MENU
TH EN
Title Thumbnail: วัดเจ้าย่า (ด้านตะวันออกของถนนที่ผ่ากลางวัด), Hero Image: ตึก 02 (ด้านตะวันตกของถนน), ถ่ายไว้เมื่อ 21 มิถุนายน 2563.
153. วัดเจ้าย่า01, 03.
First revision: Jun.23, 2020
Last change: May 23, 2021
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรตโดย
อภิรักษ์ กาญจนคงคา

       วัดเจ้าย่า ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยาทางด้านทิศเหนือ ริมฝั่งตะวันออกของคลองสระบัว ปัจจุบันวัดมีถนนตัดผ่านกลางวัด จึงแบ่งพื้นที่วัดออกเป็น 2 ส่วน มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นประธานของวัด ด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธานเป็นวิหาร และด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานเป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก.
 
     วัดนี้ไม่ปรากฎหลักฐานความเป็นมาในเอกสารทางประวัติศาสตร์ แต่จากการศึกษาทางด้านโบราณคดีสรุปได้ว้า วัดนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นและถูกทิ้งร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2310.
วัดเจ้าย่า (ด้านตะวันออกของถนนที่ผ่ากลางวัด), ถ่ายไว้เมื่อ 21 มิถุนายน 2563.

         วัดเจ้าย่า เป็นวัดร้างตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของคลองสระบัว  ซึ่งอยู่นอกเกาะเมือง ห่างจากหน้าวัดพระเมรุไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 1 กิโลเมตรเศษ ตามเส้นทางที่จะไปเพนียดคล้องช้าง.

          คลองสระบัวเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยโบราณมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เป็นเส้นทางลัดระหว่างคลองคูเมืองกับคลองบางขวด ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์มักจะเสด็จไปเพนียดคล้องช้างโดยออกจากพระราชวังตรงคลองท่อ แล้วเลี้ยวเข้าคลองสระบัว ตัดตรงไปออกคลองบางขวดสู่เพนียดคล้องช้าง คลองสระบัวนี้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเมื่อ พ.ศ.2072 เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาธิราชเสด็จไปคล้องช้างที่เพนียด ผ่านมาทางคลองสระบัว ขุนพิเรนทรเทพกับพวกได้เข้าสกัดกระบวนเรือพระที่นั่งจับเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ขุนวรวงศาธิราช และราชบุตรที่เกิดด้วยกันฆ่าเสีย ความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า.

          “ครั้นเช้าตรู่ขุนวรวงศาธิราชกับแม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์และราชบุตรที่เกิดด้วยกันนั้น ทั้งพระศรีศิลปก็ลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกันมาตรงคลองสระบัว  ขุนอินทรเทพก็ตามประจำมา ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ พระยาพิชัย พระยาสวรรคโลก หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หาในราชการ ครั้นเห็นเรือพระที่นั่งขึ้นมาก็พร้อมกันออกสกัด ขุนวรวงศาธิราชร้องไปว่าเรือใครตรงเข้ามา ขุนพิเรนทรเทพก็ร้องตอบไปว่า กูจะมาเอาชีวิตเองทั้งสอง ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพก็เร่งให้พาย รีบกระหนาบเรือพระที่นั่งขึ้นมา แล้วช่วยกันเข้ากลุ้มรุมจับขุนวรวงศาธิราชกับแม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์และบุตรซึ่งเกิดด้วยกันนั้นฆ่าเสียแล้วให้เอาศพไปเสียบประจาน ณ วัดแร้ง04.

          ปัจจุบันคลองสระบัวตื้นเขินเป็นบางส่วนไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้ การเดินทางไปวัดเจ้าย่าจึงใช้ทางรถยนต์ ซึ่งมีหลายเส้นทางดังนี้
ใช้เส้นทางมาตามถนนรอบเกาะเมืองข้ามสะพานข้ามคลองเมือง หรือแม่น้ำลพบุรีเดิม ผ่านวัดหน้าพระเมรุไปตามถนนประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เส้นทางมาตามถนนผ่านหน้าวัดภูเขาทอง ฝั่งตรงข้ามมีทางแยกเข้ามายังคลองสระบัว มาตามถนนข้ามสะพานข้ามคลองสระบัวจนถึงวัดครุฑธาราม เลี้ยวขวามาตามถนนประมาณ 2 กิโลเมตร.

         ใช้เส้นทางมาตามถนนรอบเกาะเมือง ถึงสี่แยกวัดราชประดิษฐาน ข้ามสะพานข้ามคลองเมือง ผ่านวัดแม่นางปลื้ม เลี้ยวซ้ายตามถนน ร.พ.ช. บ้านร่างแค มาตามถนนผ่านหน้าวัดแค จนถึงสามแยกวัดครุฑธาราม เลี้ยวซ้ายมาประมาณ 2 กิโลเมตร. 

          ถนนที่ตัดผ่านวัดเจ้าย่านี้ได้ตัดผ่านกลางวัดทำให้วัดในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นเขตพุทธาวาส และฝั่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งติดกับคลองสระบัว เป็นเขตสังฆาวาส ก่อนการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานในปีพุทธศักราช 2542 บริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนราษฎรและเป็นพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรทั้ง 2 ฝั่ง จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งและปรับปรุงสภาพแวดล้อมโบราณสถานกลุ่มคลองสระบัว บ้านเรือนราษฎรจึงได้ย้ายออกไป.

          สภาพวัดเจ้าย่าก่อนการขุดแต่งนั้นอยู่ในสภาพหักพังมาก ทั้งนี้เกิดจากการเสื่อมสภาพของวัตถุและการลักลอบขุดรื้อทำลาย บริเวณฝั่งตะวันออก  ประกอบด้วยซากโบราณสถาน ได้แก่ วิหาร เจดีย์ อาคารขนาดเล็ก เจดีย์ราย และศาลาราย บริเวณดังกล่าวล้อมรอบด้วยกำแพงรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า  สันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นเขตพุทธาวาส และมีคูน้ำล้อมรอบ ส่วนฝั่งตะวันตก มีซากโบราณสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐสอปูน หอระฆัง อาคารขนาดเล็ก ขอบทางเดินและแนวกำแพงวัด.

          ประวัติการสร้างวัดเจ้าย่ามีความเป็นมาอย่างไร ไม่ปรากฏหลักฐานเนื่องด้วยไม่มีเอกสารฉบับใดกล่าวถึง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะทางศิลปกรรมของซากโบราณสถานที่เหลืออยู่และจากการขุดแต่งออกแบบเพื่อการบูรณะเมื่อ พ.ศ.2542 พอจะสันนิษฐานได้ว่า วัดนี้น่าจะสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น และคงจะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลายแล้วถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง สันนิษฐานว่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 จนมีการเข้ามาใช้พื้นที่โบราณสถานอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและถูกทิ้งร้างไปอีกครั้งหนึ่ง จะร้างด้วยเหตุผลใด ก็ไม่อาจทราบได้.

          นายเทพ  สุขรัตนี นักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้เรียบเรียงบทความเรื่อง “วัดเจ้าย่า" และ "วัดแร้ง”  พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ 5 เล่มที่ 5 มกราคม 2505 อธิบายว่า

          “ได้ทราบจากผู้ใหญ่เล่าว่า วัดนี้เพิ่งตกเป็นวัดร้างมาเมื่อราว 60 ปี สมภารองค์สุดท้ายชื่อ พระภิกษุสุด หลักฐานต่าง ๆ ทางเอกสารแสดงถึงความเป็นมาของวัดนี้ยังค้นไม่พบ แม้ชื่อวัดซึ่งเรียกกันว่า “วัดเจ้าย่า” ก็ยากที่จะสันนิษฐานได้ว่าเหตุผลใดจึงมีชื่อเช่นนั้น

          จากบทความดังกล่าวถ้าจะนับวันเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.2547) วัดเจ้าย่าก็คงถูกทิ้งร้างมาประมาณกว่า 100 ปีแล้ว.

          ราษฎรในบริเวณนั้นเล่าว่า  แต่เดิมบริเวณนี้มีสภาพเป็นป่ารกรุงรังด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยและวัชพืชนานาชนิด เมื่อทำการถากถาง เพื่อจะปลูกสร้างบ้านและทำที่เพาะปลูกจึงพบซากโบราณสถานต่าง ๆ และในที่สุดกรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 248605.  แต่ยังไม่ได้ทำการบูรณะขุดแต่ง  เพียงทำความสะอาดและถากถางบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น  จากซากโบราณสถานดังกล่าวพบว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี  เนื่องจากพบอาคารซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่สำหรับวิปัสสนา  ประกอบกับวัดบริเวณนอกเกาะเมืองแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสีทั้งสิ้น.

          ในปี 2542 กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่ง ขุดค้นและออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานกลุ่มคลองสระบัว ซึ่งมีวัดเจ้าย่ารวมอยู่ด้วย จึงพบว่าวัดเจ้าย่านี้มีการก่อสร้างและบูรณะเพิ่มเติมถึง 5 สมัยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งพบว่ามีการสร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นเจดีย์ประธานของวัด ต่อมามีการสร้างและบูรณะเพิ่มเติมอีกหลายครั้งและมีการสร้างทับซ้อนกันอีกด้วย ดังปรากฏรูปแบบทางศิลปกรรมของโบราณสถาน เช่น เจดีย์ทรงต่าง ๆ  วิหารที่มีระเบียงโปร่ง เตี้ยขยายออกมา และหอระฆัง เป็นต้น06.

          
โบราณสถานที่สำคัญ
          กรมศิลปากรได้สำรวจและจัดทำแผนผังวัดเจ้าย่า เมื่อ พ.ศ.2500 พบว่า โบราณสถานที่ปรากฏอยู่ทางฝั่งตะวันออกของถนนในปัจจุบันนั้น ล้อมรอบด้วยกำแพงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ 83.10 เมตร กว้างประมาณ 18 เมตร มีทางเข้าสู่ด้านตะวันออก 1 ช่อง ด้านตะวันตก 2 ช่อง ชานด้านตะวันออกย่อมุมตามแผนผัง (ดูแผนผัง ปี พ.ศ.2500) ต่อมากำแพงดังกล่าวได้ทลายลงเหลือแต่แนวอิฐเป็นร่องรอยของแนวกำแพงเดิมโดยรอบเท่านั้น เมื่อกรมศิลปากรได้ขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ในปี 2542 ปรากฏว่าพบแนวกำแพงทั้งหมด 4 ด้าน เป็นกำแพงก่ออิฐสอดิน มุมกำแพงประกอบด้วยเสาหัวเม็ดมุมกำแพง ฐานหน้ากระดานชุดฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ลักษณะแนวกำแพงแต่ละด้าน มีดังนี้

          - ด้านทิศตะวันออก ยาว 33 เมตร ขนานกับกลุ่มเจดีย์ราย 3 องค์ ทางทิศตะวันออก แนวกำแพงประกอบด้วยเสาหัวเม็ดที่ปลายแนวกำแพงทั้ง 2 มุม ที่มุมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้พบขอบอิฐลักษณะคล้ายศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนหรือสำหรับบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายใน มีช่องประตูทางเข้า 1 ช่อง.

          - ด้านทิศเหนือ ยาว 83 เมตร กำแพงด้านนี้มีสภาพสมบูรณ์เหลือแนวกำแพงตลอดทั้งแนวในสภาพคดไปมาและเลื่อนลงไปในคูน้ำ ความสูงวัดได้จากส่วนที่เหลือสภาพสูงสุดวัดได้ 1.24 เมตร พบเสาหัวเม็ด 2 ต้น เว้นระยะกันประมาณ 65 เซนติเมตร เป็นช่องประตูทางเข้า มีขั้นบันได สันนิษฐานว่าอาจเป็นช่องทางเข้าออกของพระสงฆ์จากเขตสังฆาวาสสู่เขตพุทธาวาส  ซึ่งคูน้ำบริเวณใกล้กับช่องประตูเล็กนี้อาจมีสะพานไม้ข้ามไปยังกุฎิวิปัสสนา 2 หลัง ทางทิศเหนือของวัด.

          - ด้านทิศใต้ ยาว 83 เมตร สภาพกำแพงคดไปมา ด้านนี้ไม่พบช่องประตู.

          - ด้านทิศตะวันตก ยาวประมาณ 8 เมตร สภาพชำรุดมาก เนื่องจากถูกถนนตัดผ่าน.

          แนวกำแพงในฝั่งตะวันออก สันนิษฐานว่าคงสร้างราวสมัยอยุธยาตอนกลางค่อนมาทางตอนปลาย เนื่องจากมีการสร้างโบราณสถานเพิ่มมากขึ้นและเพื่อกำหนดขอบเขตของวัดให้ชัดเจน  ส่วนแนวกำแพงฝั่งตะวันตก จะเหลือเพียงฐาน และบางส่วนถูกรื้อทำลายเนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎร ภายในกำแพงวัดฝั่งตะวันออกประกอบด้วยโบราณสถานดังต่อไปนี้.

          1. วิหาร นายเทพ สุขรัตนี นักโบราณคดี กรมศิลปากรได้กล่าวถึงวิหารของวัดนี้ไว้ในบทความเรื่อง “วัดเจ้าย่าและวัดแร้ง” ว่า 
          “พระวิหารตั้งอยู่บนฐานล้อมด้วยกำแพงแก้วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 23.40 เมตร กว้าง 13.50 เมตร ตัวพระวิหารยาว 18.30 เมตร กว้าง 9.90 เมตร ภายในวิหารมีแท่นชุกชี ไม่พบส่วนของพระพุทธรูป มีทางขึ้นทางทิศตะวันออกและตะวันตกด้านละ 2 ช่อง” 07. (ดูแผนผังปี พ.ศ.2500)
          จากการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานวัดเจ้าย่าในพุทธศักราช 2542 นั้นพบว่า วิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานวิหารสูงจากพื้นประมาณ 40-50 เซนติเมตร มีเสาระเบียงด้านทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ 9 ต้น ลักษณะเป็นระเบียงโปร่งใช้อิฐก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มีบันไดขึ้นที่ด้านหน้าและด้านหลัง ภายในมีระเบียงเดินได้รอบ พื้นภายในวิหารปูด้วยอิฐกลมผ่ากากบาท มีฐานชุกชี ฐานพระอันดับ พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทราย ปูนปั้น และสำริด และชิ้นส่วนพระพุทธรูปดินเผา เศษกระเบื้องดินขอ กระเบื้องเกล็ดปลา และกระเบื้องกาบกล้วย แสดงถึงอายุสมัยของโบราณสถานแห่งนี้ว่ามีการขยายและเปลี่ยนแปลงรูปทรงของอาคารหลายครั้ง.

          2.  เจดีย์ประธาน อยู่ทางทิศตะวันตกของวิหารเป็นเจดีย์ทรงกลมก่ออิฐสอดินและฉาบปูนด้านนอกทั้งองค์ ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม  สูงจากระดับพื้นประมาณ 60-70 เซนติเมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงกลมลด 2 ชั้น เหนือขึ้นไปเป็นฐานบัวที่พังทลายเกือบหมด ถัดไปเป็นมาลัยลูกแก้ว จากนั้นเป็นองค์ระฆังที่เหลืออยู่เพียงด้านทิศตะวันตกเล็กน้อย บริเวณองค์ระฆังกรุด้วยศิลาแลง จากการขุดแต่งบูรณะพบว่าเจดีย์แห่งนี้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง และเมื่อมีการสร้างเจดีย์ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานทำให้ฐานของเจดีย์ชิดกับฐานหน้ากระดานของเจดีย์ประธาน จึงทำให้เจดีย์ทั้ง 4 องค์อยู่บนฐานเดียวกัน.

          3.  เจดีย์ทางทิศเหนือของเจดีย์ประธาน มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานบัวสี่เหลี่ยม คาดลูกแก้วอกไก่รองรับฐานเขียงกลม ฐานบัวกลมและองค์ระฆังทรงกลม สภาพชำรุดมากเหลือบางส่วนของมาลัยลูกแก้ว องค์ระฆัง ส่วนปล้องไฉนได้หักตกลงมาอยู่ข้างล่าง จากการขุดแต่งพบว่าเจดีย์องค์นี้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง ซึ่งแผนผังในปี พ.ศ.2500 ได้ระบุไว้ด้วยว่ามีเจดีย์ 2 องค์ ขนาบข้างเจดีย์ประธาน ได้แก่องค์ทางทิศเหนือและทิศใต้ ซึ่งองค์ทางทิศใต้นี้มาปรากฏสภาพเมื่อขุดแต่งแล้วในปี พ.ศ.2542.

          4.  เจดีย์ทางทิศใต้ของเจดีย์ประธาน เป็นเจดีย์ที่ไม่ปรากฏสภาพก่อนขุดแต่ง เนื่องจากเศษอิฐปูนหักพังจากเจดีย์ประธานมาทับถมอยู่ เมื่อขุดแต่งแล้วมีเพียงฐานเขียงกลม ส่วนที่เหลือไม่ปรากฏลักษณะทางสถาปัตยกรรม.

          5.  เจดีย์ทางทิศใต้เยื้องกับเจดีย์ประธาน มีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานทักษิณ มีบันไดทางขึ้นอยู่ทางด้านทิศเหนือ บริเวณพื้นล่างของบันไดมีอิฐปูพื้นอยู่เป็นลานถึงฐานไพทีของเจดีย์ประธาน ถัดขึ้นมาเป็นราวระเบียงทึบมีเสาหัวเม็ดประดับที่มุมเสา องค์เจดีย์ตั้งอยู่ตรงกลาง ประกอบด้วยฐานเขียง ถัดไปเป็นชุดฐานสิงห์ เหนือขึ้นไปหักพังทั้งหมด พบชิ้นส่วนบัวกลุ่มหลายชิ้น จึงสันนิษฐานว่าเจดีย์องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ทรงเครื่อง ปัจจุบันมีสภาพชำรุดมาก.

          6.  เจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ อยู่ทางด้านตะวันตกของเจดีย์ประธาน เจดีย์นี้ตั้งอยู่บนฐานเหลี่ยมเป็นชั้น ลักษณะเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบ ฐานรับองค์ระฆังทำเป็นฐานสิงห์ มีลายปูนปั้นรูปเท้าสิงห์และลายบัว แท่นฐานยาวด้านละ 3 เมตร สภาพปัจจุบันชำรุดมาก ลวดลายปูนปั้นหลุดล่วงเกือบหมด ยอดเจดีย์หักหายไป.

          7.  เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ถัดลงมาทางใต้ของเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ เป็นเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร มีฐานประทักษิณโดยรอบ ฐานรองรับองค์ระฆังทำเป็นฐานสิงห์ องค์ระฆังเรียวชะลูดมาก ปัจจุบันอยู่ในสภาพชำรุดมาก องค์ระฆังถูกเจาะเว้า ส่วนยอดเจดีย์หักหายไป.

          8. อาคารขนาดเล็ก หรือ วิหารน้อย อยู่ทางทิศเหนือของเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ 3.50 เมตร กว้างประมาณ 3 เมตร  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมแอ่นท้องสำเภา มีช่องหน้าต่างด้านทิศเหนือและทิศใต้ตรงกันด้านละ 1 ช่อง ประตูทางเข้าทางทิศตะวันตก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่สำหรับภาวนา – วิปัสสนา กำหนดอายุสมัยราวอยุธยาตอนปลายลงมา ประมาณหลังรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่างวิหารน้อยกับเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ จะมีพระปรางค์น้อยตั้งชิดแนวกำแพงแก้วของวิหารน้อย ลักษณะเป็นปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดเล็ก สูงประมาณ 1 เมตร ฐานกว้าง 1.5 เมตร มีช่องบรรจุสิ่งของเล็ก ๆ ทางด้านทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าอาจสร้างเพื่อบรรจุกระดูกหรือสิ่งของมีค่า.

          9.  กลุ่มเจดีย์ 3 องค์ เป็นเจดีย์รายตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหาร องค์ทางทิศเหนือเป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ซึ่งชำรุดมากเหลือเพียงฐานและบางส่วนขององค์เจดีย์ ยอดหักพังทลายลงมาหมด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยหลัง และมีการก่อเพิ่มเติมอีกด้วย.
          องค์ทางทิศใต้จะคงสภาพให้เห็นส่วนฐาน องค์ระฆัง บัลลังก์ และยอดเจดีย์บ้างเล็กน้อยได้ทำไม้ค้ำยันไว้ ส่วนองค์กลางชำรุดมาก ซึ่งภายหลังการขุดแต่งพบว่าเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เนื่องจากถูกขุดรื้อทำลายมาก และยังพบว่าองค์เจดีย์ก่อทับซากโบราณสถานขนาดเล็ก ลักษณะเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมฉาบปูน ถัดขึ้นมาเป็นฐานย่อมุมไม้สิบสอง สันนิษฐานว่าเป็นแท่นกราบพระหรือเป็นที่ประดิษฐานพระ.

          10.  เจดีย์ราย 4 องค์  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่ระหว่างด้านหน้าเจดีย์ประธานและด้านหลังของวิหาร ปัจจุบันเหลือเพียงฐานราก
               -  องค์ทางทิศเหนือ เป็นฐานสี่เหลี่ยมฉาบปูนภายในเป็นโครงสร้างอิฐก่อเป็นรูปกากบาท ขนาดกว้าง 3*3 เมตร.
               -  องค์ถัดมา เป็นฐานแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจดีย์ประธานของวัดสมัยแรกสร้าง ต่อมามีการสร้างเจดีย์ทรงระฆังเป็นเจดีย์ประธาน จึงลดฐานะเป็นเจดีย์รายเช่นเดียวกับเจดีย์รายองค์อื่นที่สร้างเรียงกัน.
               -  องค์ต่อมา เหลือเพียงฐานเขียงสี่เหลี่ยมฉาบปูน ภายในเป็นโครงสร้างอิฐก่อเป็นรูปกากบาท ขนาดกว้าง 3*3 เมตร.
               -  องค์ทางทิศใต้ เหลือเพียงฐานสี่เหลี่ยมฉาบปูน ภายในเป็นโครงสร้างอิฐก่อเป็นรูปกากบาท ฐานกว้างประมาณ 3.5*3.5 เมตร และถูกฐานเจดีย์ทรงเครื่อง (เจดีย์ทางทิศใต้เยื้องกับเจดีย์ประธาน) ซึ่งอยู่ใกล้กันก่อทับอยู่ครึ่งหนึ่ง และส่วนบนถูกรื้อออกเพื่อสร้างฐานเจดีย์ทรงเครื่อง และอาจนำอิฐของเจดีย์องค์นี้ไปก่ออาคารอื่นแทน.

          นอกจากนี้ยังมีศาลาราย ซึ่งเป็นอาคารขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ติดแนวกำแพงอีก 3 หลัง เหลือเพียงฐานอาคารสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาลาเพื่อประกอบกิจกรรมหรือนั่งพักผ่อนภายในวัด

          ส่วนบริเวณฝั่งตะวันตกของถนน มีซากโบราณสถาน ได้แก่
          1. อาคารหรือตำหนัก เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐสอปูน ชั้นล่างเป็นส่วนใต้ถุนยกพื้นสูงมีทางเข้าสู่อาคารภายใน 2 ทางคือตรงกลางของด้านข้างตัวตำหนักทั้ง 2 ข้าง ๆ ละ 1 ช่อง ซึ่งช่องประตูอยู่ตรงกัน ลักษณะก่อเป็นช่องโค้งรูปกลีบบัว มีเสารองรับพื้น ทางขึ้นบนตำหนักมี 2 ทาง คือทางด้านข้างทั้ง 2 ด้าน ส่วนประตูทางเข้าในอาคารชั้นบนมี 3 ทางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หน้าต่างด้านละ 6 ช่อง ช่องที่ 4 นับจากทิศตะวันออกจะเป็นรูปโค้งแบบช่องกุด นอกนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทางเดินสู่ตำหนักเป็นทางเดินอิฐเชื่อมมาจากด้านริมคลอง และหอระฆังโดยขึ้นทางชานด้านหลัง.
          อาคารดังกล่าวมีลักษณะฐานแอ่นท้องสำเภาตามแบบที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมา สันนิษฐานว่าน่าจะมีการบูรณะเพิ่มเติมต่อมาด้วย.

          2. หอระฆัง ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว (หลังตำหนัก) เป็นหอระฆังยอดปรางค์ โดยทำเป็นปรางค์ 5 ยอด ยอดปรางค์ประดับด้วยปูนปั้นกลีบขนุนและประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบเขียนสี มีฐานประทักษิณโดยรอบ และมีบันไดทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เนื่องจากลักษณะของปรางค์เล็กเรียว และลักษณะของหอระฆังยังมีรูปทรงเหมือนกับหอระฆังที่วัดใหม่ ตรงบริเวณปากคลองสระบัว  อำเภอพระนครศรีอยุธยา และวัดใหม่นี้ยังมีบานประตูไม้ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา.  
          นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าในสมัยรัตนโกสินทร์วัดเจ้าย่ายังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อาศัยและจำพรรษาอยู่.
 
          3. อาคารจำนวน 5 แห่ง อยู่ในสภาพชำรุดมาก เหลือเพียงฐานกระจายอยู่ในบริเวณเขตสังฆาวาส ตั้งอยู่บริเวณระหว่างตำหนักกับหอระฆัง 1 แห่งมีขนาด 8*6 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นศาลาโถง ตั้งชิดแนวกำแพงวัดด้านทิศตะวันตก 1 แห่งมีขนาด 2*4 เมตร และทางทิศเหนือของตำหนักอีก 3 แห่ง มีขนาด 1*1.5 เมตร  4*2 เมตร และ 3*2 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นศาลานั่งพักผ่อน.
          นอกจากนี้ภายในวัดฝั่งนี้ยังมีทางเดินเชื่อมถึงกัน เพราะพบแนวอิฐก่อเป็นแนวยาวเชื่อมระหว่างตำหนักกับกำแพงวัดด้านทิศตะวันตก (ริมคลองสระบัว) และด้านทิศเหนือ.

          นอกจากโบราณสถานที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีซากโบราณสถานอีก 1 แห่ง ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของถนนห่างจากบริเวณเขตพุทธาวาสขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 20 เมตร เป็นอาคารก่ออิฐสอปูนทรงกลม 2 หลัง ยกพื้น มีช่องระบายอากาศด้านล่าง อาคารแต่ละหลังมีประตูทางเข้า 1 ทาง หันหน้าเข้าหากัน สันนิษฐานว่าคงจะมีทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารทำด้วยไม้ เนื่องจากพบช่องสำหรับวางตัวไม้ที่ประตูของอาคารทั้งสอง หน้าต่างมีลักษณะเป็นช่องโค้งปลายแหลม อายุสมัยที่สร้างน่าจะไม่เก่าไปกว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สันนิษฐานว่าอาคาร 2 หลังดังกล่าวน่าจะเป็นอาคารสำหรับนั่งวิปัสสนา  เนื่องจากพื้นที่ภายในค่อนข้างคับแคบไม่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์อื่น.

          หลักฐานเกี่ยวกับอาคารขนาดเล็กสำหรับวิปัสสนานี้มีตัวอย่างปรากฏให้เห็นในประเทศลังกา ได้แก่ ที่วัดเมืองอนุราธปุระ เช่น กลุ่มวัดทางทิศตะวันตก (Western Monasteries) ของเมืองที่นักวิชาการเชื่อว่าคือกลุ่มวัดตะโปวน (Tapovana) ในพงศาวดารมหาวงศ์ ซึ่งหมายถึงป่าที่เป็นที่บำเพ็ญตบะ และวัดบนภูเขามหินตะเล ที่รัฐติลละและมาเนกัณฑะ นอกเมืองอนุราชปุระ เป็นต้น ในวัดดังกล่าวมีอาคารสี่เหลี่ยมตั้งอยู่คู่กัน และมีสะพานทอดเชื่อมถึงกัน วัดเหล่านี้เป็นวัดที่เชื่อกันว่าเป็นฝ่ายอรัญวาสีสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นกิจกรรมสำคัญ อาคารคู่ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือกษิณ เช่น กณิณไฟ  เป็นต้นนี้ พงศาวดารมหาวงศ์เรียกว่า “ปธานฆร” (Padhnaghara) แปลว่า “สถานที่ที่ทำความเพียรทางจิต”08. จากข้อมูลดังกล่าวมาแล้วอาจช่วยสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่าโบราณสถานของวัดเจ้าย่า 2 หลังน่าจะสร้างโดยวัตถุประสงค์เดียวกัน.

          จะเห็นได้ว่าวัดเจ้าย่าในปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามสภาพกาลเวลา และดินฟ้าอากาศ ทำให้สภาพของวัดในปัจจุบันมีความแตกต่างจากครั้งที่กรมศิลปากรได้สำรวจ และจัดทำผังในปี 2500 และมีผู้เขียนบทความไว้ในปี 2505 สิ่งก่อสร้างบางอย่างจึงไม่ปรากฏในผัง และเมื่อมีการขุดแต่งและบูรณะแล้ว จึงพบซากโบราณสถานเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง.

          ในครั้งที่วัดเจ้าย่ายังไม่ได้รับการบูรณะและขุดแต่งและตั้งอยู่ในพื้นที่ทำกินของราษฎรนั้น การดูแลรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่ของราษฎร ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าว ช่วยทำความสะอาดในฐานะที่อยู่อาศัย และมีส่วนช่วยดูแลเรื่องการลักลอบขุดทำลายโบราณสถานเพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติ  นอกเหนือไปจากกรมศิลปากรซึ่งดูแลรักษาโบราณสถานด้วยการทำความสะอาด ถากถางและกำจัดวัชพืชปีละครั้งเป็นการชลอการทำลายจากสภาพธรรมชาติได้ทางหนึ่ง แต่เมื่อราษฎรได้ย้ายบ้านเรือนออกไปแล้ว จึงเป็นภารกิจโดยตรงของกรมศิลปากรในการดูแลรักษาโบราณสถานของชาติแห่งนี้ต่อไป.
 


ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย
01. จาก. ป้ายภายในวัด
02. จาก. ป้ายภายในวัด "ตึก: เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงตึก 2 ชั้น ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก มีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร มีชานอาคารยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฐานอาคารแอ่นโค้งเป็นรูปท้องเรือสำเภา ซึ่งเป็นรูปแบบของอาคารที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากอาคารหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตพุทธวาส จึงทำให้สันนิษฐานว่าไม่น่าที่จะใช้ประโยชน์ในแง่การอยู่อาศัย หากแต่ใช้ในการทำพิธีกรรม ซึ่งอาคารหลังนี้อาจจะเป็นศาลาการเปรียญของวัดแห่งนี้"
03. จาก. เว็บไซต์อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา www.qrcode.finearts.go.th,
นางเบญจมาส  แพทอง   ค้นคว้าเรียบเรียง, วันที่เข้าถึง 27 พฤษภาคม 2564.
04. จาก
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (พระนคร : คลังวิทยา) หน้า 29-30.
05. จาก. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 30 ตอนที่ 39 วันที่ 20 กรกฎาคม 2486.
06. จาก
รายงานการขุดแต่งและปรับปรุงสภาพแวดล้อมโบราณสถานวัดพระงาม วัดเจ้าย่า วัดแค (งานงวดที่ 2) ของสำนักโบราณคดี หน้า 18 (เอกสารของสำนักโบราณคดี).
07. จาก. เทพ สุขรัตนี  “วัดเจ้าย่าและวัดแร้ง”. พระราชวังและวัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา. หน้า 142.
08. จาก
การศึกษาข้อมูลของ นางสาวนันทนา  ชุติวงศ์  ซึ่งค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอาคารวิปัสสนาในประเทศลังกา

PHOTO
GALLERY
info@huexonline.com