แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็คงไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนการศึกษาอุปนิษัทได้. คัมภีร์อุปนิษัทได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานที่ถูกต้องและน่าพอใจ และแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่บริสุทธิ์ของตัวอุปนิษัทเอง ซึ่งถูกบิดเบือนจนกลายเป็นปรัชญาที่ผิดพลาดเนื่องจากการเน้นย้ำเพียงด้านเดียว. แม้ว่าผลงานประพันธ์เหล่านี้จะมีความหลากหลายทั้งในด้านผู้แต่งและช่วงเวลาที่เขียน แต่ก็มีความเอกภาพในจุดประสงค์ และมีความรู้สึกถึงความเป็นจริงทางจิตวิญญาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะปรากฎชัดยิ่งขึ้นเมื่อเราพิจารณาไปตามกาลเวลา. งานประพันธ์เหล่านี้เผยให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความคิดทางศาสนาที่ได้ไตร่ตรองในยุคนั้น. ในด้านปรัชญาเชิงญาณ งานประพันธ์ของพวกเขานับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก. ไม่มีสิ่งใดที่เคยมีมาก่อนจะเทียบได้กับงานเขียนของเหล่าพราหมณ์นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านขอบเขต พลัง ความสามารถในการชี้นำ และความพึงพอใจ. ปรัชญาและศาสนาของเหล่าพราหมณ์นี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับนักคิดผู้ยิ่งใหญ่และผู้มีจิตวิญญาณสูงส่งหลายท่าน. เราไม่เห็นด้วยกับการประเมินของกอฟ01 ที่ว่า "มีสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณน้อยมากในทั้งหมดนี้" หรือว่า "แนวคิดทางปัญญาที่ว่างเปล่า ปราศจากจิตวิญญาณนี้ เป็นรูปแบบสูงสุดที่จิตใจของชาวภารตะสามารถบรรลุได้." ส่วนศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี02 กล่าวด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงว่า "ความพยายามครั้งแรกสุดในการสร้างทฤษฎีเชิงโครงสร้างของจักรวาล และแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจและน่าทึ่งที่สุด คือสิ่งที่กล่าวไว้ในอุปนิษัท."1
1.
2.
บทที่ 2
คำสอนของอุปนิษัท
1.
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินว่าอุปนิษัทสอนอะไร. ผู้ศึกษาอุปนิษัทในยุคปัจจุบันอ่านอุปนิษัทโดยอาศัยทฤษฎีหรือแนวคิดที่ตนเองยึดถือมาก่อน. มนุษย์ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเอง จึงหันไปพึ่งอำนาจและประเพณี. แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการประพฤติและการดำเนินชีวิต แต่ความจริงก็ต้องการทั้งปัญญาและวิจารณญาณด้วยเช่นกัน. ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันโน้มเอียงไปทางทัศนะของศังกราจารย์ ซึ่งในคำอธิบายอุปนิษัทของท่านนั้น,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อาร์ชิบาล์ด เอ็ดเวิร์ด กอฟ (Archibald Edward Gough) (2 มีนาคม พ.ศ.2388 - 2458) ครูและนักวิชาการด้านภารตศึกษา ชาวอังกฤษ ท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการชาวตะวันตกในยุคแรก ๆ ไม่กี่ท่าน ที่ศึกษาภารตปรัชญา แม้ว่าแนวทางของท่านจะค่อนข้างเป็นลบก็ตาม.
02. ศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี (John Stuart Mackenzie). (29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2403 - 6 ธันวาคม พ.ศ.2478) ท่านเป็นนักปรัชญาแนวอุดมคตินิยมชาวอังกฤษ เกิดใกล้เมืองกลาสโกว์ และได้รับการศึกษาที่กลาสโกว์ เคมบริดจ์ และเบอร์ลิน ระหว่างปี พ.ศ.2427-2432 ท่านเป็นนักวิจัยที่เอดินบะระ และระหว่างปี พ.ศ.2433-2439 ท่านเป็นนักวิจัยประจำวิทยาลัยทรินิตี้ เคมบริดจ์ ท่านบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยโอเวนส์ แมนเชสเตอร์.
---------------
1. E.R.E., เล่มที่ 8, หน้าที่ 597; ดูฮูม (Hume) ประกอบด้วย, อุปนิษัทสิบสามหลักการ, หน้าที่ 2.
1.
2.
หน้าที่ 140

อาทิ ศังกราจารย์และสานุศิษย์ ผลงานจิตรกรรมโดยราชา รวิ วรรมา (Raja Ravi Varma) ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ.2447/ค.ศ.1904)
ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/ศังกราจารย์ และ en.wikipedia.org/wiki/Adi_Shankara, วันที่สืบค้น 22 ตุลาคม 2566.
1.
คัมภีร์ภควัท คีตาและเวทานตะ สูตรนั้น ได้อธิบายระบบอภิปรัชญาแบบไม่แบ่งแยกอย่างละเอียดอ่อนมาก. อีกมุมมองหนึ่งก็หนักแน่นไม่แพ้กันว่า ศังกราจารย์ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างครบถ้วน และปรัชญาแห่งความรักและความศรัทธาเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลจากคำสอนของอุปนิษัท. ด้วยนักวิจารณ์แต่ละท่านต่างเริ่มต้นด้วยความเชื่อเฉพาะของตนเอง และพยายามยัดเยียดทัศนะของตนลงในอุปนิษัท พร้อมทั้งบิดเบือนภาษาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคำสอนเฉพาะของตนเอง. เมื่อเกิดข้อพิพาท ทุกสำนักแนวคิดต่างก็หันไปอ้างอิงอุปนิษัท. ด้วยความคลุมเครือและความลึกซึ้ง ความลึกลับและความหมายที่แฝงของอุปนิษัท ทำให้นักตีความสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของศาสนาและปรัชญาของตนเองได้. อุปนิษัทไม่มีทฤษฎีปรัชญาหรือหลักคำสอนทางศาสนาที่ตายตัว. คัมภีร์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงในชีวิต แต่ยังไม่ใช่ในวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา. การคาดเดาเกี่ยวกับพระเจ้าในอุปนิษัทนั้น มีมากมายเสียจนแทบทุกคนสามารถค้นหาสิ่งตนต้องการและพบกับสิ่งที่ตนแสวงหาได้ และทุกสำนักแนวคิดทางศาสนาสามารถแสดงความยินดีที่ได้พบหลักคำสอนของตนเองในคำกล่าวของอุปนิษัท. ในประวัติศาสตร์แห่งความคิด, มักเกิดเหตุการณ์ที่ปรัชญาหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการตีความแบบดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ต่อมาก็ได้ขัดขวางไม่ให้นักวิจารณ์และผู้แสดงความคิดเห็นท่านอื่น ๆ วางปรัชญานั้นไว้ในมุมมองที่ถูกต้อง. ระบบของอุปนิษัทก็ไม่พ้นชะตากรรมนี้เช่นกัน. นักตีความชาวตะวันตกต่างก็ยึดถือการตีความของนักอธิบายคนนั้นคนนี้. กอฟได้ยึดถือการตีความของอาทิ ศังกราจารย์. ในของหนังสือปรัชญาแห่งอุปนิษัท ท่านเขียนว่า "นักอธิบายปรัชญาแห่งอุปนิษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ศังกรา หรือ ศังกราจารย์. คำสอนของศังกราจารย์เองนั้น เป็นการตีความปรัชญาของอุปนิษัทอย่างเป็นธรรมชาติและถูกต้องตามหลักการ." มัคส์ มึลเล่อร์01 ก็มีมุมมองเดียวกัน. "เราต้องจำไว้ว่าทัศนะเดิมของเวทานตะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าวิวัฒนาการ แต่เป็นภาพลวงตา. วิวัฒนาการของคัมภีร์พราหมณะหรือ ปริญามะ02 เป็นทัศนะนอกรีต ส่วนภาพลวงตาหรือวิวรรตะ03 ก็คือเวทานตะแบบดั้งเดิม ไม่ได้กำเนิดมาจากพรหมัน เหมือนต้นไม้ที่งอกออกมาจากเมล็ด,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. มัคส์ มึลเล่อร์ (Max Müller) รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.
02. ปริญามะ (परिणाम - Pariṇāma) - เป็นคำพื้นฐานที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง การแปรสภาพ วิวัฒนาการ หรือการดัดแปลง ในปรัชญาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะโยคะและเวทานตะ คำนี้อธิบายถึงกระบวนการที่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง หรือการเปิดเผยศักยภาพภายในวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต.
03. วิวรรตะ (विवर्त - Vivarta) - การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนสภาวะ หรือการปรากฏในรูปแบบที่ต่างออกไป มักใช้ในบริบทปรัชญาเวทานตะที่หมายถึง "มายาภาพ" หรือการที่สิ่งจริง (พรหมัน) ปรากฏออกมาเป็นสิ่งที่ไม่จริง (โลก).
---------------
1. พี (หน้า??) ที่ 8.
1.
2.
หน้าที่ 141
แต่ก็เหมือนภาพลวงตาที่เกิดจากแสงอาทิตย์."1 ดุสเซ่น ก็เห็นด้วยกับมุมมองนี้. เราจะต้องพยายามค้นหาความหมายที่ผู้ประพันธ์อุปนิษัทได้ตั้งใจไว้ ไม่ใช่เป็นความหมายที่นักวิจารณ์ในภายหลังตีความเพิ่มเติม. วิธีหลังนี้ทำให้เราพอเข้าใจได้บ้างว่าอุปนิษัทได้รับการตีความอย่างไรในยุคต่อมา แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริงเกี่ยวกับสังเคราะห์ทางปรัชญาที่นักแสวงหาความรู้ในสมัยโบราณมี แต่ปัญหาคือ ความคิดในอุปนิษัทนั้นสอดคล้องกันหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสามารถสืบย้อนไปถึงหลักการที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างโดยรวมของโลกได้หรือไม่? ซึ่งเราก็ไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้ด้วยคำตอบว่าใช่. งานเขียนเหล่านี้มีแนวคิดที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย มีความหมายที่เป็นไปได้ล้นเหลือ เป็นแหล่งรวมจินตนาการและการคาดเดาที่อุดมสมบูรณ์ จนเราสามารถเข้าใจได้ง่ายว่าระบบต่าง ๆ สามารถดึงแรงบันดาลใจจากแหล่งเดียวกันได้อย่างไร. อุปนิษัทไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยการสังเคราะห์ทางปรัชญาในลักษณะเดียวกับระบบของอริสโตเติล01 หรือของค้านต์02 หรือของศังกราจารย์. แนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องกันในด้านสัญชาตญาณมากกว่าตรรกะ และมีแนวคิดพื้นฐานบางประการที่กล่าวได้ว่าเป็นโครงร่างแรกของระบบปรัชญา. จากแนวคิดเหล่านี้ อาจพัฒนาหลักคำสอนที่สอดคล้องกันและเป็นระบบได้. อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่จะมั่นใจได้ว่าการนำองค์ประกอบที่ไม่มีวิธีการหรือการจัดเรียงใด ๆ มาประมวลผลนั้นถูกต้อง เนื่องจากความคลุมเครือของข้อความหลาย ๆ ส่วน. แต่ด้วยอุดมคติที่สูงส่งของการอธิบายปรัชญา เราจะพิจารณาแนวคิดของอุปนิษัทที่เกี่ยวกับจักรวาลและตำแหน่งแห่งหนของมนุษย์ในอุปนิษัทนั้น.
1.
2.
บทที่ 3
จำนวนและช่วงเวลาของการประพันธ์อุปนิษัท
1.
โดยทั่วไปแล้ว เชื่อกันว่าคัมภีร์อุปนิษัทมีจำนวน 108 เล่ม ซึ่งประมาณสิบเล่มเป็นเล่มหลักที่อาทิ ศังกราจารย์ได้เขียนคำอธิบายไว้. คัมภีร์เหล่านี้เป็นเล่มที่เก่าแก่ที่สุดและมีอิทธิพลสูงสุด. เราไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอน (ในการประพันธ์) ให้กับอุปนิษัทเหล่านี้ได้. เล่มที่เก่าแก่ที่สุดนั้นแน่นอนว่ามีมาก่อนพระพุทธศาสนา และบางเล่มก็มีขึ้นหลังจากพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว. มีความเป็นไปได้ว่าอุปนิษัทเหล่านี้ถูกประพันธ์ขึ้นระหว่างช่วงที่การประพันธ์บทสวดพระเวทเสร็จสมบูรณ์และช่วงที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง (นั่นคือศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช).
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อริสโตเติล (Aristotle) รายละเอียดดูใน A13. อริสโตเติล.
02. อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant) รายละเอียดดูใน D05. อิมมานูเอล ค้านท์.
---------------
1. หนังสือหายากแห่งบูรพาทิศ (S.B.E.) เล่มที่ 15 หน้าที่ 27.
1.
2.
หน้าที่ 142
ช่วงเวลาที่ยอมรับกันโดยทั่วไปสำหรับอุปนิษัทยุคแรกคือ 1000 ปีก่อนคริสตกาลถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล. อุปนิษัทบางเล่มในยุคหลังที่ศังกราจารย์ได้แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นอุปนิษัทที่เขียนขึ้นหลังพระพุทธศาสนา และมีอายุราว 400 หรือ 300 ปีก่อนคริสตกาล (ราว พ.ศ.143-243). อุปนิษัทที่เก่าแก่ที่สุดนั้นเขียนเป็นร้อยแก้ว. ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับนิกายหรือการแบ่งแยกใด ๆ . ไอตเรยะ เกาษีตกี ไตติริยะ ฉายโทคยะ พฤหทารัณยกะ และส่วนหนึ่งของเกนะ เป็นส่วนหนึ่งของอุปนิษัทในยุคแรก ๆ ในขณะที่บรรพที่ 1-13 ของเกนะ และบรรพที่ 4 สรรคที่ 8-21 ของพฤหทารัณยกะ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปนิษัทที่เป็นฉันทลักษณ์ และอาจถือได้ว่าเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง. คัมภีร์กฐโถปนิษัท01 นั้นมีอายุเก่าแก่กว่า. เราพบระบบปรัชญาสางขยะและโยคะอยู่ในคัมภีร์นั้น.1 นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงอย่างอิสระจากอุปนิษัทอื่น ๆ และภควัทคีตา2 . มาณฑูกยะเป็นอุปนิษัทที่ใหม่ที่สุดก่อนการแบ่งนิกาย. อุปนิษัทอรรถรเวทก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายหลังเช่นกัน. อุปนิษัทไมตรายณีมีองค์ประกอบทั้งจากระบบสางขยะและโยคะ. อุปนิษัทเศวตาศวทระถูกแต่งขึ้นในช่วงที่ทฤษฎีปรัชญาหลายทฤษฎีกำลังก่อตัวขึ้น. เนื้อหาในหลายส่วนแสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคยกับศัพท์เฉพาะทางของระบบความเชื่อดั้งเดิม และกล่าวถึงคำสอนที่โดดเด่นหลายประการ. ดูเหมือนว่าผู้ประพันธ์จะสนใจนำเสนอการผสมผสานทางเทวนิยมของเวทานตะ สางขยะ และโยคะ. คัมภีร์อุปนิษัทในฉบับร้อยแก้วในยุคแรก ๆ นั้น มีลักษณะเป็นการคาดเดาล้วน ๆ มากกว่า ในขณะที่อุปนิษัทฉบับหลัง ๆ จะเน้นการบูชาและการอุทิศตนทางศาสนามากกว่า.3
หมายเหตุ การขยายความ:
01. กฐโถปนิษัท (कठोपनिषद् - Kaṭhopaniṣad) หรือ กถะ อุปนิษัท (कठोपनिषद् - Kaṭha Upaniṣad)
---------------
1. ดูบรรพที่ 2. สรรคที่ 18-19; บรรพที่ 2. สรรคที่ 6 10 และ 11.
2. ดู บรรพที่ 1 สรรคที่ 2. 5; และมุณฑกะ, บรรพที่ 2 สรรคที่ 8; บรรพที่ 1 สรรคที่ 2-7, และคีตา, บรรพที่ 2. สรรคที่ 29; บรรพที่ 2. สรรคที่ 18-19, และบรรพที่ 2. สรรคที่ 19-20 และบรรพที่ 2. สรรคทึ่ 23, และมุณฑกะ, บรรพที่ 3 สรรคที่ 2-3, คีตา, บรรพที่ 1. สรรคที่ 53. นักวิชาการบางท่านโน้มเอียงไปสู่ทัศนะที่ว่า กถะอุปนิษัทนั้นเก่าแก่กว่ามุณฑกะและคีตา.
3. ดุสเซ่นได้จัดอุปนิษัทตามลำดับดังนี้:-
1. อุปนิษัทร้อยแก้วโบราณ: พฺฤหทารัณยะกะ, ฉานโทคยะ, ไตติรียะ, ไอตเรยะ, เกาษีตกี, เกนะ (บางส่วนเป็นร้อยแก้ว)
2. กลอนอุปนิษัท: อีษา กถะ มุณฑกะ และเศวตาศวทระ.
3. ร้อยแก้วต่อมา: ปรัศนะ และ ไมตรายณี.
ทั้งหมดนี้ ยกเว้นไมตรายณี เรียกว่าอุปนิษัทชั้นเอกหรือคลาสสิก.
เกี่ยวกับไมตรายณี อุปนิษัทนั้น ศาสตราจารย์แมคโดเนลล์เขียนว่า "การอ้างอิงมากมายจากอุปนิษัทอื่น ๆ การปรากฎของคำศัพท์ในยุคหลังหลายคำ หลักคำสอนสางขยะที่พัฒนขึ้นมาจากไมตรายณี อุปนิษัท การอ้างอิงอย่างชัดเจนถึงสำนักนอกรีตที่ต่อต้านพระเวท ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ลักษณะของงานประพันธ์ในยุคหลังของไมตรายณี อุปนิษัทนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น. อันที่จริงแล้ว มันคือการสรุปหลักคำสอนอุปนิษัทเก่า ๆ โดยผสมผสานแนวคิดที่ได้มาจากระบบปรัชญาสางขยะและจากพระพุทธศาสนา." (วรรณคดีสันสกฤต, หน้าที่ 230).
นฤสมฺโหตตราปนียะ (Nṛsiṁhottaratāpanīya - नृसिंहोत्तरतापनी - Nṛsiṃhottaratāpanī) เป็นหนึ่งในอุปนิษัททั้งสองคัมภีร์ที่วิทยารัณยะ (Vidyāraṇya - เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนสรวทรรศณสังคราหะ หรือ สรรพ (สรว) ทรรศนะสังเคราะห์ หรือ - सर्वदर्शनसंग्रह - Sarvadarśanasaṅgrah - ท่านถูกระบุว่าเป็นศรีมาธวาจารย์ รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) อธิบายไว้ใน สรโวปนิษัทธานุภูติปรกาศ (แสงแห่งการรับรู้ความหมายของอุปนิษัททั้งหมด - सर्वोपनिषदर्थानुभूतिप्रकाश - Sarvopaniṣadarthānubhūtiprakāśa. - เป็นตำราปรัชญาในหมวดหมู่ของเวทานตะ). นฤสมฺโหตตราปนียะ อุปนิษัทนี้ เป็นหนึ่งใน 31 อุปนิษัทที่มีความสัมพันธ์กับอรรถรเวท เป็นส่วนหนึ่งของไวษณพ อุปนิษัท เน้นการบูชาสิ่งสำคัญเชิงปรัชญากับนรสิงหาวตาร (नरसिंह अवतार - Narasimha Avatara).
1.
2.
หน้าที่ 143
ในการนำเสนอปรัชญาของอุปนิษัท เราจะยึดหลักปรัชญาก่อนพระพุทธศาสนาเป็นหลักและเสริมสร้างทัศนะของเราที่ได้มาจากปรัชญาก่อนพระพุทธศาสนาด้วยปรัชญาหลังพระพุทธศาสนา. อุปนิษัทหลักสำหรับจุดประสงค์เราได้แก่ ฉานโทคยะ และ พฤหทารัณยกะ ไตติรียะ และไอตเรยะ เกาษีตกี และเกนะ ต่อมาก็คืออีศะ และมาณฑูกยะ.
1.
2.
บทที่ 4
นักคิดแห่งอุปนิษัท
1.
น่าเสียดายที่เราแทบไม่รู้เรื่องราวชีวิตของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นเลย ซึ่งความคิดของท่านเหล่านั้นได้ปรากฎอยู่ในอุปนิษัท. พวกท่านนักคิดนี้ไม่ใส่ใจชื่อเสียงส่วนตัว แต่กระตือรืนร้นที่จะเผยแพร่ความจริงมากเสียจนพวกเขาได้วางรากฐานความคิดของตนไว้บนเทพเจ้าและวีรบุรุษผู้เป็นที่เคารพในยุคพระเวท. พระประชาปติ และพระอินทร์ ฤๅษีนารทมุนี และพระสนาทกุมาร ล้วนปรากฎในฐานะนักตรรกวิทยา. เมื่อมีการเขียนประวัติศาสตร์ของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในยุคอุปนิษัทพร้อมด้วยคุณูปการอันโดดเด่นของแต่ละท่าน หากไม่รวมบุคคลในตำนานแล้ว นามเหล่านี้จะโดดเด่นขึ้นมา ได้แก่ ฤๅษีมหิทาส ไอตเรยะ, ไรควะ, มหาฤๅษีศาณฑิลยะ, สัตยกามะ ชาพาละ, ไชวลิ, อุททาลกะ, เศวตเกตุ, ภารัทวาช, การกยายนะ, ปรตรทนะ, พาลากิ, อชาตศัตรู, วรุณ, ยาญวัลคยะ, การกี, และ ไมตรียี.1, 01
ฤๅษีมหิทาส ไอตเรยะ, พัตนาเมื่อ 16 มิถุนายน 2569.
1.
2.

มหาฤๅษีศาณฑิลยะ, ที่มา: www.reddit.com, วันที่เข้าถึง: 17 มิถุนายน พ.ศ.2569
1.
2.
บทที่ 5
บทสวดแห่งพระเวทและอุปนิษัท
1.
ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของเนื้อหา อุปนิษัทจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากบทสวดพระเวท และคัมภีร์พราหมณะ. ดังที่เราได้เห็นไปแล้วถึงความศรัทธาอย่างเรียบง่ายในเทพเจ้าของบทสวดเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยลัทธินักบวชแบบตายตัวของเหล่าพราหมณ์. อุปนิษัทเชื่อว่าความศรัทธาที่จบลงในโบสถ์นั้นไม่เพียงพอ. เหล่าคัมภีร์อุปนิษัทนี้มุ่งพยายามที่จะให้ศีลธรรมแก่ศาสนาพระเวทโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของศาสนานั้น.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. รายละเอียดนักคิดแห่งอุปนิษัทแต่ละมหาฤๅษีแต่ละท่าน ได้แสดงไว้ในหน้าที่ 2 ของ 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2.
---------------
1. ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถค้นหาคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับนักคิดเหล่านี้และทัศนะของพวกเขาได้ในผลงานอันยอดเยี่ยมของเพื่อและเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า (ส. ราธากฤษณัน), ดร.บารัว เรื่อง "ปรัชญาอินเดียก่อนพระพุทธศาสนา."
1.
2.
หน้าที่ 144
ความก้าวหน้าของคัมภีร์อุปนิษัทที่มีต่อพระเวทนั้น ประกอบด้วยการเน้นย้ำที่มากขึ้นในข้อเสนอแนะแบบเอกนิยม01 ของบทสวดในพระเวท การประท้วงต่อต้านลัทธิภายนอกนิยม02 ของหลักปฏิบัติในพระเวท และการไม่ใส่ใจต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท.
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของพิธีกรรมทางศาสนาพระเวทนั้น หลักการแห่งความเป็นเอกภาพและความเข้าใจบางอย่างกำลังปรากฎขึ้น. ในบทสวดบางบท แนวคิดเรื่องอำนาจส่วนกลางเพียงหนึ่งเดียวได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างแท้จริง. อุปนิษัทแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มนี้. ในบรรดาคัมภีร์อุปนิษัทนั้น ยอมรับเพียงจิตวิญญาณเดียว พระผู้ทรงอำนาจสูงสุด ทรงไร้ขอบเขต ทรงเป็นนิรันดร์ มิอาจเข้าใจได้ ทรงดำรงอยู่ได้พระองค์เอง พระผู้สร้าง พระผู้ทรงรักษา และพระผู้ทรงทำลายโลก. พระองค์คือแสงสว่าง พระผู้เป็นเจ้า และทรงเป็นชีวิตของจักรวาล ทรงเป็นหนึ่งเดียวไม่มีสอง และทรงเป็นสิ่งเดียวที่ควรแก่การบูชาสักการะ. บรรดาเหล่ากึ่งเทพในพระเวทมลายไป และพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงก็มาถึง. "แท้จริงแล้วมีทวยเทพกี่องค์กันแน่ โอ ยาญวัลคยะ03?" "องค์เดียว" เขากล่าว1. "ทีนี้ (ท่าน) จงตอบคำถามพวกเราต่อไปอีกข้อหนึ่ง: อัคนิ วายุ อาทิตยะ กาล (เวลา) ซึ่งลมหายใจ (ปราณ) อันนะ (อาหาร) พระพรหมา พระรุทระ พระวิษณุ. บางคนภาวนาถึงสิ่ง (หรือพระองค์) เหล่านี้ บางคนภาวนาถึงสิ่ง (หรือพระองค์) อื่น. ท่านจง (ใคร่กรุณา) บอกมาว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเรา?" และท่านก็กล่าวแก่พวกเขา (เหล่าพราหมณ์) ว่า "สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการสำแดงหลักของพรหมอันสูงสุด พระผู้เป็นอมตะ พระผู้ไร้กาย. ... แท้จริงแล้ว พรหมัน คือทั้งหมดนี้ และมนุษย์อาจภาวนา บูชา หรือละทิ้งสิ่งที่เป็นการสำแดงของพระพรหมได้."2 ความอนันต์ที่มองเห็นได้ (เชิงวัตถุ) และความอนันต์ที่มองไม่เห็น (เชิงอัตวิสัย) ถูกรวมเข้าเป็นองค์รวมทางจิตวิญญาณ.
แนวคิดพหุเทวนิยม04 ได้ฝังรากลึกในจิตสำนึกของชาวภารตะจนยากที่จะโค่นล้มได้. มีเทพเจ้ามากมายอยู่ภายใต้พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว. หากปราศจากพรหมัน พระอัคนีก็ไม่อาจเผาใบหญ้าได้ พระวายุก็ไม่อาจเป่าฟางได้. "เพราะเกรงกลัวพระองค์ ลม เมฆ และความตายจึงปฏิบัติหน้าที่ของตน."3 บางครั้งเทพเจ้ามากมายก็ถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเดียวทั้งหมด. คฤหบดีทั้งห้าที่นำโดยอุททาลกะ05 เข้าเฝ้าพระเจ้าอัศวปติ06 ผู้ทรงถามพวกเขาแต่ละคนว่า,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. เอกนิยม (Monistic --> Monisticsm) มาจากรากศัพท์ว่า Monism หมายถึง แนวคิดหรือความเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ในความเป็นจริงประกอบขึ้นจากสิ่งเดียว หลักการเดียว หรือแก่นแท้เพียงอย่างเดียว.
02. ภายนอกนิยม (Externalism) เป็นมุมมองทางปรัชญาที่โต้แย้งว่า คุณสมบัติ ความหมาย หรือเหตุผลของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เช่น จิตใจหรือความรู้) ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ขอบเขตทางชีววิทยาหรือจิตใจของตัวบุคคลเอง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับลัทธิภายในนิยมที่จำกัดคุณลักษณะเหล่านี้ไว้เฉพาะทางชีววิทยาภายในหรือจิตสำนึกเท่านั้น.
03. บ้างก็เรียง ยาญวัลคยะ (याज्ञवल्क्य - Yājñavalkya) บ้างเรียก ยัญวัลคยะ (Yajñavalkya) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2 - รายละเอียดฤๅษีที่ปรากฎผลงานในอุปนิษัท.
04. พหุเทวนิยม (The Polytheistic conceptions - Polytheism) เป็นความเชื่อและการบูชาเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายองค์พร้อมกัน เทพแต่ละองค์มักมีหน้าที่ บุคลิกภาพ และขอบเขตอำนาจควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติเฉพาะตัว แนวคิดนี้พบได้ในศาสนาโบราณและศาสนาพื้นบ้านทั่วโลก เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และความเชื่อกรีก-โรมันโบราณ.
05. อุททาลกะ (उद्दालक - Uddālaka) หรือ อุททาลกะ อารุณิ (उद्दालक आरुणि - Uddālaka Āruṇi) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ 02B-2. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 2 - รายละเอียดฤๅษีที่ปรากฎผลงานในอุปนิษัท.
06. พระเจ้าอัศวปติ (अश्वपति - King Aśvapati) คำว่า "อัศวปติ" (หรือ อัศวบดี) มักพบในคติพราหมณ์-ฮินดูและวรรณคดี แปลว่า "ผู้เป็นใหญ่แห่งม้า" หรือ "จ้าวแห่งม้า", กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นมัทรราษฎร์ในมหากาพย์มหาภารตยุทธ พระองค์ทรงบำเพ็ญพรตบูชาพระแม่สาวิตรี (พระสุรัสวดี) นานถึง 18 ปี จนได้รับพรให้ประสูติพระธิดา คือ "นางสาวิตรี" ซึ่งเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ จนสามารถใช้ปัญญายื้อชีวิต "พระสัตยวาน" ผู้เป็นสวามีกลับคืนมาจากพญายมราชได้.
---------------
1. พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 3 สรรคที่ 9 โศลกที่ 1.
2. ไมตรายณี อุปนิษัท, บรรพที่ 6 สรรคที่ 5-6; ดู มุณฑกะ อุปนิษัท, บรรพที่ 1 สรรคที่ 1 โศลกที่ 1; ไตติรียะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 5; พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 6; ดู บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 7; บรรพที่ 1 สรรคที่ 4 โศลกที่ 10.
3. ไตติรียะ อุปนิษัท.
1.
2.
หน้าที่ 145
ท่านทั้งหลายจงพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นตัวตนที่แท้จริง? คนแรกตอบว่าสวรรค์ คนที่สองตอบว่าดวงอาทิตย์ คนที่สามตอบว่าอากาศ คนที่สี่ตอบว่าอีเธอร์01 คนที่ห้าตอบว่าน้ำ และพระราชาตอบว่าแต่ละคนต่างบูชาเพียงส่วนหนึ่งของความจริงเท่านั้น. สวรรค์เป็นศีรษะ พระอาทิตย์เป็นดวงตา อากาศเป็นลมหายใจ อีเธอร์เป็นลำตัว น้ำเป็นกระเพาะปัสสาวะ และโลกเป็นเท้าของความเป็นจริงส่วนกลาง ซึ่งเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของโลก. การประนีประนอมระหว่างความเชื่อทางปรัชญาของคนกลุ่มน้อยกับความเชื่อที่งมงายของคนส่วนใหญ่ เป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้ เราไม่สามารถยกเลิกรูปแบบเก่า ๆ ได้เพราะนั่น จะเป็นการเพิกเฉยต่อธรรมชาติพื้นฐานของมนุษยชาติ รวมถึงความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในด้านศีลธรรมและสติปัญญาของผู้เชื่อที่ไม่สามารถบรรลุถึงปัญญาขั้นสูงสุดได้ในทันที. ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่กำหนดทัศนคติของอุปนิษัทคือ เจตจำนงค์ของเหล่าปราชญ์ที่ประพันธ์อุปนิษัทนั้น ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง. พวกเขาปรารถนาที่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณจากพันธนาการของร่างกาย เพื่อให้สามารถมีความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าได้. วินัยทางปัญญาเป็นเพียงส่วนประกอบรองจากความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต. นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกเคารพต่ออดีต. ปราชญ์ในยุคพระเวทเป็นบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งการโจมตีหลักคำสอนของบรรดาท่านปราชญ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม. ด้วยวิธีนี้ อุปนิษัทจึงพยายามที่จะประสานปรัชญาเชิงอุดมคติที่กำลังเติบโตเข้ากับหลักคำสอนของศาสนศาสตร์หรือเทววิทยาที่มั่นคงแล้ว.

ภาพของเหล่าปราชญ์ผู้ประพันธ์อุปนิษัทปรารถนาที่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณจากพันธนาการของร่างกาย เพื่อให้สามารถมีความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าได้, พัฒนาเมื่อ 25 มิถุนายน 2569.
1.
แหล่งที่มาของความเข้าใจทางจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมีสองด้าน คือ ด้านวัตถุวิสัยและด้านอัตวิสัย -- ความมหัศจรรย์ของโลกภายนอกและความทุกข์ใจของมนุษย์. ในคัมภีร์พระเวทนั้น ระเบียบและความเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ดึงดูดความสนใจ. บรรดาเทพเจ้าในพระเวทเป็นตัวแทนของพลังจักรวาล. แต่สำหรับในอุปนิษัทนั้น เรากลับไปสำรวจความลึกซึ้งของโลกภายใน. "ผู้ทรงดำรงอยู่ได้เจาะทะลุช่องเปิดของประสาทสัมผัสเพื่อหันออกไปภายนอก ดังนั้นมนุษย์จึงมองออกไปภายนอก ไม่ใช่มองเข้ามาภายในตนเอง อย่างไรก็ตาม ปราชญ์บางท่านหลับตาลงและปรารถนาความเป็นอมตะ จึงมองเห็นตัวตนที่อยู่เบื้องหลัง."1 จากข้อเท็จจริงทางกายภาพภายนอก จากข้อเท็จจริงทางกายภาพภายนอก ความสนใจจะเปลี่ยนไปสู่ตัวตนภายในอันเป็นอมตะซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปในจิตใจ. ราวกับว่าเราไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อหาแสงสว่างอันเจิดจ้า เพราะเปลวไฟอันรุ่งโรจน์นั้นอยู่ภายในจิตวิญญาณ. จิตวิญญาณของมนุษย์คือช่องกุญแจที่เปิดไปสู่ภูมิทัศน์ของจักรวาลทั้งหมด คือ อากาศะ (หรืออีเธอร์) ที่อยู่ภายในหัวใจ,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อีเธอร์ (Ether) หรือ เอเธอร์ หมายถึงแนวคิดหลักสองประการ ได้แก่ ธาตุพื้นฐานในปรัชญาคลาสสิก และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในอดีต 1). ธาตุคลาสสิก (แก่นแท้หรืออวกาศ) ในปรัชญาโบราณและยุคกลาง (รวมถึงประเพณีของกรีก ฮินดู และพุทธ) อีเธอร์คือ "ธาตุที่ห้า - The fifth element" หรือแก่นแท้ อภิปรัชญา: มันคือสารที่เติมเต็มจักรวาลนอกเหนือจากทรงกลมของโลก เป็นตัวแทนของอวกาศ ความว่างเปล่า และเป็นแหล่งกำเนิดของธาตุอื่น ๆ ทั้งหมด. 2). อายุรเวทและโยคะ: ในภาษาสันสกฤตและในปรัชญาสำนักโยคะ เรียกว่า อากาศะ (आकाश - Ākāśa) อีเธอร์ถือเป็นธาตุที่ละเอียดอ่อนที่สุดในบรรดาธาตุทั้งห้า (ดิน น้ำ ไฟ อากาศ และอีเธอร์) มันควบคุมพื้นที่ภายในร่างกายและเกี่ยวข้องกับจิตสำนึก เสียง และการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ.
---------------
1. กถะ อุปนิษัท., บรรพที่ 4 สรรคที่ 1.
1.
2.
หน้าที่ 146
ทะเลสาบใสที่สะท้อนความจริง. มุมมองที่เปลี่ยนไปนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ. ไม่ใช่เทพเจ้าที่เรียกกันมา แต่เป็นพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์ชีพอยู่จริง คืออาตมัน ที่ต้องได้รับการบูชา. ที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้าคือหัวใจของมนุษย์.
1.
2.
3.