| |
ที่ |
คำคม |
รายละเอียด คำอธิบายเสริม |
| |
1. |
"Common sense is not so common."
"สามัญสำนึกไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ชื่อมันบอก."
ที่มา : Philosophical Dictionary (พ.ศ.2307/ ค.ศ.1764) |
Voltaire เขียนประโยคนี้ในยุคที่ฝรั่งเศสยังเชื่อในเรื่องแม่มดและการขับไล่ปีศาจ คำว่า Common Sense ในความหมายเดิมหมายถึงปัญญาธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนควรมี แต่ Voltaire เห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ละทิ้งสิ่งนี้ ทันทีที่เข้าโบสถ์หรือศาล สิ่งที่ดูควรจะ "ธรรมดาที่สุด" จึงกลายเป็น "หายากที่สุด" ในชีวิตจริง. |
| |
2. |
"Doubt is not a pleasant condition, but certainty is absurd."
"ความสงสัยไม่ใช่สภาวะที่น่ารื่นรมย์ แต่ความแน่ใจในทุกเรื่องคือความไร้สาระ."
ที่มา: จดหมายถึง Frederick Willian เจ้าชายแห่งปรัสเซีย (28 พฤศจิกายน พ.ศ.2313/ค.ศ.1770) |
Voltaire เขียนถึงเจ้าชายหนุ่มในยุคที่กษัตริย์ส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองได้รับมอบอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีข้อสงสัยไม่ต้องตั้งคำถาม ประโยคนี้คือคำเตือนที่ละเอียดอ่อนว่า ผู้นำที่ฉลาดต้องรับว่าตัวเองอาจผิด ความสงสัยอาจเจ็บปวด แต่มันคือเครื่องหมายของจิตใจที่ยังทำงานอยู่. |
| |
3. |
"The more read, the more I acquire, the more certain I am that I know nothing."
"ยิ่งฉันอ่านมาก ยิ่งฉันได้มาก ยิ่งฉันมั่นใจว่าฉันไม่รู้อะไรเลย."
ที่มา: จดหมายถึง Marie Louise Denis (พ.ศ.2297/ค.ศ.1754) |
Voltaire เขียนประโยคนี้ตอนอายุ 60 ปี หลังจากอ่านหนังสือมาทั้งชีวิต เขียนหนังสือมาแล้วหลายร้อยเล่ม นี่คือเสียงสะท้อนของ Socrates ที่บอกว่า "ฉันรู้ว่าฉันไม่รู้อะไรเลย." ความถ่อมตนแบบนี้ไม่ใช่การขาดความมั่นใจ แต่คือสัญลักษณ์ของปัญญาที่แท้จริง คนยิ่งฉลาด ยิ่งเห็นว่าจักรวาลของความรู้กว้างใหญ่เกินกว่ามนุษย์คนเดียวจะครอบคลุมได้. |
| |
4. |
??? |
??? |
| |
5. |
"It is dangerous to be right in matters on which the established authorities are wrong."
"เป็นเรื่องอันตรายที่จะถูก ในเรื่องที่ผู้มีอำนาจกำลังผิด."
ที่มา: The Age of Louis XIV (พ.ศ.2294/ค.ศ.1751) |
ประโยคนี้คือบทเรียนที่ Voltaire เรียนรู้จากชีวิตของตัวเอง ท่านถูกขัง ถูกขับไล่ ถูกเซ็นเซอร์ เพราะความถูกของท่านขัดกับความผิดของผู้มีอำนาจ ซึ่ง Galileo ก็เป็นแบบนี้ ท่านถูกพิจารณาคดีเพราะบอกว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ทั้งที่นั่นคือความจริง. |
| |
6. |
"Those who can make you believe absurdities can make you commit atrocities."
"คนที่ทำให้คุณเชื่อในเรื่องไร้สาระ ก็ทำให้คุณก่อความโหดร้ายได้."
ที่มา: Questions sur les miracles (พ.ศ.2308/ค.ศ.1765) |
Voltaire เขียนประโยคนี้สามปีหลังคดี Jean Calas ที่ท่านสู้สำเร็จ คนทั้งเมือง Toulouse เชื่อว่า Calas ฆ่าลูกตัวเอง เพราะลูกจะเปลี่ยนศาสนา ความเชื่อไร้เหตุผลนี้ทำให้ฝูงชนกดดันศาลจนทรมานและประหารชายผู้บริสุทธิ์ Voltaire เห็นว่าการล้างสมองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ล้วนเริ่มจากการทำให้คนเชื่อในเรื่องที่ตรวจสอบไม่ได้ก่อน. |
| |
7. |
??? |
??? |
| |
8. |
"The truths of religion are never so well understood as by those who have lost the power of reasoning."
"ความจริงของศาสนาไม่เคยถูกเข้าใจดีเท่ากับเวลาคนที่สูญเสียความสามารถในการใช้เหตุผล."
ที่มา: Philosophical Dictionary (พ.ศ.2307/ค.ศ.1764). |
Voltaire ไม่ได้เป็นพวกไม่มีศาสนา เขาเป็น deist (เทวัสนิยม - คือ ผู้ที่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าหรือผู้สร้างสูงสุด โดยอาศัยเหตุผลและการสังเกตธรรมชาติมากกว่าการพึ่งพาคัมภีร์หรือศาสนพิธี ความเชื่อหลักคือพระเจ้าสร้างจักรวาลแล้ว แต่ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับโลกอีกต่อไป) ที่เชื่อในผู้สร้าง แต่ท่านเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า "ศรัทธาแก่กล้า" บ่อยครั้งคือการปิดสวิทช์การคิดวิเคราะห์. |
| |
9. |
"Prejudices are what fools use for reason."
"อคติคือสิ่งที่คนโง่ใช้แทนเหตุผล."
ที่มา: Philosophical Dictionary (พ.ศ.2307/ค.ศ.1764). |
อคติคือความคิดสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้สมอง เห็นคนต่างศาสนาก็เกลียดทันที เห็นคนต่างชาติก็ระแวงทันที เห็นความคิดต่างก็ปฏิเสธทันที Voltaire เห็นว่าอคติทำงานเหมือนทางลัด สมองที่ไม่อยากใช้แรงคิด จะเลือกอคติเสมอ. |
| |
10. |
"The supposed right of intolerance is absurd and barbaric. It is the right of the tiger; nay, it is far worse, for tigers do but tear in order to have food, while we rend each other for paragraphs."
"สิทธิที่จะไม่อดทนต่อผู้อื่นคือสิ่งไร้สาระและโหดร้าย มันคือสิทธิของเสือ ไม่สิ มันแย่กว่านั้นมาก เพราะเสือฉีกกันเพื่ออาหาร แต่เราฉีกกันเพื่อย่อหน้าไม่กี่บรรทัด."
ที่มา: Treatise on Tolerance (พ.ศ.2306/ค.ศ.1763). |
Voltaire เห็นว่ามนุษย์ฆ่ากันด้วยเหตุผลที่โง่ที่สุดในจักรวาล คือความขัดแย้งเรื่องตีความข้อความในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ เสือฆ่าเพราะหิว แต่มนุษย์ฆ่าเพราะถ้อยคำ การเปรียบเทียบนี้รุนแรงและถูกต้องในเวลาเดียวกัน." |
| |
11. |
"Tolerance has never brought civil war; intolerance has covered the earth with carnage."
"ความอดทนต่อกันไม่เคยก่อสงครามกลางเมือง แต่ความไม่อดทนต่อกันได้ปกคลุมผืนโลกด้วยซากศพ."
ที่มา: Treatise on Tolerance (พ.ศ.2306/ค.ศ.1763). |
Voltaire เขียนประโยคนี้ในยุคหลังสงครามศาสนาที่ฆ่ายุโรปไปครึ่งทวีป สงคราม 30 ปีในเยอรมนี ฆ่าคนไปกว่า 8 ล้านคน. วันคืนเซนต์บาร์โทโลมิวในฝรั่งเศสฆ่าโปรเตสแตนต์หลายพันคนในคืนเดียว. ประโยคนี้ไม่ใช่ความเห็น แต่เป็นข้อเท็จจริง. |
| |
12. |
"Toleration is the prerogative of humanity; we are all full of weaknesses and mistakes; let us reciprocally forgive ourselves. It is the first law of nature."
"ความอดทนต่อกันคือสิทธิพิเศษของความเป็นมนุษย์ พวกเราทุกคนเต็มไปด้วยจุดอ่อนและข้อผิดพลาด ขอให้เราอภัยซึ่งกันและกัน นี่คือกฎข้อแรกของธรรมชาติ."
ที่มา: Treatise on Tolerance (พ.ศ.2306/ค.ศ.1763) |
"Voltaire เห็นว่าความอดทนต่อกันไม่ใช่คุณธรรมเสริม แต่เป็นกฎพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ความเป็นมนุษย์เริ่มต้นที่การยอมรับว่าทุกคนมีจุดอ่อน รวมถึงตัวเราเอง เมื่อเรารู้ว่าเราเองก็ผิดพลาดได้." |
| |
13. |
"It would be much easier to conquer the whole world by force of arms than to subjugate all the human minds in a single town"
"มันง่ายกว่ามากที่จะพิชิตโลกทั้งใบด้วยกำลังอาวุธ มากกว่าจะกดความคิดของผู้คนในเมืองเล็ก ๆ เพียงเมืองเดียวให้สยบ."
ที่มา: Treatise on Tolerance (พ.ศ.2306/ค.ศ.1763). |
"คุณคุมร่างกายคนได้ คุมการกระทำคนได้ แต่คุมความคิดคนไม่ได้ Alexander the Great พิชิตทั้งโลกที่รู้จัก แต่เปลี่ยนใจคนกรีกให้คิดเหมือนกันยังทำไม่ได้ ความคิดคือพื้นที่สุดท้ายที่อำนาจเข้าไม่ถึง." |
| |
14. |
"What can you say to a man who tells you he prefers obeying God rather than men, and that as a result he's certain he'll go to heaven if he cuts your throat?"
"จะพูดอะไรได้กับคนที่บอกคุณว่าเขาเลือกเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ และเพราะเหตุนั้น เขามั่นใจว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ถ้าเชือดคอคุณ."
ที่มา: Philosophical Dictionary (พ.ศ. 2307/ค.ศ. 1764) |
"นี่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจนถึงวันนี้ คนที่เชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าตนเองทำตามพระประสงค์ ไม่สามารถถูกโต้แย้งด้วยเหตุผล เพราะเหตุผลของมนุษย์ในสายตาเขา ต่ำกว่าคำสั่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในศตวรรษที่ 21 เรายังเห็นเรื่องนี้ในรูปแบบของผู้ก่อการร้าย และในรูปแบบของสงครามลัทธิทั่วโลก." |
| |
15. |
"If God did not exist, it would be necessary to invent him. "
"ถ้าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง ก็จำเป็นต้องประดิษฐ์ขึ้นมา"
ที่มา: Épître à l'auteur du livre des Trois Imposteurs (พ.ศ.2311/ค.ศ.1768) |
"ประโยคนี้ถูกตีความผิดบ่อยที่สุด หลายคนคิดว่า Voltaire ปฏิเสธพระเจ้า แต่จริง ๆ เขาเป็น deist เขาเห็นว่าความเชื่อในผู้สร้างจำเป็นต่อการรักษาศีลธรรมในสังคม ถ้าไม่มีอำนาจที่อยู่เหนือมนุษย์คอยควบคุม"
Deist = พวกเทวัสนิยม (deism) = เป็นแนวความคิดที่สำคัญในศตวรรษที่ 18 โดยในศตวรรษนี้เป็นยุคแห่งเหตุผล นักคิดทั้งหลายต่างพยายามที่จะสร้างระบบการวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์ที่ได้ผลและสมเหตุสมผลขึ้น โดยไม่ยอมพึ่งพาอาศัยอำนาจเหนือธรรมชาติต่าง ๆ พระเจ้าเป็นเพียงผู้สร้างโลกเท่านั้น เราจะเห็นการแบ่งเป็นฝักฝ่ายระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้น พวกหัวเก่าโจมตีพวกหัวใหม่ว่าต่อไปนี้จะไม่มีอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์หลงเหลืออยู่อีก การถกเถียงเป็นไปอย่างกว้างขวางอันเป็นเหตุให้เกิดความคิดแบบเทวัสนิยมขึ้นมา
พวกนี้เชื่อในพระเจ้าแต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นในเหตุผลและคิดว่าจะสามารถใช้เหตุผลพิสูจน์ในเรื่องพระเจ้าได้ พวกนี้เชื่อต่อไปอีกว่าเหตุผลเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเกิดความเข้าใจศาสนาและศีลธรรมอย่างถูกต้อง พวกนี้ถือว่าพระเจ้านั้นมีอยู่ ทว่าหลังจากที่ทรงสร้างโลกแล้วก็มิได้ลงมายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์อีกเลย พวกนี้ยอมรับศาสนาในสมัยแรกเริ่ม แต่มักจะโจมตีศาสนาในระยะหลังที่มีพิธีการ มีพระเป็นผู้สืบศาสนา พวกนี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีเหตุผลอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถจะบังคับในตัวเองให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ทำให้พระเข้ามามีบทบาทได้ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนเข้าถึงและรู้เข้าใจเกี่ยวกับศาสนาเป็นอย่างดี
ตัวอย่างผู้มีความเชื่อแบบเทวัสนิยม ได้แก่ เบนจามิน แฟรงคลินและวอลแตร์ |
| |
16. |
"Men will always be mad, and those who think they can cure them are the maddest of all."
"มนุษย์จะบ้าตลอดไป และคนที่คิดว่าตัวเองรักษามนุษย์ให้หายบ้าได้ คือคนที่บ้าที่สุด."
ที่มา: จดหมายถึง Louise du Deffabd (พ.ศ.2305/ค.ศ.1762) |
Voltaire เขียนประโยคนี้ไว้ในวัย 68 หลังเห็นการปฏิรูปและการปฏิวัติมามากพอที่จะเข้าใจว่า มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนในสาระสำคัญ. |
| |
17. |
"Lies have imposed on men for too long; it is time to pick out the few truths we can trace amid the clouds of legends."
"คำโกหกครอบงำมนุษย์มานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาคัดความจริงไม่กี่ข้อที่ยังหาได้จากเมฑหมอกของตำนาน."
ที่มา: Treatise on Tolerance (พ.ศ.2306/ค.ศ.1763) |
Voltaire เห็นว่าประวัติศาสตร์ที่คนเรียนกันคือการสะสมของตำนาน คำโกหก และความเข้าใจผิด หน้าที่ของนักคิดในยุคแสงสว่างทางปัญญา (The Enlightenment Age) คือการชำระล้างเมฆหมอกเหล่านี้ ค้นหาความจริงไม่กี่ข้อที่ยังพิสูจน์ได้ นี้คือจุดเริ่มต้นของวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่. |
| |
18. |
"May all these little shades of difference among the atoms called 'men' not be used by us as triggers for hatred and persecution."
"ขออย่าให้เฉดสีต่าง ๆ ที่แตกต่างกันนิดหน่อย ระหว่างอะตอมที่เราเรียกว่า "มนุษย์" กลายเป็นเหตุของความเกลียดและการทำร้ายกัน."
ที่มา: Treatise on Tolerance, ส่วน "Prayer to God" (พ.ศ.2306/ค.ศ.1763). |
Voltaire ใช้ภาษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อเตือนเรื่องศาสนา เขาเรียกมนุษย์ "อะตอม" เพื่อให้เห็นว่าในระดับจักรวาล ความแตกต่างระหว่างเรากับเพื่อนมนุษย์ที่เล็กกระจ้อยร่อย เมื่อเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ การที่เราใส่เสื้อสีต่างกัน พูดภาษาต่างกัน เป็นเรื่องเล็กที่ไม่ควรนำไปสู่การฆ่ากัน. |
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|