MENU
TH EN

1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1

Title Thumbnail & Hero Image: สองปราชญ์ (กรีกและภารตะ) ถกกันเรื่องปรัชญา, พัฒนาเมื่อ 29 เมษายน 2569.
1.008: ปรัชญาแห่งอุปนิษัท 1
First revision: Apr.29, 2026
Last change: Jun.7, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรต โดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
 
หน้าที่ 137
1.
บรรพที่ 4
ปรัชญาแห่งอุปนิษัท
1.
บทนำ--ลักษณะที่ลื่นไหลไม่แน่นอนของคำสอนในอุปนิษัท--ผู้ศึกษาอุปนิษัทชาวตะวันตก--วันที่ (ช่วงเวลาที่ถือกำเนิดอุปนิษัท)--อุปนิษัทยุคแรก--นักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค--การเปรียบเทียบบทสวดในฤคเวทกับหลักคำสอนของอุปนิษัท--การเน้นด้านเอกนิยมของบทสวด--การเปลี่ยนจุดศูนย์กลางจากวัตถุ (สิ่งที่ถูกรู้) ไปยังประธาน (ผู้รู้/ผู้รับรู้)--การมองโลกในแง่ร้ายของอุปนิษัท--นัยแห่งการมองโลกในแง่ร้ายของแนวคิดเรื่องสังสารวัฏ--การประท้วงต่อต้านลัทธิภายนอกนิยมของศาสนาพระเวท--การลดทอนความสำคัญของความรู้ในศาสนาพระเวท--ปัญหาหลักของอุปนิษัท--ความจริงสูงสุด--ธรรมชาติของอาตมันที่แตกต่างจากกาย, จิตสำนึกในความฝัน และอัตตาเชิงประสบการณ์--สภาวะจิตสำนึกที่แตกต่างกัน ได้แก่ การตื่น การฝัน การหลับโดยไม่ฝัน และสภาวะปิติสุข--อิทธิพลของการวิเคราะห์แบบอุปนิษัทของตนเองต่อความคิดในระยะต่อมา--แนวทางการเข้าถึงความเป็นจริงจากมุมมองของวัตถุ--สสาร ชีวิต จิตสำนึก ภูมิปัญญา และอานันท์--แนวคิดของศังกราจารย์ และรามานูชาจารย์ ว่าด้วยสถานะของอานันท์--พรหมันและอาตมัน--ตัต ตวัม อสิ01--คุณลักษณะเชิงบวกของพรหมัน--ภูมิปัญญาและญาณหยั่งรู้--พรหมมันและโลก--การสร้าง--หลักคำสอนเรื่องมายา--มุมมองของดุสเซ่น02 ที่ได้รับการตรวจสอบ--ระดับของความเป็นจริง--อุปนิษัทเป็นลัทธิเทวนิยมหรือไม่--ตัวตนที่จำกัด--จริยธรรมของอุปนิษัท--ธรรมชาติของอุดมคติ--หลักประกันทางอภิปรัชญาสำหรับทฤษฎีจริยธรรม--ชีวิตทางศีลธรรม--ลักษณะทั่วไป--การบำเพ็ญตบะ--ปัญญานิยม--ญาณ กรรม และอุปาสนะ--ศีลธรรมและศาสนา--เหนือความดีและความชั่ว--ศาสนาของอุปนิษัท--รูปแบบที่แตกต่างกัน--สถานะสูงสุดแห่งอิสรภาพ--คำอธิบายที่คลุมเครือเกี่ยวกับอิสรภาพในอุปนิษัท--ความชั่วร้าย--ความทุกข์ระทม--กรรม--คุณค่าของกรรม--ปัญหาของอิสรภาพ--ชีวิตหลังความตายและความเป็นอมตะ--จิตวิทยาของอุปนิษัท--แนวโน้มที่ไม่ใช่พระเวทในอุปนิษัท--สางขยะ--โยคะ--นยายะ--การประเมินทั่วไปของความคิดในอุปนิษัท--การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคมหากาพย์.
1.
2.
บทที่ 1
อุปนิษัท
1.
อุปนิษัท1 เป็นส่วนสุดท้ายของพระเวท จึงเรียกว่าเวท-อันตะ03 หรือตอนจบของพระเวท,
หมายเหตุ การขยายความ:

01. ตัต ตวัม อสิ (तत् त्वम् असि - Tat tvam asi) - เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า "นั่นคือตัวท่าน" หรือ "เธอคือสิ่งนั้น" ('That Thou Art' - 'That is you' or 'You are that') เป็นหนึ่งในมหาประโยค (Mahāvākyas - มหาวัคยะ) ที่สำคัญที่สุดของปรัชญาฮินดูและเวทานตะ ดูในฉานโทคยะ อุปนิษัท บรรพที่ 6 สรรคที่ 8 โศลกที่ 7 แห่งสามเวท.
02. เพาล์ ดุสเซ่น (Paul Jakob Deussen) รายละเอียดดูในหน้าที่ 114 หมายเหตุ การขยายความที่ 02 ของ 
ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.006 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 3).
03. เวท-อันตะ (
वेदान्तः - Veda-anta หรือ वेदान्त - vēdānta) - แปลความได้ว่า "บทสรุปของพระเวท" หรือ "ความรู้ขั้นสูงสุด."
---------------

1. คำว่า อุปนิษัท มาคำว่า อุปา นิ สัด (upa ni sad) ซึ่งแปลว่า "นั่งลงใกล้ ๆ ." จึงหมายถึง "การนั่งลงใกล้ ๆ ." ครูบาอาจารย์เพื่อรับคำแนะนำ. ต่อมาความหมายค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราได้รับจากครูบาอาจารย์ เป็นหลักธรรมลับหรือรหัสสยัม (रहस्यम् - rahasyam) ชนิดหนึ่ง. บางครั้งก็หมายถึงสิ่งที่ช่วยให้เราทำลายความผิดพลาดและเข้าใกล้ความจริง. ศังกราจารย์ได้กล่าวในบทนำของไตตติรียะ อุปนิษัทว่า "ความรู้เกี่ยวกับพรหมันเรียกว่าอุปนิษัท เพราะในกรณีของผู้ที่อุทิศตนให้กับความรู้นี้ พันธะแห่งความคิด การเกิด การเสื่อมสลาย ฯลฯ จะคลายออก หรือเพราะมันทำลายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด หรือเพราะมันได้นำศิษย์เข้าใกล้พรหมันอย่างยิ่ง หรือเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดประทับอยู่ในนั้น." ดูปัณฑิต, มีนาคม พ.ศ. 2415 หน้าที่ 254.
1.
2.

หน้าที่ 138
เป็นประเภทหรือนิกายหนึ่งที่บ่งชี้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของคำสอนในคัมภีร์พระเวท.  คัมภีร์เหล่านี้เป็นรากฐานที่ปรัชญาและศาสนาส่วนใหญ่ในภารตะในยุคต่อมาก่อตั้งขึ้น. "ไม่มีรูปแบบความคิดสำคัญของแนวคิดฮินดูใด ๆ รวมถึงพระพุทธศาสนา (ที่มีแนวคิดแปลกแยกออกไปด้วยนั้น) ที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากอุปนิษัท."1 ระบบปรัชญาในยุคต่อมาแสดงให้เห็นความกระวนกระวายใจอย่างน่าเวทนาที่จะปรับคำสอนของตนให้สอดคล้องกับทัศนะของอุปนิษัท แม้ว่าจะไม่สามารถถ่ายทอดหลักคำสอนทั้งหมดมาจากอุปนิษัทได้ก็ตาม. การฟื้นฟูอุดมคติทุกครั้งในภารตะ ล้วนสืบย้อนต้นกำเนิดได้มาจากคำสอนของอุปนิษัท. บทกวีและอุดมคติอันสูงส่งของเหล่าพราหมณ์ยังคงทรงพลังในการดึงดูดความคิดและโน้มน้าวใจผู้คน. เหล่าพราหมณ์ยังคงบันทึกความคิดเชิงปรัชญาที่เก่าแก่ของภารตะไว้ด้วย. บทสวดและคัมภีร์พิธีกรรมในพระเวทนั้น ให้ความสำคัญกับศาสนาและการปฏิบัติมากกว่าความคิดของชาวอารยัน. เราพบว่าในอุปนิษัทมีการพัฒนาไปไกลกว่าเทพปกรณัมสังหิตา01 การแยกแยะรายละเอียดของพราหมณ์ และแม้กระทั่งเทววิทยาของอารัณยกะ02 แม้ว่าเราจะพบเห็นขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมดก็ตาม เหล่าผู้ประพันธ์อุปนิษัทได้เปลี่ยนแปลงอดีตที่พวกเขากล่าวถึง และการเปลี่ยนแปลงที่เหล่าพราหมณ์ผู้ประพันธ์สร้างขึ้นในศาสนาพระเวทนั้น มิได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของหัวใจที่เต้นเพียงเพื่ออิสรภาพเท่านั้น. จุดมุ่งหมายของอุปนิษัทไม่ใช่การเข้าถึงสัจธรรมทางปรัชญามากนัก แต่เป็นการนำสันติสุขและอิสรภาพมาสู่จิตวิญญาณของมนุษย์ที่วิตกกังวลอีกด้วย. แนวทางการแก้ปัญหาเชิงอภิปรัชญาเบื้องต้นถูกนำเสนอในรูปแบบของการสนทนาและการโต้แย้ง. แม้ว่าอุปนิษัทโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการระบายหรือการถ่ายทอดทางบทกวีของจิตใจที่ผ่านการไตร่ตรองทางปรัชญาเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงของชีวิต. คัมภีร์อุปนิษัทได้แสดงออกถึงความกระวนกระวายและความพยายามของจิตใจมนุษย์ที่จะเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริง. เนื่องจากไม่ใช่ปรัชญาที่เป็นระบบ หรือผลงานของนักประพันธ์ท่านเดียว หรือแม้แต่ในยุคเดียวกัน คัมภีร์อุปนิษัทจึงมีสิ่งที่ขัดแย้งและไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่มาก;
หมายเหตุ การขยายความ:
01. เทพปกรณัมสังหิตา (the Śaṁhita mythology).
02. เทววิทยาของอารัณยกะ (Āraṇyaka theology).

---------------
1. บลูมฟิล์ด: ศาสนาแห่งพระเวท, หน้าที่ 51.
1.
2.
หน้าที่ 139
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็คงไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนการศึกษาอุปนิษัทได้. คัมภีร์อุปนิษัทได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานที่ถูกต้องและน่าพอใจ และแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่บริสุทธิ์ของตัวอุปนิษัทเอง ซึ่งถูกบิดเบือนจนกลายเป็นปรัชญาที่ผิดพลาดเนื่องจากการเน้นย้ำเพียงด้านเดียว. แม้ว่าผลงานประพันธ์เหล่านี้จะมีความหลากหลายทั้งในด้านผู้แต่งและช่วงเวลาที่เขียน แต่ก็มีความเอกภาพในจุดประสงค์ และมีความรู้สึกถึงความเป็นจริงทางจิตวิญญาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะปรากฎชัดยิ่งขึ้นเมื่อเราพิจารณาไปตามกาลเวลา. งานประพันธ์เหล่านี้เผยให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความคิดทางศาสนาที่ได้ไตร่ตรองในยุคนั้น. ในด้านปรัชญาเชิงญาณ งานประพันธ์ของพวกเขานับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก. ไม่มีสิ่งใดที่เคยมีมาก่อนจะเทียบได้กับงานเขียนของเหล่าพราหมณ์นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านขอบเขต พลัง ความสามารถในการชี้นำ และความพึงพอใจ. ปรัชญาและศาสนาของเหล่าพราหมณ์นี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับนักคิดผู้ยิ่งใหญ่และผู้มีจิตวิญญาณสูงส่งหลายท่าน. เราไม่เห็นด้วยกับการประเมินของกอฟ01 ที่ว่า "มีสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณน้อยมากในทั้งหมดนี้" หรือว่า "แนวคิดทางปัญญาที่ว่างเปล่า ปราศจากจิตวิญญาณนี้ เป็นรูปแบบสูงสุดที่จิตใจของชาวภารตะสามารถบรรลุได้." ส่วนศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี02 กล่าวด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงว่า "ความพยายามครั้งแรกสุดในการสร้างทฤษฎีเชิงโครงสร้างของจักรวาล และแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจและน่าทึ่งที่สุด คือสิ่งที่กล่าวไว้ในอุปนิษัท."1
1.
2.
บทที่ 2
คำสอนของอุปนิษัท
1.
       ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินว่าอุปนิษัทสอนอะไร. ผู้ศึกษาอุปนิษัทในยุคปัจจุบันอ่านอุปนิษัทโดยอาศัยทฤษฎีหรือแนวคิดที่ตนเองยึดถือมาก่อน. มนุษย์ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเอง จึงหันไปพึ่งอำนาจและประเพณี. แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการประพฤติและการดำเนินชีวิต แต่ความจริงก็ต้องการทั้งปัญญาและวิจารณญาณด้วยเช่นกัน. ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันโน้มเอียงไปทางทัศนะของศังกราจารย์ ซึ่งในคำอธิบายอุปนิษัทของท่านนั้น,
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อาร์ชิบาล์ด เอ็ดเวิร์ด กอฟ (Archibald Edward Gough) (2 มีนาคม พ.ศ.2388 - 2458) ครูและนักวิชาการด้านภารตศึกษา ชาวอังกฤษ ท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการชาวตะวันตกในยุคแรก ๆ ไม่กี่ท่าน ที่ศึกษาภารตปรัชญา แม้ว่าแนวทางของท่านจะค่อนข้างเป็นลบก็ตาม.
02. 
ศาสตราจารย์ เจ.เอส. แมคเคนซี (John Stuart Mackenzie). (29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2403 - 6 ธันวาคม พ.ศ.2478) ท่านเป็นนักปรัชญาแนวอุดมคตินิยมชาวอังกฤษ เกิดใกล้เมืองกลาสโกว์ และได้รับการศึกษาที่กลาสโกว์ เคมบริดจ์ และเบอร์ลิน ระหว่างปี พ.ศ.2427-2432 ท่านเป็นนักวิจัยที่เอดินบะระ และระหว่างปี พ.ศ.2433-2439 ท่านเป็นนักวิจัยประจำวิทยาลัยทรินิตี้ เคมบริดจ์ ท่านบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยโอเวนส์ แมนเชสเตอร์.

---------------
1. E.R.E., เล่มที่ 8, หน้าที่ 597; ดูฮูม (Hume) ประกอบด้วย, อุปนิษัทสิบสามหลักการ, หน้าที่ 2.
1.
2.

หน้าที่ 140

อาทิ ศังกราจารย์และสานุศิษย์ ผลงานจิตรกรรมโดยราชา รวิ วรรมา (Raja Ravi Varma) ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ.2447/ค.ศ.1904)
ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/ศังกราจารย์ และ en.wikipedia.org/wiki/Adi_Shankara, วันที่สืบค้น 22 ตุลาคม 2566.
1.
คัมภีร์ภควัท คีตาและเวทานตะ สูตรนั้น ได้อธิบายระบบอภิปรัชญาแบบไม่แบ่งแยกอย่างละเอียดอ่อนมาก. อีกมุมมองหนึ่งก็หนักแน่นไม่แพ้กันว่า ศังกราจารย์ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างครบถ้วน และปรัชญาแห่งความรักและความศรัทธาเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลจากคำสอนของอุปนิษัท. ด้วยนักวิจารณ์แต่ละท่านต่างเริ่มต้นด้วยความเชื่อเฉพาะของตนเอง และพยายามยัดเยียดทัศนะของตนลงในอุปนิษัท พร้อมทั้งบิดเบือนภาษาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคำสอนเฉพาะของตนเอง. เมื่อเกิดข้อพิพาท ทุกสำนักแนวคิดต่างก็หันไปอ้างอิงอุปนิษัท. ด้วยความคลุมเครือและความลึกซึ้ง ความลึกลับและความหมายที่แฝงของอุปนิษัท ทำให้นักตีความสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของศาสนาและปรัชญาของตนเองได้. อุปนิษัทไม่มีทฤษฎีปรัชญาหรือหลักคำสอนทางศาสนาที่ตายตัว. คัมภีร์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงในชีวิต แต่ยังไม่ใช่ในวิทยาศาสตร์หรือปรัชญา. การคาดเดาเกี่ยวกับพระเจ้าในอุปนิษัทนั้น มีมากมายเสียจนแทบทุกคนสามารถค้นหาสิ่งตนต้องการและพบกับสิ่งที่ตนแสวงหาได้ และทุกสำนักแนวคิดทางศาสนาสามารถแสดงความยินดีที่ได้พบหลักคำสอนของตนเองในคำกล่าวของอุปนิษัท. 

1.
2.
3. 
humanexcellence.thailand@gmail.com