MENU
TH EN

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ตอนที่ 12: การเสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 และสมเด็จพระมหินทราธิราช

วิหารพระมงคลบพิตร พระนครศรีอยุธยา ก่อนการบูรณะ (ประมาณปี พ.ศ.2500)
อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ตอนที่ 12: การเสียกรุงฯ ครั้งที่ 1 และสมเด็จพระมหินทราธิราช
First revision: May 19, 2018
Last revision: Jul.18, 2019

 
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง
เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งพม่า-อยุธยา
 ช่วงเวลา   พ.ศ.2111-2112
 สถานที่   อยุธยา, พิษณุโลก, ล้านช้าง และกำแพงเพชร
 ผลลัพธ์  อาณาจักรตองอูได้รับชัยชนะ กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรตองอู พระบรมวงศานุวงศ์ส่วนหนึ่งถูกนำไปยังพม่า
คู่ขัดแย้ง
 อาณาจักรอยุธยา  อาณาจักรตองอู
 อาณาจักรล้านช้าง  รวมถึงพื้นที่ควบคุม:
 
  •  อาณาจักรล้านนา
  • สุโขทัย
 ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  พระเจ้าบุเรงนอง
 สมเด็จพระมหินทราธิราช (ยอมแพ้)  สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
 สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช  ตะโตเมงสอ
   พญาทะละ
กองทัพ
 กองทัพสยาม  กองทัพอาณาจักรพม่า
 ทหารล้านช้าง  
 กำลัง
 ไม่ทราบ  กองทัพพม่า
54,600 นาย, ทหารม้า 5,300 นาย และทหารช้าง 530 นาย
ร่วมกับกองทัพพิษณุโลก 70,000+
 
     การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรตองอูและอาณาจักรอยุธยา อันเป็นผลมาจากความต้องการของพระเจ้าบุเรงนองซึ่งต้องการผนวกเอากรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช และอาจถือได้ว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามช้างเผือก ในปี พ.ศ.2106 ที่ทรงตีกรุงศรีอยุธยาไม่สำเร็จ
     ความขัดแย้งภายในกรุงศรีอยุธยาระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับเจ้าเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชา ซึ่งฝักใฝ่กับทางพม่าอยู่แล้ว ได้นำไปสู่เหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาแตกในที่สุด จนกระทั่งพระนเรศได้กู้เอกราชกลับคืนมาได้ ในอีก 15 ปีต่อมา การประกาศอิสรภาพ01.


เบื้องหลัง
พระเทียรราชาขึ้นครองราชย์
     หลังจากพระเทียรราชาขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์ได้ทรงสถาปนาขุนพิเรนทรเทพ ซึ่งเป็นราชนิกูลข้างพระราชมารดาแต่เดิมขึ้นเป็นเจ้า ทรงนามว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช กรุงหงสาวดีเห็นว่าเป็นช่วงผลัดแผ่นดินจึงบุกโจมตีกรุงศรีอยุธยา เรียกว่าสงครามพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้

เส้นทางการเดินทัพของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ (King Tabinshwehti of Pegu's invasion of Siam in 1548-1549),
ที่มา th.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง 10 กรกฎาคม 2562.

     เมื่อพระมหาจักรพรรดิทรงทราบจึงทรงนำทัพออกต้านศึก และในขณะที่พระมหาจักรพรรดิทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปรอยู่ ช้างพระที่นั่งของพระมหาจักรพรรดิเสียที ทำให้พระเจ้าแปรไล่ชน แต่สมเด็จพระสุริโยทัยได้นำช้างมาขวาง ทำให้พระศรีสุริโยทัยเสด็จสวรรคต02 หลังจากนั้นกรุงศรีอยุธยาก็ส่งเรือรบไปยิงค่ายพม่า ทำให้พม่าต้องถอยทัพกลับหงสาวดี เมื่อกลับถึงเมืองพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นั้นยึดติดกับการตีกรุงศรีอยุธยา จึงทรงติดสุราอย่างหนักจนออกว่าราชการไม่ได้ ต้องให้บุเรงนองผู้เป็นพระญาติเป็นผู้สำเร็จราชการแทน.
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: , พระเจ้าลิ้นดำตะเบ็งชะเวตี้ (Tabinshwehti), ที่มา: madmonarchist.blogspot.com, วันที่เข้าถึง 3 กรกฎาคม 2562, และ พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา (Bayinnaung Kyawhtin Nawratha), ถ่ายจากหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมียนมาร์, ที่มา: th.wikipedig.org, วันที่เข้าถึง 3 กรกฎาคม 2562.

     หลังจากนั้น พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ถูกลอบปลงพระชนม์ พระเจ้าบุเรงนองก็ได้ครองกรุงหงสาวดี และได้นำกองทัพเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยาหมายจะตีกรุงศรีฯ ให้แตก (โดยทัพหลวงของพระเจ้าบุเรงนองตั้งกำลังไว้แถบบริเวณวัดมเหยงคณ์03 ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง) ซึ่งเรียกว่า สงครามช้างเผือก โดยในช่วงแรกพระเจ้าบุเรงนองได้ส่งสาส์นมาขอช้างเผือก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ส่งพระราชสาส์นตอบกล่าวไปว่า "ถ้าประสงค์จะได้ช้างเผือก ก็ให้เสด็จมาเอาโดยพระองค์เองเถิด" ทำให้พระเจ้าบุเรงนองถือเอาสาส์นนี้เป็นเหตุยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา.

สงครามช้างเผือก
     ในปี พ.ศ.2106 พระเจ้าบุเรงนองยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา โดยเข้ามาทางด่านแม่ละเมา กองกำลังประมาณ 500,000 นายพร้อมด้วยช้าง ม้า และอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก โดยยกเข้ามาทางเมืองตาก ด้วยกำลังที่มากกว่าจึงสามารถยึดหัวเมืองเหนือได้เกือบทั้งหมดโดยสะดวกถึงเมืองพิษณุโลก (อันเป็นที่ราบ สามารถรวบรวมเสบียงอาหาร สันนิษฐานว่าให้ชาวบ้านทำนา เก็บผลผลิตเป็นเสบียงแก่กองทัพพม่าที่เมืองพิษณุโลก) พระมหาธรรมราชาได้เข้าต่อสู้เป็นสามารถ ป้องกันเมืองไว้ได้ดี พระเจ้าบุเรงนองจึงขอเจรจา พระมหาธรรมราชาจึงส่งพระสงฆ์จำนวน 4 รูป เพื่อทำการเจรจา แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ อีกทั้งในเมืองยังขาดเสบียง และเกิดไข้ทรพิษระบาด สมเด็จพระมหาธรรมราชาเกรงว่าหากขืนสู้รบต่อไปด้วยกำลังพลที่น้อยกว่า อาจทำให้เมืองพิษณุโลกถูกทำลายได้เหมือนกับหัวเมืองเหนืออื่น ๆ ก็เป็นได้ พระมหาธรรมราชา จึงยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง
     พระเจ้าบุเรงนอง ทรงบัญชาให้พระมหาธรรมราชาและเจ้าเมืองอื่น ๆ ถือน้ำกระทำสัตย์ให้อยู่ใต้บังคับของพม่า ทำให้พิษณุโลกต้องแปรสภาพเป็นเมืองประเทศราชของหงสาวดีและไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา แล้วให้พระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลกดังเดิม แต่อยู่ในฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราชของหงสาวดี พระเจ้าบุเรงนองขอพระนเรศ ไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดีในปี พ.ศ.2107 พร้อมยังสั่งให้ยกทัพตามลงมาเพื่อตีกรุงศรีฯ ด้วย.
     พระเจ้าบุเรงนองรบชนะทัพอยุธยาที่ชัยนาท และลงมาตั้งค่ายล้อมพระนครทั้งสี่ทิศ กองทัพพม่ายกมาประชิดเขตเมืองใกล้ทุ่งลุมพลี พระมหาจักรพรรดิทรงให้กองทัพบก ระดมยิงใส่พม่าเป็นสามารถ แต่สู้ไม่ได้จึงล่าถอยไป ทางพม่าจึงยึดได้ป้อมพระยาจักรี (ทุ่มลุมพลี) ป้อมจำปา ป้อมพระยามหาเสนา (ทุ่งหันตรา) แล้วล้อมกรุงศรีฯ อยู่นาน พระมหาจักรพรรดิทรงเห็นว่าพม่ามีกองกำลังมาก การที่จะออกไปรบเพื่อเอาชัยคงกระทำได้ยากนัก จึงทรงสั่งให้เรือรบนำปืนใหญ่ล่องไปยิงทหารพม่าเป็นการถ่วงเวลาให้เสบียงอาหารหมดหรือเข้าฤดูน้ำหลาก พม่าคงจะถอยทัพไปเอง แต่ทว่าพม่าได้เตรียมเรือรบและปืนใหญ่จำนวนมากยิงใส่เรือรบไทยพังเสียหายหมด แล้วตั้งปืนใหญ่ยิงเข้ามาในพระนครทุกวัน ถูกชาวบ้านล้มตาย บ้านเรือน วัดเสียหายเป็นอย่างมาก แม้ว่าพม่าจะยิงปืนใหญ่เข้าสู่พระนครเป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่สามารถเข้าสู่ตัวเมืองได้.
     พระเจ้าบุเรงนองจึงมีพระราชสาส์นให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเลือกจะรบให้รู้แพ้รู้ชนะหรือเลือกยอมสงบศึก โดยที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเลือกสงบศึก อยุธยาจึงต้องยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพม่า โดยมอบช้างเผือก 4 ช้างให้แก่พม่า มอบตัวบุคคลที่คัดค้านไม่ให้ส่งช้างเผือกแก่พม่าเมื่อครั้งก่อนสงครามช้างเผือก อาทิ พระราเมศวร (พระราชบุตรในพระมหาจักรพรรดิ) เจ้าพระยาจักรีมหาเสนา และ พระสมุทรสงคราม ไปเป็นตัวประกัน ส่งช้างให้แก่พม่าปีละ 30 เชือก ส่งเงินให้แก่พม่าปีละ 300 ชั่ง และให้พม่ามีสิทธิเก็บภาษีอากรในเมืองมะริด โดยมีการเจรจาขึ้นบริเวณสถานที่ประทับชั่วคราวระหว่างวัดพระเมรุสาธิการราม (ปัจจุบันเรียก วัดพระเมรุราชิการรามวรวิหาร) กับ วัดหัสดาวาส (หรือวัดช้าง) โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงต่อรองขอดินแดนของอยุธยาทั้งหมดที่พระเจ้าบุเรงนองยึดไว้คืน พระเจ้าบุเรงนองก็ถวายคินแต่โดยดี จากนั้นพม่าก็ถอยกลับไปหงสาวดี

 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: พระประธานวัดพระเมรุสาธิการราม หรือ วัดหน้าพระเมรุ (ถ่ายเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2560)
และ
วั
ดหัสดาวาส (ถ่ายเมื่อ 30 มิถุนายน 2561)

     ถึงแม้ว่าพม่าจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงดังนี้ แต่พระเจ้าบุเรงนองยังไม่ทรงประสบความสำเร็จในการได้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองประเทศราช ดังนั้นพระเจ้าบุเรงนองจึงทรงพยายามดำริหาวิธีในการเอาชนะกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะมารบอีกครั้งหนึ่ง.



ที่มาของข้อมูลและคำอธิบายเพิ่มเติม
01.  มีนักประวัติศาสตร์ นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นว่า เมื่อก่อนนั้นความเป็นรัฐชาติ ไม่เหมือนแนวความคิดปัจจุบัน ว่านี่เป็นประเทศพม่า นี่เป็นประเทศไทย นี่เป็นสปป.ลาว แต่จะมองเป็นเมืองเป็นแคว้น เขตแดนจะกำหนดขึ้นหยาบ ๆ เชื้อชาติ ภาษาวัฒนธรรม ความหนาแน่นของประชากร ภูมิประเทศมากกว่า ความเป็นรัฐไทยนั้นเกิดขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการประกาศเอกราชด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทกเพื่อประกาศเอกราชนั้น มิได้เป็นประเพณีของผู้คนโบราณในยุคนั้นในแถบถิ่นฐานอุษาคเนย์แต่อย่างใด สันนิษฐานว่าน่าจะนำมาจากการประสมประสาน รวบรวมความคิดของนักวิชาการในยุคต่อมามากกว่า ซึ่งล้อกับการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีคนที่ 3 แห่งสหรัฐอเมริกา "ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)" (4 มีนาคม พ.ศ.2344 - 4 มีนาคม พ.ศ.2352)  ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์ "คำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา (Declaration of Independence)" นั่นเอง  ซึ่งประเด็นนี้ ใคร่ขอให้ผู้สนใจศึกษา ได้ค้นคว้าสืบเสาะหาข้อเท็จจริงต่อไป โดยลดทิฏฐิมานะ ลดความเป็นอัตตาลง เอาความรู้ ความจริงและความก้าวหน้าทางวิชาประวัติศาสตร์เป็นที่ตั้งด้วยเถิด.
02. ขอให้ดูในหมายเหตุและคำอธิบาย ข้อ 07. ใน http://huexonline.com/knowledge/19/200/
ซึ่งมีหลักฐาน "โยธยา ยาสะเวง" หรือ "คำให้การชาวกรุงเก่า" แตกต่างกันออกไป.
03. ภาพวัดมเหยงคณ์ อ้างอิง www.mryoudesign.com, วันที่เข้าถึง 10 กรกฎาคม 2562

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพจำลองวัดมเหยงคณ์ และ "ฉนวน" ทางเข้าออกเป็นทางเดินยาวมีกำแพงสองข้างยาว เป็นทางเดินสำหรับพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูงเสด็จเข้าออก (ถ่ายเมื่อ พ.ศ.2558) ขอขอบคุณ Mr.You Design, ใน Facebook โพสต์และแก้ไขเมื่อ 5 กรกฎาคม 2562. 

 
info@huexonline.com