Title Thumbnail & Hero Image: ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือ วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ เป็นหินทราย ศิลปะลพบุรี (ศิลปะขอมในดินแดนประเทศไทย) แกะสลักจัดทำขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17 (800 ปีมาแล้ว) เดิมอยู่ ณ ปรางค์กู่สวนแตง ตำบลหนองแวง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกคนร้ายลักขโมยไป เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 และลักลอบส่งไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมานายเอเวลรี่ รันเดอร์ ได้ส่งคืนให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2513 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพ ประเทศไทย, ถ่ายไว้เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2564.
วิษณุปุราณะ: บทนำ
First revision: May 30, 2024
Last change: Sep.29, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรตโดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
1.
xiii
บทนำ
คำว่า "ปุราณะ" (पुराण - Purāṇa) แปลว่า เก่า โบราณ. คัมภีร์ปุราณะเป็นคัมภีร์โบราณ มักเรียกรวมกับ อิติหาส01. (รามายณะ และ มหาภารตยุทธ).1. ไม่ว่าอิติหาสเดิมหมายถึงมหาภารตยุทธเท่านั้น โดยที่รามายณะถูกเพิ่มเข้าไปในสำนวนนั้นในภายหลังหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นข้อเสนอที่มีการถกเถียงกันอยู่บ้าง. แต่ก็นั่นไม่ได้เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของเราแต่อย่างใด. ในคัมภีร์ฉานโทคยะ อุปนิษัทนั้นมีการกล่าวถึงพระฤๅษีนารทมุนี (รายละเอียดดูใน หมายเหตุ คำอธิบายหน้าที่ 1 ของ 01. พาลกัณฑ์ รามายณะ.) ได้เข้าพบพระสนาทกุมาร02. เพื่อสั่งสอน. เมื่อพระฤๅษีได้สอบถามก็ทราบว่าพระสนาทกุมารก็ได้ทราบอยู่แล้ว. พระฤๅษีนารถมุนีกล่าวว่าท่านรู้เรื่อง อิติหาสและปุราณะ อันเป็นพระเวทที่ห้า2 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อิติหาส-ปุราณะนั้นมีสถานะอันสูงส่ง. ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าคำว่า ‘ปุราณะ’ ที่ใช้ในอุปนิษัททั้งสองนี้และตำราอื่น ๆ จะต้องเข้าใจในความหมายของคำที่ใช้กับชุดตำราที่เรียกว่าปุราณะในปัจจุบัน. เชื่อกันว่ารามายณะประพันธ์โดยมหาฤๅษีวาลมีกิ และมหาภารตยุทธผู้ประพันธ์คือมหาฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วฺยาส "วฺยาส" แล้วนั้น. และก็เชื่อว่าท่านฤๅษีวฺยาสได้ประพันธ์ปุราณะในระยะเวลาต่อมา. การใช้คำว่าประพันธ์ หรือแต่งขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่า อิติหาส-ปุราณะ เป็นคัมภีร์สมฤติ03. ที่มีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ ไม่ใช่คัมภีร์ศรุติ04. ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากพระผู้เป็นเจ้า.
-----------------
1. ตัวอย่าง โศลกที่ 2.4.10, 4.1.2 และ 4.5.11 ของพฤหทารัณยกะ อุปนิษัท ใช้ทั้งสองสำนวนร่วมกัน.
2. ฉานโทคยะ อุปนิษัท (छान्दोग्योपनिषद् - Chāndogya Upaniṣad - บทเพลงและการสังเวย), 7.1.2.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. อิติหาส (इतिहास - Itihāsa - "ประวัติศาสตร์" หรือ "เรื่องราวแบบดั้งเดิมของเหตุการณ์ที่ผ่านมา" หรือ แปลว่า "จึงเกิดขึ้น")
สี่กุมาร, ที่มา: glorian.org, วันที่เข้าถึง: 30 พฤษภาคม 2567.
02. พระสนาทกุมาร (सनत्कुमार - Sanātkumāra - eternal youth) - เป็นหนึ่งในกุมารทั้งสี่ {สนกะ (सनक - Sanaka), สนันทนะ (सनन्दन - Sanandana), สนาทนะ (सनातन - Sanātana), และ สนาทกุมาร (सनत्कुमार - Sanātkumāra)} อันเป็นปราชญ์กุมารสี่ตน อ้างตามคัมภีร์ปุราณะ ทั้งสี่เป็นโอรสที่กำเนิดจากจิตใจของพระพรหม หรือโอรสฝ่ายวิญญาณของพระพรหม กุมารทั้งสี่ได้ปฏิญาณตนว่าจะถือพรหมจรรย์ตลอดชีพ และได้ศึกษาพระเวทด้วยกัน ทั้งสี่กุมารมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการบูชาพระวิษณุและพระกฤษณะ และปรากฎในมหาภารตยุทธ ในอุทโยคบรรพ อุปบรรพ: สนัสสุชาตะ (सनत्सुजात - Sanatsujāta).
03. สมฤติ (स्मृति - Smṛti) - “สิ่งที่ต้องจดจำ - That which has to be remembered” หมายถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูชุดหนึ่ง ซึ่งมนุษย์เป็นผู้แต่งขึ้น (ต่างจากพระเวท) และมีจุดประสงค์เพื่อชี้นำการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคล.
สมฤติทั้ง 18 เล่มของคัมภีร์พราหมณ์ - ฮินดู ประกอบด้วย: :
1). อางคิรสะ สมฤติ (आङ्गिरस स्मृति - Āṅgirasa Smṛti) - เป็นคัมภีร์กฎหมายฮินดูที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีอังคีรส (अङ्गिरस् - Aṅgiras - เป็นหนึ่งในสัปตะฤษี ดูในหน้าที่ 5 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1) ซึ่งกล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการประพฤติ การชดใช้บาป (प्रायश्चित्त - prāyaścitta) และพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเน้นเรื่องการชดใช้บาป เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือการทำร้ายวัว เป็นหนึ่งในสมฤติที่ค่อนข้างสั้น โดยมีจำนวนบทแตกต่างกันไปตั้งแต่ 32 ถึง 151 บทในแต่ละฉบับ.
2). วฺยาส สมฤติ (व्यास स्मृति - Vyāsa Smṛti) - (หรือที่รู้จักกันในชื่อ व्यास धर्मशास्त्र - Vyāsa Dharmaśāstra - วฺยาสธรรมศาสตร์) เป็นคัมภีร์ทางกฎหมายและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (สมฤติ) ที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีวฺยาส โดยได้วางหลักเกณฑ์ด้านความประพฤติ หน้าที่ (ธรรมะ) และข้อผูกพันทางพิธีกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นที่การปฏิบัติตามพิธีกรรมที่เหมาะสมในกลียุค เป็นหนึ่งในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ยุคหลังที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพราหมณ์-ฮินดูและบรรทัดฐานทางสังคมที่ได้รับการยอมรับ.
3). อาปัสตัมบา สมฤติ (आपस्तम्ब स्मृति - Āpastamba Smṛti) - (หรือ อาปัสตัมบา ธรรมสูตร - Āpastamba Dharmasūtra) เป็นคัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณและเป็นงานพื้นฐานของกฎหมายพารหมณ์- ฮินดู (ธรรมศาสตร์) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีอาปัสตัมบา เป็นคัมภีร์สำคัญในวรรณกรรมฮินดูชุดใหญ่ที่เรียกว่า สมฤติ ("สิ่งที่ถูกจดจำ - what is remembered") ซึ่งมีอำนาจรองลงมาจาก ศรุติ (พระเวท "สิ่งที่ได้ยิน what is heard") แต่ให้แนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม.
4). ทักษะ สมฤติ (दक्ष स्मृति - Dakṣa Smṛti) - เป็นคัมภีร์กฎหมายพราหมณ์ -ฮินดูโบราณ (ธรรมศาสตร์) ที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีทักษะประชาปติ (दक्ष प्रजापति - the sage Dakṣa Prajāpati - รายละเอียดดูเพิ่มเติมในหมายเหตุ การขยายความ 01 หน้าที่ 91 ของ ปรัชญาอินเดีย เล่มที่ 1.005 - ยุคพระเวท: บทสวดแห่งฤคเวท (ต่อ 2)) ซึ่งกล่าวถึงหน้าที่ทางศาสนา สังคม และศีลธรรม (ธรรมะ) อย่างละเอียด เให้แนวทางสำหรับผู้ครองเรือนและสังคม ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เช่น ความบริสุทธิ์ พิธีกรรม และภาระผูกพันในครอบครัว.
5). วิษณุ สมฤติ (विष्णु स्मृति - Viṣṇu Smṛti) - เป็นพระสูตรภาษาสันสกฤตโบราณในสาขาธรรมศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระสูตรนี้กล่าวถึงกฎเกณฑ์ของประเพณีและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น วรรณะ ระบอบกษัตริย์ กฎหมายอาญาและแพ่ง การบำเพ็ญเพียร และการถือศีล พระสูตรวิษณุสมฤติประกอบด้วยหนึ่งร้อยบท และนำเสนอในรูปแบบบทสนทนาระหว่างพระวิษณุกับพระแม่ธรณีหรือนางปฤถวี (पृथ्वी - Pṛthvī - เทพีแห่งโลก).
6). ยาชญวัลกยะ สมฤติ (Yāgyavalkya หรือ याज्ञवल्क्य स्मृति - Yājñavalkya Smṛti) - ดังที่ชื่อบ่งบอก คัมภีร์นี้เขียนโดยฤๅษียาจนวัลกยะ หรือยาชญวัลกยะ และถือว่ามีความสำคัญและได้รับความนิยมรองจากมนุ สมฤติเท่านั้น ประมวลจริยธรรมนี้มีอรรถกถาที่รู้จักกันดีสองฉบับ ได้แก่ วิชญาเนศวร มิตากษรา (विज्ञानेश्वरस्य मिताक्षरम् - The Mitākṣarā of Vijñāneśvara) (ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 12) และวิศวรูป บาลกรีทะ (विश्वरूपस्य बालक्रीदा - The Bālakrīdā of Viśvarupa) (ราวพุทธศตวรรษที่ 4 หรือคริสต์ศตวรรษที่ 9) นักวิชาการบางคนมีความเห็นว่า วิศวรูปเป็นชื่อของสุเรศวร (सुरेश्वर - Sureśvara) หนึ่งในสี่ศิษย์สำคัญของ อาทิ ศังกราจารย์ (आदि शङ्कराचार्यः - Adi Śankara) ก่อนที่จะออกบวช (สันยาสี หรือ สันยาสะ- सन्यास - Sanyasa).
7). ลิคิตะ สมฤติ (लिखितस्मृति - Likhita Smṛti) - คัมภีร์กฎหมายพราหมณ์-ฮินดูที่สำคัญ แต่ส่วนใหญ่ได้รับการชำระขึ้นใหม่ (พระธรรมศาสตร์) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของนักปราชญ์โบราณ ศังขะ (शङ्क - Śaṅka) และลิคิตะ (लिखित - Likhita) ถือเป็นคัมภีร์ที่มีอำนาจในยุคทวปรยุค โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม (อาจาระ - आचार - ācāra) กระบวนการยุติธรรม (วยาวหาระ - व्यवहार - vyavahāra) และการบำเพ็ญเพียร (ปรายศจิตตะ - प्रायश्चित्त - prāyaścitta) โดยเน้นความชัดเจน หลักฐาน และกฎหมายที่มนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับครอบครัวและทรัพย์สิน มีอิทธิพลในการกำหนดแนวคิดทางกฎหมายของอินเดียควบคู่ไปกับมนุ สมฤติ และนารทัสมฤติ (नारदस्मृति - Nāradasmṛti - ไม่ได้รวมอยู่ในคัมภีร์สมฤติ 18 เล่ม...!!??? - นาราทัศมฤติเป็นคัมภีร์กฎหมายพราหมณ์-ฮินดูโบราณที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นหลังจากยาชยวัลกยะ สมฤติ คัมภีร์นี้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอัศวามิกรยะ (अस्वामिविक्रय - Asvāmivikraya - Sale without ownership) และการทำร้ายร่างกาย ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างแนวคิดเกี่ยวกับวิกริยาสัมประทนะ (Vikriyasampradana) และพฤติกรรมหรือจริยธรรมทางสังคม. ได้รับการยอมรับว่าเป็นคัมภีร์สมฤติที่มีอำนาจสูงสุด มีส่วนสำคัญต่อธรรมะและมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับยาชญวัลยะ สมฤติ ยิ่งไปกว่านั้น นาราทัศมฤติ ยังกำหนดข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมและการยกเลิกสัญญา โดยเน้นที่ วยาวหาระ (व्यवहार - vyavahāra) และระบุประเภทต่าง ๆ ของบุตรที่มีสิทธิแตกต่างกัน.
8). สังวรัตตะ สมฤติ (संवर्त स्मृति - Saṁvartta Smṛti) - เป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์โบราณของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมสมฤติขนาดใหญ่. เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีสังวรัตตะ (संवर्त -Saṁvartta muni).
9). สังคะ สมฤติ (शङ्खस्मृति - Śaṅkhasmṛt หรือ Shanka Smṛti) - เป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์โบราณและทรงอำนาจในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู. เป็นงานเขียนพื้นฐานในการศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมทางสังคมและกฎหมายของภารตะโบราณ ซึ่งให้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดและการประยุกต์ใช้ธรรมะ.
10). พฤหัสปติสมฤติ (बृहस्पतिस्मृति - Bṛhaspatismṛti) - นับเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของพระธรรมศาสตร์ หรือตำราสำคัญ ๆ ตามมนุ สมฤติและยาชยวัลยกะ สมฤติ ในการพัฒนากฎหมายพราหมณ์-ฮินดูตามลำดับของช่วงเวลา.
11). อตริสมฤติ (अत्रिस्मृति - Atri Smṛti) - เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของพระฤๅษีอตริ หนึ่งในสัปตะฤๅษี (รายละเอียดดูว่าหน้าที่ 3 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) เน้นเรื่องพิธีกรรม จริยธรรม และหน้าที่ทางสังคมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู.
12). กาทยายนะ สมฤติ (कात्यायन-स्मृति - Kātyāyana Smṛti) - ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตัวบทต้นฉบับดั้งเดิมนั้นสูญหายไปแล้ว แต่เนื้อหาได้รับการรวบรวมขึ้นใหม่จากการอ้างอิงถึงในคัมภีร์อรรถกถาและสารานุกรมกฎหมายยุคหลังจำนวนมาก.
13). ปราษรสมฤติ (पराशरस्मृति - Parāṣarasmṛti) - คัมภีร์กฎหมายฮินดูโบราณที่สำคัญ ซึ่งแต่งโดยมหาฤๅษีปราศระ (पराशर - Parāśara) ผู้เป็นบิดาของพระมหาฤๅษีวฺยาส (Veda Vyasa) เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงหลักปฏิบัติทางศาสนาและกฎหมายของสังคมพราหมณ์-ฮินดูยุคโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลียุค (कलियुग - Kali Yuga) ซึ่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากคัมภีร์มนุสมฤติที่เข้มงวดกว่า และเน้นเรื่องการละเว้นบางอย่างให้ผ่อนคลายลง.

พราหมณ์กำลังประพันธ์มนุ สมฤติ, ที่มา: templepurohit.com, วันที่เข้าถึง 27 ธันวาคม 2568.
1.
14). มนุ สมฤติ (मनु स्मृति - Manu Smṛti) - ถือเป็นคัมภีร์ ที่มีอำนาจสูงสุดในประมวลกฎหมายพราหมณ์-ฮินดู (พระธรรมศาสตร์) ในภารตะ มนุสมฤติเป็นชื่อที่นิยมใช้เรียกงานเขียนชิ้นนี้ โดยชื่อทางการคือมนวะธรรมศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นผลงานของมนุสมฤติ มนุษย์คนแรกและผู้บัญญัติกฎหมายในตำนานมานู . คัมภีร์ที่ได้รับมาศึกษานี้มีอายุราวปี พ.ศ.643 หรือ ค.ศ. 100. คัมภีร์มนุสมฤติ ได้กำหนด ธรรมะให้แก่ชาวพราหมณ์-ฮินดูซึ่งก็คือชุดของพันธะหน้าที่ที่แต่ละคนต้องปฏิบัติตามในฐานะสมาชิกของวรรณะทั้งสี่และผู้ที่อยู่ในช่วงชีวิตทั้งสี่ (आश्रम - Āśrama - อาศรม) คัมภีร์นี้ประกอบด้วย 12 บรรพ รวมทั้งหมด 2,694 บท เนื้อหาครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เช่น กำเนิดจักรวาล นิยามของธรรมะ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (संस्कार - Saṃskāra - สังสการะ - processing) การบวช (उपनयन - Upanayana - Initiation) และการศึกษาพระเวท (คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) การแต่งงาน การต้อนรับ การประกอบพิธีศพ ข้อจำกัดด้านอาหาร มลภาวะ และวิธีการชำระล้าง การประพฤติของสตรีและภรรยา และกฎหมายของกษัตริย์ หัวข้อสุดท้ายนำไปสู่การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 18 หัวข้อ หลังจากนั้นคัมภีร์ก็กลับมากล่าวถึงหัวข้อทางศาสนาอีกครั้ง เช่น การกุศล พิธีกรรมการชดใช้ หลักธรรมเรื่องกรรม วิญญาณ และนรก คัมภีร์นี้ไม่ได้แบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างกฎหมายและหลักปฏิบัติทางศาสนา และกฎหมายทางโลก. อิทธิพลของคัมภีร์นี้ต่อความคิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในทุกแง่มุม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เหตุผลสนับสนุน ระบบ วรรณะนั้นลึกซึ้งมาก.
15). โอศนสะ สมฤติ (औशनस स्मृति - Auśanasa Smṛti) - เป็นหนึ่งในคัมภีร์กฎหมายพราหมณ์-ฮินดูโบราณที่มีอิทธิพล (พระธรรมศาสตร์) เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีอุษานะ (उशनस् - Uśanas หรือคุรุศุกระ หรือพระศุกร์ - Śukra) บุคคลสำคัญในตำนานและวรรณกรรมพราหมณ์-ฮินดู.
16). หารีตะ สมฤติ (हारीत स्मृति - Hārīta Smṛti) - เป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์โบราณของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของฤๅษีหารีตะ แต่งขึ้นในรูปแบบผสมผสานระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง เนื้อหากล่าวถึงหน้าที่ในแต่ละช่วงชีวิต (आश्रम - Āśrama - อาศรม) การปกครองบ้านเมือง พิธีการในราชสำนัก พิธีกรรม และการชดใช้บาป คัมภีร์นี้ได้รับการอ้างถึงโดยผู้ประพันธ์โบราณ เช่น ฤๅษีวสิษฐ์ (वसिष्ठ - Vasiṣṭha) รายละเอียดดูเพิ่มเติมในหน้าที่ 3 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.และฤๅษีอาปสตัมบา (आपस्तम्ब - Āpastamba - อ้างอิงในวนาบรรพ มหาภารตยุทธ) ซึ่งนับได้ว่าหารีตะ สมฤตินี้มีความเก่ากาล.
17). โคตมะ สมฤติ (गौतमस्मृति - Gautama Smṛti) - เป็นที่รู้จักกันในชื่อ พระคัมภีร์โคตมะธรรมสูตร เป็นคัมภีร์สันสกฤตโบราณและเป็นหนึ่งในธรรมสูตรพราหมณ์-ฮินดูที่ยังหลงเหลืออยู่ เป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานของนิติศาสตร์ กฎหมาย และจริยธรรม/พฤติกรรมทางสังคมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูโบราณ. เชื่อกันว่าพระคัมภีร์นี้เป็นผลงานของพระฤๅษีโคตมะผู้เป็นที่เคารพ (ท่านเป็นหนึ่งในสัปตะฤๅษี รายละเอียดดูในหน้าที่ 3 ของ 02B-1. บรรดาเหล่าปราชญ์ภารตะ 1.) นักวิชาการได้ระบุว่าเขียนขึ้นในช่วงปลายที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพ หรือระหว่าปี 600-200 ก่อนคริสตกาล ทำให้คัมภีร์นี้เป็นตำราสำคัญในยุคต้นของยุคพระสูตร (The early Sūtra period).
18). ยม สมฤติ (यमस्मृति - Yama Smṛti) - เป็นคัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณในประเพณีพระธรรมศาสตร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งผู้ประพันธ์อุทิศแด่พระยม (เทพแห่งความตายและความยุติธรรม) โดยเน้นที่ประมวลกฎหมายเป็นหลัก รวมถึงหัวข้อต่าง ๆ อาทิ ปรายัศจิตติ (प्रायश्चित्त - prāyaścitta - expiation of sins - การชดใช้บาป) ศรัทธา (श्राद्ध - śrāddha - obsequial rites - พิธีศพ) กฎระเบียบเกี่ยวกับวรรณะ และการลงโทษ.
04. ศรุติ (श्रुति - Śruti) - "สิ่งที่ได้ยินมา - What is heard" รายละเอียดดูใน หมายเหตุ คำอธิบายที่ 25 หน้าที่ 5 ของ 01.101 อนุกรมณิกา บรรพ มหาภารตยุทธ.
1.
2.
xiv
คำว่า "การเรียบเรียง" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าข้อความเหล่านี้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการถ่ายทอดด้วยวาจา (มุขปาฐะ) ซึ่งย่อมมีเสียงหรือสิ่งรบกวนเกิดขึ้นในกระบวนการถ่ายทอดและเผยแพร่ การเขียนเกิดขึ้นในภายหลังมาก.
หนังสือของพาร์กิเทอร์เกี่ยวกับปุราณะยังคงเป็นหนึ่งในหนังสือแนะนำที่ดีที่สุดเกี่ยวกับวิษณุ ปุราณะนี้1. ในการอธิบายกระบวนการแต่งและการถ่ายทอดนั้น ไม่มีที่ใดจะดีไปกว่าการอ้างอิงคำกล่าวของเขา.
คัมภีร์วายุ ปุราณะและปทฺม ปุราณะนั้น จะบอกเล่าถึงวิธีการสืบทอดลำดับวงศ์ตระกูล นิทาน และบทเพลงโบราณ โดยผ่านเหล่าสูตะ2 และกล่าวบรรยายถึงหน้าที่ของเหล่าสูตะด้วย... คัมภีร์วายุ ปุราณะ พรหมณะ ปุราณะ และวิษณุ ปุราณะ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของคัมภีร์ปุราณะฉบับดั้งเดิม... คัมภีร์ปุราณะทั้งสามเล่มนี้กล่าวกันว่า - ฤๅษีกฤษณะ ทไวปายนะได้แบ่งพระเวทเล่มเดียวออกเป็นสี่ส่วนและจัดเรียงใหม่ จึงได้ชื่อวฺยาส นั่นเอง. ฤๅษีวฺยาสได้ฝากงานให้ศิษยานุศิษย์สี่ท่านสานต่อ คือ ฤๅษีไพละ (पैल - Paila), ฤๅษีไวสัมปายนะ (वैशम्पायन - Vaiśampāyana), ฤๅษีไชยมินิ (जैमिनि - Jaimini), และฤๅษีสุมันตุ (सुमन्तु - Sumantu). ส่วนที่เป็นนิทาน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ปกิณกะ บทเพลง และตำนานที่สืบทอดมาจากยุคต่าง ๆ นั้น ฤๅษีวฺยาสได้รวบรวมปุราณะ สิ่งที่ได้สอน และอิติหาสะส่งมอบให้แก่ศิษย์คนที่ห้า นั่นคือ สูตะโรมหรษณะ หรีอ โลมหรษณะ (रोमहर्षण - the sūta Romaharṣaṇa or Lomaharṣaṇa, โลมา = Loma = hair, Haryana = thrill = ผมหรือขนตั้ง ผมหรือขนชี้) ... ภายหลังจากที่ท่านฤๅษีวฺยาสได้ประพันธ์มหาภารตยุทธแล้ว. มหากาพย์นั้นเองได้บ่งบอกเป็นนัยว่าปุราณะนั้นมีมาก่อนหน้า... ดังที่อธิบายไว้ข้างต้น บรรดาสูตะได้บันทึกวงศ์ตระกูลของทวยเทพ เหล่าฤษี และพวกกษัตริย์ต่าง ๆ ตลอดจนประเพณีและบทเพลงที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียงมาแต่สมัยโบราณ ซึ่งนั่นก็คือเนื้อหา - นิทาน บทเพลง และองค์ความรู้โบราณ - ที่ใช้ในการสร้างปุราณะนั่นเอง. ไม่ว่าฤๅษีวฺยาสจะเป็นผู้ประพันธ์ปุราณะฉบับดั้งเดิมหรือควบคุมดูแลการรวบรวมนั้น ไม่สำคัญสำหรับจุดประสงค์ในปัจจุบัน... หลังจากที่ฤๅษีวฺยาสได้ประพันธ์ปุราณะฉบับดั้งเดิมเสร็จแล้ว ดังที่กล่าวไว้ โรมหรษณะได้สอนปุราณะนี้แก่บุตรชายของเขา อุกรศรวะ (उग्रश्रव - Ugraśrava),
---------------
1. เอฟ.อี. พาร์กิเทอร์ (F.E. Pargiter), ประเพณีทางประวัติศาสตร์ของอินเดียโบราณ (Ancient Indian Historical Tradition,) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออซฟอร์ด, ลอนดอน, พ.ศ.2465/ค.ศ.1922.
2. สูตะ หรือ ศูตะ (सूत - Sūta หรือ Śūta) คือ กวี นักตรี และนักเล่าเรื่อง.
- วิษณุปุราณะ (विष्णु पुराण - Viṣṇu Purāṇa) นี้ มีคำรวมทั้งสิ้น 175,000 คำ เป็นหนึ่งในปุราณะที่เก่ามาก มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกโดย Horace Hayman Wilson ในราวครึ่งสิบปีแรกของ ค.ศ.1860s (หรือราว พ.ศ.2403) วิษณุปุราณะนี้ จะยึดหลักการสำคัญ ที่เรียกว่า ปัญจลักษมณะ01. ในการประพันธ์. ซึ่งแตกต่างจากปุราณะอื่น ๆ ที่ไม่สำแดงมากนักและไม่ขยายออกเลยไป.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. ปัญจลักษมณะ (पञ्च लक्ष्मण - Pancha Lakshmana) ดูเพิ่มเติมใน ปุราณะ หน้าที่ 4.
พระวิษณุ, พัฒนาเมื่อ 16 กรกฎาคม 2567 และปรับปรุงเมื่อ 28 เมษายน 2568.
1.
xv
และ อุกรศรวะ, ซัลติ (सौति - sauti) ได้ปรากฎ (จากหลักฐานชั้นต้นว่า) เป็นผู้ท่องจำในปุราณะบางเล่มในปัจจุบัน และเหล่าสูตะยังคงมีสิทธิ์ท่องจำเพื่อเลี้ยงชีพ. ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น โรมหรษณะได้สอนคัมภีร์นี้แก่ศิษย์ทั้งหกคน ซึ่งอย่างน้อยห้าคนเป็นพราหมณ์ และการนำไปใช้และการพัฒนาต่อยอดของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา จนกระทั่งคัมภีร์ปุราณะได้แตกแขนงออกเป็นหลายเล่ม เนื่องจากความรู้ภาษาสันสกฤตกลายเป็นเรื่องเฉพาะของพวกพราหมณ์ และเมื่อมีการประพันธ์คัมภีร์ปุราณะใหม่ ๆ ที่มีลักษณะแบ่งแยกนิกายอย่างเปิดเผยขึ้นมา.
พาร์กิเทอร์อ้างเหตุผลว่ามหาภารตยุทธนั้น ถูกแต่งขึ้นหลังจากปุราณะฉบับดั้งเดิม แม้ว่านั่นจะขัดแย้งกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่ามหาภารตยุทธถูกแต่งขึ้นก่อนปุราณะทั้งหลายก็ตาม. ซึ่งเป็นความเข้าใจที่เป็นที่นิยมและเป็นลำดับขั้นนั้นเรียบง่ายเกินไป ด้วยคัมภีร์ต่าง ๆ สามารถพัฒนาไปพร้อม ๆ กันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามลำดับเสมอไป. ตามความเข้าใจทั่วไปนั้น ฤๅษีกฤษณะ ทไวปายนะ เวทวฺยาสเป็นผู้ประพันธ์มหาภารตยุทธและปุราณะ. อย่างไรก็ตามท่านยังประพันธ์คัมภีร์ปุราณะฉบับหลักดั้งเดิมอีกด้วย ซึ่งได้สูญหายไป และก็มีฤๅษีท่านอื่น ๆ เพิ่มเติมแต่งเสริมเข้าไป. คำคุณศัพท์ "ปุราณะ" ซึ่งหมายถึงเรื่องราวหรือตำราโบราณ ได้กลายเป็นคำนามเฉพาะที่บ่งบอกถึงตำราเฉพาะเรื่องหนึ่ง ๆ . การที่จะจำแนกว่าคัมภีร์ใดบ้างเป็นปุราณะได้นั้น จักต้องมีคุณลักษณะห้าประการ - ปัญจลักษณะ (पंचलक्षण - Pañca-lakṣaṇa). กล่าวคือ ต้องประกอบด้วยห้าหัวข้อ - สรคะ ปรติสรคะ วงศ์ มันวันทระ และ วงศานุจริต (ดูเพิ่มเติมใน ปุราณะ 1 หน้าที่ 4). ข้อความที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้ปรากฎอยู่ในมัตสยะ ปุราณะ. ซึ่งต่างจากรามายณะและมหาภารตยุทธ ด้วยปุราณะไม่มีฉบับวิจารณ์1 ดังนั้น การอ้างอิงบทและวรรคจากจากข้อความของปุราณะจึงค่อนข้างยาก เนื่องจากการมีวรรค หากไม่ใช่บท อาจแตกต่างกันไปในแต่ละข้อความ.
---------------
1. รามายณะฉบับวิจารณ์ของมหาฤๅษีวาลมีกิ จัดพิมพ์โดยสถาบันบารอดา โอเรียนเต็ล (The Baroda Oriental Institute) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาราชา สยาจิเราแห่งบารอดา (The Maharaja Sayajirao University of Baroda). ส่วนฉบับวิจารณ์ของมหาภารตยุทธ จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยบารมีดาแห่งเมืองปูเน ภารตะ.
1.
2.
xvi
(The translations start from here.) โดยมีข้อแม้ว่า โศลก (บทกวี) ที่เกี่ยวข้องกันนั้นควรอยู่ในสรคะที่ 53 ของมัทสยะ ปุราณะ. สรคะ (सर्ग - Sarga) หมายถึง การสร้างดั้งเดิมหรือการสร้างเบื้องต้น. สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับสรคะ คือ การทำลายล้างและการสลายตัวของจักรวาล หรือ ปรลยา01 ช่วงเวลาแห่งสรคะนั้นกินเวลาหนึ่งวันของพระพรหม เรียกว่า กัลป์ (कल्प - Kalpa) เมื่อพระพรหมบรรทมในเวลากลางคืน การทำลายล้างของจักรวาลก็จะเกิดขึ้น.
ในการวัดเรื่องเวลานั้น แนวคิดเรื่องยุค (युग - yuga - era - สมัย) แบ่งออกเป็นสี่ยุค ได้แก่สัตตยุค หรือ กฤตยุค (सत्ययुग - Satya Yuga or कृतयुग - Kṛta Yuga) เตรตยุค หรือ ไตรตายุค (रेतायुग - Tretā Yuga) ทวาปรยุค หรือ ทวาบรยุค (द्वापरयुग - Dvāpara Yuga) และ กลียุค (कलियुग - Kali Yuga) (รายละเอียดดูในหน้าที่ 5 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1) สัตตยุคมีระยะเวลา 4,000 ปี เตรตยุค 3,000 ปี ทวาปรยุค 2,000 ปี และ กลียุค 1,000 ปี. อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ปีของมนุษย์. เหล่าทวยเทพมีมาตรเวลาที่แตกต่างออกไป และนี่คือปีของบรรดาเทพ. เมื่อเข้าสู่สัตตยุคไปเรื่อย ๆ แล้ว คุณธรรม (คุณความดี) ก็จะเสื่อมถอยลง. แต่ครั้นเมื่อสิ้นสุดกลียุค. วัฏจักรก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยสัตตยุค. วัฏจักรทั้งหมดตั้งแต่สัตตยุคถึงกลียุคนั้น เรียกว่าว่า มหายุค (महायुग - Mahāyuga - ยุคอันยิ่งใหญ่). อย่างไรก็ตาม มหายุคไม่ได้มีแค่ 10,000 ปีเท่านั้น. ยังมีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก. ในช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละยุค จะมีปีเพิ่มจำนวนหนึ่ง. ได้แก่ 400 ปีสำหรับสัตยยุค 300 ปีสำหรับเตรตยุค 200 ปีสำหรับทวาปรยุค และ 100 ปีสำหรับกลียุค. ดังนั้นมหายุคจึงมี 12,000 ปี เมื่อรวมปีทั้งในตอนเริ่มต้นและตอนสิ้นสุด. หนึ่งพันมหายุคประกอบเป็นหนึ่งกัลป์ (कल्प – Kalpa - eon) ซึ่งเท่ากับหนึ่งวันสำหรับพระพรหม (ब्रह्मा - Brahmā). กัลป์หนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็น 14 มันวันตระ โดยมันวันตระคือช่วงเวลาที่พระมนูปกครองและดูแลสรรพสิ่ง ดังนั้นในหนึ่งมันวันตระจึงมีมหายุค 71.4 ยุค. กัลป์ปัจจุบันของเราเรียกว่าเศวตวาราหะ กัลป์01 (श्वेतवाराहकल्प - Śveta Vārāha Kalpa หรือ Śvetavārāhakalpa) รายละเอียดดูเพิ่มเติมในหน้าที่ 5 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1.
---------------
01. กัลป์แรกจาก 30 กัลป์ (วันของพระพรหม) ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเศเวตวราหะกัลป์ ในปีที่ 51 ของพระพรหม สองกัลป์ประกอบเป็นหนึ่งวันหนึ่งคืนของพระพรหม "เดือนของพระพรหม" เชื่อกันว่ามี 30 วัน (รวมคืน) หรือ 259.2 พันล้านปี. ตามที่ปรากฎในมหาภารตยุทธนั้น 12 เดือนของพระพรหม (= 360 วัน) ประกอบเป็นปีของพระองค์ และ 100 ปีดังกล่าวประกอบเป็นวัฏจักรชีวิตของจักรวาล.
หมายเหตุ การขยายความ:
01. ปรลยา (प्रलय - Pralayā) - (ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) หมายถึงการสลายตัว การทำลาย หรือการสูญสิ้นของจักรวาลตามวัฏจักรในตอนท้ายของวัฏจักรจักรวาล (กัลป์) ซึ่งเป็นหายนะระดับจักรวาลที่นำไปสู่สภาวะของการไม่มีอยู่ก่อนที่การสร้างสรรค์ใหม่จะเริ่มต้นขึ้น มักเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ไฟไหม้ และการรีเซ็ตจักรวาล ซึ่งแสดงถึงเหตุการณ์การทำลายล้างครั้งใหญ่.
1.
2.
xvii
พระอินทร์เป็นชื่อของตำแหน่งผู้ปกครองเหล่าเทพ. ไม่ใช่ชื่อเฉพาะ. องค์อินทร์ปัจจุบันคือ ปุรันดารา01. อย่างไรก็ตาม ในมันวันตระอื่น ๆ จะมีเทพองค์อื่นเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองเหล่าเทพต่อไป. ซึ่งในมันวันตระที่เจ็ดอันเป็นมันวันตระปัจจุบันนี้นั้น รู้จักกันในชื่อของ ไววัสวัตมันวันตระ (वैवस्वत मन्वन्तर - Vaivasvata Manvantara) ก็จะมีมหายุค 71.4 ยุคเช่นกัน. เราอยู่ในยุคที่ 28 แล้ว. เนื่องจากฤๅษีเวทวฺยาสได้ทำหน้าที่จัดหมวดหมู่และรวบรวมพระเวทในแต่ละมหายุค ดังนั้นฤๅษีกฤษณะ ทไวปายานะ เวทวฺยาสได้ประมวลพระเวทเป็นเล่มที่ 28 แล้วในชุดนั้นจวบจนปัจจุบัน. เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันอย่างชัดเจน เวทวฺยาสนั้นไม่ใช่ชื่อเฉพาะ. แต่เป็นตำแหน่งหรือสมญาที่มอบให้แก่ผู้ที่รวบรวมและจัดหมวดหมู่พระเวท มีผู้ดำรงตำแหน่งเวทวฺยาสมาก่อนหน้าที่รวม 27 ท่านแล้ว และเวทวฺยาสท่านล่าสุดก็เป็นลำดับที่ 28. ชื่อที่แท้จริงของท่านคือ กฤษณะ ไทวปายนะ, ที่ชื่อกฤษณะ เพราะท่านมีผิวคล้ำ และทไวปายนะ เพราะท่านถือกำเนิดบนเกาะ (ทวีปะ - द्वीप - Dvīpa) (กลางแม่น้ำยมุนา) นี่ทำให้เราพอเข้าใจได้ว่าหัวข้อมันวันตระนั้น เกี่ยวกับอะไร. เหลือเพียงปรติสรคะ (प्रतिसर्ग - Pratisarga) วงศ์ (वंश - Vaṃśa or Vamsha) และวงศานุจริต (वंशानुचरित - Vamshanucharita or Vaṃśānucarita) รายละเอียดดูในหน้าที่ 4 ของคัมภีร์ปุราณะ 1. มีราชวงศ์หรือวงศ์ตระกูลที่มีชื่อเสียงสองวงศ์คือ สุริยวงศ์ และจันทรวงศ์ และกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงทั้งหมดล้วนอยู่ในวงศ์ใดวงศ์หนึ่งของสองวงศ์นี้. ในวงศานุจริตนั้นได้กล่าวถึงวงศ์ตระกูลเหล่านี้และการประพฤติของบรรดากษัตริย์เหล่านี้ด้วย. นอกจากนี้ยังมีเหล่าเทพเจ้าและฤๅษี (นักปราชญ์) อีกด้วย ซึ่งไม่ได้เกิดจากการสืบสายพันธ์ุทางกายภาพเสมอไป. วงศ์ตระกูลของพวกเขานั้นได้รับการอธิบายไว้ภายใต้หัวข้อ วงศ์. สุดท้ายนี้ ภายในวัฏจักรแห่งการสร้างและการทำลายขั้นต้นนั้น. ยังมีวัฏจักรแห่งการสร้างและการทำลายที่เล็กกว่าและรองลงมาอีก. ซึ่งเป็นขอบเขตของปรติสรคะ. ปุราณะทุกเล่มล้วนครอบคลุมหัวข้อทั้งห้าเหล่านี้ (ปัญจลักษมณะ - पञ्च लक्ष्मण - Pancha Lakshmana) ในระดับที่มากน้อยต่างกัน (รายละเอียดดูในหน้าที่ 4 ของคัมภีร์ปุราณะ 1). บางเล่มครอบคลุมมากกว่าเล่มอื่น. ปุราณะที่ยึดมั่น ในหมวดหมู่ห้าหัวข้อนี้อย่างเคร่งครัดคือ วิษณุปุราณะ.
มีปุราณะหลายประเภท. บางประเภทเรียกว่า สถลปุราณะ01 ซึ่งบรรยายถึงความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ทางภูมิศาสตร์แห่งใดแห่งหนึ่ง. บางประเภทเรียกว่าอุปปุราณะ02 หรือ ปุราณะย่อย. รายชื่ออุปปุราณะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค และไม่มีข้อตกลงที่เป็นเอกฉันท์ทั่วประเทศ (ภารตวรรษ) เกี่ยวกับรายชื่ออุปปุราณะ แม้ว่าจะยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีทั้งหมด 18 เล่มก็ตาม.
---------------
01. ปุรันดารา (पुरन्दर - Purandara) เป็นชื่อของพระอินทร์ในมันวันตระที่เจ็ด ในช่วงเวลาของพระมนูไววัสวัต หรือ พระไววสฺวต (वस्वत मनु - Vaivasvata Manu) หรือในไววัสวัต มันวันตระ (वैवस्वत मन्वन्तर - Vaivasvata Manvantara).
หมายเหตุ และการขยายความ:
01. สถลปุราณะ (स्थलपुराण - Sthala Purāṇas) - ชุดตำราเหล่านี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดและประเพณีของวัดหรือศาลเจ้าพระศิวะในดินแดนทมิฬโดยเฉพาะ. มีสถลปุราณะจำนวนมาก ส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาท้องถิ่น บางส่วนมีฉบับภาษาสันสกฤตด้วย สถลพระศิวะทั้ง 275 แห่งในทวีปนี้มีปุราณะสำหรับแต่ละแห่ง ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างมีชื่อเสียงในวรรณกรรมทมิฬเรื่องเทวารัม (Tevaram).
02. อุปปุราณะ (उपपुराणा - Upa-Purāṇas) - ปุราณะย่อย.
1.
2.
xviii
ปุราณะที่เรากล่าวถึงนี้เรียกว่า มหาปุราณะ หรือ ปุราณะหลัก. ต่อจากนี้ไป เมื่อเราใช้คำว่าปุราณะ เราจะหมายถึง มหาปุราณะ. มีข้อตกลงร่วมกันว่ามีมหาปุราณะ 18 เล่ม แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าจำนวนนี้เป็นจำนวนที่ถูกต้องมาตั้งแต่แรกเริ่มหรือไม่ก็ตาม. ชื่อเหล่านี้ถูกกล่าวถึงในตำราหลายเล่ม รวมถึงโศลกที่ตามหลังโศลกที่ยกมาจากมัตสยปุราณะ (मत्स्यपुराण) ดังนั้น ปุราณะทั้ง 18 เล่มจึงได้แก่
(1) อคฺนิ (15,400 โศลก);
(2) ภาควตะ (18,000 โศลก);
(3) พฺรหฺม (10,000 โศลก);
(4) พฺรหฺมาณฺฑ (12,000 โศลก);
(5) พฺรหฺมไววรฺต (18,000 โศลก);
(6) ครุฑ (19,000 โศลก);
(7) กูรฺม (17,000 โศลก);
(8) ลิงฺค (11,000 โศลก);
(9) มารกณฺเฑยะ (9,000 โศลก);
(10) มัตสยะ (14,000 โศลก);
(11) นารท (25,000 โศลก);
(12) ปทฺม (55,000 โศลก);
(13) ศิวะ (24,000 โศลก);
(14) สกันทะ (81,100 โศลก);
(15) วามนะ (10,000 โศลก);
(16) วราหะ (24,000 โศลก);
(17) วายุ (24,000 โศลก); และ
(18) วิษณุ (23,000 โศลก). (รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ในหน้าที่ 1-2 ของคัมภีร์ปุราณะ 1).
(19) ภวิษยะ (भविष्य - Bhaviṣya) (14,500 โศลก). บ้างก็ว่าเป็นหนึ่งในปุราณะ (รายละเอียดดูในหมายเหตุ คำอธิบายที่ 01. หน้าที่ 2 ของคัมภีร์ปุราณะ 1).
ขอแจ้งเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อนี้อีกเล็กน้อย ประการแรกหริวงศ์ (हरिवंश - Harivamśa) บางครั้งถูกเรียกอย่างไม่ถูกต้องว่าเป็นปุราณะ. แต่ในความหมายที่แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ปุราณะ มันเป็นเหมือนภาคผนวก (หรือ ขิละ - खिल - Khila) ของมหาภารตยุทธมากกว่า. ประการที่สอง สำหรับ ภวิษยะ ปุราณะ01 (भविष्य पुराण - Bhaviṣya Purāṇa) ซึ่งมี 14,500 โศลกนั้น บางครั้งถูกกล่าวถึงโดยตัดวายุ ปุราณะออก แล้วแทนด้วยภวิษยะ ปุราณะแทน. แต่อย่างไรก็ตามวายุ ปุราณะได้แสดงคุณลักษณะความเป็นปุราณะมากกว่าภวิษยะ ปุราณะ มาก. มีการอ้างถึงภวิษยะ ปุราณะที่เคยมีอยู่ แต่ก็อาจไม่ใช่ภวิษยะ ปุราณะฉบับที่เรารู้จักกันในปัจจุบันก็ได้. เช่นเดียวกับปุราณะอื่น ๆ บางเล่ม. เพราะคัมภีร์เหล่านั้นได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมดหลังจากผ่านไปหลายร้อยปี. ประการที่สาม ไม่ใช่แค่เรื่องของภวิษยะ ปุราณะและวิษณุ ปุราณะเท่านั้น. ในรายชื่อที่ปรากฎในปุราณะบางเล่ม วายุเป็นส่วนหนึ่งของปุราณะทั้ง 18 เล่ม แต่พฺรหฺมาณฺฑ แล ครุฑไม่ได้รวมอยู่ด้วย. ประการที่สี่ เมื่อมีการแสดงรายการ ลำดับยังบ่งบอกถึงการจัดเรียงก่อนหลังและความสำคัญด้วย. เนื่องจากการลำดับความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละคัมภีร์ ในการจัดเรียกตามบล็อกนี้ จึงจัดเรียงตามลำดับตัวอักษรในภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์. ตัวเลขในวงเล็บแสดงจำนวนโศลก (บทสวด) ที่แต่ละปุราณะมีหรือเชื่อว่ามี โดยมีจำนวนตั้งแต่ 10,000 โศลกในพฺรหฺม จนไปถึง 81,100 โศลกในสกันทะ รวมกันแล้วมีจำนวนมหาศาลถึง 409,500 โศลก. เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ เกี่ยวกับขนาดของจำนวนนี้
หมายเหตุ และการขยายความ
01. ภวิษยะ (भविष्य - Bhaviṣya) หมายถึง “อนาคต” ตามคัมภีร์สวจัณฑตันตระ (स्वच्छन्दतन्त्र - Svacchanda-tantra) —ดังที่กล่าวไว้ในโศลกที่ 7.212-214 เป็นการบรรยายถึงการทำสมาธิด้วยกาลหัมสะ หรือ กาลหงส์ (कलहंस - kālahaṃsa)—“หลังจากที่ [โยคี] ได้ทำสมาธิ [हंस - on haṃsa - ด้วยหัมสะ หรือด้วยหงส์] ในรูจมูกขวาแล้ว เขาจะได้รับพลังของพระพรหม เขาจะได้รับอายุยืนยาว [และ] พลังที่เท่าเทียมกับ [พระพรหม] ผลที่ตามมาคือ เขา [โยคี] จะรู้ถึงอดีต เมื่อเขา [visualizes haṃsa - จินตนาการถึงหัมสะ หรือ หงส์] ใน [รูจมูกซ้าย] เขาจะรู้ถึงอนาคต (bhaviṣya-jña - ภวิษยะ-ญาณ) และมีพลังเท่าเทียมกับพระวิษณุ ราชาแห่งโยคี [ได้รับ] อายุยืนยาวเท่ากับพระวิษณุ [และ] ได้รับพลัง [เท่ากับ] ของพระวิษณุ [...]”)
1.
2.
xix
มหาภารตยุทธมีหรือเชื่อกันว่ามี โศลก 100,000 โศลก. การบอกจำนวนคำในแต่ละโศลกนั้นค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะคำในภาษาสันสกฤตมีโครงสร้างที่แตกต่างจากคำในภาษาอังกฤษเล็กน้อย. อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณอย่างคร่าว ๆ ในโศลกหนึ่งบทมีประมาณ 20 คำ. ดังนั้นโศลก 100,000 บทจึงเท่ากับ 2 ล้านคำ และโศลก (ในสกันทะ ปุราณะ) 400,000 บท ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาภารตยุทธถึงสี่เท่า โดยสกันทะ ปุราณะมีจำนวนถึง 8 ล้านคำ. จึงมีเหตุผลที่ใช้สำนวน "เชื่อว่ามี." แทนที่จะใช้ "มี." เพราะการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น เกิดขึ้นในภายหลัง และกระบวนการเริ่มต้นนั้นเป็นการถ่ายทอดด้วยวาจา. ในกระบวนการนี้ มีข้อความจำนวนมากได้สูญหายไปหรือถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์. นี่เป็นความจริงสำหรับข้อความโดยทั่วไป และเป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอิติหาสและปุราณะ. ในหนังสือมหาภารตยุทธฉบับวิจารณ์ที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้นั้น ไม่ได้มีโศลกครบ 100,000 โศลกอีกต่อไปแล้ว. รวมทั้งหริวงศ์ (हरिवंश - Harivaṃśa - รายละเอียดดูได้ใน หริวงศ์: บทนำเรื่องราวของพระกฤษณะ 1.) ด้วยแล้ว ซึ่งมีโศลกอยู่ประมาณ 80,000 โศลก. แน่นอนว่าในมหาภารตยุทธฉบับวิจารณ์ได้มีเจตนาตัดโศลกออกไปบางส่วน. ส่วนในปุราณะนั้น ไม่มีฉบับวิจารณ์ที่เทียบเท่ากัน (กับมหาภารตยุทธ์ฉบับวิจารณ์). อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะเลือกอ่านปุราณะฉบับใด จำนวนโศลกในปุราณะนั้นจะน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ข้างต้น. โศลกเหล่านี้อาจไม่มีอยู่เดิม หรือไม่ก็สูญหายไปแล้ว. นี่เป็นจุดที่ควรกล่าวถึงว่าการอ่านปุราณะนั้นจำเป็นต้องอาศัยความคุ้นเคยพื้นฐานกับรามายณะฉบับวาลมีกิ และมหาภารตยุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาภารตยุทธ. หากปราศจากความคุ้นเคยดังกล่าว ผู้อ่านมักจะไม่เข้าใจบริบทอย่างถ่องแท้. ความคุ้นเคยกับลำนำภควัทคีตา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาภารตยุทธอย่างแท้จริงนั้น จะช่วยได้มาก.
1.
2.
xx
นอกเหนือจากคุณลักษณะทั้งห้าหรือปัญจลักษณะ01. แล้ว. ปุราณะยังประกอบด้วยข้อมูลมากมายเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา (เช่น การเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำ) และดาราศาสตร์. ดังนั้นด้วยปัญจลักษมนะนั้น จึงไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าปุราณะไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. ใช่แล้ว, และด้วยเหตุนี้จึงถูกอธิบายว่าเป็นสารานุกรม ภารตวรรษ (भारतवर्ष - Bhāratavarṣa - Land of Bharat) นั้นกว้างใหญ่และหลากหลาย และปุราณะแต่ละเล่มอาจมีต้นกำเนิดมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศนี้ก็เป็นได้. ดังนั้นภายใต้อาณาบริเวณอันกว้างขวางของคำอธิบายทางภูมิศาสตร์โดยรวมนั้น ขอบเขตของข้อมูลทางภูมิศาสตร์จึงแตกต่างกันไปในแต่ละปุราณะ. บางปุราณะอาจคุ้นเคยกับบางส่วนของประเทศมากกว่าอีกส่วนหนึ่ง. แม้จะไม่ได้กล่าวถึงคุณลักษณะทั้งห้าอย่างชัดเจน แต่ปุราณะยังเกี่ยวข้องกับการแสวงหาธรรม (धम्म), อรรถ (अर्थ), กาม (काम) และโมกษะ (मोक्ष) หรือที่เรียกว่าหลักปุรุษารถะ02. คัมภีร์ปุราณะกล่าวถึงเป้าหมายสี่ประการของการดำรงอยู่ของมนุษย์ รวมถึงวรรณะ03 ทั้งสี่และอาศรม04 ทั้งสี่. ความเข้าใจและการปฏิบัติธรรมโดยทั่วไปนั้นอิงอยู่กับคัมภีร์ปุราณะมากกว่าคัมภีร์พระเวท. วัฒนธรรม แนวคิดเรื่องกฎหมาย พิธีกรรม สถาปัตยกรรม และรูปเคารพ ล้วนมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์ปุราณะ. นอกจากนี้ยังมีบทกวีที่ไพเราะอีกด้วย.
บางทีควรกล่าวถึงว่ามีสองวิธีในการจัดประเภทปุราณะทั้ง 18 เล่มนี้. หลักตรีเอกภาพ (Trinity) ประกอบด้วยพระพรหม (ब्रह्म - Brahma) เป็นผู้สร้าง พระวิษณุ (विष्णु - Viṣṇu) เป็นผู้รักษา และพระศิวะ (शिव - Śiva) เป็นผู้ทำลาย.
หมายเหตุ และการขยายความ
01. ปัญจลักษณะ (पंचलक्षण - Pañca-lakṣaṇa) รายละเอียดดูใน หน้าที่ 4 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1.
02. หลักปุรุษารถะ (पुरुषार्थ - Puruṣārtha - four aims of life) รายละเอียดดูใน หมายเหตุ 3 หน้าที่ 5 ของ 1. สกันทะ ปุราณะ 1 (ความยิ่งใหญ่ของศิวะ ปุราณะและเรื่องราวของเทวราชา)). และโมกษะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหมายเหตุและคำอธิบายที่ 01 หน้าที่ 36 ของ 01.1 อาทิบรรพ - บรรพแห่งการเริ่มต้น.
03. วรรณะ (वर्ण - Varṇa) รายละเอียดดูใน หน้าที่ 3 ของ ภารตปกิณกะ 1. และในที่มาและคำอธิบายข้อที่ ๐๑ หน้าที่ 5 ของ ดร.ภีมราว รามชี อามเพฑกร (ดร.อัมเบดก้าร์).
04. อาศรม (आश्रम - Āśrama) รายละเอียดดูในหมายเหตุ คำอธิบายข้อที่ 1 หน้าที่ 41 ของ 01.1 อาทิบรรพ - บรรพแห่งการเริ่มต้น.
1.
2.
xxi
การจัดประเภทที่สอง (การจัดจำแนกว่าคัมภีร์ใดบ้างที่เป็นคัมภีร์ปุราณะ) นั้นยิ่งคลุมเครือกว่า และอิงตามไตรคุณะ01 ตัวอย่างเช่น ในอุตตร กัณฑ์ (उत्तरा कण्डा - Uttara kāṇḍa) ของปทฺม ปุราณะ02 มีโศลกไม่กี่บทในทำนองนี้ ซึ่งพระศิวะทรงร่ายให้แก่พระนางปารวตี (पार्वती - Pārvatī). โดยมีข้อแม้คล้ายกับที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เนื้อหาควรอยู่ในบทที่ 236 ของอุตตร กัณฑ์. ตามเนื้อหานี้.
- ปุราณะที่มีลักษณะเป็นสัตตะ หรือ สตฺตฺว ได้แก่ ภาควตะ ครุฑ นารท ปทฺม วราหะ และ วิษณุ.
- ส่วนปุราณะที่มีลักษณะเป็น รชสฺ ได้แก่ ภวิษยะ พฺรหฺม พฺรหฺมาณฺฑ พฺรหฺมไววรฺต มารกณฺเฑยะ และ วามนะ.
- ปุราณะที่มีลักษณะเป็น ตมัส หรือ ตมฺส ได้แก่ อคฺนิ กูรฺม ลิงฺค มัตสยะ สกันทะ และศิวะ.
ในคัมภีร์ปุราณะเล่มหนึ่ง ๆ จะมีทั้งส่วนที่เขียนขึ้นก่อนหน้าและส่วนที่เขียนขึ้นภายหลัง. จึงทำให้ยากที่จะระบุอายุของคัมภีร์ปุราณะได้ เว้นเสียแต่การกำหนดเป็นช่วงเวลา. ในบรรดาคัมภีร์ปุราณะต่าง ๆ จะมีทั้งคัมภีร์เก่ากว่าและที่เขียนขึ้นภายหลัง. หากจะคาดเดาอย่างคร่าว ๆ การกำหนดอายุนั้น แสดงเป็นรายละเอียดได้ในหน้าที่ 1-2 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1. ใคร่ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่มีความแม่นยำมากนักในช่วงเวลาเหล่านี้ ตามการคำนวณนี้ วิษณุปุราณะจึงเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด และบางส่วนของภวิษยะ ปุราณะนั้นเขียนขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 24-25 (คริสต์ศตวรรษที่ 19). ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีหนังสือฉบับวิเคราะห์วิจารณ์สำหรับปุราณะ ดังนั้น ต้นฉบับจริง ๆ จึงเป็นภาษาสันสกฤต. ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีฉบับวิเคราะห์วิจารณ์สำหรับปุราณะ ดังนั้นจึงต้องเลือกข้อความภาษาสันสกฤตที่จะใช้แปล หากต้องการแปลปุราณะทั้งหมด แหล่งข้อมูลทั่วไปที่ผู้แปลตาม 01. ใช้จะมาจากฉบับที่จัดพิมพ์โดย Nag Pubhishers, ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ภารตะประเทศ.
หมายเหตุ และการขยายความ
01. ไตรคุณะ หรือ คุณธรรมสามประการ (three qualities or गुण - Guṇa - The Three deities - Viṣṇu, Rudra and Brahmā) ดูในหน้าที่ 4 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1.
02. ปทม ปุราณะ (पद्म-पुराण - Padma Purāṇa) ดูในหน้าที่ 2 ของ คัมภีร์ปุราณะ 1.
1.
2.
xxii
สำหรับวิษณุปุราณะก็เช่นเดียวกัน เท่าที่ผู้แปล01 (01. แหล่งอ้างอิง) นอกจากฉบับที่แปลนี้แล้ว ยังมีฉบับแปลวิษณุปุราณะฉบับเต็มเป็นภาษาอังกฤษเพียงสองฉบับเท่านั้น หนึ่ง) ฉบับของฮอเรซ เฮย์แมน วิลสัน02 และ สอง) ฉบับของมานมัธนาถ ดัตต์03. ซึ่งทั้งสองฉบับนี้แปลขึ้นในช่วงครึ่งหลังของราวพุทธศตวรรษที่ 24 (คริสต์ศตวรรษที่ 19). ในบรรดางานแปลทั้งสองฉบับนี้ มานมัธนาถ ดัตต์ได้จัดทำคำแปลของตนโดยอิงจากฉบับของวิลสัน ซึ่งเห็นได้ชัดจากชื่อรองของงานแปลฉบับของดัตต์ที่ระบุว่า 'อิงตามคำแปลของศาสตราจารย์ ฮ. ฮ. วิลสัน' ดังนั้น คำแปลฉบับของวิลสัน จึงถือเป็นฉบับหลัก. ทั้งนี้คำแปลของวิลสันนั้น นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นอย่างยิ่ง. ทั้งในยุคสมัยที่จัดทำขึ้นและแม้กระทั่งในปัจจุบัน.
พระวิษณุ, ที่มา; www.pinterest.com, วันที่เข้าถึง: 28 กันยายน 2569.
1.
ในช่วงครึ่งหลังของคริสตศตวรรษที่ 19 (ราว ๆ พ.ศ.2393 เป็นต้นไป) เมืองกัลกัตตาและภูมิภาคเบงกอลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการอนุรักษ์มรดกทางวรรณกรรมประเภทอิติหาสและปุราณะ. ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากผลงานดังต่อไปนี้:
1. มหาภารตยุทธ ฉบับแปลเป็นภาษาเบงกาลีแบบครบถ้วนสมบูรณ์ โดย กาลีประซันนะ สิงหา04;
2. มหาภารตยุทธ ฉบับ Burdwan เป็นทั้งฉบับภาษาสันสกฤตและฉบับภาษาเบงกาลี แบบครบถ้วนสมบูรณ์;
3. มหาภารตยุทธ ฉบับแปลเป็นภาษาเบงกาลีแบบสมบูรณ์ ซึ่งจัดพิมพ์โดย ประทับ จันทรา รอย;
4. รามายณะฉบับประพันธ์โดยมหาฤๅษีวาลมีกิ ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์โดย วิลเลียม แครี่ และโจชัว มาร์ชแมน;
หมายเหตุ และการขยายความ
01. วิษณุมหาปุราณัม (The Vishnumahapuranam) แปลโดย Bibek Debroy สำนักพิมพ์ Nag เดลลี พ.ศ. 2528.
02. วิษณุปุราณะ: ระบบฮินดู ปกรณัมและประเพณี, The Vishnu Purna: A System of Hindu Mythology and Tradition, Horace Hayman Wilson, ทรัปเนอร์ และ คอมปานี่, ลอนดอน, พ.ศ.2407-2413 (ค.ศ.1864-1870), ห้าเล่ม.
03. วิษณุปุราณะ, แปลเป็นภาษาอังกฤษ, มานมัธนาถ ดัตต์ (Manmatha Nath Dutt - मन्मथनाथ दत्त), เอช.ซี.ดาส, กัลกัตตา, พ.ศ.2439/ค.ศ.1896.
04. กาลีประซันนะ สิงหา (Kaliprasanna Singha) คือนักเขียน นักแปล บทละคร และนักมนุษยธรรมผู้ยิ่งใหญ่ชาวเบงกาลี มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการแห่งเบงกอล (Bengal Renaissance) (ชาตะ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2383/ค.ศ.1840 – มรณะ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2413/ค.ศ. 1870) แม้เขาจะมีอายุขัยที่สั้นมากเพียง 30 ปี แต่เขาก็ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่และน่าจดจำไว้ให้แก่วงการวรรณกรรมและสังคมภารตะอย่างมหาศาล.
1.
2.
แหล่งอ้างอิง:
01. จาก. VISHNU PURANA, แปลโดย Bibek Debroy, ISBN 9780143456865, สำนักพิมพ์เพนกวิน แรนซัม เฮ้าส์ อินเดีย, ตีพิมพ์ในภารตะ พ.ศ.2565.
1.
2.
3.
4.
5.