| 1. |
มหิทาส ไอตาเรยะ (महिदास ऐतरेय - Mahidāsa Aitareya)
ภาพนี้พัฒนาเมื่อ 16 มิ.ย.69
|
ท่านเป็นผู้ประพันธ์ ไอตเรยะ อุปนิษัท (ऐतरेय उपनिषद् - Aitareya Upaniṣad) |
ฤๅษีมหิทาส ไอตาเรยะ ได้ตั้งชื่อคัมภีร์เพื่อเป็นเกียรติแก่มารดาของท่าน คือ นางอิตารา (Itara) และได้รับนามว่ามหิทาส ("ผู้รับใช้แห่งแผ่นดิน-Servant of the Earth") หลังจากได้รับพรแห่งปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์จากเทพเจ้าแห่งแผ่นดิน นางภูมิ (Bhumi). |
| 2. |
ไรควะ (रैक्वा - Raikva)
กษัตริย์ชนศรุติ กับ ฤๅษีผู้ลากเกวียนไรควะ, ที่มา: arunsingha.in, วันที่เข้าถึง: 16 มิ.ย.69
|
ฉานโทคยะ อุปนิษัท (छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad) |
ฤๅษีไรควะ (Raikva) นักปรัชญาแห่งเกวียน มีคำสอนของท่านปรากฎในฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 มีเรื่องราวการบริจาคทานโดยไม่จำเป็นต้องเพราะเพื่อชื่อเสียง ทำเพราะด้วยความดี ความเมตตาของตน.ท่านฤๅษีไรควะกล่าวแก่กษัตริย์ชนศรุติ (Janashruti) ว่า “ในสรรพสิ่งทั้งปวงนี้ มีองค์ประกอบมากมายที่ได้รับการบูชาเสมือนเทพเจ้า มีลมที่พัดพาทุกสิ่ง มีไฟที่เผาผลาญทุกสิ่งที่สัมผัส มีลมหายใจแห่งชีวิตที่ขับเคลื่อนสิ่งมีชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยพระวิญญาณภายใน พระวิญญาณนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยใคร มันดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง และถึงกระนั้นมันก็สร้างและค้ำจุนสรรพสิ่งทั้งปวง ดังนั้น สรรพสิ่งทั้งปวงจึงเป็นเครื่องมือที่ซับซ้อนซึ่งกำลังทำงานตามคำสั่งของพระวิญญาณ” “โอ้ กษัตริย์! อย่าได้เย่อหยิ่งหรือทะนงตนในการให้ทานเลย จงไปพระราชวังของพระองค์เถิด กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ จงให้แต่ไม่ใช่ด้วยความเย่อหยิ่ง จงให้ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แต่ไม่ใช่ด้วยความเห็นแก่ตัว จงให้ด้วยความเต็มใจแต่ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง จงให้แต่ไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่เป็นของตนเอง แต่ในฐานะสิ่งที่พระวิญญาณประทานให้เพื่อนำไปให้ผู้อื่น ผู้ใดเห็นความจริงนี้ ผู้นั้นจะกลายเป็นผู้หยั่งรู้ และสำหรับเขาแล้วไม่มีสิ่งใดขาดหาย และเขาจะกลายเป็นผู้เพลิดเพลินกับสิ่งต่าง ๆ .” |
| 3. |
มหาฤๅษีศาณฑิลยะ (शाण्डिल्य - Śāṇḍilya)
ที่มา: www.reddit.com, วันที่เข้าถึง: 17 มิ.ย.69
|
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (बृहदारण्यक उपनिषद् - Bṛhad-āraṇyaka Upaniṣad)
ฉานโทคยะ อุปนิษัท (छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad),
- ศาณฑิลยะวิทยา {शाण्डिल्यविद्या-Śāṇḍilyavidyā-ความรู้ (หรือการทำสมาธิ) แห่งศาณฑิลยะ} |
มหาฤๅษีศาณฑิลยะ แปลว่า ผู้เกี่ยวข้องกับพระจันทร์เต็มดวง จึงหมายความว่าท่านเกี่ยวข้องกับเทพพระจันทร์ มีชื่อเสียงด้านความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติของเทพเจ้าและตัวตน ท่านประพันธ์ศาณฑิลยะ อุปนิษัท ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับศตฺปถะ พฺราหฺมณะ, ฉานโทคยะ อุปนิษัท, พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท และคัมภีร์ภควต ปุราณะ.
ท่านมีงานสำคัญซึ่งเป็นตำราพื้นฐานเกี่ยวกับภักติ ซึ่งได้วางโครงร่างหลักคำสอนเรื่องความศรัทธาอย่างเป็นระบบ.
คำสอนของท่านขยายไปถึงโยคะและตันตระ ดังที่เห็นได้ใน ศาณฑิลยะ อุปนิษัท (หนึ่งใน 20 โยคะ อุปนิษัท ที่แนบมากับคัมภีร์อรรถรเวท) ตำราเล่มนี้มีโครงสร้างเป็นบทสนทนาที่ ศาณฑิลยะ ตั้งคำถามกับอาจารย์ของเขา Adhidanva Saunaka และสำรวจการฝึกโยคะขั้นสูง เช่น ปราณายามะ (pranayama) อาสนะ (Asanas) มุทรา (mudras) และการบรรลุสภาวะต่างๆ เช่น โยคะนิทรา (Yoga Nidra -จิตสำนึกที่เหนือกว่าการตื่น การฝัน และการหลับ) ปรัชญานี้เน้นความบริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอก (Saucha-เสาจา) ผ่านทางอัตมาวิทยะ (Atma Vidya-ความรู้เกี่ยวกับตนเอง) ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.
ท่านได้ประพันธ์งานสรรเสริญพระพรหม เริ่มต้นด้วยการประกาศว่า - “สรวัม คัลวิทัม พรหมะ” (“แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือพรหม”) Sarvam khalvidam brahma ("All this verily is Brahman").
ความสำคัญและความเกี่ยวข้องในยุคปัจจุบัน คุณูปการของมหาฤๅษีศาณฑิลยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาณฑิลยะวิทยา ทำให้ปรัชญาอันลึกซึ้งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านการอุทิศตนมากกว่าการละทางโลกเพียงอย่างเดียว ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน วิทยานี้เสนอยาแก้พิษที่อยู่เหนือกาลเวลา: การไตร่ตรองอย่างเงียบ ๆ เกี่ยวกับการสถิตอยู่ของพระเจ้า ส่งเสริมความสงบภายในและการดำเนินชีวิตอย่างมีจริยธรรม คำสอนนี้มีอิทธิพลต่อประเพณีภักติในยุคต่อมา รวมถึงคำสอนของรามานุชาจารย์และสำนักภควตะ และยังคงสะท้อนอยู่ในโยคะและการฝึกสติในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม การแปลฉานโทคยะ อุปนิษัทหรือศาณฑิลยะภักติสูตรเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยเตือนใจเรา ดังที่มหาฤๅษีศาณฑิลยะได้กล่าวไว้ว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้อยู่ไกล แต่เป็นลมหายใจแห่งการดำรงอยู่ของเรา.
รายละอียดดูเพิ่มเติมได้ใน https://www.reddit.com/r/IndicKnowledgeSystems/comments/1nqdah8/sandilya_the_sage_and_his_legacy/ |
| 4. |
ฤๅษีสัตยกามะ ชาพาละ (सत्यकाम जाबाल - Satyakāma Jābāla)
ที่มา: arunsingha.in, วันที่เข้าถึง: 18 มิ.ย.2569
|
ฉานโทคยะ อุปนิษัท (छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad) |
ชื่อของท่านปรากฎในบรรพที่ 4 ของฉานโทคยะ อุปนิษัท.
มีปราชญ์อาวุโสได้ส่งท่านสัตยกามะไปเลี้ยงวัวสี่ร้อยตัว และให้กลับมาเมื่อพวกมันเพิ่มจำนวนเป็นหนึ่งพันตัว. ตำนานเชิงสัญลักษณ์นำเสนอการสนทนาของสัตยกามะกับ วัว ไฟ หงส์ (หัมสะ, हंस) และนกดำน้ำ (มัทคุ, मद्गु) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวายุ อัคนี อาทิตยา และปราณ ตามลำดับ สัตยกามะได้เรียนรู้จากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ว่ารูปแบบของพรหมนั้นอยู่ในทิศทั้งสี่ (เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก) จักรวาล (โลก บรรยากาศ ท้องฟ้า และมหาสมุทร) แหล่งกำเนิดแสง (ไฟ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ สายฟ้า) และในมนุษย์ (ลมหายใจ ตา หู และจิตใจ).
ท่านสัตยากมะกลับไปหาอาจารย์ของท่านพร้อมกับวัวหนึ่งพันตัว และเรียนรู้ส่วนที่เหลืออย่างนอบน้อม: ธรรมชาติของพรหม (อภิปรัชญา ความจริงสูงสุด).
ฤๅษีสัตยกามะสำเร็จการศึกษาและกลายเป็นนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงตามประเพณีพราหมณ์-ฮินดู สำนักศึกษาพระเวทแห่งหนึ่งตั้งชื่อตามท่าน เช่นเดียวกับตำราโบราณที่มีอิทธิพลอย่าง Jābāla Upanishad ซึ่งเป็นตำราเกี่ยวกับ Sannyāsa (ช่วงชีวิตที่สี่ - เป็นนักพรตตามแนวทางพารหมณ์-ฮินดู) |
| 5. |
ไชวลิ (Jaivali) หรือ ปราวหนะ ไชวลิ (प्रवाहन जयवाली - Pravahana Jaivali) |
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (बृहदारण्यक उपनिषद् - Bṛhad-āraṇyaka Upaniṣad)
ฉานโทคยะ อุปนิษัท (छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad) |
ปราวหนะ ไชวลิ เป็นกษัตริย์แห่งเมืองปัญจาละในช่วงปลายยุคพระเวท (ก่อนคริสต์ศักราชที่ 8 และ 7) มีการกล่าวไว้ในพฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (บรรพที่ 7 สรรคที่ 3 โศลกที่ 9-13) และฉานโทคยะ อุปนิษัท (บรรพที่ 5 สรรคที่ 4-8.)
Like King Ajatashatru of Kashi and King Asvapati Kaikeya of Madra, he is depicted as a major Hindu philosopher-king. He was the contemporary of King Janaka of Videha, and is among the most famous kings of Uttara Pañchāla-rattha who ruled from Kampila-nagara, the others being Kraivya, Keśin Dālbhya, Śona Sātrāsāha, and Durmukha.
ท่านได้สอนสเวตเกตุ บุตรของอุดดาลากะ อรุณี ผู้เป็นศิษย์ของธาวมยะอโยท (มหาภารตะ 1.3.20) หลักปัญจญาวิทยะอันเลื่องชื่อของเขา คือ "หลักธรรมแห่งไฟทั้งห้า" ซึ่งอธิบายกระบวนการเกิดใหม่ ซึ่งเป็นอุปาสนา หลักธรรมนี้เป็นคำตอบของคำถามทั้งห้าของพระราชา และด้วยเหตุนี้จึงได้สอน "หลักธรรมแห่งการเวียนว่ายตายเกิดสองทาง" ซึ่งความรู้นี้ไม่เคยมีอยู่ในครอบครองของพราหมณ์มาก่อน.
He teaches Svetaketu, son of Uddalaka Aruni who was a disciple of Dhaumya Ayoda (Mahabharata I.iii.20), his celebrated Panchagni Vidya i.e. the "Doctrine of the Five Fires" that explains the process of rebirth, which is an upasana. |
| 6. |
อุททาลกะ (उद्दालक - Uddālaka) หรือ อุททาลกะ อารุณิ (उद्दालक आरुणि - Uddālaka Āruṇi)
ที่มา: https://sreenivasaraos.com, วันที่เข้าถึง: 25 มิถุนายน 2569.
|
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (बृहदारण्यक उपनिषद् - Bṛhad-āraṇyaka Upaniṣad)
ฉานโทคยะ อุปนิษัท (छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad) |
ท่านมีชีวิตราว 800 ปีก่อนคริสตกาล ท่านเป็นปราชญ์พระเวทที่มีผู้เคารพมาก มีการกล่าวถึงท่านในพฤหทารัณยกะ และฉานโทคยะ อุปนิษัท ลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่งคือฤๅษียาญวัลคยะ มีนักวิชาการชาวอิสราเอลท่านหนึ่ง (Ben-Ami Scharfstein) กล่าวว่า ท่านเป็นปราชญ์คนแรกที่ได้รับการยกย่องเป็น 'นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ' คนแรกในประวัติศาสตร์ทางปัญญาของโลก ในฉานโทคยะ อุปนิษัท ท่านได้ตั้งคำถามเชิงอภิปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริงและสัจธรรม สังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และถามว่ามีสิ่งใดที่เป็นนิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ จากคำถามเหล่านี้ ซึ่งฝังอยู่ในบทสนทนากับลูกชายของเขา เขาได้นำเสนอแนวคิดของ Ātman (จิตวิญญาณ ตัวตน) และ Brahman (ตัวตนสากล). |
| 7. |
เศวตเกตุ (Śvetaketu) |
|
|
| 8. |
ภารัทวาช (Bhāradvāja) |
|
|
| 9. |
การกยายนะ (Gārgyāyana) |
|
|
| 10. |
ปรตรทนะ (Pratardana) |
|
|
| 11. |
พาลากิ (Bālāki) |
|
|
| 12. |
อชาตศัตรู (Ajātaśatru) |
|
|
| 13. |
วรุณ (Varuṇa) |
|
|
| 14. |
ยาญวัลคยะ (याज्ञवल्क्य - Yājñavalkya) |
|
|
| 15. |
การกี (Gārgī) |
|
|
| 16. |
ไมตรียี (Maitreyī) |
|
|