.

1.
2.
115
พวกเขาไม่หิวกระหาย ไม่แต่งงานและไม่ถูกส่งให้ไปงานแต่งงาน. ในคำบรรยายอุดมคติของพวกเขาเกี่ยวกับโลกหลังความตาย ความแตกต่างระหว่างชีวิตบนโลกกับชีวิตหลังความตายจึงปรากฎขึ้น. เหล่าเทพเจ้าผู้ประเสริฐดำรงชีวิตชั่วนิรันดร์. ส่วนเราเป็นเพียงลูกหลานแห่งวันเวลา. ทวยเทพทั้งหลายล้วนมีความสุขในสวรรค์เบื้องบนที่ซึ่งพระยมปกครองอยู่ ส่วนเรานั้นเล่า ก็มีแต่ความทุกข์ยากในโลกนี้. เราควรจะทำอย่างไรจึงจะได้รับความเป็นอมตะ? เราต้องถวายเครื่องบูชาแด่ทวยเทพ เพราะความเป็นอมตะเป็นของขวัญจากสวรรค์สำหรับผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า. คนดีที่บูชาทวยเทพจะได้เป็นอมตะ. "ฤๅษีอัคนี! มนุษย์ผู้บูชาท่านจะได้เป็นดวงจันทร์บนสวรรค์."1 ความยากลำบากเริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว. เขาจะกลายเป็นดวงจันทร์ หรือเขาจะกลายเป็นเหมือนดวงจันทร์? ฤๅษีสายณะ01 อธิบายว่า "เขาจะกลายเป็นเหมือนดวงจันทร์ ผู้เป็นความสุขของสรรพสิ่ง";2 ส่วนคนอื่น ๆ แย้งว่าเขาจะกลายเป็นดวงจันทร์.3 มีข้อบ่งชี้ว่าชาวอารยันในยุคพระเวทเชื่อในความเป็นไปได้ที่จะได้พบกับบรรพบุรุษหลังจากความตาย.4 

พระวรุณ ทรงมกร (मकर - Makara - สัตว์ผสม ครึ่งหน้าอาจเป็นจรเข้ ส่วนหางมักเป็นปลา ลำตัวอาจเป็นกวาง), ที่มา: detechter.com, วันที่เข้าถึง: 31 มีนาคม 2569.

       คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่เคารพเทพเจ้า. มีนรกที่เทียบเท่ากับสวรรค์หรือไม่ มันเป็นสถานที่ต่างหากสำหรับผู้มีความผิดทางศีลธรรม ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต ผู้ที่ไม่เชื่อในเทพเจ้าหรือไม่? หากสวรรค์มีไว้สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาและเป็นคนดีเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีจิตใจชั่วร้ายเมื่อตายก็จะไม่สามารถดับสูญไปได้ และไม่สามารถไปถึงสวรรค์ได้. ดังนั้นนรกจึงจำเป็น (ต้องมี). เราได้ยินเรื่องราวของพระวรุณที่ผลักคนชั่วลงไปในเหวมืดมิดซึ่งเขาไม่กลับขึ้นมาอีกเลย. มีการสวดอ้อนวอนขอให้พระอินทร์ส่งผู้ที่ทำร้ายผู้บูชาพระองค์ลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง.5 ดูเหมือนว่าชะตากรรมของคนชั่วคือการตกลงไปในความมืดมิดนี้และหายไป. เรายังไม่ได้รับตำนานหรือปกรณัมอันน่าสยดสยองของนรกและความน่ากลัวของมันจากปุราณะในยุคหลัง ๆ . สวรรค์สำหรับผู้ทรงธรรมและนรกสำหรับผู้ชั่วร้าย นี่เป็นกฎเกณฑ์. รางวัลจะตามมาด้วยความชอบธรรมและการลงโทษจะตามมาด้วยความประพฤติผิด. ข้าฯ ไม่คิดว่าดินแดนที่ไร้ความสุขซึ่งถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดที่เราอาศัยอยู่นั้น แม้ว่านั่นจะเป็นมุมมองของดุสเซ่นก็ตาม. เรายังไม่มีลางสังหรณ์ใด ๆ เกี่ยวกับสังสารวัฏ02 หรือแม้แต่ระดับของความสุข. มีข้อความหนึ่งในฤคเวทที่กล่าวไว้ว่า: 
---------------

1. บรรพที่ 2 สรรคะที่ 2; บรรพที่ 10 สรรคที่ 1 โศลกที่ 3.

2. เป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับทุกคน - आह्लादकं सर्वेषम् - Āhlādaka sarveṣām.
3. นั่นคือดวงจันทร์ - चन्द्र एव भवति - Candra eva bhavati.
4. บรรพที่ 1 สรรคที่ 24 โศลกที่ 1; บรรพที่ 7 สรรคที่ 56 โศลกที่ 24.
5. บรรพที่ 10 สรรคที่ 132 โศลกที่ 4; บรรพที่ 4 สรรคที่ 5 โศลกที่ 5; บรรพที่ 9 สรรคที่ 73 โศลกที่ 8; บรรพที่ 10 สรรคที่ 152 โศลกที่ 4.
6. บรรพที่ 4 สรรคที่ 27 โศลกที่ 1. 

หมายเหตุ การขยายความ: 
01. ฤๅษีสายณะ (सायण - Sāyaṇa) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.
02. สังสารวัฏ (संसार - saṁsāra) คือวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่มีที่สิ้นสุดตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ฮินดู และเชน เป็นกระบวนการของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภพภูมิที่แตกต่างกัน ขับเคลื่อนด้วยแรงกรรม ความเขลา และความยึดติด โดยมีเป้าหมายคือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายนี้สู่ นิพพาน (พุทธ) หรือ โมกษะ (เชน).

1.
2.

116
"หลังจากที่เขาทำภารกิจเสร็จสิ้นและแก่ชราลงแล้ว เขาก็จะจากโลกนี้ไป เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว เขาก็จะเกิดใหม่อีกครั้ง นี่คือการเกิดครั้งที่สาม." ข้อความนี้อ้างอิงถึงทฤษฎีพระเวทที่กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นสามครั้ง ครั้งแรกเป็นเด็ก ครั้งที่สองได้รับการศึกษาทางจิตวิญญาณ และครั้งที่สามหลังจากความตาย. เราพบความเชื่อในจิตวิญญาณในฐานะหลักการแห่งชีวิตที่เคลื่อนไหวได้.1 ในบรรพที่ 10 สรรคที่ 58 กล่าวว่าวิญญาณของผู้หมดสติจะได้รับการเชื้อเชิญให้กลับมาหาตัวเขาจากต้นไม้ ท้องฟ้า และดวงอาทิตย์. เห็นได้ชัดว่ามีความเชื่อว่าวิญญาณสามารถแยกออกจากร่างได้ในสภาวะที่ผิดปกติบางประการ. อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวอารยันในยุคพระเวทจะคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการเกิดใหม่.


 
บทที่ 12
ทสรุป
1
       บทสวดเหล่านี้เป็นรากฐานของความคิดแบบภารตะในยุคต่อมา. ในขณะที่คัมภีร์พราหมณ์เน้นพิธีกรรมบูชายัญที่ปรากฏในบทสวด คัมภีร์อุปนิษัทกลับนำเสนอข้อเสนอแนะทางปรัชญาต่าง ๆ . เทวนิยมในภควัตคีตาเป็นเพียงอุดมคติของการบูชาพระวรุณ. อภิปรัชญาแบบทวิภาวะของคัมภีร์สางขยะเป็นการพัฒนาเชิงตรรกะของแนวคิดเรื่องหิรัญยครรภ์ลอยอยู่บนน้ำ. คำบรรยายถึงสภาวะปีติสุขที่เกิดจากการประกอบพิธีกรรมบูชายัญหรือการขับร้องบทสวด หรือผลของน้ำโสมเมื่อเราได้เห็นความรุ่งโรจน์ของโลกสวรรค์ ทำให้เราระลึกถึงสภาวะแห่งโยคะแห่งความสุขสงบอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งได้ยินสรรพเสียงและเห็นภาพนิมิต.


 
แหล่งอ้างอิง.

       มัคส์ มึลเลอร์และโอเดนเบิร์ก: บทสวดแห่งพระเวท; หนังสือหายากแห่งบูรพาทิศ (S.B.E.) เล่มที่ 32 และ 46.
       มูเออร์: คัมภีร์สันสฤตฉบับดั้งเดิม, เล่มที่ 5.
       ราโกซิน: ภารตะยุคพระเวท.
       มัคส์ มึลเลอร์: ปรัชญาอินเดียทั้งหกระบบ, บทที่ 2.
       เคกิ: ฤคเวท (แปลเป็นภาษาอังกฤษ).
       เกท: คำบรรยายเรื่องฤคเวท.
       แมคโดเนล: ปกรณัมพระเวท; นักอ่านด้านพระเวท.
       บาเรา: ปรัชญาภารตะก่อนพระพุทธศาสนา, หน้าที่ 1-38,
       บลูมฟิลด์: ศาสนาแห่งพระเวท.
---------------

1. บรรพที่ 1 สรรคที่ 164 โศลกที่ 30.

 
1.
2.
3.


 
humanexcellence.thailand@gmail.com