MENU
TH EN

1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1

Title Thumbnail & Hero Image: สองปราชญ์ (กรีกและภารตะ) ถกกันเรื่องปรัชญา, พัฒนาเมื่อ 29 เมษายน 2569.
1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1
First revision: Apr.29, 2026
Last change: Aug.29, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรต โดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
 
หน้าที่ 137
1.
บรรพที่ 4
ปรัชญาแห่งอุปนิษัท
1.
บทนำ--ลักษณะที่ลื่นไหลไม่แน่นอนของคำสอนในอุปนิษัท--ผู้ศึกษาอุปนิษัทชาวตะวันตก--วันที่ (ช่วงเวลาที่ถือกำเนิดอุปนิษัท)--อุปนิษัทยุคแรก--นักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค--การเปรียบเทียบบทสวดในฤคเวทกับหลักคำสอนของอุปนิษัท--การเน้นด้านเอกนิยมของบทสวด--การเปลี่ยนจุดศูนย์กลางจากวัตถุ (สิ่งที่ถูกรู้) ไปยังประธาน (ผู้รู้/ผู้รับรู้)--การมองโลกในแง่ร้ายของอุปนิษัท--นัยแห่งการมองโลกในแง่ร้ายของแนวคิดเรื่องสังสารวัฏ--การประท้วงต่อต้านลัทธิภายนอกนิยมของศาสนาพระเวท--การลดทอนความสำคัญของความรู้ในศาสนาพระเวท--ปัญหาหลักของอุปนิษัท--ความจริงสูงสุด--ธรรมชาติของอาตมันที่แตกต่างจากกาย, จิตสำนึกในความฝัน และอัตตาเชิงประสบการณ์--สภาวะจิตสำนึกที่แตกต่างกัน ได้แก่ การตื่น การฝัน การหลับโดยไม่ฝัน และสภาวะปิติสุข--อิทธิพลของการวิเคราะห์แบบอุปนิษัทของตนเองต่อความคิดในระยะต่อมา--แนวทางการเข้าถึงความเป็นจริงจากมุมมองของวัตถุ--สสาร ชีวิต จิตสำนึก ภูมิปัญญา และอานันท์--แนวคิดของศังกราจารย์ และรามานูชาจารย์ ว่าด้วยสถานะของอานันท์--พรหมันและอาตมัน--ตัต ตวัม อสิ01--คุณลักษณะเชิงบวกของพรหมัน--ภูมิปัญญาและญาณหยั่งรู้--พรหมมันและโลก--การสร้าง--หลักคำสอนเรื่องมายา--มุมมองของดุสเซ่น02 ที่ได้รับการตรวจสอบ--ระดับของความเป็นจริง--อุปนิษัทเป็นลัทธิเทวนิยมหรือไม่--ตัวตนที่จำกัด--จริยธรรมของอุปนิษัท--ธรรมชาติของอุดมคติ--หลักประกันทางอภิปรัชญาสำหรับทฤษฎีจริยธรรม--ชีวิตทางศีลธรรม--ลักษณะทั่วไป--การบำเพ็ญตบะ--ปัญญานิยม--ญาณ กรรม และอุปาสนะ--ศีลธรรมและศาสนา--เหนือความดีและความชั่ว--ศาสนาของอุปนิษัท--รูปแบบที่แตกต่างกัน--สถานะสูงสุดแห่งอิสรภาพ--คำอธิบายที่คลุมเครือเกี่ยวกับอิสรภาพในอุปนิษัท--ความชั่วร้าย--ความทุกข์ระทม--กรรม--คุณค่าของกรรม--ปัญหาของอิสรภาพ--ชีวิตหลังความตายและความเป็นอมตะ--จิตวิทยาของอุปนิษัท--แนวโน้มที่ไม่ใช่พระเวทในอุปนิษัท--สางขยะ--โยคะ--นยายะ--การประเมินทั่วไปของความคิดในอุปนิษัท--การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคมหากาพย์.
1.
2.
บทที่ 1
อุปนิษัท
1.
อุปนิษัท1 เป็นส่วนสุดท้ายของพระเวท จึงเรียกว่าเวท-อันตะ03 หรือตอนจบของพระเวท,
หมายเหตุ การขยายความ:

01. ตัต ตวัม อสิ (तत् त्वम् असि - Tat tvam asi) - เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า "นั่นคือตัวท่าน" หรือ "เธอคือสิ่งนั้น" ('That Thou Art' - 'That is you' or 'You are that') เป็นหนึ่งในมหาประโยค (Mahāvākyas - มหาวัคยะ) ที่สำคัญที่สุดของปรัชญาฮินดูและเวทานตะ ดูในฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 6 สรรคที่ 8 โศลกที่ 7 แห่งสามเวท.
02. เพาล์ ดุสเซ่น (Paul Jakob Deussen) รายละเอียดดูในหน้าที่ 114 หมายเหตุ การขยายความที่ 02 ของ 
ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.006 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 3).
03. เวท-อันตะ (
वेदान्तः - Veda-anta หรือ वेदान्त - vēdānta) - แปลความได้ว่า "บทสรุปของพระเวท" หรือ "ความรู้ขั้นสูงสุด."
---------------

1. คำว่า อุปนิษัท มาคำว่า อุปา นิ สัด (upa ni sad) ซึ่งแปลว่า "นั่งลงใกล้ ๆ ." จึงหมายถึง "การนั่งลงใกล้ ๆ ." ครูบาอาจารย์เพื่อรับคำแนะนำ. ต่อมาความหมายค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราได้รับจากครูบาอาจารย์ เป็นหลักธรรมลับหรือรหัสสยัม (रहस्यम् - rahasyam) ชนิดหนึ่ง. บางครั้งก็หมายถึงสิ่งที่ช่วยให้เราทำลายความผิดพลาดและเข้าใกล้ความจริง. ศังกราจารย์ได้กล่าวในบทนำของไตตติรียะ อุปนิษัทว่า "ความรู้เกี่ยวกับพรหมันเรียกว่าอุปนิษัท เพราะในกรณีของผู้ที่อุทิศตนให้กับความรู้นี้ พันธะแห่งความคิด การเกิด การเสื่อมสลาย ฯลฯ จะคลายออก หรือเพราะมันทำลายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หรือเพราะมันได้นำศิษย์เข้าใกล้พรหมันอย่างยิ่ง หรือเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดประทับอยู่ในนั้น." ดูปัณฑิต, มีนาคม พ.ศ. 2415 หน้าที่ 254.
1.
2.

หน้าที่ 138
เป็นประเภทหรือนิกายหนึ่งที่บ่งชี้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของคำสอนในคัมภีร์พระเวท.  คัมภีร์เหล่านี้เป็นรากฐานที่ปรัชญาและศาสนาส่วนใหญ่ในภารตะในยุคต่อมาก่อตั้งขึ้น. "ไม่มีรูปแบบความคิดสำคัญของแนวคิดฮินดูใด ๆ รวมถึงพระพุทธศาสนา (ที่มีแนวคิดแปลกแยกออกไปด้วยนั้น) ที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากอุปนิษัท."1 ระบบปรัชญาในยุคต่อมาแสดงให้เห็นความกระวนกระวายใจอย่างน่าเวทนาที่จะปรับคำสอนของตนให้สอดคล้องกับทัศนะของอุปนิษัท แม้ว่าจะไม่สามารถถ่ายทอดหลักคำสอนทั้งหมดมาจากอุปนิษัทได้ก็ตาม. การฟื้นฟูอุดมคติทุกครั้งในภารตะ ล้วนสืบย้อนต้นกำเนิดได้มาจากคำสอนของอุปนิษัท. บทกวีและอุดมคติอันสูงส่งของเหล่าพราหมณ์ยังคงทรงพลังในการดึงดูดความคิดและโน้มน้าวใจผู้คน. เหล่าพราหมณ์ยังคงบันทึกความคิดเชิงปรัชญาที่เก่าแก่ของภารตะไว้ด้วย. บทสวดและคัมภีร์พิธีกรรมในพระเวทนั้น ให้ความสำคัญกับศาสนาและการปฏิบัติมากกว่าความคิดของชาวอารยัน. เราพบว่าในอุปนิษัทมีการพัฒนาไปไกลกว่าเทพปกรณัมสังหิตา01 การแยกแยะรายละเอียดของพราหมณ์ และแม้กระทั่งเทววิทยาของอารัณยกะ02 แม้ว่าเราจะพบเห็นขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมดก็ตาม เหล่าผู้ประพันธ์อุปนิษัทได้เปลี่ยนแปลงอดีตที่พวกเขากล่าวถึง และการเปลี่ยนแปลงที่เหล่าพราหมณ์ผู้ประพันธ์สร้างขึ้นในศาสนาพระเวทนั้น มิได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของหัวใจที่เต้นเพียงเพื่ออิสรภาพเท่านั้น. จุดมุ่งหมายของอุปนิษัทไม่ใช่การเข้าถึงสัจธรรมทางปรัชญามากนัก แต่เป็นการนำสันติสุขและอิสรภาพมาสู่จิตวิญญาณของมนุษย์ที่วิตกกังวลอีกด้วย. แนวทางการแก้ปัญหาเชิงอภิปรัชญาเบื้องต้นถูกนำเสนอในรูปแบบของการสนทนาและการโต้แย้ง. แม้ว่าอุปนิษัทโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการระบายหรือการถ่ายทอดทางบทกวีของจิตใจที่ผ่านการไตร่ตรองทางปรัชญาเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงของชีวิต. คัมภีร์อุปนิษัทได้แสดงออกถึงความกระวนกระวายและความพยายามของจิตใจมนุษย์ที่จะเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริง. เนื่องจากไม่ใช่ปรัชญาที่เป็นระบบ หรือผลงานของนักประพันธ์ท่านเดียว หรือแม้แต่ในยุคเดียวกัน คัมภีร์อุปนิษัทจึงมีสิ่งที่ขัดแย้งและไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่มาก;
หมายเหตุ การขยายความ:
01. เทพปกรณัมสังหิตา (the Śaṁhita mythology).
02. เทววิทยาของอารัณยกะ (Āraṇyaka theology).

---------------
1. บลูมฟิล์ด: ศาสนาแห่งพระเวท, หน้าที่ 51.
1.
2.
หน้าที่ 139
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็คงไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนการศึกษาอุปนิษัทได้. คัมภีร์อุปนิษัทได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานที่ถูกต้องและน่าพอใจ และแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่บริสุทธิ์ของตัวอุปนิษัทเอง ซึ่งถูกบิดเบือนจนกลายเป็นปรัชญาที่ผิดพลาดเนื่องจากการเน้นย้ำเพียงด้านเดียว. แม้ว่าผลงานประพันธ์เหล่านี้จะมีความหลากหลายทั้งในด้านผู้แต่งและช่วงเวลาที่เขียน แต่ก็มีความเอกภาพในจุดประสงค์ และมีความรู้สึกถึงความเป็นจริงทางจิตวิญญาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะปรากฎชัดยิ่งขึ้นเมื่อเราพิจารณาไปตามกาลเวลา. งานประพันธ์เหล่านี้เผยให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความคิดทางศาสนาที่ได้ไตร่ตรองในยุคนั้น. ในด้านปรัชญาเชิงญาณ งานประพันธ์ของพวกเขานับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก. ไม่มีสิ่งใดที่เคยมีมาก่อนจะเทียบได้กับงานเขียนของเหล่าพราหมณ์นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านขอบเขต พลัง ความสามารถในการชี้นำ และความพึงพอใจ. ปรัชญาและศาสนาของเหล่าพราหมณ์นี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับนักคิดผู้ยิ่งใหญ่และผู้มีจิตวิญญาณสูงส่งหลายท่าน. เราไม่เห็นด้วยกับการประเมินของกอฟ01 ที่ว่า "มีสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณน้อยมากในทั้งหมดนี้" หรือว่า "แนวคิดทางปัญญาที่ว่างเปล่า ปราศจากจิตวิญญาณนี้ เป็นรูปแบบสูงสุดที่จิตใจของชาวภารตะสามารถบรรลุได้." ส่วนศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี02 กล่าวด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงว่า "ความพยายามครั้งแรกสุดในการสร้างทฤษฎีเชิงโครงสร้างของจักรวาล และแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจและน่าทึ่งที่สุด คือสิ่งที่กล่าวไว้ในอุปนิษัท."1
1.
2.
บทที่ 2
คำสอนของอุปนิษัท
1.
       ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินว่าอุปนิษัทสอนอะไร. ผู้ศึกษาอุปนิษัทในยุคปัจจุบันอ่านอุปนิษัทโดยอาศัยทฤษฎีหรือแนวคิดที่ตนเองยึดถือมาก่อน. มนุษย์ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเอง จึงหันไปพึ่งอำนาจและประเพณี. แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการประพฤติและการดำเนินชีวิต แต่ความจริงก็ต้องการทั้งปัญญาและวิจารณญาณด้วยเช่นกัน. ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันโน้มเอียงไปทางทัศนะของศังกราจารย์ ซึ่งในคำอธิบายอุปนิษัทของท่านนั้น,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อาร์ชิบาล์ด เอ็ดเวิร์ด กอฟ (Archibald Edward Gough) (2 มีนาคม พ.ศ.2388 - 2458) ครูและนักวิชาการด้านภารตศึกษา ชาวอังกฤษ ท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการชาวตะวันตกในยุคแรก ๆ ไม่กี่ท่าน ที่ศึกษาภารตปรัชญา แม้ว่าแนวทางของท่านจะค่อนข้างเป็นลบก็ตาม.
02. 
ศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี (John Stuart Mackenzie). (29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2403 - 6 ธันวาคม พ.ศ.2478) ท่านเป็นนักปรัชญาแนวอุดมคตินิยมชาวอังกฤษ เกิดใกล้เมืองกลาสโกว์ และได้รับการศึกษาที่กลาสโกว์ เคมบริดจ์ และเบอร์ลิน ระหว่างปี พ.ศ.2427-2432 ท่านเป็นนักวิจัยที่เอดินบะระ และระหว่างปี พ.ศ.2433-2439 ท่านเป็นนักวิจัยประจำวิทยาลัยทรินิตี้ เคมบริดจ์ ท่านบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยโอเวนส์ แมนเชสเตอร์.

---------------
1. E.R.E., เล่มที่ 8, หน้าที่ 597; ดูฮูม (Hume) ประกอบด้วย, อุปนิษัทสิบสามหลักการ, หน้าที่ 2.
1.
2.

หน้าที่ 140

อาทิ ศังกราจารย์และสานุศิษย์ ผลงานจิตรกรรมโดยราชา รวิ วรรมา (Raja Ravi Varma) ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ.2447/ค.ศ.1904)
ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/ศังกราจารย์ และ en.wikipedia.org/wiki/Adi_Shankara, วันที่สืบค้น 22 ตุลาคม 2566.
1.
คัมภีร์ภควัท คีตาและเวทานตะ สูตรนั้น ได้อธิบายระบบอภิปรัชญาแบบไม่แบ่งแยกอย่างละเอียดอ่อนมาก. อีกมุมมองหนึ่งก็หนักแน่นไม่แพ้กันว่า ศังกราจารย์ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างครบถ้วน และปรัชญาแห่งความรักและความศรัทธาเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลจากคำสอนของอุปนิษัท. ด้วยนักวิจารณ์แต่ละท่านต่างเริ่มต้นด้วยความเชื่อเฉพาะของตนเอง และพยายามยัดเยียดทัศนะของตนลงในอุปนิษัท พร้อมทั้งบิดเบือนภาษาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคำสอนเฉพาะของตนเอง. เมื่อเกิดข้อพิพาท ทุกสำนักแนวคิดต่างก็หันไปอ้างอิงอุปนิษัท. ด้วยความคลุมเครือและความลึกซึ้ง ความลึกลับและความหมายที่แฝงของอุปนิษัท ทำให้นักตีความสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของศาสนาและปรัชญาของตนเองได้. อุปนิษัทไม่มีทฤษฎีปรัชญาหรือหลักคำสอนทางศาสนาที่ตายตัว. คัมภีร์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงในชีวิต แต่ยังไม่ใช่ในวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา. การคาดเดาเกี่ยวกับพระเจ้าในอุปนิษัทนั้น มีมากมายเสียจนแทบทุกคนสามารถค้นหาสิ่งตนต้องการและพบกับสิ่งที่ตนแสวงหาได้ และทุกสำนักแนวคิดทางศาสนาสามารถแสดงความยินดีที่ได้พบหลักคำสอนของตนเองในคำกล่าวของอุปนิษัท. ในประวัติศาสตร์แห่งความคิด, มักเกิดเหตุการณ์ที่ปรัชญาหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการตีความแบบดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ต่อมาก็ได้ขัดขวางไม่ให้นักวิจารณ์และผู้แสดงความคิดเห็นท่านอื่น ๆ วางปรัชญานั้นไว้ในมุมมองที่ถูกต้อง. ระบบของอุปนิษัทก็ไม่พ้นชะตากรรมนี้เช่นกัน. นักตีความชาวตะวันตกต่างก็ยึดถือการตีความของนักอธิบายคนนั้นคนนี้. กอฟได้ยึดถือการตีความของอาทิ ศังกราจารย์. ในของหนังสือปรัชญาแห่งอุปนิษัท ท่านเขียนว่า "นักอธิบายปรัชญาแห่งอุปนิษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ศังกรา หรือ ศังกราจารย์. คำสอนของศังกราจารย์เองนั้น เป็นการตีความปรัชญาของอุปนิษัทอย่างเป็นธรรมชาติและถูกต้องตามหลักการ." มัคส์ มึลเล่อร์01 ก็มีมุมมองเดียวกัน. "เราต้องจำไว้ว่าทัศนะเดิมของเวทานตะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าวิวัฒนาการ แต่เป็นภาพลวงตา. วิวัฒนาการของคัมภีร์พราหมณะหรือ ปริญามะ02 เป็นทัศนะนอกรีต ส่วนภาพลวงตาหรือวิวรรตะ03 ก็คือเวทานตะแบบดั้งเดิม ไม่ได้กำเนิดมาจากพรหมัน เหมือนต้นไม้ที่งอกออกมาจากเมล็ด, 
หมายเหตุ การขยายความ:

01. มัคส์ มึลเล่อร์ (Max Müller) รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.
02. ปริญามะ (परिणाम - Pariṇāma) - เป็นคำพื้นฐานที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง การแปรสภาพ วิวัฒนาการ หรือการดัดแปลง ในปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะโยคะและเวทานตะ คำนี้อธิบายถึงกระบวนการที่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง หรือการเปิดเผยศักยภาพภายในวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต.
03. วิวรรตะ (विवर्त - Vivarta) - การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนสภาวะ หรือการปรากฏในรูปแบบที่ต่างออกไป มักใช้ในบริบทปรัชญาเวทานตะที่หมายถึง "มายาภาพ" หรือการที่สิ่งจริง (พรหมัน) ปรากฏออกมาเป็นสิ่งที่ไม่จริง (โลก). 

---------------
1. พี (หน้า??) ที่ 8.
1.
2.
หน้าที่ 141
แต่ก็เหมือนภาพลวงตาที่เกิดจากแสงอาทิตย์."1 ดุสเซ่น ก็เห็นด้วยกับมุมมองนี้. เราจะต้องพยายามค้นหาความหมายที่ผู้ประพันธ์อุปนิษัทได้ตั้งใจไว้ ไม่ใช่เป็นความหมายที่นักวิจารณ์ในภายหลังตีความเพิ่มเติม. วิธีหลังนี้ทำให้เราพอเข้าใจได้บ้างว่าอุปนิษัทได้รับการตีความอย่างไรในยุคต่อมา แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริงเกี่ยวกับสังเคราะห์ทางปรัชญาที่นักแสวงหาความรู้ในสมัยโบราณมี แต่ปัญหาคือ ความคิดในอุปนิษัทนั้นสอดคล้องกันหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสามารถสืบย้อนไปถึงหลักการที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างโดยรวมของโลกได้หรือไม่? ซึ่งเราก็ไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้ด้วยคำตอบว่าใช่. งานเขียนเหล่านี้มีแนวคิดที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย มีความหมายที่เป็นไปได้ล้นเหลือ เป็นแหล่งรวมจินตนาการและการคาดเดาที่อุดมสมบูรณ์ จนเราสามารถเข้าใจได้ง่ายว่าระบบต่าง ๆ สามารถดึงแรงบันดาลใจจากแหล่งเดียวกันได้อย่างไร. อุปนิษัทไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยการสังเคราะห์ทางปรัชญาในลักษณะเดียวกับระบบของอริสโตเติล01 หรือของค้านต์02 หรือของศังกราจารย์. แนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องกันในด้านสัญชาตญาณมากกว่าตรรกะ และมีแนวคิดพื้นฐานบางประการที่กล่าวได้ว่าเป็นโครงร่างแรกของระบบปรัชญา. จากแนวคิดเหล่านี้ อาจพัฒนาหลักคำสอนที่สอดคล้องกันและเป็นระบบได้. อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่จะมั่นใจได้ว่าการนำองค์ประกอบที่ไม่มีวิธีการหรือการจัดเรียงใด ๆ มาประมวลผลนั้นถูกต้อง เนื่องจากความคลุมเครือของข้อความหลาย ๆ ส่วน. แต่ด้วยอุดมคติที่สูงส่งของการอธิบายปรัชญา เราจะพิจารณาแนวคิดของอุปนิษัทที่เกี่ยวกับจักรวาลและตำแหน่งแห่งหนของมนุษย์ในอุปนิษัทนั้น.
1.
2.
บทที่ 3
จำนวนและช่วงเวลาของการประพันธ์อุปนิษัท
1.
       โดยทั่วไปแล้ว เชื่อกันว่าคัมภีร์อุปนิษัทมีจำนวน 108 เล่ม ซึ่งประมาณสิบเล่มเป็นเล่มหลักที่อาทิ ศังกราจารย์ได้เขียนคำอธิบายไว้. คัมภีร์เหล่านี้เป็นเล่มที่เก่าแก่ที่สุดและมีอิทธิพลสูงสุด. เราไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอน (ในการประพันธ์) ให้กับอุปนิษัทเหล่านี้ได้. เล่มที่เก่าแก่ที่สุดนั้นแน่นอนว่ามีมาก่อนพระพุทธศาสนา และบางเล่มก็มีขึ้นหลังจากพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว. มีความเป็นไปได้ว่าอุปนิษัทเหล่านี้ถูกประพันธ์ขึ้นระหว่างช่วงที่การประพันธ์บทสวดพระเวทเสร็จสมบูรณ์และช่วงที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง (นั่นคือศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช).
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อริสโตเติล (Aristotle) รายละเอียดดูใน A13. อริสโตเติล.
02. อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant) รายละเอียดดูใน D05. อิมมานูเอล ค้านท์.
---------------
1. หนังสือหายากแห่งบูรพาทิศ (S.B.E.) เล่มที่ 15 หน้าที่ 27.
1.
2.

หน้าที่ 142
ช่วงเวลาที่ยอมรับกันโดยทั่วไปสำหรับอุปนิษัทยุคแรกคือ 1000 ปีก่อนคริสตกาลถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล. 
อุปนิษัทบางเล่มในยุคหลังที่ศังกราจารย์ได้แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอุปนิษัทที่เขียนขึ้นหลังพระพุทธศาสนา และมีอายุราว 400 หรือ 300 ปีก่อนคริสตกาล (ราว พ.ศ.143-243). อุปนิษัทที่เก่าแก่ที่สุดนั้นเขียนเป็นร้อยแก้ว. ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับนิกายหรือการแบ่งแยกใด ๆ . ไอตเรยะ เกาษีตกี ไตติริยะ ฉายโทคยะ พฤหทารัณยกะ และส่วนหนึ่งของเกนะ เป็นส่วนหนึ่งของอุปนิษัทในยุคแรก ๆ ในขณะที่บรรพที่ 1-13 ของเกนะ และบรรพที่ 4 สรรคที่ 8-21 ของพฤหทารัณยกะ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปนิษัทที่เป็นฉันทลักษณ์ และอาจถือได้ว่าเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง. คัมภีร์กฐโถปนิษัท01 นั้นมีอายุเก่าแก่กว่า. เราพบระบบปรัชญาสางขยะและโยคะอยู่ในคัมภีร์นั้น.1 นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงอย่างอิสระจากอุปนิษัทอื่น ๆ และภควัทคีตา2 . มาณฑูกยะเป็นอุปนิษัทที่ใหม่ที่สุดก่อนการแบ่งนิกาย. อุปนิษัทอรรถรเวทก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายหลังเช่นกัน. อุปนิษัทไมตรายณีมีองค์ประกอบทั้งจากระบบสางขยะและโยคะ. อุปนิษัทเศวตาศวทระถูกแต่งขึ้นในช่วงที่ทฤษฎีปรัชญาหลายทฤษฎีกำลังก่อตัวขึ้น. เนื้อหาในหลายส่วนแสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคยกับศัพท์เฉพาะทางของระบบความเชื่อดั้งเดิม และกล่าวถึงคำสอนที่โดดเด่นหลายประการ. ดูเหมือนว่าผู้ประพันธ์จะสนใจนำเสนอการผสมผสานทางเทวนิยมของเวทานตะ สางขยะ และโยคะ. คัมภีร์อุปนิษัทในฉบับร้อยแก้วในยุคแรก ๆ นั้น มีลักษณะเป็นการคาดเดาล้วน ๆ มากกว่า ในขณะที่อุปนิษัทฉบับหลัง ๆ จะเน้นการบูชาและการอุทิศตนทางศาสนามากกว่า.3
หมายเหตุ การขยายความ:

01. กฐโถปนิษัท (कठोपनिषद् - Kaṭhopaniṣad) หรือ กถะ อุปนิษัท (कठोपनिषद् - Kaṭha Upaniṣad)
---------------
1. ดูบรรพที่ 2. สรรคที่ 18-19; บรรพที่ 2. สรรคที่ 6 10 และ 11.
2. ดู บรรพที่ 1 สรรคที่ 2. 5; และมุณฑกะ, บรรพที่ 2 สรรคที่ 8; บรรพที่ 1 สรรคที่ 2-7, และคีตา, บรรพที่ 2. สรรคที่ 29; บรรพที่ 2. สรรคที่ 18-19, และบรรพที่ 2. สรรคที่ 19-20 และบรรพที่ 2. สรรคทึ่ 23, และมุณฑกะ, บรรพที่ 3 สรรคที่ 2-3, คีตา, บรรพที่ 1. สรรคที่ 53. นักวิชาการบางท่านโน้มเอียงไปสู่ทัศนะที่ว่า กถะอุปนิษัทนั้นเก่าแก่กว่ามุณฑกะและคีตา.
3. 
ดุสเซ่นได้จัดอุปนิษัทตามลำดับดังนี้:-
       1. อุปนิษัทร้อยแก้วโบราณ: พฺฤหทารัณยะกะ, ฉานโทคยะ, ไตติรียะ, ไอตเรยะ, เกาษีตกี, เกนะ (บางส่วนเป็นร้อยแก้ว)
       2. กลอนอุปนิษัท: อีษา กถะ มุณฑกะ และเศวตาศวทระ. 
       3. ร้อยแก้วต่อมา: ปรัศนะ และ ไมตรายณี.
   ทั้งหมดนี้ ยกเว้นไมตรายณี เรียกว่าอุปนิษัทชั้นเอกหรือคลาสสิก.
      เกี่ยวกับไมตรายณี อุปนิษัทนั้น ศาสตราจารย์แมคโดเนลล์เขียนว่า "การอ้างอิงมากมายจากอุปนิษัทอื่น ๆ การปรากฎของคำศัพท์ในยุคหลังหลายคำ หลักคำสอนสางขยะที่พัฒนขึ้นมาจากไมตรายณี อุปนิษัท การอ้างอิงอย่างชัดเจนถึงสำนักนอกรีตที่ต่อต้านพระเวท ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ลักษณะของงานประพันธ์ในยุคหลังของไมตรายณี อุปนิษัทนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น. อันที่จริงแล้ว มันคือการสรุปหลักคำสอนอุปนิษัทเก่า ๆ โดยผสมผสานแนวคิดที่ได้มาจากระบบปรัชญาสางขยะและจากพระพุทธศาสนา." (วรรณคดีสันสกฤต, หน้าที่ 230).
      นฤสมฺโหตตราปนียะ (Nṛsiṁhottaratāpanīya - नृसिंहोत्तरतापनी - Nṛsiṃhottaratāpanī) เป็นหนึ่งในอุปนิษัททั้งสองคัมภีร์ที่วิทยารัณยะ (Vidyāraṇya - เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนสรวทรรศณสังคราหะ หรือ สรรพ (สรว) ทรรศนะสังเคราะห์ หรือ  - सर्वदर्शनसंग्रह - Sarvadarśanasaṅgrah - ท่านถูกระบุว่าเป็นศรีมาธวาจารย์ รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) อธิบายไว้ใน สรโวปนิษัทธานุภูติปรกาศ (แสงแห่งการรับรู้ความหมายของอุปนิษัททั้งหมด - सर्वोपनिषदर्थानुभूतिप्रकाश - Sarvopaniṣadarthānubhūtiprakāśa. - เป็นตำราปรัชญาในหมวดหมู่ของเวทานตะ). นฤสมฺโหตตราปนียะ อุปนิษัทนี้ เป็นหนึ่งใน 31 อุปนิษัทที่มีความสัมพันธ์กับอรรถรเวท เป็นส่วนหนึ่งของไวษณพ อุปนิษัท เน้นการบูชาสิ่งสำคัญเชิงปรัชญากับนรสิงหาวตาร (नरसिंह अवतार - Narasimha Avatara).
1.
2.
หน้าที่ 143
ในการนำเสนอปรัชญาของอุปนิษัท เราจะยึดหลักปรัชญาก่อนพระพุทธศาสนาเป็นหลักและเสริมสร้างทัศนะของเราที่ได้มาจากปรัชญาก่อนพระพุทธศาสนาด้วยปรัชญาหลังพระพุทธศาสนา. อุปนิษัทหลักสำหรับจุดประสงค์เราได้แก่ ฉานโทคยะ และ พฤหทารัณยกะ ไตติรียะ และไอตเรยะ เกาษีตกี และเกนะ ต่อมาก็คืออีศะ และมาณฑูกยะ.
1.
2.
บทที่ 4
นักคิดแห่งอุปนิษัท
1.
       น่าเสียดายที่เราแทบไม่รู้เรื่องราวชีวิตของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเลย ซึ่งความคิดของท่านเหล่านั้นได้ปรากฎอยู่ในอุปนิษัท. พวกท่านนักคิดนี้ไม่ใส่ใจชื่อเสียงส่วนตัว แต่กระตือรืนร้นที่จะเผยแพร่ความจริงมากเสียจนพวกเขาได้วางรากฐานความคิดของตนไว้บนเทพเจ้าและวีรบุรุษผู้เป็นที่เคารพในยุคพระเวท. พระประชาปติ และพระอินทร์ ฤๅษีนารทมุนี และพระสนาทกุมาร ล้วนปรากฎในฐานะนักตรรกวิทยา. เมื่อมีการเขียนประวัติศาสตร์ของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในยุคอุปนิษัทพร้อมด้วยคุณูปการอันโดดเด่นของแต่ละท่าน หากไม่รวมบุคคลในตำนานแล้ว นามเหล่านี้จะโดดเด่นขึ้นมา ได้แก่ ฤๅษีมหิทาส ไอตเรยะ, ไรควะ, มหาฤๅษีศาณฑิลยะ, สัตยกามะ ชาพาละ, ไชวลิ, อุททาลกะ, เศวตเกตุ, ภารัทวาช, การกยายนะ, ปรตรทนะ, พาลากิ, อชาตศัตรู, วรุณ, ยาญวัลคยะ, การกี, และ ไมตรียี.1, 01

ฤๅษีมหิทาส ไอตเรยะ, พัตนาเมื่อ 16 มิถุนายน 2569.
1.
2.

มหาฤๅษีศาณฑิลยะ, ที่มา: www.reddit.com, วันที่เข้าถึง: 17 มิถุนายน พ.ศ.2569
1.
2.
บทที่ 5
ทสวดแห่งระเวทและอุปนิษัท
1.
       ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของเนื้อหา อุปนิษัทจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากบทสวดพระเวท และคัมภีร์พราหมณะ. ดังที่เราได้เห็นไปแล้วถึงความศรัทธาอย่างเรียบง่ายในเทพเจ้าของบทสวดเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยลัทธินักบวชแบบตายตัวของเหล่าพราหมณ์. อุปนิษัทเชื่อว่าความศรัทธาที่จบลงในโบสถ์นั้นไม่เพียงพอ. เหล่าคัมภีร์อุปนิษัทนี้มุ่งพยายามที่จะให้ศีลธรรมแก่ศาสนาพระเวทโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของศาสนานั้น.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. รายละเอียดนักคิดแห่งอุปนิษัทแต่ละมหาฤๅษีแต่ละท่าน ได้แสดงไว้ในหน้าที่ 2 ของ 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2.
---------------
1. ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถค้นหาคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับนักคิดเหล่านี้และทัศนะของพวกเขาได้ในผลงานอันยอดเยี่ยมของเพื่อและเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า (ส. ราธากฤษณัน), ดร.บารัว เรื่อง "ปรัชญาอินเดียก่อนพระพุทธศาสนา."
1.
2.

หน้าที่ 144
ความก้าวหน้าของคัมภีร์อุปนิษัทที่มีต่อพระเวทนั้น ประกอบด้วยการเน้นย้ำที่มากขึ้นในข้อเสนอแนะแบบเอกนิยม01 ของบทสวดในพระเวท การประท้วงต่อต้านลัทธิภายนอกนิยม02 ของหลักปฏิบัติในพระเวท และการไม่ใส่ใจต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท.

       ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของพิธีกรรมทางศาสนาพระเวทนั้น หลักการแห่งความเป็นเอกภาพและความเข้าใจบางอย่างกำลังปรากฎขึ้น. ในบทสวดบางบท แนวคิดเรื่องอำนาจส่วนกลางเพียงหนึ่งเดียวได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างแท้จริง. อุปนิษัทแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มนี้. ในบรรดาคัมภีร์อุปนิษัทนั้น ยอมรับเพียงจิตวิญญาณเดียว พระผู้ทรงอำนาจสูงสุด ทรงไร้ขอบเขต ทรงเป็นนิรันดร์ มิอาจเข้าใจได้ ทรงดำรงอยู่ได้พระองค์เอง พระผู้สร้าง พระผู้ทรงรักษา และพระผู้ทรงทำลายโลก. พระองค์คือแสงสว่าง พระผู้เป็นเจ้า และทรงเป็นชีวิตของจักรวาล ทรงเป็นหนึ่งเดียวไม่มีสอง และทรงเป็นสิ่งเดียวที่ควรแก่การบูชาสักการะ. บรรดาเหล่ากึ่งเทพในพระเวทมลายไป และพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงก็มาถึง. "แท้จริงแล้วมีทวยเทพกี่องค์กันแน่ โอ ยาญวัลคยะ03?" "องค์เดียว" เขากล่าว1. "ทีนี้ (ท่าน) จงตอบคำถามพวกเราต่อไปอีกข้อหนึ่ง: อัคนิ วายุ อาทิตยะ กาล (เวลา) ซึ่งลมหายใจ (ปราณ) อันนะ (อาหาร) พระพรหมา พระรุทระ พระวิษณุ. บางคนภาวนาถึงสิ่ง (หรือพระองค์) เหล่านี้ บางคนภาวนาถึงสิ่ง (หรือพระองค์) อื่น. ท่านจง (ใคร่กรุณา) บอกมาว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเรา?" และท่านก็กล่าวแก่พวกเขา (เหล่าพราหมณ์) ว่า "สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการสำแดงหลักของพรหมอันสูงสุด พระผู้เป็นอมตะ พระผู้ไร้กาย. ... แท้จริงแล้ว พรหมัน คือทั้งหมดนี้ และมนุษย์อาจภาวนา บูชา หรือละทิ้งสิ่งที่เป็นการสำแดงของพระพรหมได้."2 ความอนันต์ที่มองเห็นได้ (เชิงวัตถุ) และความอนันต์ที่มองไม่เห็น (เชิงอัตวิสัย) ถูกรวมเข้าเป็นองค์รวมทางจิตวิญญาณ.

       แนวคิดพหุเทวนิยม04 ได้ฝังรากลึกในจิตสำนึกของชาวภารตะจนยากที่จะโค่นล้มได้. มีเทพเจ้ามากมายอยู่ภายใต้พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว. หากปราศจากพรหมัน พระอัคนีก็ไม่อาจเผาใบหญ้าได้ พระวายุก็ไม่อาจเป่าฟางได้. "เพราะเกรงกลัวพระองค์ ลม เมฆ และความตายจึงปฏิบัติหน้าที่ของตน."3 บางครั้งเทพเจ้ามากมายก็ถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเดียวทั้งหมด. คฤหบดีทั้งห้าที่นำโดยอุททาลกะ05 เข้าเฝ้าพระเจ้าอัศวปติ06 ผู้ทรงถามพวกเขาแต่ละคนว่า,
หมายเหตุ การขยายความ:

01. เอกนิยม (Monistic --> Monisticsm) มาจากรากศัพท์ว่า Monism หมายถึง แนวคิดหรือความเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ในความเป็นจริงประกอบขึ้นจากสิ่งเดียว หลักการเดียว หรือแก่นแท้เพียงอย่างเดียว.
02. ภายนอกนิยม (Externalism) เป็นมุมมองทางปรัชญาที่โต้แย้งว่า คุณสมบัติ ความหมาย หรือเหตุผลของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เช่น จิตใจหรือความรู้) ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ขอบเขตทางชีววิทยาหรือจิตใจของตัวบุคคลเอง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับลัทธิภายในนิยมที่จำกัดคุณลักษณะเหล่านี้ไว้เฉพาะทางชีววิทยาภายในหรือจิตสำนึกเท่านั้น.
03. บ้างก็เรียง ยาญวัลคยะ (
याज्ञवल्क्य - Yājñavalkya) บ้างเรียก ยัญวัลคยะ (Yajñavalkya) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ
 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2 - รายละเอียดฤๅษีที่ปรากฎผลงานในอุปนิษัท.
04. พหุเทวนิยม (The Polytheistic conceptions - Polytheism
เป็นความเชื่อและการบูชาเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายองค์พร้อมกัน เทพแต่ละองค์มักมีหน้าที่ บุคลิกภาพ และขอบเขตอำนาจควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติเฉพาะตัว แนวคิดนี้พบได้ในศาสนาโบราณและศาสนาพื้นบ้านทั่วโลก เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และความเชื่อกรีก-โรมันโบราณ.
05. อุททาลกะ (उद्दालक - Uddālaka) หรือ อุททาลกะ อารุณิ (उद्दालक आरुणि - Uddālaka Āruṇi) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ
 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2 - รายละเอียดฤๅษีที่ปรากฎผลงานในอุปนิษัท.
06. พระเจ้าอัศวปติ (
अश्वपति - King Aśvapati) คำว่า "อัศวปติ" (หรือ อัศวบดี) มักพบในคติพราหมณ์-ฮินดูและวรรณคดี แปลว่า "ผู้เป็นใหญ่แห่งม้า" หรือ "จ้าวแห่งม้า", กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นมัทรราษฎร์ในมหากาพย์มหาภารตยุทธ พระองค์ทรงบำเพ็ญพรตบูชาพระแม่สาวิตรี (พระสุรัสวดี) นานถึง 18 ปี จนได้รับพรให้ประสูติพระธิดา คือ "นางสาวิตรี" ซึ่งเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ จนสามารถใช้ปัญญายื้อชีวิต "พระสัตยวาน" ผู้เป็นสวามีกลับคืนมาจากพญายมราชได้.

---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 9 โศลกที่ 1.
2. ไมตรายณี อุปนิษัท, บรรพที่ 6 สรรคที่ 5-6; ดู มุณฑกะ อุปนิษัท, บรรพที่ 1 สรรคที่ 1 โศลกที่ 1; ไตติรียะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 5; พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 6; ดู บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 7; บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 10.
3. ไตติรียะ อุปนิษัท. 

1.
2.
หน้าที่ 145
ท่านทั้งหลายจงพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นตัวตนที่แท้จริง? คนแรกตอบว่าสวรรค์ คนที่สองตอบว่าดวงอาทิตย์ คนที่สามตอบว่าอากาศ คนที่สี่ตอบว่าอีเธอร์01 คนที่ห้าตอบว่าน้ำ และพระราชาตอบว่าแต่ละคนต่างบูชาเพียงส่วนหนึ่งของความจริงเท่านั้น. สวรรค์เป็นศีรษะ พระอาทิตย์เป็นดวงตา อากาศเป็นลมหายใจ อีเธอร์เป็นลำตัว น้ำเป็นกระเพาะปัสสาวะ และโลกเป็นเท้าของความเป็นจริงส่วนกลาง ซึ่งเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของโลก. การประนีประนอมระหว่างความเชื่อทางปรัชญาของคนกลุ่มน้อยกับความเชื่อที่งมงายของคนส่วนใหญ่ เป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้ เราไม่สามารถยกเลิกรูปแบบเก่า ๆ ได้เพราะนั่น จะเป็นการเพิกเฉยต่อธรรมชาติพื้นฐานของมนุษยชาติ รวมถึงความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในด้านศีลธรรมและสติปัญญาของผู้เชื่อที่ไม่สามารถบรรลุถึงปัญญาขั้นสูงสุดได้ในทันที. ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่กำหนดทัศนคติของอุปนิษัทคือ เจตจำนงค์ของเหล่าปราชญ์ที่ประพันธ์อุปนิษัทนั้น ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง. พวกเขาปรารถนาที่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณจากพันธนาการของร่างกาย เพื่อให้สามารถมีความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าได้. วินัยทางปัญญาเป็นเพียงส่วนประกอบรองจากความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต. นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกเคารพต่ออดีต. ปราชญ์ในยุคพระเวทเป็นบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งการโจมตีหลักคำสอนของบรรดาท่านปราชญ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม. ด้วยวิธีนี้ อุปนิษัทจึงพยายามที่จะประสานปรัชญาเชิงอุดมคติที่กำลังเติบโตเข้ากับหลักคำสอนของศาสนศาสตร์หรือเทววิทยาที่มั่นคงแล้ว.
ภาพของเหล่าปราชญ์ผู้ประพันธ์อุปนิษัทปรารถนาที่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณจากพันธนาการของร่างกาย เพื่อให้สามารถมีความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าได้, พัฒนาเมื่อ 25 มิถุนายน 2569.
1.
       แหล่งที่มาของความเข้าใจทางจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมีสองด้าน คือ ด้านวัตถุวิสัยและด้านอัตวิสัย -- ความมหัศจรรย์ของโลกภายนอกและความทุกข์ใจของมนุษย์. ในคัมภีร์พระเวทนั้น ระเบียบและความเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ดึงดูดความสนใจ. บรรดาเทพเจ้าในพระเวทเป็นตัวแทนของพลังจักรวาล. แต่สำหรับในอุปนิษัทนั้น เรากลับไปสำรวจความลึกซึ้งของโลกภายใน. "ผู้ทรงดำรงอยู่ได้เจาะทะลุช่องเปิดของประสาทสัมผัสเพื่อหันออกไปภายนอก ดังนั้นมนุษย์จึงมองออกไปภายนอก ไม่ใช่มองเข้ามาภายในตนเอง อย่างไรก็ตาม ปราชญ์บางท่านหลับตาลงและปรารถนาความเป็นอมตะ จึงมองเห็นตัวตนที่อยู่เบื้องหลัง."1 จากข้อเท็จจริงทางกายภาพภายนอก จากข้อเท็จจริงทางกายภาพภายนอก ความสนใจจะเปลี่ยนไปสู่ตัวตนภายในอันเป็นอมตะซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปในจิตใจ. ราวกับว่าเราไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อหาแสงสว่างอันเจิดจ้า เพราะเปลวไฟอันรุ่งโรจน์นั้นอยู่ภายในจิตวิญญาณ. จิตวิญญาณของมนุษย์คือช่องกุญแจที่เปิดไปสู่ภูมิทัศน์ของจักรวาลทั้งหมด คือ อากาศะ (หรืออีเธอร์) ที่อยู่ภายในหัวใจ,

อีเธอร์ (Ether), พัฒนาเมื่อ 28 มิถุนายน 2569.
 
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อีเธอร์ (Ether) หรือ เอเธอร์ หมายถึงแนวคิดหลักสองประการ ได้แก่ ธาตุพื้นฐานในปรัชญาคลาสสิก และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในอดีต 1). ธาตุคลาสสิก (แก่นแท้หรืออวกาศ) ในปรัชญาโบราณและยุคกลาง (รวมถึงประเพณีของกรีก ฮินดู และพุทธ) อีเธอร์คือ "ธาตุที่ห้า - The fifth element" หรือแก่นแท้ อภิปรัชญา: มันคือสารที่เติมเต็มจักรวาลนอกเหนือจากทรงกลมของโลก เป็นตัวแทนของอวกาศ ความว่างเปล่า และเป็นแหล่งกำเนิดของธาตุอื่น ๆ ทั้งหมด. 2). อายุรเวทและโยคะ: ในภาษาสันสกฤตและในปรัชญาสำนักโยคะ เรียกว่า อากาศะ (आकाश - Ākāśa) อีเธอร์ถือเป็นธาตุที่ละเอียดอ่อนที่สุดในบรรดาธาตุทั้งห้า (ดิน น้ำ ไฟ อากาศ และอีเธอร์) มันควบคุมพื้นที่ภายในร่างกายและเกี่ยวข้องกับจิตสำนึก เสียง และการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ.
---------------
1. กถะ อุปนิษัท., บรรพที่ 4 สรรคที่ 1.
1.
2.

หน้าที่ 146
ทะเลสาบใสที่สะท้อนความจริง. มุมมองที่เปลี่ยนไปนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ. ไม่ใช่เทพเจ้าที่เรียกกันมา แต่เป็นพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์ชีพอยู่จริง คืออาตมัน ที่ต้องได้รับการบูชา. ที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้าคือหัวใจของมนุษย์. "พราหมณหะ โกโศ'ซิ,"1, 01 ท่านคือเกราะแห่งพรหม. "ผู้ใดบูชาเทพเจ้าอื่นในลักษณะที่ตนเป็น (เทพ) อีกองค์หนึ่ง เป็นอีก 'ฉันคือ' ผู้นั้นย่อมไม่รู้."2 ตัวตนอันเป็นอมตะภายในและพลังจักรวาลอันยิ่งใหญ่เป็นสิ่งเดียวกัน. พรหมมันคืออาตมัน และอาตมันคือพรหมัน. พลังสูงสุดหนึ่งเดียวที่นำทางตัวตนภายในสุดในใจของมนุษย์ทุกคน.3 อุปนิษัทไม่ได้ยึดถือทฤษฎีแห่งพระคุณในลักษณะเดียวกับพระเวท. เราไม่ได้วิงวอนขอต่อเทพเจ้าในพระเวท ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความมั่งคั่งทางวัตถุเพื่อเพิ่มพูนความสุข แต่เราเพียงแต่สวดภาวนาขอให้พ้นจากความทุกข์เท่านั้น.

       การเน้นย้ำเรื่องความโศกเศร้าบางครั้งถูกตีความว่าเป็นการมองโลกในเแง่ร้ายอย่างสุดโต่งของบรรดาฤๅษีภารตะ. แต่นั่นไม่ใช่ความจริง. ศาสนาในคัมภีร์พระเวทนั้นมีความสุขมากกว่าอย่างแน่นอน แต่เป็นศาสนาในรูปแบบที่ต่ำกว่า ซึ่งความคิดไม่เคยแทรกซึมลึกลงไปถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง. มันเป็นศาสนาที่แสดงออกถึงความสุขของมนุษย์ในการอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความสุขสบาย. ทวยเทพเป็นที่เกรงขามและน่าเชื่อถือ. ชีวิตบนโลกนั้นเรียบง่ายและบริสุทธิ์. ความปรารถนาทางจิตวิญญาณของจิตใจจะตำหนิความรื่นเริงเบิกบานและกระตุ้นให้ไตรตรองถึงจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ของมนุษย์. ความไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางศีลธรรมและการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณทุกครั้ง. การมองโลกในแง่ร้ายของอุปนิษัทเป็นเงื่อนไขของปรัชญาทั้งหมด. ความไม่พอใจได้แพร่หลายเพื่อให้มนุษย์สามารถหลีกหนีจากมันได้.

หมายเหตุ การขยายความ:
01. พราหมณหะ โกโศ'ซิ (ब्रह्मणः कोशोऽसि - Brahmaṇaḥ kośo’si) หรือ "พราหมณะ โกโศ'ซิ เมธยา พิหิตะหะ - ब्रह्मणः कोशोऽसि मेधया पिहितः - Brahmaṇaḥ kośo’si medhayā pihitaḥ" เป็นมนตร์ภาษาสันสกฤตที่มีพลัง อ้างอิงจากไตติรียะ อุปนิษัท - คำแปล: "ท่านคือเกราะ (หรือภาชนะ) แห่งพรหมัน ที่ถูกซ่อนเร้นด้วยสติปัญญา" ความหมาย: เป็นคำอธิษฐานที่กล่าวถึงกายและใจของตนเอง โดยตระหนักว่ากายและใจเป็นภาชนะสำหรับจิตสำนึกสูงสุดสากล (พรหมัน) เทพภายในนี้ถูกซ่อนเร้นหรือปกคลุมด้วยความรู้ทางโลกและความเข้าใจที่จำกัด (เมธะ) วลีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเมธะสุกตัม (Medha Suktam - บทสวดที่วิงวอนขอปัญญา ความทรงจำ และสมาธิจากพระเวท) มีการสวดเพื่อปลุกและทำให้สติปัญญาของตนเองกระจ่าง เพื่อให้ความจริงภายในสามารถส่องประกายออกมาได้.
---------------

1. ไตติรียะ อุปนิษัท.
2. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 10.
3. ดู ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 14. ข้อมูลทางบรรณานุกรมของ เซนต์ ออกัสติน (ดูในหน้าที่ 2 ของ
B01. นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป) : "ข้าพเจ้าถามพื้นพสุธาถึงพระผู้เป็นเจ้า และแผ่นดินก็ตอบข้าพเจ้าว่า 'เราไม่ใช่พระองค์'; ข้าพเจ้าถามทะเลและห้วงลึกและสัตว์เลื้อยคลาน และพวกมันก็ตอบว่า 'เราไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า จงแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าที่อยู่เหนือเรา' ข้าพเจ้าถามสายลมและจักรวาลอันกว้างใหญ่ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในนั้นก็ตอบว่า 'อนาซิเมเนส ท่านเข้าใจผิดแล้ว เราไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า' ข้าพเจ้าถามท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว 'เราก็ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าที่เจ้าแสวงหา' พวกมันกล่าว, และข้าพเจ้าก็ถามสรรพสิ่งที่อยู่รอบประตูแห่งเนื้อหนังของข้าพเจ้า (ประสาทสัมผัส - อายาตนะ) ว่า 'พวกเจ้าบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า พวกเจ้าไม่ใช่พระองค์ โปรดบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับพระองค์บ้างเถิด' และพวกมันก็ร้องเสียงดังว่า 'พระองค์ทรงสร้างเรา."' การค้นหาจึงดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงการตั้งคำถามกับตัวตนภายใน เมื่อนั้นคำตอบก็คือ "พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าทรงสถิตอยู่กับเจ้า แม้แต่ชีวิตแห่งชีวิตเจ้า." (คำสารภาพ, บรรพที่ 10 บทที่ 6). 

1.
2.
หน้าที่ 147
หากไม่มีหนทางหนี หากไม่มีการแสวงหาการปลดปล่อย ความไม่พอใจก็ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย. ความสิ้นหวังในอุปนิษัทไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นที่จะบั่นทอนความพยายามทั้งหมดและก่อให้เกิดความเฉื่อยชา. มันมีความศรัทธาในชีวิตมากพอที่จะสนับสนุนการแสวงหาความจริงอย่างแท้จริงทั้งหมด. ดังที่บาร์ธ01 กล่าวไว้ว่า: "อุปนิษัทนั้นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญในการไตร่ตรองมากกว่าความรู้สึกทุกข์ทรมานและความเหนื่อยล้า."1 "ในบริบทของอุปนิษัทนั้น แท้จริงแล้วมีการกล่าวถึงความทุกข์ยากของชีวิตที่ติดอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายอย่างไม่สิ้นสุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น. และเหล่าปราชญ์ผู้ประพันธ์นั้นก็รอดพ้นจากความสิ้นหวังด้วยความปีติยินดีที่พวกเขารู้สึกจากสารแห่งการไถ่บาป (อุปนิษัท) ที่พวกปราชญ์ได้ประกาศ."2 การกำหนดทฤษฎีสังสารวัฏหรือการเกิดใหม่นั้น ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าอุปนิษัทนั้นมองโลกในแง่ร้าย. ชีวิตบนโลกเป็นเพียงหนทางสู่การพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์แบบ. เราต้องผ่านการฝึกฝนในสังสารวัฏเพื่อมุ่งสู่ความสุขที่สูงกว่าและการบรรลุความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นก้าวหนึ่งบนเส้นทางสู่ความเป็นนิรันดร์. นี่คือช่วงเวลาแห่งการเตรียมจิตวิญญาณให้พร้อมสำหรับนิรันดร์กาล.  ชีวิตไม่ใช่ความฝันที่ว่างเปล่า และโลกนี้ไม่ใช่ภาพลวงตาทางจิตวิญญาณ. ในทฤษฎีการเกิดใหม่ในความคิดของภารตะในยุคหลังนั้น เราได้มองข้ามอุดมคติอันสูงส่งนี้ไป และการเกิดกลายเป็นผลจากความผิดพลาดของจิตวิญญาณ และสังสารวัฏก็กลายเป็นโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งไว้.

       ในช่วงที่บรรดาเหล่าพราหมณ์กำลังดำเนินอยู่นั้น ในบทสวดพระเวทนั้น ช่างเป็นศาสนาที่เรียบง่าย เป็นเรื่องของการบูชายัญ. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าก็เป็นไปตามกลไก เป็นเรื่องของการรับ กำไรและขาดทุน. การฟื้นฟูจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคที่จมอยู่กับรูปแบบนิยม. ส่วนในอุปนิษัทนั้น เราจะพบกับการกลับคืนสู่แหล่งกำเนิดแห่งชีวิตทางจิตวิญญาณ. พวกเขา (บรรดาเหล่าปราชญ์ที่ประพันธ์อุปนิษัท) ประกาศว่าจิตวิญญาณมิอาจรอดพ้นได้ด้วยการบูชายัญ. แต่จะได้รับได้ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตทางศาสนาอย่างแท้จริง โดยยึดมั่นในปัญญาที่หยั่งรู้ถึงแก่นแท้ของจักรวาล. ความสมบูรณ์แบบนั้นอยู่ภายในและเป็นจิตวิญญาณ ไม่ใช่เป็นเรื่องภายนอกและเป็นกลไก. เราไม่สามารถทำให้คนสะอาดได้ด้วยเพียงซักเสื้อของเขา.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. โอกุสต์ บาร์ธ (Auguste Barth) ท่านเป็นชาวฝรั่งเศส เกิดที่เมืองสตราสบูร์ก 22 พฤษภาคม พ.ศ.2377 ถึงแก่อนิจกรรมที่กรุงปารีส 15 เมษายน พ.ศ.2459 ท่านเป็นนักวิชาการด้านตะวันออกศึกษา ท่านเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของภารตะ หนังสือของท่านชื่อ Les religions de l'Inde (ปารีส, พ.ศ.2422/ค.ศ.1879) ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ (ลอนดอน, พ.ศ.2425/ค.ศ.1882) นอกจากนี้ยังควรกล่าวถึง Inscriptions sanscrites du Cambodge (จารึก ภาษาสันสกฤตของกัมพูชา; ปารีส, พ.ศ.2428/ค.ศ.1885) และบทความและบทวิจารณ์จำนวนมากใน Journal Asiatique, Mélusine และ Mémoires de la Société de Linguistique รายงานประจำปีของท่านเกี่ยวกับการวิจัยประวัติศาสตร์ศาสนาของภารตะใน Revue de l'Histoire des Religions (พ.ศ.2423/ค.ศ.1880) นั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ท่านเป็นสมาชิกของสถาบันฝรั่งเศส (The French Institute).
02. ซิดนีย์ เคฟ (Sydney Cave) ท่านไม่เพียงแต่เกิดในวันที่ 17 มกราคมเท่านั้น แต่ท่านยังเสียชีวิตในวันที่ 17 มกราคมเช่นกัน เหตุการณ์ทั้งสองห่างกัน 70 ปี (พ.ศ.2426-2496/ค.ศ.1883-1953) ในช่วงชีวิตของท่าน ท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีของนิวคอลเลจในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่านยังเป็นนักศาสนศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในคริสตจักรเสรีแห่งอังกฤษและที่อื่น ๆ . ท่านให้ความสำคัญกับการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาคริสต์กับศาสนาอื่น ๆ ในโลก หนังสือของท่านเรื่อง "An Introduction to the Study of Some Living Religions of the East" ยังคงมีความสำคัญทางวัฒนธรรมจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้สำรวจศาสนาฮินดูในหนังสือของท่านเรื่อง "Redemption: Hindu and Christianity". (แปลจาก Christian Classics Ethereal Library Website. ccel.org วันที่เข้าถึง: 1 กรกฎาคม 2569)

---------------
1. ศาสนาต่าง ๆ ในภารตะ (Religions of India) หน้าที่ 84.
2. เคฟ
02: การไถ่บาป, ฮินดูและคริสเตียน, หน้าที่ 64.

1.
2.

หน้าที่ 148
การตระหนักรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของจิตวิญญาณตนเองกับจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ คือแก่นแท้ของชีวิตทางจิตวิญญาณที่แท้จริง. ความไร้ประโยชน์ของพิธีกรรมและความไร้ผลของการบูชายัญในฐานะหนทางสู่ความรอดนั้นได้ถูกเปิดเผยออกมา. เราควรให้เกียรติพระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ด้วยการบูชาทางจิตวิญญาณ แต่ด้วยพิธีกรรมภายนอก. เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยการสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า. เราไม่สามารถทำให้พระองค์ประทับใจด้วยการบูชายัญ. ปราชญ์ผู้ประพันธ์อุปนิษัทมีสำนึกทางประวัติศาสตร์มากพอที่จะรู้ว่าการประท้วงของพวกเขาจะไร้ผลหากเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติในสิ่งต่าง ๆ ขึ้น. ดังนั้นเหล่าปราชญ์ดังกล่าวจึงเรียกร้องเฉพาะเพียงการเปลี่ยนแปลงในด้านจิตวิญญาณ. พวกเขาตีความการบูชายัญใหม่และใช้อุปมาอุปไมย ในบางส่วน,1 เราได้รับคำขอให้พิจารณาไตร่ตรองถึงการบูชายัญด้วยม้า.2 ความพยายามในการทำสมาธินี้ช่วยให้เราตระหนักถึงความหมายของการเสียสละ. การให้รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของแผ่นไม้ ลักษณะของไม้ ฯลฯ. แสดงว่าพวกเขาไม่ได้เพิกเฉยต่อศาสนาแห่งการเสียสละ. ในขณะที่มีการยึดมั่นในรูปแบบ พวกเขาก็พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น. เหล่าปราชญ์กล่าวว่าการเสียสละทั้งหมดนั้นเพื่อการบรรลุถึงตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ ชีวิตเองก็เป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง. "การเสียสละที่แท้จริงคือมนุษย์ การอุทิศตนของตัวเขาเอง... ในการกินดื่มและความสุขของมนุษย์ มนุษย์ได้จัดงานเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์ และในการหัวเราะ การจัดงานเลี้ยง และการแต่งงานของมนุษย์ มนุษย์ได้ขับขานบทเพลงสรรเสริญ. การควบคุมตนเอง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความซื่อตรง อสิงหา,3 และความจริงจากการกล่าว สิ่งเหล่านี้เป็นการชำระล้างของมนุษย์ และการอาบชำระล้างเมื่อการเสียสละสิ้นสุดลงคือความตาย."4 เราได้รับการบอกกล่าวว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร. การเสียสละไม่ได้หมายถึงการจัดงานเลี้ยง ทว่ามันหมายถึงการสละ. จงทำให้ทุกการกระทำ ทุกความรู้สึก และทุกความคิดเป็นการถวายแด่พระผู้เป็นเจ้า. จงให้ชีวิตของท่านเป็นพิธีกรรมหรือยัญ01 อย่างหนึ่ง. บางครั้งเราก็ได้รับการบอกเล่าว่าการเสียสละนั้น จำเป็นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับหนทางที่สูงกว่า.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. ยัญ (यज्ञ - yajña) ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, ยัญ คือ พิธีกรรมแห่งการถวายสิ่งของพร้อมกับการสวดมนต์ตามหลักพระเวท (หรือที่นักวิชาการชาวตะวันตกบางท่านเรียกว่า "การบูชา การอธิษฐาน การสรรเสริญ การถวายเครื่องบูชา การเสียสละ.")
02. ยูไทฟรอน (Euthypron) หรือ ยูไธโฟร (Euthypro) - เป็นงานปรัชญาของเพลโต ที่เขียนในรูปแบบของบทสนทนาแบบโสคราตีสที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนการพิจารณาคดีของโสกราตีสใน 399 ปีก่อนคริสตกาล ในบทสนทนา โสกราตีสและยูไทโฟรพยายามสร้างคำจำกัดความของความศรัทธา อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้นำไปสู่ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหลักของการสนทนาเมื่อทั้งสองไม่สามารถหาข้อสรุปที่น่าพอใจได้.

---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 1 โศลกที่ 2.
2. พิธีอัศวเมธ (अश्वमेध - Aśvamedha).
3. อสิงหา (अहिंसा - ahiṁsā) ความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์ (ในศาสนาเชนจะหมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรง).
4. ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 3. และเปรียบเทียบกับข้อมูลทางบรรณานุกรม. อิสยาห์ (Isaiah) บรรพที่ 18. บทที่ 6-7: "นี่ไม่ใช่การอดอาหารที่เราเลือกไว้หรือ? คือการปลดพันธนาการแห่งความชั่วร้าย การปลดภาระหนัก และการปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ และการทำลายแอกทุกอย่าง? ไม่ใช่หรือที่จะแบ่งปันอาหารของท่านให้แก่ผู้หิวโหย และนำคนยากจนที่ถูกขับไล่เข้ามาในบ้านของท่าน? เมื่อท่านเห็นคนเปลือยกาย ท่านก็จงปกคลุมเขา และอย่าซ่อนตัวจากพี่น้องร่วมสายเลือดของท่านเอง?" ดูเพลโต: ยูไทพรอน
02 บทที่ 14, E; Laws, 906, การตีพิมพ์ครั้งแรกของ ดี. โจเว็ตต์.

1.
2.
หน้าที่ 149
ไม่มีใครสามารถก้าวไปสู่หนทางที่สูงกว่าได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของหนทางที่ต่ำกว่า. การเสียสละเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่รู้แจ้ง แต่การเสียสละเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ. สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าสู่โลกของบรรพบุรุษ ซึ่งหลังจากพำนักชั่วคราวบนดวงจันทร์แล้ว ก็จะนำเรากลับสู่การดำรงอยู่บนโลกอีกครั้ง. พิธีกรรมต่าง ๆ จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับการบูชาทางจิตวิญญาณ.1  บางครั้งพวกเขา (เหล่าปราชญ์ผู้ประพันธ์อุปนิษัท) รู้สึกว่าศาสนาแห่งการบูชายัญและพิธีกรรมของนักบวชนั้นผิวเผิน และในเวลานั้นพวกเขาก็จะระบายถึงความประชดประชันออกมาอย่างเต็มที่. พวกเขาบรรยายถึงขบวนสุนัขที่เดินเหมือนขบวนของนักบวช โดยแต่ละตัวจะงับหางของตัวที่อยู่ข้างหน้าและกล่าวว่า "โอม! ให้เรากินเถิด. โอม, ให้เราดื่มเถิด...เป็นต้น."2 ด้วยเหตุนี้ พิธีกรรมอันเคร่งครัดของเหล่าพราหมณ์ ซึ่งไม่ได้ให้ความสบายใจแก่จิตใจที่อ่อนแอของมนุษย์ ถูกควบคุมไว้ในอุปนิษัท.

       ทัศนคติของอุปนิษัทไม่เอื้ออำนวยต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท. เช่นเดียวกับนักคิดเชิงเหตุผลในยุคหลัง พวกเขามีทัศนคติสองด้านต่ออำนาจของพระเวท. พวกเขาเชื่อว่าพระเวทมีต้นกำเนิดเหนือธรรมชาติ ดังเช่นที่พวกเขากล่าวว่า "เช่นเดียวกับเมื่อจุดไฟบนฟืนที่ชื้น ควันก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว ฉะนั้น แท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ ทรงประทานคัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และบทสวดอังคีรสะ01 เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปัญหาลึกลับ บทกวี สุภาษิต และคำอธิบายต่าง ๆ -- ทั้งหมดนี้ล้วนได้รับการประทานมาจากพระองค์."3 เป็นที่ยอมรับกันว่าความรู้ในพระเวทนั้นด้อยกว่าปัญญาญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงมาก,4 และจะไม่ทำให้เราหลุดพ้นได้. ฤๅษีนารทมุนี02 กล่าวว่า
 “ข้าพเจ้ารู้จักฤคเวท ยชุรเวท สามเวท ข้าพเจ้ารู้จักเพียงมนต์และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักตนเอง”5 มุณฑกะอุปนิษัทกล่าวว่า “ความรู้มีสองประเภท คือ ความรู้ระดับสูงและความรู้ระดับต่ำ ความรู้ระดับต่ำคือความรู้ที่ได้จากฤคเวท สามเวท อรรถรเวท พิธีกรรม ไวยากรณ์… แต่ความรู้ระดับสูงคือความรู้ที่ทำให้เข้าใจพรหมอันไม่อาจทำลายได้”6
หมายเหตุ การขยายความ:

01. อังคีรสะ (अङ्गिरस् - The Añgirasas) เป็นกลุ่มนักปราชญ์ ฤๅษี หรือตระกูลพราหมณ์ในคัมภีร์พระเวท ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประพันธ์และขับร้องบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูยุคโบราณ.

ฤๅษีนารทมุนีกำลังสนทนาธรรมกับวยาส, ที่มา: srimadbhagwatam.wordpress.com, วันที่สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2560.

02. ฤๅษีนารทมุนี (नारद - Nārada) รายละเอียดดูในหมายเหตุ การขยายความ 01 หน้าที่ 22 ของ ง. บทนำ: ภควัทคีตา.
---------------
1. ดูในฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 1 โศลกที่ 10.
2. อ้างอิงจากแหล่งเดียวกัน, บรรพที่ 1 สรรคที่ 12 โศลกที่ 4. 5.
3. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคที่ 4 โศลกที่ 10.
4. ดูในฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 5 สรรคที่ 3 โศลกที่ 10, พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 5 โศลกที่ 1; บรรพที่ 4 สรรคที่ 4 โศลกที่ 21; บรรพที่ 6 สรรคที่ 2 โศลกที่ 1. เกาษีตกี อุปนิษัท บรรพที่ 1; ไตติรียะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคที่ 4; กถะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคที่ 23.
5. ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 7 สรรคที่ 2.
6. มุณฑกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 1 โศลกที่ 4-5; ไมตรายนะ อุปนิษัท บรรพที่ 6 สรรคที่ 21.

1.
2.

หน้าที่ 150
1.
2.
บทที่ 6
ปัญหาที่กล่าวถึงในอุปนิษัท
1.
       แก่นสำคัญของอุปนิษัทคือปัญหาทางปรัชญา นั่นคือการแสวงหาความจริง. ความไม่พอใจในสิ่งต่าง ๆ และสาเหตุรอง นำไปสู่คำถามที่เราได้อ่านตอนต้นของคัมภีร์เศวตาศวทร01 ว่า "เราเกิดมาจากที่ใด เราอาศัยอยู่ที่ไหน และเราจะไปที่ใด โอ้ ท่านผู้รู้ พระพรหม โปรดบอกเราเถิดว่าเราอยู่ในโลกนี้ด้วยพระบัญชาของใคร ไม่ว่าจะอยู่ในความทุกข์หรือความสุข. เวลาหรือธรรมชาติ หรือความจำเป็นหรือโอกาส หรือธาตุต่าง ๆ ควรถูกพิจารณาว่าเป็นสาเหตุ หรือผู้ที่ถูกเรียกว่าปุรุษะ ผู้เป็นจิตวิญญาณสูงสุดกันแน่?". ในคัมภีร์เกนะ อุปนิษัท, ศิษย์ถามว่า "จิตที่ถูกส่งออกไปปฏิบัติภารกิจนั้น เกิดขึ้นตามความประสงค์ของใคร? ลมหายใจแรกเกิดขึ้นตามคำสั่งของใคร? เราเปล่งคำพูดนี้ออกมาตามความประสงค์ของใคร? เทพองค์ใดเล่าเป็นผู้ชี้นำดวงตาหรือหู?"1 นักคิดเหล่านั้นไม่ได้มองประสบการณ์ว่าเป็นข้อมูลที่อธิบายไม่ได้ ดังเช่นที่คนทั่วไปมอง. พวกเขาตั้งคำถามว่ารายงานจากประสาทสัมผัสสามารถถือเป็นข้อสรุปสุดท้ายได้หรือไม่. ความสามารถทางจิตที่เราใช้ในการรับประสบการณ์นั้น มีอยู่ด้วยตัวเอง หรือเป็นผลมาจากบางสิ่งที่ทรงพลังกว่าซึ่งอยู่เบื้องหลังกันแน่? เราจะพิจารณาวัตถุทางกายภาพ ผลกระทบ และผลที่ได้ตามที่เป็นอยู่ ว่ามีความจริงแท้เท่ากับสาเหตุของมันได้อย่างไร? ต้องมีบางสิ่งที่อยู่เหนือสุดอยู่เบื้องหลังทั้งหมด อันเป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยตนเอง, ซึ่งในด้านศีลธรรมแล้ว เราพบว่าเราไม่สามารถได้รับความสุขที่แท้จริงจากสิ่งที่มีขอบเขตจำกัดได้. ความสุขทางโลกนั้นไม่จีรังยั่งยืน ดับสูญไปเพราะความแก่ชราและความตาย. มีเพียงสิ่งที่เป็นนิรันดร์เท่านั้นที่ให้ความสุขที่ยั่งยืน. ในทางพระศาสนาแล้ว เราต่างเรียกร้องหาชีวิตนิรันดร์. พลังทั้งหมดนี้ทำให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่มีอยู่เหนือกาลเวลา ความจริงทางจิตวิญญาณ เป้าหมายของการแสวงหาทางปรัชญา การเติมเต็มความปรารถนาของเรา และจุดมุ่งหมายของพระศาสนา. บรรดาปราชญ์แห่งอุปนิษัทพยายามนำพาเราไปสู่สัจธรรมหลัก ซึ่งก็คือ การดำรงอยู่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด (สัต)02 สัจธรรมอันสัมบูรณ์ (จิต)02 และความสุขบริสุทธิ์ (อานันท์)02.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. เศวตาศวทร (श्वेताश्वतर - Śvetāśvatara) รายละเอียดดูในหน้าที่ 12 ของ อุปนิษัท: สรุปสาระสำคัญ. และ 11. เศวตาศวทร อุปนิษัท 1.
02. คำว่าสัต (सत् - Sat) มาจากภาษาสันสกฤต มีความหมายหลักว่า การดำรงอยู่จริง ความเป็นจริงสูงสุด หรือ สิ่งที่มีอยู่ตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ในภารตะปรัชญา โดยเฉพาะเวทานตะ มักใช้คำนี้ร่วมกับจิต (चित् - Cit หรือ Chit - ความรู้แจ้ง/สติรู้ตัว) และอานันทะ (आनन्दम् - ānanda - ความสุขอันล้นพ้น) กลายเป็นคำว่า สัจจิดานันทะ (सच्चिदानन्द - Saccidānanda หรือ
 Sat-Chit-Ananda) ซึ่งอธิบายถึงสภาวะสูงสุดของจักรวาลหรือจิตวิญญาณ.
หากอิงตามบริบทของปรัชญาและอภิปรัชญา แนวคิดนี้มักแบ่งออกเป็นแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้:
 - ความจริงอันเป็นนิรันดร์ (Eternal Existence): คือสิ่งที่ดำรงอยู่ก่อนกำเนิดจักรวาล คงอยู่ตลอดไป และจะยังคงอยู่แม้จักรวาลจะดับสลาย ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา (Time).
 - การดำรงอยู่แบบไม่มีขอบเขต (Infinite Being): ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ ขนาด หรือรูปร่าง เป็นแก่นแท้ที่แผ่ซ่านและเชื่อมโยงทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน.
 - ความจริงแท้ (Absolute Truth): สิ่งที่เป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ไม่แปรเปลี่ยน (ตรงข้ามกับสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแตกดับได้).

---------------
1. เกนะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 1.
1.
2.
หน้าที่ 151
คำภาวนาในหัวใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามก็คือ "โปรดนำพาตัวข้าฯ จากความไม่จริงไปสู่ความจริง โปรดนำพาข้าฯ จากความมืดมิดไปสู่แสงสว่าง โปรดนำพาข้าฯ จากความตายไปสู่ความเป็นอมตะด้วยเถิด."1

        เราจะศึกษาปรัชญาแห่งอุปนิษัทภายใต้หัวข้อหลักสองหัวข้อ นั่นคืออภิปรัชญาและจริยธรรม. ภายใต้หัวข้ออภิปรัชญานั้น เราจะนำเสนอทัศนะของพวกเขาเกี่ยวกับความจริงสูงสุด ธรรมชาติของโลก และปัญหาของการสร้างโลก, และภายใต้หัวข้อด้านอภิปรัชญาและจริยธรรม เราจะวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล ชะตากรรม อุดมคติ ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับอิสรภาพ แนวคิดสูงสุดเกี่ยวกับมุกติ01 หรือการหลุดพ้น และหลักคำสอนเรื่องการเกิดใหม่ภายใต้จริยธรรม.
1.
2.
บทที่ 7
รรมชาติของวามจริง
1.
       ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติของความจริงสูงสุด. บรรดานักคิดแห่งอุปนิษัทพยายามเสริมมุมมองเชิงวัตถุวิสัยของปราชญ์แห่งพระเวทด้วยมุมมองเชิงอัตวิสัย. แนวคิดสูงสุดที่ปรากฎในบทสวดพระเวทคือแนวคิดเรื่องความเป็นจริงหนึ่งเดียว (เอกัม สัต02) ซึ่งปรากฎอยู่ในความหลากหลายของสรรพสิ่งทั้งปวง. ข้อสรุปนี้ได้รับการยืนยันในอุปนิษัท ซึ่งบางครั้งมีการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้หลักปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติของตนเองที่เรียกว่าอาตมัน03. ซึ่งที่มาของคำนี้นั้นไม่ชัดเจน. ในฤคเวท บรรพที่ 10 สรรคที่ 167 โศลกที่ 3, คำนี้หมายถึงลมหายใจหรือแก่นแท้ของชีวิต. ต่อมาจึงค่อย ๆ มีความหมายว่าจิตวิญญาณหรือตัวตนที่แท้จริง. ทฤษฎีเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงหรือาตมันไม่ได้ถูกนำเสนออย่างชัดเจนหรือครบถ้วนสมบูรณ์ และคำกล่าวที่แยกส่วนก็ไม่ได้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นระบบที่สอดคล้องกัน. ในบทสนทนาหรือพระประชาปติ04 (ซึ่งเป็นพระอาจารย์) กับศิษย์พระอินทร์ที่เล่าไว้ในฉานโทคยะ อุปนิษัท,2 เราพบพัฒนาการที่ก้าวหน้าในการกำหนดนิยามของตนเองผ่านสี่ขั้นตอนของ
       (1) ตัวตนทางกาย;
       (2) ตัวตนเชิงประสบการณ์, และ
       (3) ตัวตนเหนือธรรมชาติ และ
       (4) ตัวตนสัมบูรณ์.
       คำถามที่กล่าวถึงไม่ใช่เรื่องจิตวิทยามากนัก แต่เป็นเรื่องอภิปรัชญา. อะไรคือธรรมชาติในตัวตนของมนุษย์ อะไรคือแก่นแท้ของมนุษย์? 

พระประชาปติ พัฒนาเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569.
1.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. มุกติ (मुक्ति - mukti) - การปลดปล่อย การหลุดพ้น หรือความรอด (liberation, release, หรือ salvation).
02. เอกัม สัต (एकं सत् - Ekaṁ Sat) - เป็นวลีภาษาสันสกฤตที่มีความหมายลึกซึ้งว่า "ความจริงมีหนึ่งเดียว" มีที่มาจากคัมภีร์พระเวท ฤคเวท (บรรพที่ 1 สรรคที่ 164 โศลกที่ 46) ซึ่งกล่าวต่อด้วยประโยคที่มีชื่อเสียงว่า: विप्रा बहुधा वदन्ति - Viprā bahudhā vadanti วิปรา บาหุธา วทันติ—"ผู้มีปัญญาย่อมแสดงออกได้หลายวิธี" วลีนี้ทำหน้าที่เป็นหลักการทางปรัชญาพื้นฐานสำหรับความหลากหลายทางศาสนาและความอดทนทางจิตวิญญาณ.
03. อาตมัน (
आत्मन् - Ātman - self, body - ตัวตน, ร่างกาย) รายละเอียดดูในหมายเหตุ การขยายความ ข้อที่ 04 ของ 1. สกันทะ ปุราณะ 1 (ความยิ่งใหญ่ของศิวะ ปุราณะและเรื่องราวของเทวราชา).
04. พระประชาปติ
(प्रजापति - Prajāpati) รายละเอียดดูในหน้าที่ 7 ของ A03. บทนำ - เหล่าเทพเจ้า 2.

---------------
1. अष्टोन् मा सद् गमाय, तमारा मा ज्योतिर् गमाय, मृत्युर् मा अमृतं-गमाय  - Ashton mā sad gamaya, tamara mā jyotir gamaya, mṛtyor mā amṛtaṁ-gamaya - ขอให้ทั้งแปดอย่าได้สูญเสียความดีงาม ขอให้ทามาร่า (อาจเป็นชื่อของไม้สนที่ใช้จุดไฟเพื่อให้แสงสว่าง???) อย่าได้สูญเสียแสงสว่าง ขอให้ความตายอย่าได้สูญเสียความเป็นอมตะ - พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 3 โศลกที่ 27.
2. ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 3-12.
1.
2.

หน้าที่ 152
พระประชาปติเริ่มต้นการอภิปรายโดยกล่าวถึงลักษณะทั่วไปบางประการที่ตัวตนที่แท้จริงควรมี. "ตัวตนที่ปราศจากบาป ไร้ซึ่งความแก่ชรา ปราศจากความตายและความโศกเศร้า ปราศจากความหิวโหยและความกระหาย ปราศจากความปรารถนาใด ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่ควรปรารถนา และไร้ซึ่งจินตนาการใด ๆ นอกจากสิ่งที่ควรจินตนาการ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องพยายามทำความเข้าใจ."มันคือแก่นแท้ที่คงอยู่ตลอดการเปลี่ยนแปลง เป็นปัจจัยร่วมในสภาวะต่าง ๆ ทั้งการตื่น การฝัน การหลับ ความตาย การเกิดใหม่ และการหลุดพ้นในที่สุด2. ความจริงง่าย ๆ ก็คือ ไม่มีสิ่งใดทำลายมันได้. ความตายไม่อาจแตะต้องมันได้ และความชั่วร้ายก็ไม่สามารถทำให้มันสลายไปได้. ความคงอยู่ ความต่อเนื่อง ความเป็นเอกภาพ และกิจกรรมนิรันดร์ คือลักษณะเฉพาะของมัน. มันคือโลกที่สมบูรณ์ในตัวเอง. ไม่มีสิ่งใดภายนอกที่จะมาขัดแย้งกับมันได้. การวิพากษ์วิจารณ์ในยุคใหม่จะคัดค้านกระบวนการทั้งหมดนี้ว่าเป็นกรณีของ petitio principīt (การอ้างสิทธิ์ในหลักการ). โดยถือว่าคุณลักษณะของการมีตัวตนและความสมบูรณ์ในตัวเองเป็นสิ่งที่เข้าใจได้อยู่แล้ว จึงถือว่าคำตอบนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน. แต่ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป วิธีการนี้มีความหมายในตัวของมันเอง. พระประชาปติได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ตัวตนของมนุษย์ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นอัตวิสัยอย่างแท้จริง ซึ่งไม่สามารถกลายเป็นวัตถุได้. บุคคลต่างหากที่เป็นผู้มองเห็น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองเห็น.3 ไม่ใช่กลุ่มของคุณสมบัติที่เรียกว่า "ตัวฉัน" แต่เป็นฉันที่ยังคงอยู่เหนือและเบื้องหลังการตรวจสอบคุณสมบัติเหล่านั้นทั้งหมด. มันคือประธานในความหมายที่แท้จริง และมันไม่สามารถกลายเป็นกรรมได้. เนื้อหามากมายของตัวตนที่ใช้กันโดยทั่วไปสามารถกลายเป็นกรรมได้. ข้อโต้แย้งนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า สิ่งใดก็ตามที่กลายเป็นวัตถุ ย่อมเป็นของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน. เราต้องกำจัดทุกสิ่งทุกอย่างของตัวตนที่แท้จริงของเราที่แปลกแยกหรือแตกต่างจากตัวตนออกไป. คำตอบแรกที่ได้มาคือ ร่างกายที่เกิด เติบโต เสื่อมโทรม และตายไป คือตัวตนที่แท้จริง. ตัวตนตามคำสอนของพระประชาปติ คือ ผู้ที่เรามองเห็นเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของผู้อื่น หรือถังน้ำ หรือกระจกเงา. ซึ่งมีการแนะนำว่าเราควรสังเกตภาพนั้นอย่างละเอียดถึงเส้นผมและเล็บ. เพื่อแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง พระประชาปติจึงขอให้พระอินทร์ประดับประดาตัวพระองค์เอง สวมใส่อาภรณ์ที่ดีที่สุด แล้วมองลงไปในน้ำและกระจกอีกครั้ง และองค์อินทร์ก็เห็นภาพเหมือนของพระองค์เองที่ประดับประดาด้วยอาภรณ์ภูษาที่ดีที่สุดและสะอาดสอ้าน. ความสงสัยจึงบังเกิดขึ้นในพระทัยขององค์อินทร์. “เช่นเดียวกับตัวตนนี้ที่อยู่ในเงามืดหรือในน้ำ จะได้รับการประดับประดาอย่างดีเมื่อร่างกายได้รับการประดับประดาอย่างดี จะดูว่าแต่งกายอย่างดีเมื่อร่างกายแต่งกายอย่างดี จะสะอาดอย่างดีเมื่อร่างกายสะอาดอย่างดี
---------------

1. ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 7 โศลกที่ 1.
2. ดู พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 สรรคที่ 4 โศลกที่ 3.
3. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 7 โศลกที่ 3.

1.
2.
หน้าที่ 153
ตัวตนนั้นก็จะตาบอดหากร่างกายตาบอด จะพิการหากร่างกายพิการ จะทุเลาหากร่างกายทุเลา และจะพินาศไปในที่สุดเมื่อร่างกายพินาศไป ฉันมองไม่เห็นสิ่งดีใด ๆ ในสิ่งนี้”.1 พระอินทร์จึงรีบรุดหาพระอาจารย์ประชาปติ และหลังจากนั้นเนิ่นนานไปช่วงหนึ่ง พระอาจารย์จึงกล่าวว่า "ผู้ใดที่เคลื่อนไหวอย่างมีความสุขในความฝัน นั่นคือตัวตนที่แท้จริง." ตัวตนที่แท้จริงนั่นไม่ใช่ร่างกาย ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์และความไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงปรากฎการณ์ทางวัตถุเท่านั้น. ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือที่จิตสำนึกใช้ ในขณะที่จิตสำนึกนั้นไม่ได้เป็นผลผลิตของร่างกาย. และตอนนี้พระอินทร์ทรงได้รับแจ้งว่าผู้ที่กำลังฝันคือตัวตนที่แท้จริง แต่พระองค์ก็รู้สึกถึงความยากลำบากอีกประการหนึ่ง. "ถึงแม้จะเป็นความจริงที่ว่าตัวตนนั้นไม่ได้บกพร่องเพราะความบกพร่องทางร่างกาย หรือถูกทำร้ายเมื่อมันเป็นการทำร้าย หรือพิการเมื่อมันเป็นการทำร้าย แต่มันก็เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นทำร้ายเขาในความฝัน เหมือนกับว่าไล่ล่าเขา. เขารู้สึกตัวถึงความเจ็บปวดและหลั่งน้ำตา ดังนั้นข้าฯ จึงมองไม่เห็นสิ่งดีใด ๆ ในเรื่องนี้เลย."2 ซึ่งพระประชาปติทรงเลือกสภาวะแห่งความฝันแทนประสบการณ์ทางจิตอื่น ๆ เพราะความฝันนั้นมีความเป็นอิสระจากร่างกายมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในธรรมชาติของมัน. เชื่อกันว่าตัวตนนั้นล่องลอยอย่างอิสระในความฝัน. ในความฝันนั้น จิตใจจะล่องลอยเป็นอิสระจากข้อจำกัดของร่างกาย. มุมมองนี้เทียบตัวตนกับประสบการณ์ทางจิตใจที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ. นี่คือตัวตนเชิงประสบการณ์ และพระอินทร์ก็ทรงตระหนักอย่างถูกต้องว่าตัวตนเชิงประสบการณ์นี้นั้น อยู่ภายใต้ชะตากรรมของประสบการณ์นั่นเอง. มันไม่อาจเป็นตัวตนที่แท้จริงได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา. แม้ว่ามันจะเป็นอิสระจากร่างกาย แต่สภาวะแห่งความฝันดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงหรืออาตมันควรจะเป็น. อัตตาซึ่งขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของเวลาและการเกิด ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นนิรันดร์. ตัวตนที่ผูกติดอยู่กับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมชั่วคราวนั้น เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา. มันคือผู้พเนจรในโลกอันมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์นัก. มันไม่ได้คงอยู่ถาวร และไม่มีอิสรภาพอันไร้ขอบเขต. ดูเหมือนว่าเราต้องการตัวตนที่เป็นพื้นฐานและผู้ค้ำจุนประสบการณ์ทั้งหมด ความจริงอันไพศาลที่สภาวะแห่งความฝันและประสบการณ์ในยามตื่นเป็นเพียงการเปิดเผยที่ไม่สมบูรณ์. การเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง. ตัวตนในเชิงประสบการณ์ไม่ได้เป็นนิรันดร์ในตัวของมันเอง. องค์อินทร์ก็ทรงรีบรุดเข้าหาพระประชาปตีอีกครั้ง อธิบายถึงจุดยืนของพระองค์ และหลังจากนั้นไม่นานก็ทรงได้รับการสั่งสอน.  
---------------

1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 9 โศลกที่ 1.
2. บรรพที่ 8 สรรคที่ 10 โศลกที่ 2. 2.

1.
2.

หน้าที่ 154
"เมื่อมนุษย์หลับไหล พักผ่อน และอยู่ในสภาวะสงบอย่างสมบูรณ์ และไร้ซึ่งความฝัน นั่นคือตัวตนที่แท้จริง."1 พระประชาปติเข้าใจถึงความยากลำบากของพระอินทร์. ตัวตนที่แท้จริงไม่สามารถลดทอนลงเหลือเพียงชุดของสภาวะต่าง ๆ ได้ เพราะนั่นจะเป็นการอธิบายความจริงของอัตตาที่คงอยู่ถาวรให้หายไป และทำให้อาตมันขึ้นอยู่กับความผันผวนของประสบการณ์โดยบังเอิญของเรา. พระอินทร์ต้องได้รับการสอนว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราประสบพบเจอนั้น จำเป็นต้องมีผู้รับรู้ที่ถาวร เพื่อที่เราจะสามารถประสบพบเจอสิ่งเหล่านั้นได้. พระประชาปติมีเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่า ในขณะที่รอยยิ้มจำเป็นต้องมีแมว01 แต่ในทุกที่ยกเว้นในดินแดนมหัศจรรย์ของอลิซ01 แมวไม่จำเป็นต้องยิ้มเสมอไป. วัตถุขึ้นอยู่กับตัวผู้กระทำ, ในความหมายเดียวกัน ตัวผู้กระทำไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุ. หากปราศจากตัวตนไสร้ ก็จะไม่มีความรู้ ไม่มีศิลปะ ไม่มีศีลธรรม. วัตถุที่อยู่นอกเหนือความสัมพันธ์กับตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง. วัตถุทั้งหมดเกิดขึ้นจากตัวผู้กระทำและตัวผู้กระทำเองก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งอื่น ๆ . เพื่อให้พระอินทร์ตระหนักว่าตัวตนเป็นประธานของประสบการณ์ทั้งปวง พระประชาปติจึงใช้วิธีการที่เป็นนามธรรม ซึ่งมีข้อเสียอยู่บ้าง. ชีวิตของเรามักยุ่งวุ่นวายกับสิ่งต่าง ๆ . โลกภายนอกนั้นอยู่กับเรามากเกินไป. ตัวตนของเราหลงทางอยู่ในความรู้สึก ความปรารถนา และจินตนาการต่าง ๆ จนไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงคืออะไรกันแน่. เมื่อเราดำเนินชีวิตโดยยึดหลักวัตถุวิสัยเพียงอย่างเดียว หมกมุ่นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ และวุ่นวายอยู่กับการแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ในโลก เราก็ไม่คิดที่จะเสียเวลาคิดถึงหลักการพื้นฐานที่สุดของสรรพสิ่ง นั่นคือตัวตนของมนุษย์. ความรู้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องพิสูจน์. การไตร่ตรองถึงความรู้ การทำความเข้าใจถึงนัย (ไน-ยะ) ของมัน หมายถึงความยากลำบากทางจิตใจ. ในประวัติศาสตร์ความคิดของยุโรป คำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของความรู้เป็นคำถามที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่เมื่อมีการตั้งคำถามนี้ขึ้น ก็ได้ตระหนักว่าความรู้เป็นไปไม่ได้หากปราศจากสิ่งที่ค้านท์02 เรียกว่าเอกภาพเหนือธรรมชาติของการรับรู้ หรือสิ่งที่โพลทายเนิส03 เรียกว่า "การค้ำจุน" โดยจิตวิญญาณของกิจกรรมทางจิตของตนเอง. การนำเสนอขั้นพื้นฐานที่สุดนั้นจำเป็นต้องอาศัยความเป็นจริงของตนเอง. ในการรับรู้ที่ดูเหมือนจะเฉี่อยชาที่สุด เราก็ตระหนักถึงกิจกรรมของตนเอง. การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ประสบการณ์ทั้งหมด ล้วนแต่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง. การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นถูกรับรู้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในส่วนรวม ซึ่งเราพยายามทำให้เป็นจริง.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. แมว ดินแดนมหัศจรรย์ของอลิซ (cat, Alice in Wonderland) หรือ อลิซในแดนมหัศจรรย์ - เป็นวรรณกรรมเยาวชนคลาสิกของ ลูอิส แคร์รอล (Lewis Carroll) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2408/ค.ศ.1865 เล่าเรื่องเด็กหญิงอลิซตกหลุมโพรงกระต่าย พบโลกแฟนตาซีสุดประหลาด แมว ในที่นี้หมายถึง แมวเชสเชียร์ (Cheshire Cat) - แมวตัวอ้วนที่หายตัวได้และมีรอยยิ้มกว้างประหลาด (กว้างถึงใบหู).
02. ค้านท์ - อิมมานูเอล ค้านท์ รายละเอียดดูใน 
D05. อิมมานูเอล ค้านท์.
03. โพลทายเนิส บ้างก็เรียก พลอตินัส (Plotinus) (ประมาณ พ.ศ.748-813/ค.ศ. 205–270) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ ผู้ให้กำเนิดสำนักปรัชญา เพลโตใหม่ (Neoplatonism) เขาผสมผสานแนวคิดของเพลโตเข้ากับศาสนาและความเชื่อลึกลับ โดยมีหลักคำสอนสำคัญเรื่อง "องค์เอกะ" (The One) ซึ่งมองว่าความจริงสูงสุดมีความเป็นหนึ่งเดียว สมบูรณ์ล้นเหลือ และแผ่ขยายความดีงามออกมาเป็นสรรพสิ่ง (ที่มา: ปรัชญาสวนสุนันทา, https://philosophysuansunandha.com, วันที่เข้าถึง: 7 สิงหาคม 2569.)

---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 2 โศลกที่ 1.
1.
2.
หน้าที่ 155
พระประชาปติปรารถนาที่จะเน้นย้ำถึงความจำเป็นของตัวตนนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าตัวตนดำรงอยู่ตลอดเวลา แม้ในยามตื่นหรือยามฝันจะหยุดชะงักไป. ในยามหลับลึกและปราศจากความฝันนั้น เราไม่มีประสบการณ์หรือความรู้สึกใด ๆ แต่ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีตัวตน. พระประชาปติสันนิษฐานว่าพระอินทร์จะยอมรับความจริงของการมีตัวตนในขณะหลับ ด้วยเพราะความต่อเนื่องของจิตสำนึก แม้จะมีช่องว่างทางเวลา ก็ไม่อาจอธิบายได้ด้วยวิธีอื่นใดได้. ส่วนพระเทวทัต01 หลังจากหลับสนิทแล้ว ก็ยังคงเป็นพระเทวทัตอยู่ เพราะประสบการณ์ของเขารวมเข้ากับระบบที่มีอยู่ ณ เวลาที่เขานอนหลับ. พวกมัน (ความต่อเนื่องของจิตสำนึก) เชื่อมโยงตัวมันเองเข้ากับความคิดของเขาและไม่โบยบินไปหาผู้อื่น. ความต่อเนื่องของประสบการณ์นี้เรียกร้องให้เรายอมรับตัวตนที่ถาวรซึ่งเป็นพื้นฐานของเนื้อหาทั้งหมดของจิตสำนึก. สิ่งที่ดำรงอยู่ในการหลับโดยปราศจากวัตถุใด ๆ ให้พิจารณาคือตัวตน. กระจกไม่ได้แตกเพียงเพราะไม่มีอะไรปรากฎอยู่ในนั้น. พระประชาปติพยายามชี้ให้เห็นถึงความเหนือกว่าอย่างแท้จริงของเรื่องหรือประเด็นซึ่งเหนือวัตถุ อันเป็นความจริงตามคำกล่าวของยาญวัลคยะ02 ที่ว่า แม้เมื่อวัตถุทั้งปวงดับสูญไปแล้ว เรื่องหรือประเด็นก็ยังคงอยู่ด้วยแสงสว่างของตนเอง. "เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมื่อดวงจันทร์ก็ลับขอบฟ้า และเมื่อไฟดับลง สิ่งเดียวที่เป็นแสงสว่างของเขาก็คือตัวตน."1 ทว่าพระอินทร์ทรงเป็นนักจิตวิทยามากเกินไปสำหรับพระประชาปติ. พระองค์ทรงรู้สึกว่าตัวตนนี้ เมื่อหลุดพ้นจากประสบการณ์ทางกายทั้งหมด จากมวลที่ไร้รูปร่างของความฝัน ฯลฯ ตัวตนที่ไร้เป้าหมายนี้ เป็นเพียงเรื่องสมมติที่แห้งแล้ง. หากตัวตนไม่ใช่สิ่งที่ตนรู้ รู้สึก และตอบสนอง มันก็จะแยกขาดจากสิ่งนั้นและว่างเปล่าจากเนื้อหา แล้วจะเหลืออะไรอยู่เล่า? "ไม่มีอะไรเลย."2 สมเด็จพระบรมศาสดาโคตมะ พุทธะทรงอุปมาเรื่องต้นไม้และทรงตรัสถามว่า ต้นไม้นั้นจะเหลืออะไรอยู่หลังจากที่เราเด็ดใบ ตัดกิ่งก้าน ลอกเปลือก ฯลฯ ออกไป? ลองนึกภาพการลอกเปลือกหัวหอมออกทีละชั้น แล้วจะมีอะไรเหลืออยู่? ไม่มีอะไรเหลือเลย. แบรดลีย์ชี้ให้เห็นว่า "อัตตาที่แสร้งทำเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งก่อนหรือหลังความรู้สึกที่เป็นรูปธรรมนั้น เป็นเพียงเรื่องแต่งที่หยาบกระด้างและเป็นเพียงปีศาจ และไม่มีจุดประสงค์ใดที่ยอมรับได้."3 ตามทัศนะนี้ ในการนอนหลับที่ปราศจากความฝันนั้น ไม่มีตัวตนอยู่เลย. ล็อค3 ประกาศว่า การงีบหลับทุกครั้งทำลายทฤษฎีเรื่องตัวตน. 
หมายเหตุ การขยายความ:

1. พระเทวทัต (บาลี: เทวทตฺต - สก.: देवदत्तः - Devadatta) - เป็นพระภิกษุในสมัยพระโคตมพุทธเจ้าดำรงพระชนม์ชีพ เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าสุปปพุทธะผู้ครองกรุงเทวทหะแห่งแคว้นโกลิยะ จึงมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธองค์ พระเทวทัตเป็นที่รู้จักกันดีจากเรื่องราวในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ว่าเป็นผู้ที่มีความร้ายกาจ หยิ่งยโส และเห็นแก่ตัว กระทำแต่เรื่องไม่สมควรต่อพระพุทธเจ้าเป็นอันมากมาย ตลอดเวลาแห่งการบำเพ็ญพรตในพุทธวิสัยตั้งแต่ครั้งพระพุทธโคดมยังเป็นพระโพธิสัตว์ ตลอดถึงในปัจจุบันชาติ พระเทวทัตก็ยังคงประพฤติผิดถึงกับกระทำอนันตริยกรรมคือทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตและยุยงหมู่สงฆ์ให้แตกกัน. ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาระบุว่า เดิมนั้นท่านออกบวชด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ทว่าในที่สุดพระเทวทัตได้สำนึกผิดเมื่อช้าไป ได้ถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีมหานรกหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร แต่ด้วยการกระทำที่เคยบำเพ็ญบุญบารมีมาแล้วในอดีตมากนับประมาณ และประกอบกับการเห็นถูกต้องตรงสัมมาทิฏฐิเมื่อก่อนสิ้นใจกลับสำนึกผิดมอบถวายกระดูกคางด้วยเป็นพระพุทธบูชาแม้ในขณะวินาทีสุดท้ายในขณะที่ถูกแผ่นดินสูบ ทำให้พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ด้วยเหตุนั้น ว่าเมื่อพระเทวทัตสิ้นกรรมจากอเวจีมหานรก จะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า. (ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง: 6 สิงหาคม 2569.)
2. 
ยาญวัลคยะ (याज्ञवल्क्य - Yājñavalkya) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2 - รายละเอียดฤๅษีที่ปรากฎผลงานในอุปนิษัท.

3. จอห์น ล็อค (John Locke) - พ.ศ.2175-2247/ค.ศ.1632-1704 - ท่านเป็นนักปรัชญาและแพทย์ชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น "บิดาแห่งเสรีนิยม" และเป็นบุคคลสำคัญในการวางรากฐานของยุคเรืองปัญญา ผลงานบุกเบิกของเขาในด้านญาณวิทยาได้วางรากฐานให้กับปรัชญาประสบการณ์นิยมของอังกฤษ ในขณะที่ทฤษฎีทางการเมืองของเขา มีความใกล้เคียงกับแนวคิดของบรรดาผู้ก่อตั้งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะโรเบิร์ต บอยล์ เซอร์ไอแซค นิวตัน และสมาชิกคนอื่น ๆ ของราชสมาคม.
---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 สรรคที่ 3 โศลกที่ 6.
2. แบรดลีย์: Ethical Studies, หน้า 52.
3. Appearance and Reality, หน้า 89.

1.
2.

หน้าที่ 156
"ในขณะหลับและอยู่ในภวังค์ จิตไม่มีอยู่จริง — ไม่มีเวลา ไม่มีลำดับความคิด การกล่าวว่าจิตมีอยู่โดยปราศจากการคิดนั้นขัดแย้งกันเอง ไร้สาระ ไม่มีอะไรเลย."1. ดูเหมือนว่าพระอินทร์จะเป็นนักปรัชญาเชิงประสบการณ์นิยมมานานก่อนที่ล็อคและเบิร์กลีย์จะปรากฎตัวเสียอีก. ล็อตเซ่01 ถามว่า "หากจิตวิญญาณในภาวะหลับสนิท ปราศจากความฝัน ไม่คิด รู้สึก และปรารถนาสิ่งใดเลย จิตวิญญาณนั้นยังมีอยู่หรือไม่ และถ้ามีอยู่จริง มันมีอยู่ได้อย่างไร?" "คำตอบที่ได้รับบ่อยแค่ไหนก็คือ ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ จิตวิญญาณก็คงไม่มีอยู่จริง ทำไมเราจึงไม่มีความกล้าที่จะพูดว่า บ่อยครั้งเพียงใดที่สิ่งนี้เกิดขึ้น จิตวิญญาณก็ไม่มีอยู่จริง."2 "พระอินทร์มีความกล้าหาญที่จะป่าวประกาศในเรื่องนี้."3 "มันถูกทำลายไปแล้วจริง ๆ ." นี่คือบทเรียนสำคัญที่ถูกลืมเลือนไปครั้งแล้วครั้งเล่าในความคิดของชาวภารตะ. การปฏิเสธชีวิตภายนอกคือการทำลายเทพเจ้าภายใน. ผู้ที่คิดว่าเราจะบรรลุจุดสูงสุดที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยความเป็นอัตวิสัยล้วน ๆ ก็ต้องหันไปพิจารณาบทสนทนาระหว่างพระอินทร์กับพระประชาปติ. ตามทัศนะของพระอินทร์แล้วนั้น สภาวะที่หลุดพ้นจากข้อจำกัดที่สิ่งมีชีวิตกำหนดไว้ จากเวลาและอวกาศ จากการดำรงอยู่ของวัตถุ คือการทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง. อัตตาที่ไร้เนื้อหา ความคิดเชิงนามธรรมของเดส์คาร์ต์ส์02. ความเป็นเอกภาพเชิงรูปแบบของค้านท์03 ตัวตนที่ไร้วัตถุซึ่งสมมติให้อยู่เบื้องหลัง โดยไม่เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกเชิงประจักษ์ใด ๆ นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. การไตร่ตรองทางปรัชญาและการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาล้วนนำไปสู่ผลลัพธ์. แต่ทว่าพระประชาปติทรงพยายามเน้นย้ำถึงเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของประสบการณ์. พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าตนเองจะไม่แยกออกจากสภาวะจิตสำนึก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นสภาวะจิตสำนึกนั้น. ดร.แมคแท็กการ์ต04 อธิบายประเด็นทั้งหมดไว้ดังนี้: "ตัวตนประกอบด้วยอะไรบ้าง? ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันรับรู้ได้ ตัวตนไม่รวมอะไรบ้าง? ก็เช่นเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันรับรู้ได้. ตัวตนจะกล่าวได้ว่าอะไรบ้างที่ไม่ได้อยู่ภายในตัวมัน? ไม่มีอะไรเลย ตัวตนจะพูดได้ว่าอะไรบ้างที่ไม่ได้อยู่ภายนอกตัวมัน? นามธรรมเพียงอย่างเดียว. และความพยายามใด ๆ ที่จะขจัดความขัดแย้งนี้จะทำลายตัวตน. เพราะทั้งสองด้านเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. หากเราพยายามทำให้มันเป็นปัจเจกที่แตกต่างโดยแยกมันออกจากสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด. มันจะสูญเสียเนื้อหาทั้งหมดที่มันสามารถรับรู้ได้ และดังนั้นจึงสูญเสียความเป็นปัจเจกที่เราพยายามรักษาไว้ตั้งแต่แรก  
หมายเหตุ การขยายความ:

01. แฮร์มัน ล็อตเซ่ (Hermann Lotze) (21 พฤษภาคม พ.ศ.2360/ค.ศ.1817 - 1 กรกฏาคม พ.ศ.2424/ค.ศ.1881) - ท่านเป็นนักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ และแพทย์ชาวเยอรมันผู้บุกเบิก ท่านประสบความสำเร็จในการเชื่อมช่องว่างระหว่างอุดมคตินิยมของเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 19 กับจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยการประสานมุมมองเชิงกลไกของธรรมชาติเข้ากับจุดประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้สร้างกรอบความคิดที่รู้จักกันในชื่อ อุดมคตินิยมเชิงเทวนิยม (Theistic Idealism).
02. เรอเน เดส์คาร์ต์ส์ (René Descartes) รายละเอียดดูใน 
C05. เรอเน เดส์คาร์ต์ส์.
03. อิมมานูเอล ค้านท์ (
Immanuel Kant) รายละเอียดดูใน D05. อิมมานูเอล ค้านท์.
04. ดร.จอห์น แมคแท็กการ์ต (John McTaggart) (3 กันยายน พ.ศ.2409/ค.ศ.1866 – 18 มกราคม พ.ศ.2468/ค.ศ.1925) เป็นนักปรัชญาแนวอุดมคติชาวอังกฤษ ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ แมคแท็กการ์ตดำรงตำแหน่งนักวิจัยและอาจารย์สอนปรัชญาที่วิทยาลัยทรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เขาเป็นผู้สนับสนุนปรัชญาของจอร์จ วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล และเป็นหนึ่งในนักปรัชญาแนวอุดมคติชาวอังกฤษที่โดดเด่นที่สุด แมคแท็กการ์ตเป็นที่รู้จักจากผลงาน "ความไม่เป็นจริงของเวลา" (The Unreality of Time) (พ.ศ.2451/ค.ศ.1908) ซึ่งเขาโต้แย้งว่าเวลาไม่เป็นจริง ผลงานชิ้นนี้ได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 และต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 21.

---------------
1. Berkeley's Works, เล่มที่ 1 หน้าที่ 34.
2. Metaphysics, Eng. Translation, เล่ม 2 หน้าที่ 317.
3. विनाशमेवापीतो भवती - Vināśamevāpīto bhavati - ท่านกำลังดื่มด่ำกับความหายนะ, ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 2 โศลกที่ 1-2. หรือ เป็นวลีภาษาสันสกฤตจากจันโทคยาอุปนิษัท (8.11.1) หมายความว่า "เขาบรรลุถึงความพินาศโดยสิ้นเชิง" หรือ "เขาไปสู่ความว่างเปล่า" ในบทสนทนาระหว่างพระประชาปติและพระอินทร์ วลีนี้อธิบายถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการหลับลึก ซึ่งตัวตนของแต่ละบุคคลดูเหมือนจะสูญหายหรือถูกทำลายไปเพราะไม่รับรู้สิ่งต่าง ๆ อีกต่อไป.

1.
2.
หน้าที่ 157
ในทางกลับกัน หากเราพยายามรักษาเนื้อหาของมันไว้ โดยเน้นการรวมเข้าไว้มากกว่าการแยกออก จิตสำนึกก็จะหายไป และเนื่องจากตัวตนไม่มีเนื้อหาใด ๆ นอกจากวัตถุที่มันรับรู้ เนื้อหาจึงหายไปด้วยเช่นกัน."1 พระอินทร์แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการคิดว่าตัวตนเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ. ตัวตนจะต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นชีวิตที่แท้จริงของสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ใช่เพียงแค่นามธรรม. ดังนั้นจึงมีขั้นตอนต่อไป เมื่อองค์อินทร์อธิบายความยากลำบากของตนให้พระประชาปติฟังด้วยถ้อยคำว่า "ความจริงแล้ว ผู้ที่หลับใหลโดยปราศจากความฝันนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใคร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรอยู่บ้าง เขาจมดิ่งสู่ความพินาศอย่างสิ้นเชิง ฉันมองไม่เห็นสิ่งดีใด ๆ ในเรื่องนี้เลย."2 พระประชาปติชี้ให้เห็นว่ามันคือเอกลักษณ์ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความแตกต่าง. โลกทั้งใบเป็นกระบวนการหนึ่งเดียวของการบรรลุธรรมในความคิดอันสัมบูรณ์. "มัฆวัน01, 3 เอ่ย! ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ต้องตาย. และทุกสิ่งล้วนต้องตาย เรือนร่างนี้เป็นที่สถิตของตัวตนซึ่งเป็นอมตะและปราศจากร่างกาย. เขาคือบุคคลแห่งดวงตา ดวงตาอันเป็นเครื่องมือในการมองเห็น. ผู้ที่ตื่นรู้ ขอให้ข้าฯ ได้สูดดมกลิ่นนี้ เขาคือตัวตน นาสิกเป็นเครื่องมือในการสูดดมกลิ่น เป็นต้น."4 ตัวตนนั้นไม่ได้เป็นเพียงหลักการนามธรรมที่เป็นรูปธรรม แต่เป็นจิตสำนึกสากลที่กระตือรือร้น ซึ่งดำรงอยู่ ดังที่เฮเกล02 กล่าวไว้ คือทั้งในตัวของมันเองและเพื่อตัวของมันเอง. มันคือความเหมือนกันอย่างเรียบง่ายของตัวตน เช่นเดียวกับความแตกต่างที่หลากหลาย. มันเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ. วัตถุที่เราได้รู้จักในประสบการณ์ล้วนมีพื้นฐานมาจากมัน. ตัวตนที่แท้จริงอันไร้ขอบเขตนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่ไม่จำกัด. มันไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีขอบเขตจำกัด แต่เป็นรากฐานของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด. มันคือตัวตนสากล ซึ่งสถิตอยู่ทั้งภายในและภายนอก. จักรวาลทั้งหมดมีชีวิตและหายใจอยู่ในนั้น "ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นดวงตาของมัน ท้องฟ้าทั้งสี่เป็นหูของมัน และลมที่โพยพัดก็เป็นลมหายใจของมัน."5 มันคือแสงสว่างเจิดจ้าที่ลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของบุคลิกภาพ, 

พระอินทร์ ในมุมมองและแนวคิดของวรรณกรรมไทย, ที่มา: pinterest.com, วันที่เข้าถึง: 14 สิงหาคม 2569. 
1.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. มัฆวัน หรือ มัฆวาน (मघवन् - Maghavan or मघवान् - Maghavān) - แปลว่า พระอินทร์ โดยมาจากคำบาลีว่า "มฆวา" หรือสันสกฤตว่า "มฆวัน" ซึ่งมีความหมายโดยรากศัพท์ว่า ผู้มีกำลังความสามารถ หรือ ผู้มีใจกว้างขวาง/ผู้แจกทรัพย์.
02. เกออร์ก เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) รายละเอียดดูใน
D11. เกออร์ก เฮเกล.
---------------
1. Hegelian Cosmology, ส่วนที่ 27.
2. 
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 8 สรรคที่ 11 โศลกที่ 1.
3. อีกชื่อหนึ่งของพระอินทร์.
4. บรรพที่ 8 สรรคที่ 12. เปรียบเทียบกับเพลโต ผู้ซึ่งแยกแยะวิญญาณสองประเภทในหนังสือ Timæus คือ วิญญาณอมตะและวิญญาณที่ตายได้ วิญญาณที่ตายได้ประกอบด้วยกิเลสและความรู้สึก เป็นอัตตาเชิงประสบการณ์ที่ระบุตัวตนกับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงและความตายที่กำลังจะเสื่อมสลาย ส่วนวิญญาณอมตะคือหลักการแห่งสติปัญญาที่เป็นของมนุษย์และโลก เป็นประกายแห่งเทพเจ้าที่อยู่ในบุคลิกภาพของมนุษย์ (Timæus และ Phædo) เรายังมีการแยกแยะแบบเดียวกันนี้ใน intellectus agens ของอริสโตเติล ซึ่งตรงข้ามกับจิตใจและความทรงจำที่กำลังจะเสื่อมสลาย.
5. มุณฑกะ, บรรพที่ 1 สรรคที่ 1; ฉานโทคยะ บรรพที่ 3 สรรคที่ 13 โศลกที่ 7.

1.
2.

หน้าที่ 158
คือ อากาศะ01 สากลซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งปวง.1 หลักการสำคัญของการสร้างสรรค์,2 ประเด็นที่ทำให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน.3 ไม่มีสิ่งใดอยู่นอกเหนือสิ่งนี้. มันบรรจุจิตสำนึกของวัตถุทั้งหมดไว้โดยปริยาย. ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวตนอันไร้ขอบเขตในตัวเรา. ตัวตนนี้ซึ่งโอบอุ้มทุกสิ่งทุกอย่าง คือข้อเท็จจริงของธรรมชาติและประวัติศาสตร์แห่งประสบการณ์ทั้งหมด.ตัวตนเล็ก ๆ ของเรานั้นรวมอยู่ในนั้นและถูกก้าวข้ามไปโดยมัน. นี่คือแก่นแท้ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่ากระแสแห่งการนำเสนอ. ซึ่งเป็นการเปิดเผยที่ไม่สมบูรณ์ของมันเท่านั้น. สภาวะจิตสำนึกทั้งหมดของเราหมุนวนอยู่รอบแสงศูนย์กลางนี้. กำจัดมันเสีย พวกมันก็จะหายไป. หากปราศจากตัวตน ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีระเบียบของความรู้สึกในอวกาส หรือลำดับในเวลา. มันทำให้ความทรงจำและการใคร่ครวญ ความรู้ และศีลธรรมนั้น เป็นไปได้. ในคัมภีร์อุปนิษัทนั้นกล่าวว่า หัวข้อนี้เป็นพื้นฐานสากลในตัวบุคคลทุกคน. มันซ่อนอยู่ในทุกสิ่งและแผ่ซ่านไปทั่วสรรพสิ่ง "ไม่มีสิ่งใดอื่นใดนอกเหนือจากนี้ ไม่มีคำอื่นใดที่แตกต่างออกไป."4 "เปรียบเสมือนลมหายใจ พระองค์จึงถูกเรียกว่าลมหายใจ เปรียบเสมือนการพูด เปรียบเสมือนคำพูด เปรียบเสมือนการมองเห็น เปรียบเสมือนการได้ยิน เปรียบเสมือนความเข้าใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงชื่อเรียกการกระทำของพระองค์เท่านั้น."5 เมื่อเข้าใจตัวตนเช่นนี้แล้ว จึงจะถือได้ว่าเป็นตัวตนที่คงอยู่ถาวร ทั้งในยามตื่นและยามฝัน ความตายและยามหลับใหล พันธนาการและอิสรภาพ. ตัวตนนี้ดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง คอยเฝ้ามองโลกทั้งใบ. มันเป็นทั้งประธานสากลและกรรมสากล. มันมองเห็นและขณะเดียวกันก็มองไม่เห็น. ดังที่คัมภีร์อุปนิษัทกล่าวไว้ว่า "เมื่อเขาไม่เห็น แต่เขากำลังมองเห็นอยู่ แม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม เพราะสำหรับผู้มองเห็นแล้ว การมองเห็นจะไม่ถุกขัดจังหวะ เพราะเขานั้นเป็นอมตะ แต่ไม่มีผู้ใดอื่นใดนอกจากเขา ไม่มีผู้ใดที่แตกต่างจากเขาให้เขาได้เห็น."6 ตัวตนคือทั้งหมด "แท้จริงแล้วฉันคือจักรวาลทั้งหมดนี้.".7

       โดยธรรมชาติแล้ว ตัวตนสากลนี้ไม่อาจรับรู้ได้ ดังที่ศังกราจารย์ได้กล่าวไว้ว่า "ตัวตนผู้เฝ้ามองส่องสว่างจิตสำนึก แต่ตัวมันเองไม่เคยอยู่ในจิตสำนึก." มันไม่ใช่ข้อมูลจากประสบการณ์ ไม่ใช่วัตถุ แม้ว่าวัตถุทั้งหมดจะเป็นสำหรับมันก็ตาม.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. อากาศะ (आकाश - ākāśa) - ห้วงอวกาศ ท้องฟ้า หรือ อีเธอร์. 
---------------
1. ฉานโทคยะ บรรพที่ 1 สรรคที่ 91.
2. 
ฉานโทคยะ บรรพที่ 1 สรรคที่ 11 โศลกที่ 5.
3. กถะ อุปนิษัท, บรรพที่ 6 สรรคที่ 1.
4. 
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 สรรคที่ 3 โศลกที่ 23; ฉานโทคยะ บรรพที่ 8 สรรคที่ 1 โศลกที่ 3.
5. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 7; เกาษีตกิ อุปนิษัท บรรพที่ 3.
6. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 สรรคที่ 3 โศลกที่ 23;
7. अहं एव इदं सर्वो’स्मि । - Aham eva idam sarvo’smi. - ฉันนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้.

1.
2.
หน้าที่ 159
มันไม่ใช่ความคิด แต่ความคิดทั้งหมดล้วนมุ่งไปสู่มัน. มันไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็น แต่เป็นหลักการของการมองเห็นทั้งหมด. ดังที่ค้านท์01 กล่าวไว้ สภาพของสิ่งที่รู้ได้จากประสบการณ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่เรารู้เอง. ค้านท์กล่าวว่า "สิ่งที่ข้าฯ ต้องสมมติขึ้นเพื่อที่จะรู้จักวัตถุนั้น ข้าฯ ไม่สามารถรู้จักได้ในฐานะวัตถุ." ผู้รับรู้ประสบการณ์ทั้งหมดไม่สามารถเป็นประสบการณ์ได้ด้วยตัวเอง. หากมันเป็นประสบการณ์ คำถามก็จะเกิดขึ้นว่า ใครเป็นผู้รับรู้มัน? ความรู้นั้นทำงานในลักษณะที่เป็นทวิลักษณ์เสมอ. ดังนั้น ตัวตนนี้จึงไม่อาจนิยามได้ เช่นเดียวกับหลักการขั้นสูงสุดทั้งหมด แม้ว่าตัวมันเองจะยังคงไม่สามารถอธิบายได้ก็ตาม. ความยากลำบากเก่าแก่ของคอมต์ที่ว่า ตัวตนไม่สามารถหันกลับมาจับตัวเองได้นั้น ไม่ใช่เรื่องจินตนาการเสียทีเดียว. "จิตวิญญาณซึ่งไม่ใช่สิ่งนี้หรือสิ่งนั้น หรือสิ่งอื่นใด เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะไม่อาจยึดเหนี่ยวได้."1 อุปนิษัทปฏิเสธที่จะระบุว่าตัวตนคือร่างกาย หรือลำดับของสภาวะทางจิตหรือความต่อเนื่องของการนำเสนอ หรือกระแสแห่งจิตสำนึก. ตัวตนไม่สามารถเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยพื้นฐานของความสัมพันธ์ หรือการเชื่อมโยงของเนื้อหา ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้หากปราศจากตัวกลางเชื่อมโยง. เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงของจิตสำนึกสากลซึ่งดำรงอยู่ควบคู่ไปกับเนื้อหาของจิตสำนึกเสมอ และคงอยู่แม้ในยามที่ไม่มีเนื้อหาใด ๆ ความเหมือนกันพื้นฐานนี้ซึ่งเป็นข้อสมมติของทั้งตัวตนและไม่ใช่ตัวตน ที่เรียกว่าอาตมัน. ไม่มีใครสามารถสงสัยในความจริงของมันได้.2

       ในมาณฑูกยะ อุปนิษัทได้วิเคราะห์เรื่องจิตสำนึกและนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน. เราจะเริ่มต้นด้วยการแปลความหมายในประเด็นนี้อย่างคร่าว ๆ ก่อน.3 จิตวิญญาณมีสภาวะสามประการซึ่งรวมอยู่ในสภาวะที่สี่. ได้แก่ การตื่น การฝัน การหลับ และสิ่งที่เรียกว่าตุรียะ (turīya)04 สภาวะแรกคือการตื่น ซึ่งจิตวิญญาณรับรู้ถึงโลกภายนอกทั่วไป. เพลิดเพลินกับสิ่งหยาบ. ในสภาวะนี้การพึ่งพาอาศัยร่างกายเป็นสิ่งที่เด่นชัด. สภาวะที่สองคือการฝัน ซึ่งจิตวิญญาณเพลิดเพลินกับสิ่งที่ละเอียดอ่อน,4 จิตวิญญาณสร้างโลกแห่งรูปแบบใหม่ขึ้นมาด้วยวัสดุจากประสบการณ์ในยามตื่น. กล่าวกันว่าจิตวิญญาณนั้นท่องไปอย่างอิสระ ปราศจากพันธนาการของร่างกาย.
หมายเหตุ การขยายความ:

01. ออกุสต์ คอมต์ (Auguste Comte - Isidore Auguste Marie François Xavier Comte) (พ.ศ.2341-2400/ค.ศ.1798-1857) เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้ก่อตั้งวิชาสังคมวิทยาและเป็นผู้บุกเบิกลัทธิปฏิฐานนิยม (Positivism) ท่ามกลางความวุ่นวายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส คอมต์พยายามสร้างระเบียบสังคมที่มั่นคง โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงตรง แทนที่จะพึ่งพาศาสนาหรือผู้ปกครอง.
02. ภามติ (भामती - Bhāmatī) - สำนักแนวคิดย่อยของอไทว เวทานตะ ชื่อนี้ได้มาจากคำอธิบายของวากัสปติ มิศระ03 เกี่ยวกับพรหมสูตรภาสยะของ อาทิ ศังกราจารย์.
03. วากัสปติ มิศระ (वाचस्पति मिश्र  - Vācaspati Miśra) - รายละเอียดดูในหมายเหตุ คำอธิบาย 01
หน้าที่ 10 ของ ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 2 หรือหน้าที่ 2 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1 - รวมสัปตะฤๅษี.
04. ตุรียะ (तुरीय - turīya) - สภาวะหนึ่งของการดำรงอยู่ของมนุษย์. อีกชื่อหนึ่งของพระพรหม. - A state of existence of Man. A name of Brahmā.

---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 7 โศลกที่ 3; บรรพที่ 4 สรรคทึ่ 4 โศลกที่ 22.
2. Na hi kaścit sandigdhe ahaṁ vā nāhaṁ veti. Bhāmatī - न हि कश्चित् सन्दिग्धे अहं वा नाहं वेति । भामती । - ไม่มีใครสงสัยเสยว่าข้าฯ คือ ภามติ
02 หรือไม่.
3. บรรพที่ 1 สรรคที่ 2 โศลกที่ 7.
4. 
พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 สรรคที่ 3 โศลกที่ 9. 14.
1.
2.

หน้าที่ 160
ประการที่สามคือสภาวะการหลับสนิท ซึ่งเราไม่มีความฝันหรือความปรารถนาใด ๆ . เรียกว่า สุษุปติ01 กล่าวกันว่าจิตวิญญาณจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพรหมันชั่วคราวและได้รับความสุข. ในการนอนหลับลึก เราจะอยู่เหนือความปรารถนาทั้งปวงและหลุดพ้นจากความทุกข์ระทมของจิตวิญญาณ. กล่าวได้ว่า ความขัดแย้งต่าง ๆ ได้สูญหายไปในสภาวะที่เป็นผู้รู้ โดยปราศจากวัตถุบริสุทธิ์นี้.1 ศังกราจารย์สังเกตว่าปรากฎการณ์แห่งทวิภาวะที่เกิดจากการทำงานของจิตนั้นปรากฎอยู่ในสภาวะอีกสองสภาวะ แต่ไม่มีอยู่ในสภาวะนี้. ในหลาย ๆ ช่วงเราได้รับทราบว่าเราลิ้มรสธรรมชาติของความสุขที่แท้จริงในขณะหลับโดยปราศจากความฝัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ตัดขาดจากโลกที่ก่อกวน. จิตวิญญาณนั้นกำเนิดมาจากพระเจ้า แม้ว่าจะถูกพันธนาการด้วยเนื้อหนังก็ตาม. ในยามหลับ จิตวิญญาณจะรู้สึกเศร้าที่ได้หลุดพ้นจากพันธนาการของร่างกายและได้กลับคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของตน. เราอ่านพบในข้อความบางส่วนของอริสโตเติลว่า "เมื่อใดก็ตามที่จิตวิญญาณอยู่ตามลำพังในยามหลับ มันจะฟื้นคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของมัน."2 ความศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติของจิตวิญญาณจะปรากฎขึ้นอีกครั้งเมื่อหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของร่างกาย. "พระองค์ประทานความจริงอันเป็นที่รักนี้ในยามหลับ." การเปรียบเทียบกับการนอนหลับที่ปราศจากความฝันชั่วนิรันดร์ถูกนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภายนอกทั้งหมดจะถูกระงับไปในขณะนั้น. แต่ก็มีโอกาสที่จะสับสนกับการหมดสติโดยสิ้นเชิง. ดังนั้นมาณฑูกยะ อุปนิษัทจึงชี้ให้เห็นว่า ระดับสูงสุดไม่ใช่การหลับโดยปราศจากความฝัน แต่เป็นอีกระดับหนึ่ง คือสภาวะที่สี่ของจิตวิญญาณ คือจิตสำนึกที่บริสุทธิ์โดยสัญชาตญาณ ซึ่งปราศจากความรู้เกี่ยวกับวัตถุภายในหรือภายนอก. ในการหลับลึก จิตวิญญาณจะสถิตอยู่ในดินแดนที่อยู่เหนือชีวิตแห่งประสาทสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไป ในความเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ในพรหมัน. สภาวะตุรียะได้แสดงให้เห็นถึงแง่มุมเชิงบวกของด้านลบที่เน้นย้ำในสภาวะการหลับลึก. "ประการที่สี่ ไม่ใช่สิ่งที่มีสติรับรู้ในอัตวิสัย หรือสิ่งที่มีสติรับรู้ในภววิสัย หรือสิ่งที่มีสติรับรู้ทั้งสองอย่าง หรือสิ่งที่เป็นเพียงสติรับรู้ หรือสิ่งที่เป็นมวลสารทั้งหมด หรือสิ่งที่เป็นความมืดมิดทั้งหมด. มันคือสิ่งที่มองไม่เห็น เหนือธรรมชาติ ไม่อาจหยั่งรู้ได้ ไม่อาจอนุมานได้ ไม่อาจคิดได้ ไม่อาจบรรยายได้ เป็นแก่นแท้เพียงหนึ่งเดียวของสติรับรู้ในตนเอง เป็นความสมบูรณ์ของโลก เป็นความสงบสุขชั่วนิรันดร์ เป็นสุขนิรันดร์ เป็นหนึ่งเดียว แท้จริงแล้วนี่คืออาตมัน."3 
หมายเหตุ การขยายความ:

01. สุษุปติ (सुषुप्ति - suṣupti) - การนอนหลับลึกหรือหลับสนิท การพักผ่อนอย่างเต็มที่ (Deep or profound sleep, profound repose.).
---------------
1. ดูใน พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 2 สรรคที่ 1; เกาษีตกิ อุปนิษัท บรรพที่ 4; ฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 6 สรรคที่ 8 โศลกที่ 1; ปรัศนะ อุปนิษัท บรรพที่ 4 สรรคทึ่ 4; บรรพที่ 4 สรรคที่ 3 โศลกที่ 7.
2. Fragment 2. - ผลงานเศษเสี้ยวของอริสโตเติล อันได้แก่ งานเขียนยอดนิยม บทสนทนา จดหมาย และบันทึกต่าง ๆ ที่สูญหายและไม่ได้รับการเก็บรักษาไว้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเฉพาะผ่านการอ้างอิง คำพูด หรือบทสรุปโดยนักเขียนในสมัยโบราณและยุคกลางในภายหลังเท่านั้น.
3. บรรพที่ 1 สรรคที่ 7.

1.
2.

หน้าที่ 161
สัญลักษณ์ของมันคือ อุมกระ01 ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ อะ-อุ-มะ (A-U-M) หมายถึง สภาวะตื่น สภาวะฝัน และสภาวะหลับ. มันไม่ใช่ตัวตนที่เฉพาะเจาะจง แต่เป็นพื้นฐานร่วมกันของทุกคน เป็นรากฐานของอัตลักษณ์ของพวกเขา.1 อาจกล่าวได้ว่าในขณะที่เราหลับสนิท เราจะเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวชั่วนิรันดร์ ซึ่งความแตกต่างทั้งปวงจะหายไป และจักรวาลทั้งหมดจะถูกทำลายล้างไป. แต่เนื่องจากสิ่งนี้ไม่ถือเป็นสภาวะสูงสุด จึงมีการเสนอสภาวะเชิงบวกที่สูงกว่านั้นขึ้นมา. สำหรับปัจเจกชนเชิงประจักษ์ หากสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนหายไป ความเป็นปัจเจกชนของเขาก็จะหายไปด้วย. ดังนั้นจึงมีความสงสัยว่า การกำจัดวัตถุจะลดตัวตนให้เหลือเพียงนามธรรมที่บางเบา แต่ในตัวตนสากลสูงสุดนั้น ความเป็นจริงของวัตถุทั้งหมดจะรวมอยู่อยู่ด้วย. เราจะรู้จักและรักสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในตัวตนของเรา ซึ่งตัวตนนี้ครอบคลุมทุกสิ่งในจักรวาลและไม่มีสิ่งใดอยู่ภายนอก. มันคืออัตลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงและคงอยู่ตลอดไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งปวง. อารมณ์อาจเปลี่ยนแปลงไป แต่ตัวตนยังคงเหมือนเดิม. ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ แม้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวตนรับรู้จะมีจุดเริ่มต้นและมีจุดจบก็ตาม. "ไม่เคยมีใครได้สัมผัสหรือเห็นการดับสูญของสติโดยตรง หรือหากเคยเกิดขึ้น ผู้เห็นเหตุการณ์หรือผู้ที่ประสบเหตุการณ์นั้นก็ยังคงอยู่เบื้องหลังในฐานะที่เป็นตัวแทนของสติสัมปชัญญะนั้นต่อไป."2 มันคือรากฐานของการดำรงอยู่ทั้งหมด เป็นพยานเพียงหนึ่งเดียวและเป็นสิ่งค้ำจุนที่เป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวของทุกสิ่งที่เรารู้ แม้ว่าธรรมชาติของการพึ่งพาของวัตถุแห่งความรู้ต่อผู้รู้ที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะไม่ชัดเจนนัก. สภาวะทั้งสามของตัวตน ได้แก่ การตื่น การฝัน และการหลับ รวมทั้งสิ่งที่ครอบคลุมทั้งสามสภาวะนั้น เรียกว่า สภาวะวิศวะ สภาวะไตชสะ สภาวะปราชญะ สภาวะตุรียะ02 ตามลำดับ.3

       จากการวิเคราะห์สภาวะทั้งสาม ได้แก่ การฝัน การตื่น และการหลับ ทำให้สรุปได้ว่าสภาวะเหล่านั้นล้วนไม่เป็นความจริง แม้ว่าจะไม่ใช่ไม่มีอยู่จริงก็ตาม. "สิ่งที่เป็นศูนย์ในตอนต้นและเป็นศูนย์ในตอนท้าย ย่อมต้องเป็นศูนย์ในตอนกลางอย่างแน่นอน."4 เมื่อพิจารณาจากข้อนี้ ประสบการณ์ในขณะตื่นจึงไม่เป็นจริง. 

หมายเหตุ การขยายความ:

อุมกระ (Aumkara), ที่มา: www.magnific.com, วันที่เข้าถึง: 27 สิงหาคม 2569.

01. อุมกระ (ॐकार - Aumkara) - เสียงหรือพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ "อุม" (หรือ "โอม") ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของต้นกำเนิดและแก่นแท้ของการดำรงอยู่ทั้งหมดในประเพณีทางจิตวิญญาณของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและภารตะ.
02. วิศวะ (विश्व - Viśva - वैश्वानर - Vaiśvānara) ไตชสะ (तैजसा - Taijasa) ปราชญะ (प्राज्ञ - Prājña) ตุรียะ (तुरीय - Turīya) - เป็นสภาวะทั้งสี่แห่งการตระหนักรู้ของมนุษย์ มีคำอธิบายในปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู เริ่มแรกนั้น มีปรากฎใน
มาณฑูกยะ อุปนิษัท.

---------------

ศรี อาทิ โกปาทจารย์ หรือ คุรุ เคาฑปาทะ อาจารย (Sri Aadi Gaudapadacharya or Guru Gauḍapāda Acharya)
รายละเอียด ดูเพิ่มเติมได้ในหน้าที่ 15 ของ
 ค. บทนำ: ภควัทคีตา และหน้าที่ 1 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1 - รวมสัปตะฤๅษี.  
1.
1. त्रिषु धामसु यत् तुल्यं सामन्यम् — गौडपादस्य कारिकाः - Triṣu dhāmasu yat tulyam sāmānyam — Gauḍapāda’s Kārikās - สิ่งที่เหมือนกันในที่พำนักทั้งสามแห่ง — คือ (คัมภีร์) รูปปั้นของเคาฑปาทะ, บรรพที่ 1 สรรคที่ 22.
2. ดูใน เทวี ภาควตะ บรรพที่ 3 สรรคที่ 32 โศลกที่ 15-16.
3. ในทางพระพุทธศาสนาได้จำแนกเรื่องสภาวะออกเป็น 4 ภพ ได้แก่ กรรม รูป อรูป และ โลกุตตระ ซึ่งสอดคล้องกับการแจกแจงนี้.
4. (คัมภีร์) รูปปั้นของเคาฑปาทะ บรรพที่ 1 สรรคที่ 6.

1.
2.

หน้าที่ 162 
หากกล่าวว่าสภาวะแห่งความฝันนั้นไม่เป็นจริง เพราะไม่สอดคล้องกับประสบการณ์อื่น ๆ ของเรา. ก็อาจกล่าวได้เช่นกันว่าประสบการณ์ในขณะตื่นนั้นไม่สอดคล้องกับความฝัน? ความฝันอาจมีความสอดคล้องในตัวของมันเอง แม้ว่าประสบการณ์ในขณะตื่นจะมีขอบเขตจำกัดเช่นกัน. โลกต่าง ๆ ดูเหมือนจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อสัมพันธ์กับอารมณ์เฉพาะของแต่ละบุคคลเท่านั้น. การนำมาตรฐานของประสบการณ์ในยามตื่นมาใช้กับโลกแห่งความฝันและประณามมันจึงไม่ถูกต้อง. ทั้งประสบการณ์ในยามตื่นและยามฝันต่างก็ไม่จริง แม้ว่าจะในระดับที่แตกต่างกันก็ตาม. สภาวะของการนอนหลับโดยไม่ฝันคือสภาวะที่เราไม่มีการรับรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งใด ๆ ทั้งภายในและภายนอก. มันคือมวลไร้ความแตกต่างภายใต้ม่านแห่งความมืดมิด เปรียบดังค่ำคืนของเฮเกล01 ที่วัวทุกตัวล้วนเป็นสีดำ. ที่นี่เรามีสภาวะเชิงลบของสถานะสูงสุด คืออิสรภาพจากความโศกเศร้า. แต่อาตมันไม่ใช่การปราศจากความทุกข์. มันคือความสุขที่แท้จริง. มันไม่ใช่ทั้งการตื่น หรือการฝัน หรือการนอนหลับ แต่มันคือสภาวะที่สี่ (ตุรียะ) รวมทั้งการก้าวข้ามทั้งสามสภาวะนั้นไป (วิศวะ, ไตชสะ, และ ปราชญะ). คำอธิบายเชิงลบที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าเราในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถรับรู้ถึงธรรมชาติเชิงบวกของสภาวะทั้งสี่ได้. สภาวะทั้งสี่นั้นเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เป็นเพราะการปฏิเสธสามสภาวะแรก แต่โดยการก้าวข้ามสภาวะเหล่านั้นทั้งหมด. เป็นไปไม่ได้ที่พวกเราซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอันมีข้อจำกัดจะนิยามลักษณะของความเป็นจริงในอุดมคติได้ แม้ว่าคัมภีร์อุปนิษัทจะเน้นย้ำอย่างมากว่ามันไม่ใช่ความว่างเปล่า. แต่เพื่อที่จะหักล้างความคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับสิ่งสูงสุดและชี้ให้เห็นความจริงที่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรม พวกเขาเหล่าพราหมณ์นั้นใช้ความคิดที่ไม่เพียงพอ. เมื่อได้กล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว. เราไม่สามารถพูดอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย. แต่เพื่อวัตถุประสงค์ในการอภิปราย เราจำเป็นต้องใช้แนวคิดทางปัญญาที่มีความถูกต้องอย่างจำกัดนี้ให้ได้.

       ปัญหาเรื่องอัตตาก็เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่กล่าวถึงในอุปนิษัท. ประเด็นนี้ปรากฎขึ้นอีกครั้งในฐานะที่เป็นอัธยามตมะ วิทยา02 ในภควัท คีตาและเวทานตะ สูตร03. การวิเคราะห์ธรรมชาติของอัตตาเป็นมรดกที่อุปนิษัทมอบให้แก่ระบบความคิดในยุคต่อมา. ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดมากมาย. หลักคำสอนที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับธรรมชาติของอัตตา ถูกยึดตรึงไว้โดยสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และศังกราจารย์ มหาฤๅษีกปิละ และมหาฤๅษีปตัญชลิ ซึ่งทัศนะของพระองค์และท่านเหล่านี้ สามารถสืบย้อนไปถึงอุปนิษัทได้. คัมภีร์อุปนิษัทนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้อัตตาที่ลึกซึ้งเป็นเพียงความว่างเปล่าที่เป็นนามธรรม. แต่เป็นความจริงที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นจิตสำนึกที่สมบูรณ์ที่สุดยิ่ง และไม่ใช่เป็นเพียงความสงบในเชิงลบ ปราศจากความวุ่นวายใด ๆ และปราศจากมลทินหรือตำหนิใด ๆ .
 หมายเหตุ การขยายความ:

01. เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) - รายละเอียดดูใน D11. เกออร์ก เฮเกล.
02. อัธยามตมะ วิทยา (अध्यात्मविद्या - Adhyātma Vidyā) - ศาสตร์แห่งการรู้แจ้งหรือความรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง มุ่งเน้นการแยกแยะระหว่างกายเนื้อ (วัตถุ) กับจิตวิญญาณ (อาตมัน หรือ ตัวตนที่แท้จริง). - ความหมายเป็นไปตามคัมภีร์ ภควัท คีตา.
03. เวทานตะ สูตร (Vedānta Sūtras) - หรือรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อของพรหมสูตร (Brahma Sūtras) คือ คัมภีร์ภาษาสันสกฤตที่มีความสำคัญยิ่งในปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู รจนาโดยบาทรายณะ (बादरायण - Bādarāyaṇa) รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1 - รวมสัปตะฤๅษี.
 เพื่อรวบรวม สรุป และจัดระเบียบแนวคิดทางอภิปรัชญาที่กระจัดกระจายอยู่ในคัมภีร์อุปนิษัทให้เป็นระบบ.
    คัมภีร์นี้ถือเป็นหนึ่งในสามแกนหลักของระบบปรัชญาเวทานตะ ซึ่งเรียกว่า "ปราสถานตรายี" - (प्रस्थानत्रयी - Prasthānatrayī - คัมภีร์แห่งสิทธิอำนาจทั้งสามประการ) ร่วมกับคัมภีร์อุปนิษัท และภควัท คีตา โดยเวทานตะ สูตรมีลักษณะเป็นสูตรสั้น ๆ (Aphorisms) จำนวน 555 สูตร ที่มีความกระชับและลึกซึ้งอย่างมาก.

1.
2.
หน้าที่ 163
ตรรกะแห่งความคิดมีกระบวนการเคลื่อนไหวเชิงลบอยู่ภายใน ซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิเสธความจำกัด แต่สิ่งนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการก้าวไปข้างหน้า. ด้วยกระบวนการเชิงลบ ตัวตนต้องตระหนักว่าแก่นแท้ของมันไม่ได้อยู่ที่ความจำกัดหรือความสามารถในการพึ่งพาตนเอง. ด้วยวิธีการเชิงบวก มันจึงต้นพบตัวตนที่แท้จริงในชีวิตและการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง. ทุกสิ่งล้วนดำรงอยู่ภายในตัวตนที่แท้จริงนี้. พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มมองว่าตัวตนเป็นเพียงความว่างเปล่า และด้วยสมมติฐานนี้จึงปฏิเสธตัวตนว่าเป็นเพียงนามธรรมของนัก (อภิ) ปรัชญา. เราไม่สามารถค้นพบตัวตนนี้ได้ในมุมใด ๆ ของขอบเขตแห่งจิตสำนึก. เมื่อไม่พบสิ่งนั้น เราจึงรีบสรุปว่ามันไม่มีอะไรเลย. ในคัมภีร์สางขยะถือว่าตัวตนนั้นเป็นจิตวิญญาณที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ แต่ก็มีลักษณะเฉพาะและความเป็นเอกลักษณ์บางอย่าง และด้วยเหตุนี้เราจึงได้หลักคำสอนเรื่องความหลากหลายของจิตวิญญาณอันไร้ขอบเขต. นักปรัชญาเวทานตะบางกลุ่มยึดถือในทัศนะที่ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพรหมันนั้นบริสุทธิ์ สงบ สันติ และปราศจากความทุกข์ และถือว่ามีเพียงตัวตนเดียวเท่านั้น. การเน้นด้านที่เฉื่อยชาอาจทำให้พวกเขาลดทอนตัวตนให้เหลือเพียงความว่างเปล่า. มีนิกายในพระพุทธศาสนาบางนิกายที่ลดทอนตัวตนให้เหลือเพียงสติปัญญา ซึ่งสามารถคิดได้โดยปราศจากสิ่งเหนี่ยวรั้งใด ๆ .

 
***************
 

1.
2.

3. 
humanexcellence.thailand@gmail.com