MENU
TH EN

การเงินกิจการ ตอนที่ 1

การเงินกิจการ
การเงินกิจการ01, 02, 03 ตอนที่ 1
(Corporate Finance Session I)
First revision: Dec.28, 2018
Last revision: Jan.17, 2019
แปล รวบรวม เรียบเรียงโดย:
อภิรักษ์ กาญจนคงคา
 
  • จากการศึกษาตำราภาษาอังกฤษ คำว่า Corporate Finance กับ Financial Management มีเนื้อหาประเด็นต่าง ๆ ที่เหมือนกัน
ส่วนที่ 1
 บทนำ (INTRODUCTION)
 บทที่ 1  กิจการและภาพรวมของการจัดการด้านการเงิน (The Corporation & An Overview of Financial Management)
 บทที่ 2  ตลาดและสถาบันการเงินต่าง ๆ (Financial Markets and Institutions) 
 บทที่ 3  Introduction to Financial Statement Analysis: IFRS
 บทที่ 4  Financial Decision Making and the Law of One Price
 ส่วนที่ 2
 เวลา, เงิน, และอัตรดอกเบี้ย
(TIME, MONEY, AND INTEREST RATES)
 บทที่ 5  มูลค่าปัจจุบันของเงิน (The Time Value of Money)
 บทที่ 6  อัตราดอกเบี้ย (Interest Rates)
 บทที่ 7  Value Bonds
 ส่วนที่ 3
 การประเมินมูลค่าโครงการและกิจการต่าง ๆ
(VALUING PROJECTS  AND FIRMS)
 บทที่ 8  กฎเกณฑ์การตัดสินใจลงทุนต่าง ๆ (Investment Decision Rules)
 บทที่ 9  พื้นฐานการจัดทำงบประมาณลงทุนต่าง ๆ (Fundamentals of Capital Budgeting)
 บทที่ 10   Valuing Stocks
 ส่วนที่ 4
 ความเสี่ยงและผลตอบแทน
(RISK AND RETURN)
 บทที่ 11  Capital Markets and the Pricing of Risk
 บทที่ 12  Optimal Portfolio Choice and the Capital Asset Pricing Model
 บทที่ 13  การประมาณการต้นทุนของเงินทุน (Estimating the Cost of Capital)
 บทที่ 14  Investor Behavior and Capital Market Efficiency
 ส่วนที่ 5
 โครงสร้างเงินทุน (
CAPITAL STRUCTURE)
 บทที่ 15  โครงสร้างเงินทุนในตลาดที่สมบูรณ์ (Capital Structure in a Perfect Market)
 บทที่ 16  ภาระหนี้และภาษีต่าง ๆ (Debt and Taxes)
 บทที่ 17  Financial Distress, Managerial Incentives, and Information
 บทที่ 18  นโยบายการจ่ายปันผล (Payout Policy)
 ส่วนที่ 6
 การประเมินมูลค่าขั้นก้าวหน้า
(ADVANCED VALUATION)
 บทที่ 19  Capital Budgeting and Valuation with Leverage 
 บทที่ 20  Valuation and Financial Modelling: A Case Study
 ส่วนที่ 7
 ตราสารสิทธิที่จะซื้อหรือขายทรัพย์สิน
(OPTIONS)
 บทที่ 21  Financial Options
 บทที่ 22  Option Valuation
 บทที่ 23  Real Options
 ส่วนที่ 8
 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
(LONG-TERM FINANCING)
 บทที่ 24  Raising Equity Capital
 บทที่ 25  Debt Financing
 บทที่ 26  Leasing
 ส่วนที่ 9
 การจัดหาเงินทุนระยะสั้น
(SHORT-TERM FINANCING)
 บทที่ 27  การจัดการเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital Management)
 บทที่ 28  การวางแผนทางการเงินระยะสั้น (Short-Term Financial Planning)
 ส่วนที่ 10
 หัวข้อพิเศษ
(SPECIAL TOPICS)
 บทที่ 29  การควบกิจการ (Mergers and Acquisitions)
 บทที่ 30  การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance)
 บทที่ 31  การจัดการความเสี่ยง (Risk Management)
 บทที่ 32  การเงินกิจการในระดับนานาชาติ (International Corporate Finance)



 
ส่วนที่ 1: บทนำ (INTRODUCTION)

บทที่ 1: กิจการและภาพรวมของการจัดการด้านการเงิน (The Corporation & An Overview of Financial Management)
  • การจัดการด้านการเงินในเอเซียตะวันออกนั้นแตกต่างจากโลกด้านตะวันตก อาจจะด้วยปัญหาการหาเศษหาเลยในการเบิกค่าใช้จ่าย (perquisite consumption) การลงทุนที่เกินตัว (Overinvestment) หรือ การลงทุนที่ต่ำไป (underinvestment) ทำให้ไม่เกิดความประหยัดอันเนื่องมาจากขนาด (Economy of scale) ซึ่งจะลดความมั่งคั่งในส่วนของผู้ถือหุ้นลง การให้หุ้นแก่ซีอีโอและผู้บริหารต่าง ๆ ในองค์กร (stock options) นั้น จากการวิจัยพบว่า จะผลักดันให้ซีอีโออาสาที่จะรับนโยบายด้านความเสี่ยงในการลดมูลค่าการควบกิจการลง (Mergers & Acquisitions - M&As) และการรายงานในงบการเงินที่ไม่ถูกต้องนัก 
  • Agency problem
  • Shareholdings of affiliates การถือหุ้นไขว้กันของกลุ่มบริษัทใหญ่ในญี่ปุ่นที่เรียกว่า "Keiretsu" กลุ่มบริษัทในเกาหลีใต้ที่มีการผูกขาดธุรกิจโดยตระกูลใหญ่ ๆ ที่เรียกว่า "chaebol"
  • Control rights
  • Ownership structure 
  • การเงินคืออะไร?  "ระบบที่รวมถึงการหมุนเวียนของเงิน การให้สินเชื่อ การลงทุน และการอำนวยความสะดวกด้านการธนาคาร - the system that includes the circulation of money, the granting of credit, the making of investments, and the provision of banking facilities." (นิยามจากเว็บสเตอร์ ดิกชั่นนารี่)
  • การศึกษาด้าน Corporate Finance นั้นจะต้องครอบคลุมเนื้อหาพื้นฐานสามเรื่อง คือ 1) มูลค่าของเงินตามเวลา/เวลาเป็นเงินเป็นทอง (Time Value of Money -TVM) 2) การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) และ 3) การประเมินค่าหรือการตีราคา (Valuation)
  • ขอบเขตการศึกษา และธุรกรรมด้านการเงินประกอบด้วย 3 ส่วน:
    1. การจัดการด้านการเงิน (Financial Management)
    2. ตลาดทุนต่าง ๆ (Capital Markets) และ 
    3. การลงทุนต่าง ๆ (Investments)
  • การจัดการด้านการเงิน (Financial Management) หรือ การเงินองค์กร (Corporate Finance) นั้นจะเน้นการตัดสินใจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินและประเภทของสินทรัพย์ที่ต้องการได้มา, การเพิ่มเงินทุนอย่างไรที่เพียงพอต่อการซื้อสินทรัพย์, และวิธีการดำเนินกิจการเพื่อให้ได้มูลค่าสูงสุด. หลักการนี้ประยุกต์ใช้ได้ทัั้งองค์กรที่แสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไร.
  • ตลาดทุนต่าง ๆ (Capital Markets) สัมพันธ์กับตลาดต่าง ๆ ที่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย หุ้นทุนและราคาหุ้นกู้. ศึกษาเกี่ยวกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่อุปทานเงินทุนให้แก่ธุรกิจ. ธนาคาร, ธนาคารเพื่อการลงทุน, โบรกเกอร์ค้าหุ้น, กองทุนรวม, บริษัทประกันภัยต่าง ๆ เป็นผู้รวบรวมเงินทุนไว้ นำไปเป็นอุปทานแก่การลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ , ทั้งส่วนบุคคล, และที่เป็นหน่วนธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความประสงค์จะใช้เงินทุนที่หลากหลายวัตถุประสงค์.
  • การลงทุนต่าง ๆ (Investments) สัมพันธ์กับการตัดสินใจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นทุนและหุ้นกู้ต่าง ๆ และรวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้: (1) การวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Security analysis) (2) ทฤษฎีผลงาน (Portfolio theory) และ (3) การวิเคราะห์ตลาด (Market analysis) 
  • รูปแบบธุรกิจ หลัก ๆ คือ หนึ่ง) การเป็นเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorships), สอง) ห้างหุ้นส่วน (Partnerships), สาม) บริษัทต่าง ๆ ที่จำกัดภาระหนี้สิน (Limited liability companies), หรือ บริษัทขนาดใหญ่ หรือ บรรษัท (Corporations).
  • ในแง่จำนวนกิจการ รูปแบบการเป็นเจ้าของคนเดียวมีสัดส่วนมากที่สุดคือ 71% ของจำนวนกิจการทั้ังหมด แต่หากพิจารณาในเชิงสัดส่วนของรายได้แล้ว รูปแบบของกิจการที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่นั้น สร้างรายได้มากเป็น 84% ของจำนวนกิจการทั้งหมด.
  • ผังองค์กรของบริษัทขนาดใหญ่โดยทั่วไป (เน้นในส่วนที่เป็น Backoffice) จะเป็นดังนี้
 
  • กฎหมายของสหรัฐอเมริกา (Sarbanes-Oxley Act) เป็นกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรส กำหนดให้ CEO และ CFO ต้องนามรับรองความถูกต้องในงบการเงินของกิจการด้วย.
  • ใบกำหนดหน้าที่งานของ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน หรือ ผู้รับผิดชอบสูงสุดในสายงานบัญชีการเงิน (Chief Financial Officer - CFO Job Description)
     มีสองหน้าที่หลัก ๆ คือ 
  1. วิเคราะห์ ตัดสินใจในเรื่องหลักที่มีผลกระทบในด้านการเงินของบริษัท
  2. ให้คำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารของบริษัท โดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุดขององค์กร
     หรือเมื่อพิจารณาภาระงานตามกรอบการตัดสินใจ สามารถแบ่งได้สามภาระงาน ดังนี้
  1. การตัดสินใจลงทุน (Making investment decisions) 
  2. การตัดสินใจจัดหาเงินทุน (Making financing decisions) และ
  3. การตัดสินใจเกี่ยวกับกระแสเงินสดกิจการ (Making the firm's cash flows)

     โดยสองหน้าที่และสามภาระงานหลักข้างต้น มีรายละเอียดดังนี้
  • คำนวณวิเคราะห์ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ขององค์กรให้เหมาะสมกับธุรกิจ
  • ปรับโครงสร้างของเงินทุน (Capital Structure) เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น โดยใช้องค์ความรู้ในเรื่อง:-
    • วิธีการก่อหนี้สินประเภทต่าง ๆ (Debt Financing)
    • วิธีการระดมทุน (Equity Financing) เช่น จากบุคคลหรือตลาดหลักทรัพย์ฯ
    • การจัดสัดส่วนหนี้สินต่อเงินทุน (Financial Leverage) ที่เหมาะสม
  • กำหนดกรอบการลงทุนประเภทต่าง ๆ ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่าง ๆ ภายในบริษัท บริษัทลูก บริษัทร่วมทุน หรือ การลงทุนภายนอกเพื่อหาดอกผลสำหรับเงินสดส่วนเกิน
  • พิจารณาโครงการลงทุน (Project Investment) โดยรวมไปถึง วิธีการหาอัตราผลตอบแทนต่าง ๆ และระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสม
  • พัฒนาตัวแบบ (Model) ในการประมาณการกระแสเงินสด เพื่อนำข้อมูลจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวางแผน
  • คำนวณและวิเคราะห์อัตราการใช้สินทรัพย์ กำลังการผลิต/การให้บริการ (Asset/Capacity Utilization) และหาวิธีการที่จะปรับปรุงให้เหมาะสม
  • ประสานงาน มีการสื่อสาร มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงินที่สนับสนุนองค์กร พร้อมทั้งพัฒนาความสัมพันธ์กับแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ 
  • ​​​​​วางแผนการรองรับกับความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ Financial Risks จะต้องออกนโยบาย หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (Risk Management & Internal Control)
  • พัฒนาปรับปรุงแนวทาง​​การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของงานการบัญชีและการเงิน
  • ร่วมมือ รับคำแนะนำจากผู้สอบบัญชีทั้งภายในและภายนอก เพื่อจัดทำงบการเงินทั้งในส่วนบริษัท บริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำงบการเงินรวม (Consolidated Financial Report) ให้ถูกต้อง ทันการณ์และครบถ้วน
  • กำกับดูแล ประสานงาน และร่วมจัดทำงบการเงินทั้งในส่วนบริษัท บริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำงบการเงินรวม (Consolidated Financial Report) ให้เสร็จตามกำหนด
  • ศึกษา วิเคราะห์ภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หาแนวทางที่ประหยัด เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติงานด้านบัญชีการเงิน และวางแผนภาษี (Tax Planning) เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกฎหมายและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร
  • ศึกษา วิเคราะห์และนำกฎระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายใหม่ ๆ หรือที่มีการแก้ไขปรับปรุง ที่เกี่ยวข้องมาวางแผนใช้งานด้านบัญชีการเงิน
  • งานอื่น ๆ (ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานบัญชีและการเงิน) ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) และตามมติของคณะกรรมการบริษัท. ​​​​​

บทที่ 2: ตลาดและสถาบันการเงินต่าง ๆ (Financial Markets and Institutions) 
  • ประเภทของตลาด (Types of Markets)
    • Spot Markets
    • Future Markets
    • ตลาดเงิน (Money Markets) เป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินระยะสั้น คำว่าระยะสั้นในที่นี้หมายความถึงตราสารทางการเงินที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่างของตราสารทางการเงินในกลุ่มนี้ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง ตราสารหนี้ระยะสั้น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินอายุต่ำกว่า 1 ปี และบัตรเงินฝาก เป็นต้น
    • ตลาดทุน (Capital Markets) เป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินระยะยาว คำว่าระยะยาวในที่นี้หมายความถึง ตราสารทางการเงินที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) พันธบัตร หุ้นกู้ เป็นต้น ตลาดทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการย้ายของเงินทุน พิจารณาจากเงินทุนที่ได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์เข้าสู่มือของผู้ใด โดยแบ่งเป็นตลาดแรกและตลาดรอง. 
    • ตลาดแรก (Primary Markets) สินทรัพย์ทางการเงินที่ซื้อขายกันในตลาดแรกเป็นสินทรัพย์ที่กิจการออกใหม่ เพื่อเป็นการระดมเงินทุนจากผู้มีเงินทุนส่วนเกิน (Surplus Spending Unit - SSU) มายังผู้ต้องการเงินทุน (Deficit Spending Unit -DSU) โดยตรงในตลาดการเงิน กระบวนการนี้อาจเกิดได้ 2 รูปแบบ คือ การออกตราสารทางการเงินเพื่อเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป หรือที่เรียกว่า Public Offering (PO) และการออกตราสารทางการเงินเพื่อเสนอขายแก่ผู้ลงทุนรายใดรายหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเฉพาะเจาะจง เช่น สถาบันการเงิน กองทุน หรือผู้ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเรียกว่า Private Placement (PP). 
    • ตลาดรอง (Secondary Markets) เป็นตลาดที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้ครอบครองสินทรัพย์ทางการเงินจากตลาดตลาดแรกมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้แก่ผู้อื่น กระแสเงินทุนที่เกิดขึ้นในตลาดรองไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ธุรกิจผู้ออกตราสารเหมือนตลาดแรก ตลาดรองนี้ มีทั้งที่จัดตั้งเป็นทางการ (Organized Market) เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange - BEX) และตลาดตราสารอนุพันธ์ (Thailand Future Exchange -TFEX) เป็นต้น และตลาดที่ไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นทางการ (Over-the-counter)
    • Private Markets
    • Public Markets
  • สถาบันการเงินต่าง ๆ (Financial Institutions)
    • Investment Banks
    • Commercial Banks
    • Financial Services Corporations
    • Mutual Funds
    • Money Market Funds
    • Exchange Traded Funds
    • Hedge Funds
    • Private equity companies
  • ตลาดหลักทรัพย์ (Stock Market)


 
 
บทที่ 3: บทนำการวิเคราะห์งบการเงิน: มาตรฐานการรายงานทางเงินระดับสากล
(Introduction to Financial Staement Analysis: IFRS)
+04
  • กิจการจำเป็นจะต้องรายงานสถานะของบริษัท ผลงานที่ผ่านมาต่อสาธารณชน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทราบ ทั้งที่เป็นผู้ลงทุน ภาครัฐ สถาบันการเงินที่เป็นแหล่งเงินทุนของกิจการ ฯ ผู้คาดหวังจะลงทุน ฯลฯ ที่เรียกรวม ๆ ว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) กิจการสามารถรายงานได้ในรูปของรายงานทางการเงิน (Financial report) หรือที่เรียกกันว่า งบการเงินต่าง ๆ  (Financial Statements)
  • เพื่อให้เห็นถึงสุขภาพ สถานะทางการเงิน แหล่งที่มาของเงินทุนและที่ใช้ไปของเงินทุน การลงทุน ผลการดำเนินงาน ฯลฯ เป็นต้น
  • วิธีและรูปแบบการรายงานจำต้องมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับผู้ประกอบการรายอื่น และรายงานของปีที่ผ่าน ๆ มา หน่วยงาน/เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในระดับสากลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานรายงานทางการเงิน และมาตรฐานทางการบัญชีนั้นประกอบด้วย
    • General Accepted Accounting Principle (GAAP)
    • International Financial Reporting Standards (ที่ออกประกาศโดย IASB หรือ International Accounting Standards Board มีสิบประเทศร่วมก่อตั้งในปี ค.ศ.1973 สำนักงานใหญ่อยู่ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร )
  • ด้วยนักลงทุนต้องการความเชื่อมั่นว่างบการเงินนั้น ได้มีการตระเตรียม จัดทำอย่างถูกต้อง บริษัทต้องว่าจ้างบุคคลที่สามอันเป็นกลาง, นั่นคือ ผู้สอบบัญชี (Auditor) เพื่อตรวจสอบงบการเงินประจำปี เป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่า งบการเงินมีความน่าเชื่อถือ ได้มีการจัดทำเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี และมีหลักฐานเอกสารที่เป็นข้อมูลสนับสนุนถึงความน่าเชื่อถือ.
 
  • งบการเงินต่าง ๆ ประกอบด้วย 1) งบดุล หรือ งบแสดงฐานะทางการเงิน (Balance Sheet or Statement of Financial Position) 2) งบกำไรขาดทุน (Income Statement หรือ Staement of comprehensive income) 3) งบกระแสเงินสด (The Statement of Cash Flows) และ 4) ข้อมูลในงบการเงินอื่น (Other Financial Statement Information) เช่น 4.1) งบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Shareholders' Equity) 4.2) การวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (Management Discussion and Analysis - MD&A) 4.3) หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to the Financial Statements).
  • งบแสดงฐานะทางการเงิน (The Statement of Financial Position) หรืองบดุล (Balance Sheet) ประกอบด้วย
    • สินทรัพย์ (Assets)
    • หนี้สิน (Liabilities) และ
    • ทุน (Shareholders' equity)
  • โดยที่สินทรัพย์ แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ
    • สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และ
    • สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets)
  • สินทรัพย์หมุนเวียน ประกอบด้วย
    • เงินสด (Cash) หรือ หลักทรัพย์ตามความต้องการของตลาด (Marketable Securities) 
    • ลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable)
    • สินค้าคงคลัง (Inventories) และ
    • สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น (Other current assets)
  • สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ประกอบด้วยสินทรัพย์ที่เป็นที่ดิน อาคาร เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต จับต้องได้หรือมีตัวตน (Tangible assets) สามารถก่อนประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งปี ซึ่งจะต้องมีการตัดลดทอนการคืนทุนของมันเอง หรือค่าเสื่อมสภาพที่เรียกกันว่าค่าเสื่อมราคา (Depreciation expense) ทุก ๆ ช่วงเวลาที่มีการคำนวณปิดรอบบัญชี เมื่อทบทวีหลายปี หลายรอบบัญชีเข้า ค่าเสื่อมราคาก็จะถูกรวบรวมไว้เรียกว่า ค่าเสื่อมราคาสะสม (Accumulated depreciation) เป็นการรวบรวมค่าคืนทุนหรือค่าเสื่อมสภาพของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนนี้จนตลอดถึงอายุของสินทรัพย์นั้น. ซึ่งทั้งนี้ที่ดิน (Land) จะไม่มีการหักค่าเสื่อมราคา
  • มูลค่าตามบัญชี (Book value หรือ carrying amount) ของสิ่งปลูกสร้าง โรงงาน และอุปกรณ์ จะแสดงมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ (Book value is equal to its acquisition cost less accumulated depreciation).
  • กรณีที่บริษัทได้บริษัทอื่นมา หรืออาจจะได้สินทรัพย์ที่มีตัวตนจำนวนหนึ่ง ซึ่งนำมาแสดงในงบกำไรขาดทุน. ในบางกรณีบริษัทซื้อมาในราคาที่สุงกว่ามูลค่าตามบัญชี ส่วนต่างนี้จะต้องลงบันทึกจำแนกเป็นค่านิยม (goodwill) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (intangible asset) การลดมูลค่าของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วยวิธีตัดจำหน่าย (amortization หรือ impairment charge) ซึ่งมีลักษณะเหมือนค่าเสื่อมราคา โดยเป็นค่าใช้จ่ายี่ไม่เป็นเงินสด (Not an actual cash expense)
  • สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น (Other non-current assets) คือสินทรัพย์หมุนเวียนรายการอื่น ๆ ที่ไม่เข้าพวกสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตามลักษณะข้างต้น ไม่เป็นสินทรัพย์ที่ใช้ดำเนินการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายก่อนการดำเนินงาน (จัดตั้งบริษัท - Start-up cost) เงินลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาว หรือสิ่งปลูกสร้างที่ถือไว้เพื่อรอจำหน่าย.
  • หนี้สิน (Liabilities)
  • หนี้สิน แบ่งออกเป็น
    • หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) และ
    • หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities)
  • หนี้สินหมุนเวียน จะแสดงอยู่ภายในงบแสดงฐานะทางการเงินกรอบหนึ่งปี (ปีหรือช่วงระยะต่อไป ก็จะเป็นยอดหนี้สินหมุนเวียนชุดอื่น ทดแทนไปตามวิถีธุรกิจ) ประกอบด้วย
    • เจ้าหนี้การค้า (Accounts payable)
    • หนี้สินระยะสั้น (Short-term debt)
    • รายการค้างจ่ายหรือเกณฑ์สิทธิต่าง ๆ (Accrual items) 
  • ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน กิจการจะเรียกว่า เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) เป็นเงินทุนที่มีไว้ใช้หมุนเวียนระยะสั้นในกิจการ
  • หนี้สินไม่หมุนเวียน (ระยะยาว) [Non-current (Long-Term) Liabilities]: เป็นหนี้สินที่มีอายุมากกว่าหนึ่งมี มีจำแนกหลัก ๆ ดังนี้
    • หนี้สินระยะยาว (Long-term debt)
    • สัญญาเช่า (ทุน) ซื้อ (Capital leases) ซึ่งเหมือนกันกับสัญญาเช่าการเงิน (Financial leases)
    • ภาษีค้างจ่ายรอจ่ายและรอการตัดบัญชี (Deferred taxes)
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders' Equity)
  • เป็นส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์รวม (สินทรัพย์หมุนเวียน + สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) กับ หนี้สินรวม ส่วนต่างนี้คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น บางทีเรียกว่า Book value of equity.
  • ส่วนของผู้ถือหุ้นนี้ มีไว้เพื่อแสดงการประเมินมูลค่าที่ถูกต้องแท้จริงของกิจการ แต่ช่างโชคร้าย คือ เป็นการประเมินค่าที่เป็นต้นทุนเดิม ๆ (Historical cost) มากกว่าที่จะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงในปัจจุบัน.
  • มูลค่าตลาด เทียบกับมูลค่าตามบัญชี (Market Value Versus Book Value): มีสมการแสดงได้ดังนี้

​​​​​​​     มูลค่าตลาดในส่วนของทุน (Market Value of Equity)  =  จำนวนหุ้นที่ออก (Shares outstanding) X ราคาตลาดต่อหุ้น (Market price per share)
 
  • ซึ่ง Market Value of Equity มักจะมีผู้หมายถึง มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัท หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า "market cap" เป็นมูลค่าที่นักลงทุนไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนที่ผ่านมา การบันทึกบัญชี (Historical cost) แต่คำนึงถึงสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังว่าสินทรัพย์นี้จะสร้างผลผลิตขึ้นมาในอนาคตมากกว่า 





สรุปอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ (A Summary of Key Financial Ratios)
 
 
อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (จากการดำเนินการ) [(Operating) Profitability Ratios]
 1.  อัตรากำไรขั้นต้น [Gross (Profit) Margin]  กำไรขั้นต้น (Gross Profit)
 --------------------------------
 ยอดขาย (สุทธิ) (Sales
 2. อัตรากำไรจากการดำเนินงาน [Operating (Profit) Margin]  กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT01)
 ---------------------------------------------------------------------
 ยอดขายสุทธิ [(Net) Sales]
 3. อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)  กำไรสุทธิ (Net Profit)
 ---------------------------
 ยอดขายสุทธิ [(Net) Sales]
 
อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (ภายในกิจการ) [(Internal) Liquidity ratio]
 1. อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)  สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets)
 -----------------------------------------
 หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)
 2. อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio หรือ Acid-Test Ratio)  เงินสด + หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด02+ ลูกหนี้การค้า
 ----------------------------------------------------------------------
 หนี้สินหมุนเวียน
 3. อัตราส่วนเงินสด (Cash Ratio)  เงินสด + หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด
 ----------------------------------------------------
 หนี้สินหมุนเวียน
 
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital Ratios)
 1. Accounts Receivable Days Accounts Receivable
--------------------------------
Average Daily Sales
 2. Accounts Payable Days Accounts Payable
-------------------------------------
Average Daily Cost of Sales
 3. Inventory Days Inventory
---------------------------------------
Average Daily Cost of Sales
 4. อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า
    (Accounts Receivable Turnover)
ยอดขายสุทธิ (Annual Sales or Net Sales)
-----------------------------------
ลูกหนี้การค้าถัวเฉลี่ย [(average) Accounts Receivable]
 5. Accounts Payable Turnover Annual Cost of Sales
--------------------------------
Accounts Payable
 6. อัตราส่วนหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) ต้นทุนขาย (Annual Cost of Sales)
----------------------------------------
สินค้าคงเหลือถัวเฉลี่ย (Inventory)

 Interest Coverage Ratios
 1. EBIT/Interest Coverage EBIT
----------------------------
Interest Expense
 2. EBITDA/Interest Coverage EBITDA
------------------------------
Interest Expense

อัตราส่วนที่แสดงถึงความเสี่ยงจากการกู้ยืม - Leverage (Gearing Ratios)
 1. Debt-Equity Ratio Total Debt
----------------------------------------------
Book (or Market) Value of Equity
 2. Debt-to-Capital Ratio Total Debt
---------------------------------------------
Total Equity + Total Debt
 3. Debt-to-Enterprise Value Ratio Net Debt
-----------------------------------------
Enterprise Value
 4. Equity Multiplier (book) Total Assets
----------------------------------------
Book Value of Equity
 5. Equity Multiplier (market) Enterprise Value
----------------------------------------
Market Value of Equity

 Valuation Ratios
 1. Market-to-Book Ratio บ้างก็เรียก price-to-book [P/B] ratio03 Market Value of Equity
--------------------------------------------
Book Value of Equity 
 2. อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น - Price-Earning Ratio (P/E) Share Price
----------------------------------------
Earning per Share
 3. อัตรามูลค่ากิจการ - Enterprise Value Ratios Enterprise Value
---------------------------------------------------
EBIT or EBITDA or sales

Operating Returns
 1. Asset Turnover Sales
-----------------------------
Total Assets
 2. อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น [Return on Equity (ROE)] กำไรสุทธิ (Net Income)
------------------------------------------
ส่วนของทุนถัวเฉลี่ย หรือ Book Value of Equity
 3. Return on Assets (ROA) Net Income + Interest Expense
-------------------------------------------------
Book Value of Assets
 4. อัตราผลตอบแทนต่อเงินทุนรวม
    [Return on Invested Capital (ROIC)]
EBIT (1 - Tax Rate)
---------------------------------------------
Book Value of Equity + Net Debt

หมายเหตุ
01  EBIT หมายถึง Earning before interest and taxes
02  หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด หมายถึง Short-term Investments
03  Market-to-Book Ratio ใช้ในการวิเคราะห์ประเมินกิจการ ว่ากิจการประสบความสำเร็จแค่ไหน มีส่วนเกินจากทุนที่เป็น Historical costs เท่าใด สะท้อนถึงมูลค่าพื้นฐานของกิจการ เทียบกับกิจการที่มีมูลค่าเพิ่มจากการบริหารจัดการที่ดี.






หมายเหตุและคำอธิบาย
01.  ใช้หนังสือ Corporate Finance, Third Edition; Global Edition, Jonathan Berk และ Peter DeMarzo (ทั้งสองท่านเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา), สำนักพิมพ์ PEARSON, 2014 เป็นหนึ่งในสองหนังสือหลักในการแปลและอธิบาย.
02.  ใช้หนังสือ Essentials of Financial Management; Fourth Edition, Eugene F. Brigham (ปัจจุบันท่านเป็น President ของ Financial Management Association หนังสือของท่านใช้สอนมากกว่าพันมหาวิทยาลัยในสหรัฐ และมีการแปลถึง 11 ภาษาจัดจำหน่ายทั่วโลก), Joel F. Houston (ท่านจบ Wharton School of Finance แห่ง University of Pennsylvania, ท่านเคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำ Federal Reserve Bank), Jun-Ming Hsu (ท่านเป็นชาวไต้หวัน เขียนบทความเกี่ยวกับ International Finance ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ที่ National Chung Hsing University ไต้หวัน), Yoon Kee Kong (ท่านเป็นชาวสิงคโปร์ จบดุษฎีบัณฑิต CFA, FRM ปัจจุบันท่านบรรยายอยู่ที่ Nanyang Technical University สิงคโปร์ ท่านเชี่ยวชาญด้าน Capital markets, equities, foreign exchange, future, options, financial engineering and structuring และ Risk management) และ A. N. Bany-Ariffin (ท่านจบ DBA ที่ National University of Malaysia ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ที่ Universiti Putra Malaysia), สำนักพิมพ์ CENGAGE, สิงคโปร์, 2018 เป็นหนังสือหลักเล่มที่สองในการแปลและอธิบาย
03.  ตลาดการเงินและการลงทุนในหลักทรัพย์: หลักสูตรผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ (Securities Investment Consultant), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 21, พฤศจิกายน 2557. 
04.  การวิเคราะห์งบการเงิน: เครื่องมือเพื่อการวิเคราะห์การลงทุน, Certified Investment and Securities Analyst Program (CISA Level 1), รศ.ดร.อังครัตน์ เพรียบจริยวัฒน์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิมพ์ครั้งที่ 7 พฤศจิกายน 2559.
05.  คู่มือ (Manual Guides), SETSMART: SET Market Analysis and Reporting Tool, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, เวอร์ชั่น 2.2 ปรับล่าสุด: 2 กรกฎาคม 2561. 
info@huexonline.com