MENU
TH EN
Title Thumbnail & Hero Image: ศิวะมหาเทพ, ที่มา: www.pinterest.com, วันที่เข้าถึง: 13 พฤศจิกายน 2568.
1. สกันทะ ปุราณะ 1
First revision: Nov.13, 2025
Last change: Dec.30, 2025
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรตโดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
1.
หน้าที่ 1 (27)
บทที่ 1-1 (1)01 (ความยิ่งใหญ่แห่งศิวะ ปุราณะ)
1.
รี เซานกะ01 กล่าวว่า โอ้ สูตะ!02 โอ้ พระผู้ทรงปรีชายิ่ง! โอ้พระผู้เป็นเจ้า! โอ้ ผู้ทรงทราบผลแห่งการกำหนดทั้งปวงไว้แล้ว. โปรดประทานแก่ข้าฯ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแก่นแท้ของปุราณะทั้งปวง. ความประพฤติดี ความจงรักภักดี และวิจารณญาณอันเฉียบแหลมในตนเองและบุตรของข้าฯ นั้น เจริญขึ้นได้อย่างไร? ผู้มีคุณธรรมปฏิบัติอย่างไรเพื่อขจัดความคดโกงของตนเอง? ในกลียุค02 อันน่าสะพรึงกลัวนี้ สัตว์ทั้งปวงย่อมได้รับลักษณะความเป็นอสูร03. อะไรคือหนทางอันสูงสุดที่จะรักษาสรรพสัตว์ทั้งปวงจากสิ่งเหล่านี้ได้? อะไรคือเป้าหมายอันสูงสุดที่จะสร้างความมั่นใจกับสิ่งที่ดีที่สุดของที่สุดได้? ในปัจจุบันนี้ มีวิธีการใดบ้างไหมที่สามารถจะชำระล้างอาตมัน04. ของตนได้อย่างรวดเร็ว? โอ้ พระบิดา!03. ด้วยจิตที่แจ่มใส บุคคลจะบรรลุเข้าถึงพระศิวะได้อย่างไร?
---------------

01. แม้ว่าจะรวมอยู่ในคัมภีร์ศิวะ ปุราณะ แต่บทที่ 1.1 ถึง 1.7 ไม่ได้มาจากศิวะ ปุราณะอย่างแท้จริง. ทว่ามาจากพระสกันทะ ปุราณะ. แต่เนื่องจากเป็นการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของศิวะ ปุราณะ จึงมักปรากฏในคัมภีร์ศิวะ ปุราณะนี้ด้วย.
02. สูตะ (सूत - Sūta) มี 3 ความหมาย 1) เป็นบุตรชายที่กำเนิดจากบิดาวรรณะกษัตริย์กับมารดาวรรณะพราหมณ์ ซึ่งกำหนดอาชีพไว้ให้เป็นคนขับรถม้า เทียมม้า มักจะเป็นกวีและมักจะพูดจาหยาบกระด้าง. 2) พระสูตร และ 3) ผู้ซึ่งเล่าเรื่องราวหรือเล่าเรื่องปุราณะให้บรรดาฤๅษีทั้งหลายที่นำโดยเซานกะทราบ ซึ่งบรรดาฤๅษีเหล่านี้นั้นได้ประชุมกันในป่าไนมิษา (ซึ่งเป็นนิยามในบทนี้).
03. พระบิดา (Father) คำที่ใช้คือ ตาต้า (ताता - Tata) แม้จะหมายถึงพ่อ แต่ใช้เรียกผู้ที่อาวุโสกว่าด้วยความเคารพ.

หมายเหตุ คำอธิบาย
01. เซานกะ บ้างก็เรียก เศานกะ (शौनक - Śaunaka) - หัวหน้าของเหล่าบรรดาฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ในป่าไนมิษา.
02. กลียุค (कलियुग -
 Kali yuga) - รายละเอียดดูในหน้าที่ 5 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1.
03. อสูร (असुर - Asura) - เป็นพลังแห่งความชั่วร้ายในตำนานภารตะ. เหล่าอสูรเป็นบุตรของฤๅษีกัศยปะ (कश्यप - kaśyapa) รายละเอียดดูในหน้าที่ 4 ของ
02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.  และนางทิติ (दिति - Diti) จึงเป็นพี่น้องต่างมารดากับบรรดาทวยเทพ. เหล่าอสูรถูกปกครองโดยราชาที่ทรงอำนาจเป็นครั้งคราว และก่อสงครามกับเหล่าเทพยดาอย่างต่อเนื่อง. และเนื่องจากเหล่าอสูรเป็นบุตรของทิติ พวกมันจึงถูกขนานนามว่า ไดธยัส หรือ ไดธยะ (दैत्य - Daithyas หรือ Daityas).
04. อาตมัน (आत्मन् - Ātman - self, body - ตัวตน, ร่างกาย) หมายถึง ทราวยปัญจกะ - ธาตุทั้งห้า (द्रव्यपञ्चक - dravyapañcaka - fivefold substances) (ปถวีธาตุ - ดิน, อาโปธาตุ - น้ำ, วาโยธาตุ - ลม, เตโชธาตุ - ไฟ, อากาศธาตุ - อากาศ) หนึ่ง ซึ่งนิยามไว้ใน ไตติรียะ-อารัณยกะ (तैत्तिरीय-आरण्यक - Taittirīya-āraṇyaka) 7.7.1, ทราวยปัญจกะ และการแบ่งธาตุทั้งห้าอื่น ๆ ดังกล่าว เกี่ยวข้องกับลักษณะธาตุ (अधिभूत - adhibhūta - อธิภูตะ) ของการแบ่งธาตุทั้งสาม {adhibhūta, adhitaiva และ adhyātma - เป็นคำศัพท์ในคัมภีร์ภควัท คีตา ที่กล่าวถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (अधिभूत - adhibhūta - อธิภูตะ), การดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ดูแลเทพเจ้าและธรรมชาติ (अधिदैव - Adhidaiva หรือ adhitaiva - อไทเดวะ), และความเป็นพระเจ้าผู้ประทับอยู่ในหัวใจของทุกสิ่งมีชีวิต (अध्यात्म - Adhiyajna หรือ adhyātma - อัธยาทมะ)} ซึ่งพยายามอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของจักรวาล, อธิภูตะ หมายถึงทุกสิ่งที่เป็นของสสารหรือธาตุที่สร้างขึ้น.

1.
2.
หน้าที่ 2 (28)
       สูตะตอบว่า "โอ้ เสือในหมู่ปราชญ์ทั้งหลาย! เมื่อท่านกระหายและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้สดับในเรื่องนี้. พวกท่านจึงได้รับพร. ฉะนั้น ข้าฯ จะขอใช้สติปัญญาใคร่ครวญถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่และประเสริฐ และกล่าวบอกพวกท่าน. นี่คือผลของความมุ่งมั่นอันหลากหลาย และเสริมสร้างความศรัทธา. โอ้ ลูกเอ๋ย! นี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระศิวะเทพ. จงฟังคำเทศนาเถิด. อันเป็นสิ่งที่ดีเลิศและขจัดความกลัวอันใหญ่หลวงที่เกิดจากงูร้ายที่รู้จักกันในนามพระกาฬ01,01. โอ้ ปราชญ์เอ่ย! นี่แหละคือศิวะ ปุราณะอันสูงส่ง ซึ่งพระศิวะได้ตรัสไว้. ปราชญ์พระสนาทกุมาร02 ได้สั่งสอนมหาฤๅษีวฺยาส03 และด้วยความเคารพต่อมหาฤๅษี02 และสวัสดิภาพของผู้ที่เกิดในกลียุค ฤๅษีวฺยาสจึงได้ย่อความไว้. โอ้ ปราชญ์เอ่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อชำระจิตใจของผู้ที่เกิดในกลียุค ไม่มีสิ่งใดอื่นนอกจากศิวะ ปุราณะ. โอ้ ปราชญ์เอ่ย! เมื่อได้สะสมบุญกุศลไว้มากในชาติก่อน ผู้โชคดีและฉลาดหลักแหลมยิ่งจะเกิดความชื่นชอบในบุญนั้น. ศิวะ ปุราณะนี้เป็นคัมภีร์อันประเสริฐและยอดเยี่ยม บนพื้นพสุธานี้ คัมภีร์เล่มนี้ควรนำมาใช้และรู้จักในนามรูปของพระศิวะอยู่เสมอ. แม้นบุรุษผู้ประเสริฐอ่านหรือฟังด้วยใจที่เลื่อมใส เขาจะบรรลุถึงพระศิวะในทันที ซึ่งจะบรรลุได้ในทุกวิถีทาง. ดังนั้นบุคคลทั้งหลายจะต้องใช้ความพยายามทุก ๆ หนทางเพื่อที่จะอ่านคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์. หากฟังด้วยความรักแล้วไซร้ ทุกสิ่งที่ปรารถนาล้วนได้มาราวกับเป็นผลไม้. เมื่อบุคคลได้สดับถึงปุราณะของพระศยัมภู03 บุคคลนั้นก็จะได้รับการชำระล้างบาป. หลังจากได้ดื่มด่ำกับความสุขสำราญแล้ว บุคคลนั้นก็ครอบครองโลกของพระศิวะ. ทันทีที่ได้สดับเรื่องราวของพระศยัมภู บุคคลนั้นก็จะได้รับผลบุญอันประเสริฐที่ได้จากการบูชายัญราชสูยะ04,04 หรือบูชายัญอัคนิษโตมะ04,05 ร้อยครั้ง. 
---------------

01. เวลา โชคชะตา และความตาย.
02. พระสนาทกุมาร แต่เดิมทีนั้น พระพรหมเป็นผู้แต่งปุราณะขึ้น ซึ่งพระองค์ได้สั่งสอนแก่พระสนาทกุมาร ผู้เป็นหนึ่งในสี่บุตรที่ถือกำเนิดขึ้นจากจิตของพระพรหมเอง. พระสนาทกุมารก็ได้สอนต่อไปยังมหาฤๅษีวฺยาส. ต่อมาท่านมหาฤๅษีวฺยาสได้ย่อและจำแนกปุราณะออกเป็นสิบแปดคัมภีร์ปุราณะ (รายละเอียดดูใน
คัมภีร์ปุราณะ 1) ดังเช่นที่เป็นประเพณีสืบมานี้.
03. พระศยัมภู หรือ สยัมภู (शम्भु - Śambhu) เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระศิวะ.
04. ราชสูยะ คือการบูชายัญหลวง หรือการบูชาของวรรณะกษัตริย์ ส่วนอัคนิษโตมะ คือการบูชายัญด้วยไฟ.

หมายเหตุ คำอธิบาย
01. พระกาฬ บ้างก็เรียกพระกาล (काल - Kāla) มีหลายนิยามดังนี้: 
       1). 
หนึ่งในสิบเอ็ดรากษส (राक्षस - Rākṣasa) ที่เผชิญหน้ากับพระรุทระทั้งสิบเอ็ดในการต่อสู้ระหว่างเทพกับอสูร ตามที่ระบุไว้ในวราหปุราณะ (वराहपुराण - Varāhapurāṇa) บทที่ 94. การต่อสู้ครั้งนี้เริ่มต้นโดยมหิษาสุระ (स्त्रीघ्न - Mahiṣāsura - อสูรควาย - the buffalo-demon) เพื่อเอาชนะพระไวษณวี (वैष्णवी- Vaiṣṇavī) ซึ่งเป็นรูปของตรีกลา (त्रिकला - Trikalā) ที่มีกายสีแดงซึ่งเป็นตัวแทนของพลังแห่งพระวิษณุ ตรีกลาเป็นพระนามของพระแม่ศรีปารวตี ซึ่งเป็นเทพีที่ถือกำเนิดจากรูปลักษณ์ที่ผสมผสานกันของพระพรหม พระวิษณุ และพระมเหศวร (พระศิวะ). ซึ่งวราหปุราณะจัดอยู่ในประเภทมหาปุราณะ และเดิมประกอบด้วยบทร้อยกรอง 24,000 บท ซึ่งอาจมาจากราวพุทธศตวรรษที่ 4-5 หรือก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 10 ประกอบด้วยสองภาค และสูตะเป็นผู้บรรยายหลัก.

ตรีกลา, ที่มา: www.amazon.in, วันที่เข้าถึง: 17 พฤศจิกายน 2568.
ศิลปะพื้นบ้านในแคว้นโอริสสา ภารตะ, วาดโดย: Rabi behera, ไม่มีข้อมูลวันที่วาด.
1.
       2). “ความตายและเวลา” หมายถึงหนึ่งในห้าสิบหกวินายากะ {विनायक - vināyaka - กลุ่มเทพเจ้าที่ได้รับการบูชาในแคชเมียร์โบราณ-Kaśmīra - ตามที่ระบุไว้ในนีลมาตาปุราณะ (नीलमतापुराण - Nīlamatapurāṇa)} ที่ตั้งอยู่ที่กาศี (काशी - Kāśī) (หรือ वाराणसी - Vārāṇasī - พาราณสี) และเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงบุญศักดิ์สิทธิ์ (यात्रा - yātrā) ซึ่งอธิบายไว้ในกาศีกัณฑ์ (काशीखण्ड - Kāśīkhaṇḍa) (Skanda-purāṇa 4.2.57) พระองค์ยังทรงเป็นที่รู้จักในพระนาม กาลาวินายากะ กาลาคเณศ และกาลาวีญเณศ (कालविनायक - Kālavināyaka, कालगणेश - Kālagaṇeśa และ कालविघ्नेश - Kālavighneśa). พระวินายากะทั้งห้าสิบหกนี้ตั้งอยู่ที่จุดสำคัญแปดจุดในวงกลมเจ็ดวงซ้อนกัน (8x7) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เทพองค์หนึ่งชื่อ ฑุณฑิราช (ढुण्ढिराज - Ḍhuṇḍhirāja หรือ हुण्ढि-विनायक - Ḍhuṇḍhi-vināyaka - ฑุณฑิ วินายกะ) ประทับอยู่ใกล้กับวิหารวิศวนาถ (विश्वनाथ -
 Viśvanātha) ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางของเมืองกาศี ใกล้กับแม่น้ำคงคา (गङ्गेस् - the Gaṅges) การจัดเรียงนี้เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างจักรวาลขนาดใหญ่ (macrocosmos) จักรวาลขนาดกลาง (mesocosmos) และจักรวาลขนาดเล็ก (microcosmos).
       3). หมายถึง พระยม (ยมะ) เทพแห่งความตาย (The god of Death) เมื่ออายุขัยของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่พรหม (ब्रह्मा - Brahmā) ประทานให้สิ้นสุดลง พระยมจึงส่งทูตไปนำดวงวิญญาณไปยังยมะปุรี (यमपुरी - นครพระยม - Yamapurī) จากนั้นดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะถูกส่งไปยังไวกูณฐ์ (वैकुण्ठ - Vaikuṇṭha - สวรรค์อันเป็นที่สถิตของพระวิษณุ) และดวงวิญญาณบาปจะถูกส่งไปยังนรก. ลำดับวงศ์ตระกูลและการกำเนิดของพระยม จากมหาวิษณุ (महाविष्णु - Mahāviṣṇu) ล้วนสืบเชื้อสายมาจากพระพรหม ฤๅษีมรีจิ (मरीचि -
 Marīci) ฤๅษีกัศยปะ (कश्यप - Kaśyapa) รายละเอียดดูใน 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1. พระสุริยะ (सूर्य  - Sūrya) (พระอาทิตย์) และก็มาถึงพระยมะ (หรือ พระกาฬ - काल - Kāla).
02. พระสนาทกุมาร (सनत्कुमार - Sanātkumāra - eternal youth) รายละเอียดดูในหมายเหตุที่ 2 หน้าที่ ix
วิษณุปุราณะ 1.
03. มหาฤๅษีวฺยาส ชื่อเต็ม กฤษณะ ทไวปายณะ เวทวฺยาส (कृष्ण द्वैपायन वेदव्यास - Kṛṣṇa Dvaipāyana Vedavyāsa) รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ
A01. บทนำ - มหาภารตยุทธ.
04. ราชสูยะ (राजसूय - Rājasūya) เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่กระทำโดยราชา (ซึ่งมีเจ้าชายบริวารร่วมด้วย) ในช่วงราชาภิเษกของกษัตริย์พระองค์นั้น เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจรัฐาธิปัตย์ที่ไม่มีใครโต้แย้งราชาองค์นั้นได้. ผู้พิชิตจุดสำคัญสมควรที่จะกระทำซึ่งแสดงตัวอย่างไว้ดังนี้: ท้าวยุธิษฐิระได้ทำราชสูยะแด่พระกฤษณะ, พระโสมผู้พิชิตสามโลกได้กระทำพิธีราชสูยะ, ท้าวยุธิษฐิระปรารถนาที่จะเป็นปารเมษฐี (पारमेष्ठी - Pārameṣṭhī - เป็นคุณสมบัติของการบูชาพระพรหมเพื่อที่จะเป็นเจ้าเหนือผู้ปกครองทั้งมวล) ดังนั้นจึงส่งฤตวิก (ऋत्विक् - Ṛtviks - นักบวชผู้ประกอบพิธีกรรมตามคัมภีร์พระเวท อ้างอิง ศิวะ ปุราณะ 2.2.27.) ไปพบ รวมถึงรัฐบุรุษอาวุโสภีษมะและมหามติวิฑูร แม้แต่พวกวรรณะศูทรก็ได้รับเชิญ หลังจากการบูชายัญ ตามคำแนะนำของท้าวสหเทพ เกียรติยศแรกถูกมอบให้กับพระกฤษณะ การประท้วงของศิศุปาละและการประณามพระกฤษณะ ต่อมาศิศุปาละก็ถูกตัดเศียร ในการบูชายัญแต่ละท่านได้รับมอบหมายหน้าที่เฉพาะ เช่น ทุรโยธน์ดูแลคลังสมบัติ ภีมะประกอบอาหาร นกุลดูแลเสบียงอาหาร ฯลฯ พิธีอาบน้ำอวภฤต (अवभृत - avabhṛta - พิธีอาบน้ำศักดิ์ถวายแด่พระโสม) ที่แม่น้ำคงคา มีการบรรเลงดนตรีอันศักดิ์สิทธิ์ แขกผู้มีเกียรติทุกท่านให้เกียรติและเดินทางกลับ ทุรโยธน์อิจฉาที่การบูชายัญสำเร็จ พิธีถวายราชสดุดีโดยท้าวปฤถุ (पृथु - Pṛthu) ท้าวพาลี (वालि - Vāli) และท้าวองค์อื่น ๆ. 
05. อัคนิษโตมะ (अग्निष्टोम - Agniṣtoma) เป็นพิธีกรรมบูชายัญหรือยัญพิธีที่กินเวลาหลายวันในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นส่วนสำคัญของโยติษโฏมะ (ज्योतिष्टोम - Jyotiṣṭoma - 
เป็นชื่อของการบูชายัญพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่หลายประการ ดังที่กล่าวไว้ในศิวะ ปุราณะ 2.2.6.).

1.
2.
หน้าที่ 3 (29)
โอ้ ปราชญ์เอ่ย! ผู้ได้สดับถึงธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของศิวะ ปุราณะไซร้ ก็ไม่พึงคิดว่าตนเป็นมนุษย์ปุถุชน. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเข้าจะมีรูปร่างเฉกเช่นพระรุทระ.1 เหล่าปราชญ์ต่างทราบดีว่าฝุ่นละอองจากปลายเท้าทรงดอกบัวของผู้ที่ได้สดับปุราณะนี้และได้สวดภาวนาก็เป็นดั่งเช่นฝุ่นละอองจากปลายเท้าของเหล่าตีรถะ2. สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาจะไปสู่ดินแดนสูงสุด ควรสดับศิวะ ปุราณะอันไร้ตำหนิด้วยความทุ่มเทสม่ำเสมอด้วยเถิด. โอ้ ผู้มีมหิทธานุภาพสูงสุดในหมู่ปราชญ์! หากผู้ได้มิได้สดับเสียงธรรมนั้นได้อย่างต่อเนื่องไซร้ ขอจงควบคุมอาตมันของตน และรับฟังเพียงวันละหนึ่งมุฮูรตะ3 ฟังศิวะ ปุราณะในเดือนต่าง ๆ อันเป็นมงคล. หนึ่งในสี่ของมุฮูรตะ คือ กฤษาณะ4, พวกเขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความยากลำบากใด ๆ . โอ้ เทพเจ้าแห่งปราชญ์! ผู้ใดสดับปุราณะนี้ ย่อมเผาผลาญป่ากรรมอันยิ่งใหญ่และข้ามพ้นสังสารวัฏ5. โอ้ บัณฑิตเอ่ย! บุญกุศลทั้งหลายที่ได้มาจากการบริจาคและการเสียสละทั้งปวง. ผลบุญอันมั่นคงเหล่านั้นได้มาจากการฟังปุราณะของพระศยัมภู โอ้ ปราชญ์เอ่ย! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลียุค นอกจากการสดับศิวะ ปุราณะ ก็ไม่มีธรรมะใดสำหรับมนุษย์อีกแล้ว. นี่คือหนทางสู่การหลุดพ้น. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสดับและสวดบทศยัมภู ปุราณะอย่างถูกต้อง เหล่ามนุษย์จะได้รับผลแห่งกัลปัทรุม6. ในกลียุคนั้น มีบุคคลที่มีจิตใจชั่วร้ายหลอกลวงในอาตมันของตน. พวกเขาไม่ปฏิบัติตามธรรมะ. น้ำอมฤตที่รู้จักกันในชื่อศยัมภู ปุราณะนั้นมีไว้เพื่อประโยชน์ของพวกเขา.
---------------

1. พระรุทระ (रुद्र - Rudra) เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระศิวะ.
2. ตีรถะ (तीर्थ - tīrtha) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแสวงบุญด้วยน้ำ. ส่วนเกษตระ (क्षेत्र - Kṣetra) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแสวงบุญที่ปราศจากน้ำ แต่บางครั้งคำเหล่านี้ก็ใช้แทนกันได้.
3. มุฮูรตะ (योग - muhūrta) เป็นระยะเวลา 48 นาที.
4. กฤษาณะ (क्षण - Kṣaṇa - moment) เป็นหน่วยวัดเวลาขนาดเล็กที่มีการตีความต่างกัน หนึ่งวินาทีหรือชั่วขณะหนึ่งก็แม่นยำเพียงพอแล้ว.
5. สังสารวัฏ (संसार - Saṃsāra - wandering) - วัฏจักรแห่งการเกิด การตาย และการเกิดใหม่ โดยภาพของการข้ามไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง.
6. กัลปัทรุม (कल्पद्रुम - Kalpadruma)
 - ต้นไม้ (ทรุมะ) ที่ให้ผลสมความปรารถนาทุกประการ (Kalpa).
1.
2.
หน้าที่ 4 (30)
บุรุษผู้ดื่มน้ำอมฤต01 นี้จะไม่ทุกข์ทรมานจากความชราและกลายเป็นอมตะ. อมฤตในบันทึกของศยัมภูยังรับประกันว่าไม่มีใครในครอบครัวต้องทุกข์ทรมานจากความชรา. พวกเขากลายเป็นอมตะ. น้ำอมฤตตามที่บันทึกของพระศยัมภูยังรับประกันว่าไม่มีใครในครอบครัวต้องทนทุกข์กับความชรา. ซึ่งต้องได้รับการรับใช้เสมอ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องได้รับการรับใช้เสมอ.1 เรื่องราวของศิวะ ปุราณะนี้ได้รับการชำระล้างอย่างบริสุทธิ์สูงสุดทันทีที่ได้ยินคำบรรยายของศิวะ ปุราณะ. ข้าพเจ้าจักกล่าวได้อย่างไรเล่า? อันเกี่ยวกับผลที่ผู้ที่ครอบครองพระศิวะไว้ในใจได้รับ.
 
       ในปุราณะนี้มี 24,000 โศลก แบ่งเป็นเจ็ดสังหิตา.2 เต็มไปด้วยคัมภีร์ภักติสามประเภท3,02 ซึ่งเราต้องตั้งใจฟังด้วยความรัก. สังหิตาแรกคือ วิทเยศวร สังหิตา03, ลำดับที่สองคือ รุทระ สังหิตา04. ลำดับที่สามเรียกว่า ศตรุทระ05. ลำดับที่สี่เรียกว่า โกฏิรุทระ06. ลำดับที่ห้าเรียกว่า อุมา สังหิตา07. ลำดับที่หกเรียกว่า ไกลาสสะสังหิตา08. และลำดับที่เจ็ดเรียกว่า วายะวียะ09. ดังนั้นจึงมีสังหิตาทั้งหมดเจ็ดลำดับ. ด้วยสังหิตาทั้งเจ็ดดังกล่าวนี้ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อศิวะ ปุราณะ. ซึ่งเทียบเท่ากับพระพรหม4. นับว่าสูงส่งยิ่งและก่อให้เกิดเป้าหมายทุกประเภท. หากบุคคลใดอ่านคัมภีร์ศิวะ ปุราณะได้ทั้งเล่มด้วยความรัก พร้อมด้วยสังหิตาทั้งเจ็ด เขาผู้นั้นจักถูกขนานนามว่าชีวันมุกตะ10. จนกว่าชายผู้นั้นจะได้สดับคัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันประเสริฐ, ส่วนชายผู้ใดที่ (ไม่สดับรับฟังคัมภีร์นี้) ก็ยังคงโง่เขลาและไร้จุดหมายบนโลกนี้. การได้ฟังคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และปุราณะมากมายนั้นมีประโยชน์อะไร? แต่มันนำไปสู่ความสับสนเท่านั้น. ส่วนศิวะ ปุราณะประกาศว่ามีเพียงคัมภีร์นี้เท่านั้นที่สามารถมอบความหลุดพ้นได้. หากได้ยินเรื่องราวของศิวะ ปุราณะในบ้านใด บ้านนั้นก็จะกลายเป็นตีรถะ (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) และบาปของทุกคนที่สิงสถิตในบ้านนั้นจะถูกทำลายไป.
---------------
1. ข้อความในพระคัมภีร์มีการเน้นย้ำจริง ๆ .
2. สังหิตา (संहिता - Saṃhitā) คือการรวบรวมบทสวด.
3. ภักติ (भक्ति - Bhakti) - ภักติประเภทแรกคือ ภักติบริสุทธิ์ ปราศจากความปรารถนาในผล ภักติประเภทที่สองคือ ปรารถนาผล ภักติประเภทที่สามคือภักติแบบผสม ซึ่งมีเป้าหมายทั้งสองอย่าง.
4. ตีความได้ว่าเป็นพรหมัน (ब्रह्मन् - brahman). อย่างไรก็ตาม การตีความที่ตรงไปตรงมาคือเท่ากับพฺรหฺมา ปุราณะ (ब्रह्म पुराण - Brahmā Purāṇa).  

หมายเหตุ และคำอธิบาย
01. อมฤต (अमरीता - Amarita) - น้ำอมฤต (Elixir) เป็นยาน้ำหรือเครื่องดื่มซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ดื่มเป็นอมตภาพหรือคงความเยาว์วัยแห่งรูปร่างไว้ชั่วกัลป์ (ภาษาไทยมักเขียนว่า ชั่วกัปชั่วกัลป์ - เป็นการเน้นย้ำถึงความยาวนาน) บ้างก็ว่าสามารถคืนชีวิตหรือสร้างชีวิตใหม่ได้ เรียกว่าเป็นยาแก้สรรพโรคประเภทหนึ่ง นักเล่นแร่แปรธาตุ ตลอดช่วงเวลาและในหลากหลายวัฒนธรรม พยายามค้นหาวิธีการปรุงมันขึ้นมา.
02. ภักติ (भक्ति - Bhakti) มีหลายนิยามดังนี้

ภักติเทวี (Bhakti Devi), ที่มา: iskcondesiretree.com, วันที่เข้าถึง: 8 ธันวาคม 2568.
1.
     1). เป็นเทวีที่ประสูติในทราวิฑ เทศะ (ทราวิฑประเทศ ดราวิเดียน - द्राविडा देश - Drāviḍa deśa - หรือ มิลักขะ - मिलक्खा - Milakkha - กลุ่มชาติพันธุ์และตระกูลภาษาดั้งเดิมในอนุทวีปอินเดีย มีชนชาติทมิฬเป็นส่วนหนึ่ง ใช้ภาษา ทมิฬ เตลูกู กันนาดา) - ทางตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของภารตวรรษ. ครั้งหนึ่งเทวีพร้อมบุตรชายสองคน คือ ชญานะ (ज्ञानम् - Jñāna) และไวราคยะ (वैराग्य - Vairāgya)ได้เริ่มต้นท่องไปยังเมืองโกกุล (गोकुल - Gokula - เป็นเมืองที่ศรีกฤษณะใช้ชีวิตในยามเยาว์วัย) และวฤนทาวัน (वृन्दावनम् - Vṛndāvana) ผ่านรัฐกรณาฏกะ (कर्णाटक - Karṇāṭaka - เดิมชื่อรัฐไมซอร์ - รัฐทางตะวันตกเฉียงใต้ของภารตะ) รัฐมหาราษฎระ (महाराष्ट्र - Mahārāṣṭra - รัฐใหญ่ทางตะวันตกของภารตะ เป็นดินแดนที่ชาวมราฐาหรือมราฐี - मराठी - Marāṭhī - อาศัยอยู่ เป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณที่สำคัญ) และ รัฐคุชราต (गुजरात - Gurjara หรือ Gujarātระหว่างการเดินทางอันยาวนาน เทวีภักติและบุตรชายทั้งสองก็ชราภาพลง แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองโกกุลและวฤนทาวัน เทวีภักติก็กลับกลายเป็นวัยสาวอีกครั้ง แต่บุตรชายทั้งสองยังคงชราภาพอยู่ ดังนั้นเทวีภักติจึงขอให้ฤๅษีนารทมุนี (नारद - Nārada - ดูรายละเอียดใน หมายเหตุ คำอธิบาย 01 หน้าที่ 22 ของ ง. บทนำ: ภควัทคีตา) ทรงทำให้บุตรทั้งสองกลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง ฤๅษีนารทมุนีทรงอ่านพระเวท เวทานตะ (อุปนิษัท) และภควัทคีตาให้ฟัง แต่ทั้งหมดก็ไร้ประโยชน์ บุตรชายทั้งสองของภักติเทวีก็ยังคงชราภาพอยู่ จากนั้น สนกะ สนันทะ และสานาทกุมาร (รายละเอียดดูใน หมายเหตุ คำอธิบาย ที่ 1 หน้าที่ ix ของ วิษณุปุราณะ.) จึงขอให้ฤๅษีนารทมุนีอ่านภาควตะ (भागवत - Bhāgavata รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1) ให้ฟัง ฤๅษีนารทมุนีก็ทำตาม และเหล่าบุตรของภักติเทวีก็กลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง (อ้างถึง ปทฺมปุราณะ - पद्म-पुराण - Padma Purāṇa รายละเอียดดูในหน้าที่ 2 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1).
1.
     2). ภักติ (भक्ति) หมายถึงหนึ่งในระบบความเชื่อและการบูชาที่หลากหลายซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในแคชเมียร์โบราณ (कश्मीर - Kaśmīra - กัศมีระ) ดังที่กล่าวไว้ในนีลมตปุราณะ (नीलमतपुराण - Nīlamatapurāṇa รายละเอียดดูในหน้าที่ 1 ของ คัมภีร์ปุราณะ 2) — ในส่วนของการบูชาภักติ นีลมตะจะแนะนำเทพเจ้าประจำตัวที่พร้อมช่วยเหลือผู้บูชาอยู่เสมอ ผู้ศรัทธาจะยอมมอบตนทั้งหมดต่อพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงทำลายความทุกข์ทรมานของเขา พญานาควาสุกี (वासुकि - Vāsuki) ฤๅษีกัศยปะ (कश्यप - Kaśyapa) นีละ (नील - Nīla - พญานาคผู้มีชื่อเสียง อ้างอิง มหาภารตยุทธ อาทิ บรรพ อัธยายะที่ 35 โศลกที่ 7) และปรศุราม (परशुराम - Paraśurāma - หนึ่งในทศวตารของพระมหาวิษณุ) ล้วนเข้าหาพระวิษณุในฐานะผู้ศรัทธาที่อ่อนน้อมถ่อมตนและได้รับพรแห่งความปรารถนา พระศิวะเสด็จไปยังทะเลสาบกาโลทกะ (कालोदक -
 Kālodaka lake - เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในแคว้นแคชเมียร์ ภารตะ) เพื่อประทานพรแก่พระโคนนทิ (नन्दी - Nandī) เทพนาคนีละ (नागदेवता नील - The Nāga deity Nīla) ได้รับการอธิบายว่าเป็นผู้มีเมตตาต่อผู้ศรัทธาและเป็นผู้กระทำการอันดีงาม เงื่อนไขเดียวคือผู้บูชาต้องเข้าหาองค์เทพด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริงและความรู้สึกยอมจำนน สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือความศรัทธาในนีลมตะไม่มีองค์ประกอบพิเศษใด ๆ .
1.
     3). ภักติ (भक्ति) หมายถึง “ความศรัทธา” ซึ่งถือเป็นรากฐานของ “ความรู้ที่แท้จริง” (विज्ञान - vijñāna - วิชญานะ) ตามที่กล่าวไว้ในศิวะ ปุราณะ 2.1.12 ขณะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการบูชาว่า “[...] รากฐานของความรู้ที่แท้จริง (วิชญานะ) คือความศรัทธาอันแน่วแน่ (ภักติ) รากฐานของความรู้ (ชญานะ) ก็คือความศรัทธาเช่นกัน.

พระนางสตี (सती - Satī) เทพีแห่งความสุขในชีวิตสมรสและอายุยืนยาว พระนางเป็นพระชายาองค์แรกของพระศิวะ พระชายาองค์ที่สองคือพระนางปารวตี ซึ่งเป็นอวตารของพระนางสตีเอง พระองค์ประสูติจากบิดามารดาที่เป็นมนุษย์ตามพระประสงค์ของพระพรหม, ที่มา: hindugod99.blogspot.com, วันที่เข้าถึง: 14 ธันวาคม 2568.
 
1.
     4). ภักติ (भक्ति) หมายถึง “ความศรัทธา (เก้าประการ)” ดังที่อธิบายไว้ในศิวะ ปุราณะ 2.2.23 เมื่อพระศิวะตรัสกับพระนางสตี (सती - Satī)1). เป็นพระชายาองค์แรกของพระศิวะ ที่สละชีพด้วยการเผาตนเองเพราะความอัปยศที่บิดา (พระทักษะ) กระทำต่อสามี, 2). ธรรมเนียมที่ภรรยาชาวอินเดียใต้เผาตัวเองบนกองฟืนของสามีที่เสียชีวิต เป็นสัญลักษณ์ความภักดี แต่ถูกสั่งห้ามตั้งแต่ปี พ.ศ.2372/ค.ศ.1829.) ว่า “[...] โอ้พระนางสตี โปรดฟัง ข้าจะอธิบายหลักการอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้สรรพสัตว์ผู้สำนึกผิดกลายเป็นผู้หลุดพ้น {मुक्ता - mukta - มุกตะ - (liberate/free from karma, suffering)},ความศรัทธา (ภักติ) ต่อข้าถือเป็นผู้ประทานความสุขทางโลกและความรอดพ้น สามารถบรรลุได้ด้วยพระคุณของข้าเท่านั้น มีเก้าประการ (नवधा - navadhā - นวธา) ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างความศรัทธาและความรู้ที่สมบูรณ์ ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับความศรัทธาจะได้รับความสุขชั่วนิรันดร์ ความรู้ที่สมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้นในคนชั่วที่ต่อต้านความศรัทธา”.
       องค์ประกอบเสริมทั้งเก้าประการ (navāṅga) แห่งความศรัทธา ได้แก่:
         (1) ศรวณะ (श्रवण - śravaṇa - listening) การรับฟัง,
         (2) กีรตนะ (कीर्तन - kīrtana - enulogising) การสรรเสริญ,
         (3) สมรณะ (स्मरण - smaraṇa - remembering) การระลึกถึง,
         (4) เสวนะ (सेवन - Sevana - serving) การรับใช้,
         (5) ทาสยะ (दास्य - dāsya - surrendering) การยอมจำนน,
         (6) อรจนะ (अर्चन - arcana - worshipping) การบูชา,
         (7) วันทานะ (वन्दन - vandana - saluting) การคารวะ,
         (8) สาคยะ (सख्य - sakhya - friendliness) ความเป็นมิตร,
         (9) อรปณะ (अर्पण - arpaṇa - dedication) การอุทิศตน, 
03. วิทเยศวร สังหิตา (वैद्येश्वर संहिता - vidhyeśvara Saṃhitā) เป็นหนึ่งในเจ็ดสังหิตาที่ปรากฏในศิวะ ปุราณะ. 
ในวิทเยศวร สังหิตาแห่งศิวะ ปุราณะสูตร ได้อธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของการบูชาศิวลึงค์ (लिङ्ग - Liṅga). ผู้ใดที่ไม่สามารถประกอบพิธีกรรมทั้งสามประการ ได้แก่ “ศรวณะ (श्रवण - śravaṇa - hearing) การฟัง” “มนนะ (मनन - Manana - reflection) การใคร่ครวญ” และ “นิทิธยาสนะ (निदिध्यासन - nididhyāsana - constant musing) การครุ่นคิดอย่างต่อเนื่อง” ควรบูชาศิวลึงค์เพื่อข้ามผ่านมหาสมุทรแห่งชีวิตทางโลก. จากนั้นข้อความก็อธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการบูชา ซึ่งประกอบด้วยการสร้างศาลา ถวายดอกไม้ อาหาร และอื่น ๆ .
04. รุทระ สังหิตา (रुद्र संहिता - Rudra Saṃhitā) - เป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของศิวะ ปุราณะ ซึ่งให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับชีวิตและวีรกรรมของพระศิวะและครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ สังหิตานี้แบ่งออกเป็นห้าส่วนย่อย ได้แก่ ศรีษฏิกัณฑ์ (सृष्टिखण्ड - Sṛṣṭikhaṇḍa) สตีกัณฑ์ (सतीखण्डा - Satīkhaṇḍa) ปารวตีกัณฑ์ (पार्वतीखण्ड - Pārvatīkhaṇḍa) กุมารกัณฑ์ (कुमारखण्ड - Kumārakhaṇḍa) และยุทธกัณฑ์ (युद्धखण्डा - Yuddhakhaṇḍa) แต่ละส่วนเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญและคำสอนที่เกี่ยวข้องกับพระศิวะ.
05. ศตรุทระ (शतरुद्र - Śatarudra) เรื่องราวของศตรุทระถูกถ่ายทอดให้แก่พระรามโดยฤๅษีวฺยาส เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตทั้งหมดเป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาต่าง ๆ ของจิตใจ. ศตรุทโรปาขยานะ (शतरुद्रोपाख्यान - Śatarudropākhyāna) เป็นเรื่องราวของสันยาสี (सन्न्यासिन् - sannyāsin) ผู้บำเพ็ญภาวนา สิ่งใดก็ตามที่ท่านคิดหรือพิจารณาในใจ สิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาเหมือนน้ำที่เปลี่ยนเป็นคลื่น และกลายเป็นพรหรือทรัพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่ที่จิตใจของท่านได้รับมาอันเป็นผลมาจากความบริสุทธิ์ ท่านเก็บตัวอยู่ในอาศรมและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ทีละอย่าง.
06. โกฏิรุทระ (कोटिरुद्र - Koṭirudra - millions of Rudras
- มีการอธิบายการปฏิบัติบูชาสามประเภท (1) โดยการทำสมาธิ (2) การสวดมนต์ และ (3) การกระทำเพื่อการบูชาและการรับใช้. อย่างครบถ้วน จำเป็นต้องฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่ง.
07. อุมา สังหิตา (उमा-संहिता - Umā-Saṃhitā) - เน้นที่พระอุมาเทวี (หรือพระนางปารวตี) และบทบาทของพระนางในฐานศักติ (शक्ति -Śakti - spear, javelin, “Goddess of all and the prime cause and the mother of the three deities”) สูงสุดเคียงข้างพระศิวะ มีเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น จักรวาลวิทยา ปรัชญา และรูปแบบต่าง ๆ ของการบูชา.
08. ไกลาสสะสังหิตา (कैलाससंहिता - Kailāsasaṃhitā) - เป็นสังหิตาที่อุทิสให้กับการอธิบายหลักธรรมคำสอนของพระศิวะ ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการด้านภาษาจากสำนักกัศมีร์ ตรีกะ {कश्मीरी तारिका -
 Kashmiri Trika หรือ Tarika - ปรัชญาตันตระไศวะที่ไม่ยึดติดกับทวิภาวะหรืออทวินิยม (a Non-Dualistic) ซึ่งมีต้นกำเนิดในแคชเมียร์ (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9-13) เน้นการตระหนักถึงความเป็นเทพในตัวเราเองในฐานะพระศิวะ มักเรียกว่า "ระบบสามส่วน - threefold system" โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สามองค์ประกอบ ได้แก่ พระศิวะ (จิตสำนึก - consciousness) พระศักติ (พลังงาน - energy) และพระนร (จิตวิญญาณที่จำกัด - Limited soul)} และสำนักไศวะสิทธันตะ (शैव-सिद्धान्त - Śaiva-siddhānta - เป็นหนึ่งในสำนักศาสนาไศวนิกายที่เก่าแก่และโดดเด่นที่สุด โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติกันในภารตะตอนใต้และศรีลังกา เป็นประเพณีแบบทวิภาวะหรือ "เอกเทวนิยมแบบพหุภาวะ" ที่ถือว่าพระศิวะเป็นพระเจ้าสูงสุดและเป็นเทวภาพส่วนบุคคล).
09. วายะวียะ (वायवीय - Vāyavīya) หรือ วายะวียะสังหิตา (वायवीय
संहिता - Vāyavīyasaṃhitā) - เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายผสมผสานกับโยคะที่ออกแบบมาสำหรับเด็ก นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับทิศตะวันตกเฉียงเหนือและวรรณกรรมตันตระที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุด้วย.
10. ชีวันมุกตะ (जीवन्मुक्त - Jīvanmukta) - ดวงวิญญาณที่มีชีวิตอิสระ - A living liberated soul.

1.
2.
หน้าที่ 5 (31)
อันที่จริงแล้ว การประกอบพิธีอัศวเมธหนึ่งพันครั้งและการประกอบพิธีวาจเปยะ01 หนึ่งร้อยครั้ง ยังไม่เพียงพอถึงหนึ่งในสิบหกของสิ่งที่ได้รับจากศิวะ ปุราณะ. โอ้ ท่านผู้ทรงคุณธรรมสูงสุด! บุคคลผู้ไม่เคยสดับคัมภีร์ศิวะ ปุราณะ ผู้เปี่ยมด้วยความศรัทธาอันยิ่งใหญ่. มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ อาทิ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำอื่น ๆ . มีเมืองศักดิ์สิทธิ์เจ็ดเมือง อาทิ เมืองคยา และเมืองอื่น ๆ . ไม่มีแม่น้ำหรือเมืองใดเทียบเท่ากับคัมภีร์ศิวะ ปุราณะนี้ได้. หากผู้ใดปรารถนาจะบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดไวร้ ทุก ๆ วันก็ควรตั้งใจอ่านศิวะ ปุราณะสักหนึ่งโศลกหรือครึ่งโศลก. หากผู้ใดเข้าใจความหมายและกล่าวถึงศิวะ ปุราณะ หรือหากผู้ใดอ่านศิวะ ปุราณะอย่างสม่ำเสมอด้วยความศรัทธา ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาตมัน01 ของบุคคลนั้นจะเป็นมงคล. หากผู้มีปัญญาตั้งใจสดับรับฟังอย่างจดจ่อในขณะที่กำลังจะสิ้นลมแล้วไซร้ พระมเหศะ2. จะทรงพอพระทัยยิ่ง และประทานสถานที่ในที่ประทับของพระองค์ให้แก่เขา. หากผู้ใดบูชาศิวะ ปุราณะทุกวัน เขาจะได้รับทุกสิ่งที่ปรารถนา. ผู้ใดที่ให้เกียรติแก่สิ่งนี้ในลักษณะเช่นนี้ ผู้นั้นจักมีความสุขเสมอ. คัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันบริสุทธิ์นั้น เป็นทุกสิ่งสำหรับผู้ศรัทธาในพระศิวะ. หากเขาปรารถนาความสุขในโลกนี้และโลกหน้า เขาต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อรับใช้พระศิวะด้วยความรัก. คัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันประเสริฐนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระศิวะ. คัมภีร์ศิวะ ปุราณะอันสูงสุดและบริสุทธิ์ได้มอบเป้าหมายสี่ประการในดำรงอยู่ของมนุษย์3. ต้องสดับอยู่เสมอ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องอ่านให้ไพเราะโดยตลอด. คัมภีร์นี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพระเวท อิติหาสะ และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ และให้ความเชื่อมั่นถึงผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่. ผู้ที่ปรารถนาการหลุดพ้นต้องเข้าใจศิวะ ปุราณะเสมอ. สำหรับผู้ที่แสวงหาความรู้เกี่ยวกับอาตมัน ศิวะ ปุราณะนี้เป็นสิ่งสูงสุด. ในบรรดาสิ่งสูงสุดทั้งหลายนี้ ให้ผู้มีคุณธรรมพึงรับใช้และบูชาศิวะ ปุราณะนี้อย่างสม่ำเสมอ.
---------------

1. อัศวเมธ (अश्वमेध - Aśvamedha) คือการบูชายัญม้า ส่วนวาจเปยะ (वाजपेय - Vājapeya) คือการบูชายัญประเภทหนึ่งที่ถวายแด่พระโสม (พระจันทร์).
2. พระมเหศะ (महेश - Maheśa
- พระศิวะเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่.
3. หลักปุรุษารถะ (
पुरुषार्थ - Puruṣārtha - four aims of life) ปรากฎในศิวะ ปุราณะ 2.2.41. - หลักคำสอนสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หมายถึง เป้าหมายหลัก 4 ประการของชีวิตมนุษย์ ประกอบด้วย ธรรม (धर्म - Dharma - Righteousness) ความถูกต้องชอบธรรม, อรรถ (अर्थ - Artha - Material well-being) ความมั่งคั่งทางวัตถุ, กาม (काम - Kāma - Enjoyment) ความสุขทางโลกและกามารมณ์, และ โมกษะ (मोक्ष - Mokṣa - Liberation from worldly ties) การหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและเกื้อกูลกันเพื่อความสมบูรณ์.
หมายเหตุ และคำอธิบาย
01. อ้างอิง ข้อที่ 4 ในหมายเหตุ และคำอธิบาย หน้าที่ 1 (27) ข้างต้น. 
1.
2.
หน้าที่ 6 (32)
มันจะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากทั้งสามประการ.1 มันมอบความสุขและควรค่าแก่การรักยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง. มันทำให้พระพรหม01 พระหริ02 พระอีศา03 และเหล่าอมตะเทพ.2 ทรงพอพระทัย. ข้าฯ ขอบูชาคัมภีร์ศิวะ ปุราณะ. ขอให้พระศิวะทรงพอพระทัยและประทานความศรัทธาแก่ข้าฯ ที่พระบาทของพระองค์ด้วยเถิด.
---------------

1. สัมพันธ์กับอธิไทวิกะ หรือ อาธิไทวิกะ (अधिदैविक - Adhidaivika หรือ आधिदैविक - Ādhidaivika - โชคชะตา - Destiny),  อาธิเภาติกะ (आधिभौतिक - Ādhibhautika - ตามธรรมชาติ - Nature - โรคที่เกิดจากธรรมชาติ - Nature-based afflictions), และอัธยาทมิกะ {अध्यात्मिक - Adhyātmika - internal wheel (cakra) จักระภายใน - one's own nature - ธรรมชาติของตนเอง}.
2. พระหริ คือ พระวิษณุ และพระอีศา คือ พระศิวะ.

หมายเหตุ คำอธิบาย:
01. พระพรหม (ब्रह्मा - Brahmā).
02. พระหริ (हरि - Hari).
03. พระอีศา หรือ พระอีศะ (ईश - Īśa or Isha) - 1). พระวิศวเทวะ ( विश्वदेव - Viśvadeva - เทพสากล) (มหาภารตยุทธ อนุศาสนบรรพ อัธยายะที่ 91 โศลกที่ 31), 2). พระศิวะ - กลายเป็นพระรุทระด้วยพระคุณของนางลลิตา (ललिता - Lalita)- หรือรูปอีษานะ (ईशाना - īśāna); รูปเคารพองค์ที่สี่ในฐานะผู้ปกป้องอาทิตยะ (mage of; fourth mūrti - मूर्ति  as protecting Āditya - आदित्य), 3). หมายถึง “ผู้ควบคุม บางครั้งหมายถึงพระวิษณุ และบางครั้งหมายถึงพระรุทระ” (ดูหน้าอภิธานศัพท์จากศรีมัทภควัดคีตา).


1.
2.

แหล่งอ้างอิง:
01. จาก. Shiva Purana Volume 1, แปลโดย Bibek Debroy, สำนักพิมพ์เพนกวิน แรนดอม เฮ้าส์ อินเดีย (Penguin Random House India), พ.ศ.2566, ISBN 9780143459699, ตีพิมพ์ในภารตะ.
02. จาก. www.wisdomlib.org.
1.
2.
3.

 
humanexcellence.thailand@gmail.com