MENU
TH EN

ด้น และค้นหาอาณาจักรจัมปา

Title Thumbnail:การกำเนิดของพระพรหม (The Birth of God Brahma), ถ่ายไว้ที่ พิพิภัณฑ์จาม ที่เมืองดานัง เวียดนาม เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2563,
Hero Image
: ปราสาทจาม กาลัน โปคลอง การาย (Cham Galan Poklong Garai Towers) ถ่ายไว้เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2563.


ด้น และค้นหาอาณาจักรจัมปา
First revision: Feb.04, 2020
Last change: Feb.22, 2020

     ผมได้เดินทางไปกับทริปของอาจารย์วรณัย และอาจารย์โอภาส (ไกด์โอ) อีกคราหนึ่ง ระหว่างวันที่ 7-11 กุมภาพันธ์ 2563. ทริปนี้มี 20 ท่าน ค่าใช้จ่ายห้าวันสี่คืนพักเดี่ยว โรงแรมสี่ดาว เป็นเงิน 32,700.-- บาท เตรียมทิปเงินไกด์ท้องถิ่น วันละ 100 บาท (รวม 500 บาท) 

     ข้อมูลทั่วไป
  • อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส
  • เงินด่องประมาณ 700-750 ด่อง ต่อ 1 บาท
  • การแต่งตัวตามสบาย บรรยากาศติดทะเล มีแดด ปราสาทจะอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ควรใส่รองเท้าหุ้มส้น

กำหนดการมีดังนี้
 
วัน เวลา  กำหนดการ: กรุงเทพฯ - ญาจาง (Nha Trang)  หมายเหตุ
 วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563  ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง สายการบิน Air Asia FD656 ออกเดินทางจากดอนเมือง 07:40 น. ถึงโฮจิมินห์ เวลา 09:15 น. (ทานอาหารบนเครื่องบิน)  เครื่องบินแบ่งเป็นสองคณะ เพราะมีผู้มาเที่ยวเวียดนามกันมาก อีกคณะหนึ่งขึ้นเครื่องที่ สุวรรณภูมิ ตรงไปดาลัท (Dalat) ช่วง 11:10-12:55 น. แล้วจะมาเจอรวมกันที่ ญาจาง
   แล้วต่อเครื่องจากโฮจิมินห์เวลา 13:15 น. ถึงญาจาง เวลา 14:25 น. ด้วยเที่ยวบินในประเทศเวียดนาม VN1346 
 16:00 น.  ชมปราสาทจาม กาลัน โป คลอง ยาราย (ปราสาทแห่งราชามังกรผู้ปกครองชาวยาราย) เป็นปราสาทที่สร้างด้วยอิฐ สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยสิงหรวรมันที่ 3 ตั้งอยู่บนเนินเขา ตัวปราสาทสร้างในคติไศวนิกาย ชมรูปแกะสลักศิวะนาฏราชที่หน้าบันปราสาท ภายในปราสาทประธานจะเป็นที่ตั้งของ "ศิวะมุขลึงค์" ที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเทพท้องถิ่นไปแล้ว 
  เย็น  รับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร
   พักโรงแรม Red Sun Hotel ระดับสี่ดาว

    ผมมาถึงสนามบินดอนเมืองราวตีสี่ครึ่ง เห็นผู้โดยสารส่วนใหญ่ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโคโรน่าไวรัส ผมเบิกเงินพร้อมแลกสตังค์เป็นเงินเวียดนามด่อง อัตรา 0.00134 ด่องต่อ 1 บาทไทย ผมแลกไป 3,001 บาท ได้มา 2,240,000 ด่อง
   สักครู่ คณะทริปก็ทะยอยกันมา จนครบรวมแปดท่าน เช็คอินเรียบร้อย เข้ามาแกร่ว ๆ และนั่งหลับรอเวลาขึ้นเครื่อง ในสนามบินตรงประตู 3 มีผู้โดยสารใช้บริการเยอะไปหมด ในช่วงเช้านี้ เครื่องบินออกตามเวลา ทานอาหารเช้าที่ไกด์โอบุ๊กจองไว้แล้วบนเครื่อง เป็นข้าวสวยกับไข่เจียวและแพนงไก่ พร้อมน้ำดื่มถ้วยเล็ก ๆ พอทานได้อิ่มพอดี เครื่องบินมาถึงสนามบินโฮจิมินห์ (Hochiminh Airport) ราว 09:24 น. เสียเวลาเล็กน้อย 
       ผ่านตม. รับกระเป๋า แล้วมาต่อสายการบินในประเทศ Vietnam Airline ไปลงสนามบินคัมรันห์ (Cam Ranh) ซึ่งอยู่ใกล้เมือง ญาจาง (Nha Trang - ไม่รู้เป็นไง ยังไง ๆ ผมก็อ่าน นาตรังทุกที)

 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: อาหารมื้อเช้าบนแอร์เอเชีย, และเฝ่อเนื้อ มื้อเที่ยงในสนามบินโฮจิมินห์
     คณะมีเวลาเหลือ ก็มาทานเครื่องดื่มกันที่ Starbucks ฝั่งตรงข้ามสนามบิน ผมดื่มชามะนาวแก้วกลาง ราคา 100.50 บาทไทย ถือว่าถูกกว่า Starbucks ที่เมืองไทยอยู่พอสมควร พอใกล้เที่ยง ก็เช็คเข้ามาในสนามบิน คณะทริปก็ทานเฝ่อเนื้อกัน (ราคา 70,000 ด่อง ราว ๆ 93.80 บาทต่อชาม อยู่ในงบของทริป) รสชาติดี น้ำซุบกลมกล่อม และก็มารอขึ้นเครื่องไปสนามบินคัมรันห์ (Camranh) ใช้เวลาราว ๆ 40 นาทีก็ถึง มาถึงตอน 14:25 น.

ถ่ายขณะขึ้นเครื่อง Vietnam Airlines จากสนามบินโฮจิมินห์ (Hochiminh Airport) ไปสนามบินคัมรันห์ (Cam Ranh Airport)
เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2563 (ได้ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโคโรน่าไวรัสไว้)

    ที่เมืองคัมรันห์ (เดิมเป็นฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามเวียดนาม) อากาศดีมาก ลมพัดค่อนข้างแรง รับโอโซนจากมหาสมุทรแปซิฟิกเต็มที่ ไกด์ท้องถิ่นมารับ เป็นสุภาพสตรี ชื่อไทยว่า "นกยูง" คณะก็ขึ้นรถบัสความจุได้ 12-18 ที่นั่ง ก็รองรับคณะทริปของเราร่วม 8 ชีวิตล็อตแรก (ที่จะไปรวมเจอกับอีกล็อตหนึ่ง 10 ท่าน) รถบัสขับล่องลงมาอีกเล็กน้อย ราว ๆ 60 กิโลเมตร ก็มาถึงปราสาทจาม กาลัน โปคลอง การาย {Cham Kalan (บ้างก็เขียน Galan) Po Klong Garai (บ้างก็เขียน Giarai)} อยู่ที่จังหวัดนินห์ ตวน (Ninh Thuan) 

ขณะขึ้นชมปราสาท

 

ผนังข้างปราสาทประธานด้านขวา

 

บนหน้าบันเป็นภาพสลักศิวะนาฎราช

 

โคนนทินั่งเฝ้า แสดงว่าพระอิศวรทรงสถิตอยู่



ภาพในปราสาทประธาน มีศิวะมุขลึงก์ ฐานโยนี หันไปทางทิศเหนือ ปัจจุบันได้เพิ่มเสริมเทพท้องถิ่น

 

จารึกข้างประตูทางเข้าปราสาทหลัก เป็นภาษาจาม (ชวา+โพลินีเชียน)

 

ผม ถ่ายโดยมีปราสาทจาม กาลัน โพครอง การาย เป็นแบ็คกราวน์ ขณะเดินลง

    โปคลอง การาย (Po Klong Garai ภาษาจาม แปลว่า: กษัตริย์มังกรและชนชาวยาราย - Dragon king of J'rai people) ปราสาทกลุ่มนี้ได้สร้างมาเพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์โปคลอง การาย ที่ปกครอง (Panduranga) ในช่วง ค.ศ.1151-1205 ที่มีนามว่าพระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 (Jaya Sinhavarman III)
     อาจารย์เจี๊ยบและไกด์โอ ได้ช่วยอธิบายประวัติศาสตร์ศิลปะ ความเป็นไปความเชื่อมโยงของอาณาจักรจัมปา ชาวจาม อาณาจักรชวาศรีวิชัย ไดเวียต (Daiviet) ตังเกี๋ย อันนัม คณะทริปของเราฟังไปถ่ายภาพไป ผมเก็บภาพได้เยอะ เพื่อจะนำไปศึกษาต่อ ประมวลค้นคว้ากันต่อไปในเบื้องหน้า คณะทริปอยู่ชมได้ราว 40 นาที ก็กลับ มีการถ่ายรูปหมู่ เดียว บางกลุ่มสลับกันไป แล้วลงจากเนินเขา เดินทางขึ้นทางเหนือ บนถนนสายแมนดารินต่อไป 

 
          
นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับสมัยพนามกุเลนของกัมพูชา (เพราะตรงฐานด้านล่างมีรูปสลักเป็นหัวช้าง)
โดยมีภาพปั้นนางทุรคาขี่สิงห์ สภาพวิหารดูแล้วอิฐเก่าผุพังไปมาก

 

    ถัดจากนั้น คณะของเราก็มาแวะกลุ่มปราสาทห่อลาย (Hoa Lai Tower หรือ Tháp Hòa Lai) ที่จังหวัด นิงห์ ทวน (Ninh Thuan) ซึ่งข้างทางด่วนย้อนกลับเข้าเมืองญาจาง กลุ่มปราสาทห่อลายนี้ มีสามวิหาร สร้างในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 ตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ของกัมพูชาโบราณ ตั้งอยู่บนเนินสูงที่สุดของท้องนาที่ทอดยาวทางตอนเหนือของเมืองพานรัง - ทับจาม (Phan Rang–Tháp Chàm) ทอดยาวตะวันออกจากไปตะวันตก กว้าง*ยาว = 200 ม.*125 ม.
     ด้วยมีเรื่องน่าเศร้าใจ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและท้องถิ่นได้รื้อทำลายส่วนบนของวิหารกลาง แล้วนำอิฐไปปูทางสำหรับทางหลวงสายแมนดารินอันเป็นทางหลวงหมายเลขหนึ่ง ซึ่งตอนนี้หอคอยกลางก็ทรุดตัวลง มีเพียงผิวพื้นบางส่วนให้เห็นเท่านั้น 
     ซุ้มประตูของวิหารใหญ่ที่เหลือ จะเห็นรูปปั้นของพระกาฬ (Kala) ด้านบน ระหว่างเสาทั้งสองด้านแสดงรูปปั้นแกะสลักเป็นดอกไม้ 
     ชื่อห่อลาย (Hoa Lai) มีการตั้งขึ้นภายหลัง เมื่อปี ค.ศ.1888 เหมือนชื่อสถานีบริการ (สถานีรถไฟ?) ที่อยู่ใกล้ ๆ  
     คณะทริป ต่างลงมาถ่ายรูปรับฟังการบรรยายของอาจารย์เจี๊ยบ ราวครึ่งชั่วโมง อากาศเย็นสบาย ราว 27 องศาเซลเซียส ลมแรงนิดหนึ่ง ท้องฟ้ามีเมฆหนา แต่ฝนไม่ตก ได้รับโอโซนจากมหาสมุทรแปซิฟิกเต็มที่
     จากนั้น ไกด์ท้องถิ่นชื่อไทยว่า "เจ้อิ่ม" ก็มาเปลี่ยนผลัดมือกับ "นกยูง" เจ้อิ่มเป็นชาวเวียดนามอยู่ที่ฮานอย พูดไทยได้พอสมควร ให้ความรู้แนะนำได้ตามสมควร โดยเฉพาะประเพณี ความเชื่อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ในส่วนที่เป็นสงครามเวียดนาม มหาสมรภูมิรบเดียนเบียนฟู ประวัติท่านโฮจิมินห์ ฯ

ภาพเจ้อิ่ม กับอาจารย์วรณัย, เครดิตภาพ: คุณสมยศ, ถ่ายไว้เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ ที่ตลาดห่าน ในเมืองดานัง

     จากนั้นรถบัส (สารถีคือ คุณดุ๊ก เป็นหนุ่มฉกรรจ์ชาวเวียดนาม ไม่ได้คุยกันเลย เว้นแต่ทักทายตอนขากลับ) ก็นำคณะขอเราขึ้นมาเมืองญาจาง ถึงตอนค่ำ ๆ ราวหกโมงเย็นเศษ ๆ แวะทานอาหารเย็นกันที่ภัตตาคาร Truc Linch สาขาสอง กลางเมืองญาจาง แนวซีฟู้ด อาหารทะเลที่นี่เยอะและสดมาก จัดนั่งเป็นโต๊ะจีน ทานกันโต๊ะละ 6-7 คน ตบท้ายด้วยซุปและผลไม้ท้องถิ่น รสชาติเลี่ยน ๆ เล็กน้อย
     หลังทานเสร็จ ผมเดินออกมาด้านหน้าร้านหาซื้อซิมใส่โทรศัพท์มือถือ ราคา 130,000 ด่อง ใช้ได้ 4 วัน ให้ร้านช่วยใส่ให้ แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์มาให้น้องร่วมทริป ลิลลี่ ช่วย Install ให้เรียบร้อย ใช้งานเปิดอินเทอร์เน็ต รับส่งไลน์ได้ดีตลอดทริป
          
     จากนั้นคณะก็มาเช็คอินที่ โรงแรมกลางเมืองชื่อ "เรดซันญาจาง (Red Sun Nha Trang Hotel)" อยู่ใกล้ทะเล ผมเอาของเข้าห้องเรียบร้อย แล้วออกมาเดินชมเมืองกัน กับอาจารย์วรณัยและคุณศรีกรุง 
    
     โอ้โห เห็นแม่ค้าขายอาหารทะเลสด ๆ รวมทั้งกุ้งมังกรข้างทาง ผมนี่ทึ่งเลย เดินชมเมืองพักหนึ่ง ที่สังเกตดู มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นรัสเซีย อยู่กันยาวหลายสิบวัน จากนั้นก็ซื้อปูย่างกุ้งมังกรย่างสับราดซ้อสแซ่บ ๆ (กุ้งและปูตัวละ 130,000 ด่องและ 100,000 ด่องตามลำดับ) มาทานในล้อปปี้กัน บริกรหันมามองเหล่เล็กน้อย ทานอาหารทะเลสด ๆ สำเร็จด้วยความเอร็ดอร่อยก็เคลียร์เก็บเช็ดโต๊ะ แยกย้ายกันไป ผมขอตัวเข้าไปพักผ่อน ห้องพักกว้างขวาง อุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน สะอาดสะอ้าน พักได้เต็มที่เพื่อจะได้ลุยเที่ยวต่อกันในวันพรุ่งนี้ 
 
 วัน-เวลา ญาจาง (Nha Trang) - ฝูเยน หรือ ฟู้เอียน (Phu Yen) -  กวินยอน  หมายเหตุ
 เสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เช้า  รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก  
 เช้า  ชมปราสาทจาม โป นาการ์ หรือ ที่ชาวพื้นเมืองจะเรียกว่า Thap Ba หรือ ปราสาทสตรี ตัวปราสาทสร้างขึ้นในปี  ค.ศ. 781 ด้วยอิฐจำนวน 7-8 หลัง แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่แค่สี่หลัง ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงประมาณ 50 เมตร ริมฝั่งแม่น้ำไค ตามประวัติฝ่ายจาม ปราสาทนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชา เจ้าแม่โป นาการ์ ผู้ที่ลงมาสั่งสอนชาวจามให้รู้จักการเกษตรและการทอผ้า  
   จากนั้น เดินทางสู่เมืองฝูเยน (Phu Yen) ชมปราสาทหนาน (Nhan Tower) ที่สร้างด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ในคริสต์ศตวรรษที่  11-12  ภายในปราสาท ปรากฎรูปแกะสลักเจ้าแม่ทุรคา ปางมหิษาสุรมรรทนี  
 เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร  
 บ่าย   เดินทางสู่เมืองกวินยอน ชมปราสาทจามแฝด แห่งเมืองบินห์ดิงห์ (Binh Dinh)ที่สร้างในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 และชมปราสาทจามแห่งอื่น ๆ ตามแต่เวลาจะอำนวย ชมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแห่งชาวจาม ที่เมืองบินห์ดิงห์ (Vo Binh Dinh)  
 เย็น  รับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร  
   พักโรงแรม Saigon Quynhon Hotel ระดับสี่ดาว  

     โปรแกรมตื่น ทานข้าวเช้า เช็คเอ้าท์ เป็น 05:30, 06:30, และ 07:30 น. คณะเรามาทานในห้องอาหารของโรงแรมชั้นสี่ อาหารหลากหลายครบครัน รสชาติดี ลิลลี่บอกว่า ออกสไตล์รัสเซีย ทานเสร็จก็เก็บข้าวของ เช็คเอ้าท์ ขึ้นรถบัสพร้อมเดินทางต่อไป
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: อาหารมื้อเช้า, และทะเลญาจางยามเช้า (ถ่ายขณะอยู่บนรสบัส)

     รถบัสพาเรานำขึ้นมาทางเหนือเลาะริมทะเลขึ้นมาทางเหนือราวสิบกว่ากิโลเมตร ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำไค (Cai river) มายังปราสาทจาม ชื่อ ปราสาทโปนาการ์ (Ponagar Tower หรือ Thap Ba Ponagar) ยังอยู่ในเมืองญาจาง ตัวปราสาทอยู่บนเนินเขาใกล้แม่น้ำ มีผู้คนในท้องถิ่นขึ้นมาสักการะมิได้ขาด มีเสียงสวดตามสายเป็นภาษาเวียดนาม ทำนองพุทธมหายาน
     ผู้คนที่มาสักการะเจ้าแม่โปนาการ์ในวิหารหลักนั้น จะนำผลไม้ท้องถิ่นมาถวาย เช่น กล้วยน้ำว้า ลำไย ในวิหารหลัก ผมเข้าไปลูบสักการะหินสลักเทพโปนาการ์ด้านหลังด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลวิหารโบกไม้โบกมือไม่ให้ถ่ายภาพ ผมก็หลบ ๆ แต่ถ่ายเก็บภาพไปแล้ว 3-4 ภาพครับ
          
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ประตูทางเข้า หน้าบันเป็นพระแม่ทุรคา ปางมหิษาสุรมรรทินี ปรางปราบมหิงษาสูร (ปีศาจกระบือ)
(Durga, the slayer of the buffalo-demon),
และภายในเป็นพระแม่ทุรคา เป็นปางหนึ่งของพระปารวตี มเหสีของพระอิศวร
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: กลุ่มปราสาทโพนาคาร์, และอักษรที่จารึกไว้ตรงเสาประตูด้านขวามือทางเข้าวิหารหลัก จารึกเป็นภาษาจาม ระบุชื่อ จาม ลาว สยามไว้
 
          

     คณะทริปของเราอยู่ศึกษา ถ่ายภาพ รับฟังบรรยายจากอาจารย์วรณัยได้ราวชั่วโมงเศษ ก็ขึ้นรถบัสเดินทางต่อไปทางทิศเหนือ บรรยากาศในรถมีการอภิปรายกัน ด้วยตามความเชื่อของศาสนาฮินดู-พารหมณ์นั้น พระแม่ทุรคามี 10-18 กร ถืออาวุธครบมือ แต่ภาพที่หน้าบัน กรหนึ่งด้านขวากำลังถือเครื่องดนตรี ด้านซ้ายถือดอกบัว และจักร บริวารซ้ายขวาเหมือนตีฉิ่ง เป่าขลุยเสริม กระบือที่ฝ่าเท้าพระแม่ก็ดูไม่ดุร้าย สันนิษฐานว่าเป็นการแปลงไปจากคติฮินดู-พราหมณ์อยู่ไม่น้อย
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ทิวทัศน์ข้างทางขณะจะเข้าเมืองตุยหัว (Tuy Hòa) จังหวัดฝู่เย้น (Phú Yên), และอาคารพาณิชย์ที่ชั้นสามขึ้นไป สันนิษฐานว่าเป็นรังนกนางแอ่น มีเสียงนกเจื้อยแจ้ว เซ็งแซ่อยู่  ถ่ายระหว่างรถบัสแวะเต็มน้ำมัน และคณะทริปก็แวะเข้าห้องน้ำกันระหว่างทาง
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ระหว่างทางที่ผมเดินขึ้นเนินเขาชมปราสาทหนานนั้น มีสวนแสดงรูปปั้นเทพต่าง ๆ (เป็นของใหม่) ที่น่าสนใจคือ เป็นครุฑและมีนาคห้าเศียรอยู่ด้านหลังตามแบบศิลปะจาม, และทิวทัศน์เมืองตุยหัว เมื่อถ่ายลงมาจากเนินเขาบนปราสาทหนาน
 
 

 
          
ปราสาทหนาน

     จากนั้นคณะของเราก็เดินทางมาทางเหนือเลาะทะเล ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ระยะทางราว  111 กิโลเมตร ก็มาถึงปราสาทหนาน (Nhan Tower - Tháp Nhạn) เมืองตุยหัว (Tuy Hòa) จังหวัดฝู่เย้น (Phú Yên) อยู่บนเนินเขาสูงเล็กน้อย ขาขึ้นมีรถกอล์ฟไฟฟ้ามารับคณะของเราบางส่วนขึ้นไปชมปราสาทกัน ด้วยรอนานนิดหนึ่ง ผมกับเพื่อนในทริปบางส่วนเดินขึ้นเนินไป ไม่สูงและไกลนัก ระหว่างทางมีรูปแกะสลักบ้าง ปูนปั้นบ้างเป็นเทพฮินดูต่าง ๆ ลมแรงและเย็นสบายบนเนินเขาปราสาทหนาน มีนักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธาขึ้นมาชมและสักการะไม่ขาด
     ปราสาทหนานนี้ ประดิษฐานอยู่บนภูเขาหนาน ซึ่งสร้างโดยชาวจามในที่ราบลุ่มแม่น้ำบา (Ba river basin) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ตัวปราสาทมีการจัดมุมเป็นสี่ส่วนสี่ชั้น ตัวปราสาทสูงราว 23.5 เมตร แต่ละด้านของประสาทกว้าง 10 เมตร
     จำเนียรกาลล่วงมา และสงครามต่าง ๆ ที่บังเกิดขึ้น มีหลายส่วนของปราสาททรุดโทรมเสียหายไปไม่น้อย แต่ก็ต้องขอบคุณองค์กรส่วนจังหวัดฝู่เย้นได้มีการบูรณะซ่อมแซมและปฏิสังขรณ์ ให้ดูสง่าและงดงามจวบจนปัจจุบัน   

 
          
ระหว่างทาง คณะทริปเราแวะทานอาหารกลางวันเป็นข้าวหม้อดิน (เกิม นิว - Cơm Niêu) ทานกับสลัดกุ้ง ผัดต่าง ๆ พร้อมตบท้ายด้วยซุป

     จากนั้นก็เดินทางเลาะทะเลมาร่วม 2 ชั่วโมงแวะเมืองขนาดกลางเมืองหนึ่งใกล้ ๆ อ่าว Xuan Dai Bay แวะห้างโลตัสราว 40 นาที คณะทริปของเราก็ไปซื้อขนมนมเนยของขบเคี้ยวกัน ผมลงมาซื้อเวเฟอร์ช็อคโกแล็ต และกาแฟเย็นมาทาน (กาแฟที่นี่ใส่ในแก้วแค่ 1 ใน 4 ของแก้ว แต่เข้มข้นมาก รอให้น้ำแข็งค่อย ๆ ละลายและดื่มจิบ อร่อยมาก กระปรี้กระเปร่าดี)
          

          


 
     สักชั่วโมงเศษ ๆ คณะของเราก็มาถึงมาปราสาทจามแฝด (Cham Twin Towers หรือแท้ปโดย Tháp Đôi) ที่เมืองกวินยอน (Qui Nhon) จังหวัดบินห์ ดินห์ (Binh Dinh) ปราสาทแฝด หรือ แท้ปโดย นี้ เป็นชื่อที่ชาวเวียดนามตั้งขึ้นมาภายหลัง สันนิษฐานว่าสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 11 - 13 ช่วงสมัยกัมพูชาโบราณมีการสร้างนครวัด จนมาถึงสมัยบายน ศิลปะการก่อสร้างแท้ปโดยนี้โดดเด่นมาก ในการจัดวางเชื่อมหินเข้าไว้ด้วยอย่างสนิทแน่นแข็งแรง มีนักวิชาการสันนิษฐานว่ามีปราสาทอีกหลังหนึ่งถูกทำลายหรือผุกร่อนไปตามเวลา 
     และเป็นที่น่าเศร้าใจ ในช่วงสงครามเวียดนาม แท้ปโดย แห่งนี้ถูกระเบิดจากเครื่องบิน B52 และด้วยอาวุธหนักเบาน้อยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง 
ตัวปราสาทและหลักฐานทางโบราณคดีเสียหายไปมาก เมืองนี้ในอดีต ชื่อเมืองวิชัยปุระหรือวิชัยนคร ปราสาทชุดนี้ก่อสร้างตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของกัมพูชาโบราณ เป็นยุคบินห์ดินห์ เป็นศิลปะแบบบายน มีศิลปะของกัมพูชาผสมผสานอย่างชัดเจน
     ด้วยตรงมุมด้านบนปราสาทมีครุฑแบก ดูสวยงามมาก มีกนกตรงกรอบประตูเข้า นักวิชาการส่วนหนึ่งเรียกว่า ลายพันธ์ุ์พฤกษา ภายในปราสาทเป็นศิวะลึงก์ ทำใหม่ทั้งหมด ฐานด้านนอกหลายส่วนก็ทำใหม่ด้วย
     ที่น่าสนใจอีกประการ มีผู้ศรัทธานำศิวลึงก์และฐานโยนีเล็ก ๆ มาประดิษฐาน ซึ่งจะเรียกฐานโยนีก็ไม่ใช่ น่าจะเป็น ถัน (นมสตรี) ฐานมากกว่า 
     จำเนียรกาลผ่านไป ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ความเชื่อความศรัทธาก็เปลี่ยน กอปรกับคนเวียดนาม ไม่ค่อยสนใจประวัติความเป็นมาเป็นไปของชาวจามนัก (เป็นคนนอก ชาวชวา โพลินีเชียน ซึ่งสันนิษฐานว่าจากการสู้รบ Dai Viet และตังเกี๋ย ชาวจาม ชนะบ้างแพ้บ้าง แล้วถอยร่นลงมา ค่อย ๆ หดตัว ถูกกลืนชาติพันธุ์ สูญสลายในกาลต่อมา)

     ถัดจากนั้น คณะทริปก็เข้าตัวเมืองกวินยอน เข้าพักที่ Saigon QuyNhon Hotel ผมเข้าห้องพัก หรูสะดวกสบายสะอาดสะอ้าน ทำธุระส่วนตัวแล้วออกมาเดินเล่นด้านนอกโรงแรมราว 5 โมงครึ่ง รอคณะทริปที่มีกำหนดการตอนหกโมงครึ่งจะออกไปทานอาหารเย็นกัน
    ซึ่งหน้าโรงแรมเป็นลานกว้าง เห็นเด็กเวียดนามเตะฟุตบอลกันยามเย็น ถัดออกไปก็เป็นอนุสาวรีย์วีรชนและประชาชนเวียดนามที่ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมในสงคราม ถัดออกไปอีกหน่อยก็เป็นชายหาดทะเล มีชาวเวียดนามจัดทีมเตะฟุตบอลตีนเปล่าริมชายหาดกัน ลมแรงอากาศเย็นสบาย ทิวทัศน์สวยงาม เมื่อสายตามองทอดออกไปก็เป็นเวิ้งอ่าว มีเมฆฝนลอยต่ำอยู่เบื้องหน้า.
           
 
          
มื้อค่ำ คณะทริปของเราก็มาทานกันที่ภัตตาคารเจ็ดชั้นในตัวเมืองกวินยอน ออกแนวจีน-เวียดนาม เหมือนเคย แต่คราวนี้ อาหารดีมาก ซีฟู้ด มีปลาทะเลน้ำลึกรสชาติดี เป็นหม้อไฟให้ทานกัน สดและอร่อยมาก
 
ของหวาน ตบท้ายด้วยขนมเทียนใส่ถั่วให้ทานคนละชิ้น ชื่อว่า บานห์ อิ้ท (Banh It) ซึ่งมีชื่อตรงกับปราสาทที่จะไปชมกันในวันพรุ่งนี้.
 
 วัน-เวลา  กวินยอน - ฮอยอันเมืองมรดกโลก  หมายเหตุ
  อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เช้า  รับประทานอาหารเช้าในห้องอาหารของโรงแรม  
 เช้า  ออกเดินทางจากเมืองกวินยอนสู่เมืองมรดกโลก ฮอยอัน  
 เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารจังหวัด กว๋างไน๋  
 บ่าย  เข้าพักโรงแรม Thanh Binh Riverside Hotel ระดับสี่ดาว  
   ชมเมืองมรดกโลก ฮอยอัน  
 เย็น  รับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร  

     โปรแกรมวันนี้ เหมือนเดิม 05:30 น., 06:30 น., และ 07:30 น. เมื่อคืนหลับสบาย ผมนำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาด้วย ต่ออินเทอร์เน็ต WIFI ของโรงแรม ทำงานและ Search ข้อมูลในตอนเช้าตรู่ได้ดี อาบน้ำแต่งตัว แล้วลงมาทานอาหารเช้า กลับเข้าห้องเช็คเอ้าท์ รถบัสล้อหมุนตามกำหนดการ
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ลานกว้างหน้าโรงแรมยามเช้า มีคนมาเต้นแอโรบิคกัน และบรรยากาศในห้องอาหารของโรงแรมยามเช้า
 
     คณะทริปของเรามุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองกวินยอน ราว 35 กิโลเมตร ก็มาถึงมหาปราสาทอิฐสามหลัง "เดี่ยง ลอง" อยู่ในแถบเตสอน (Tay Son) จังหวัดบินห์ดินห์ ที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 
 
ภาพถ่ายรวมคณะทริปนี้ ที่หน้าปราสาทเดื่องลอง, เครดิตภาพ: คุณสมยศ
 
          

 
          


          
ภาพจากซ้ายไปขวา: กลุ่มปราสาทเดื่อง ลอง ถ่ายจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และนาข้าวเวียดนามด้านหน้าของกลุ่มปราสาท (มองแล้วสะท้อนใจ ข้าวเวียดนาม อาจจะมีสารเคมีเจือปนอยู่บ้าง แต่คงไม่มากเหมือนบ้านเรา และตอนนี้ข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนามได้กลายเป็นข้าวหอมที่ดีที่สุดของโลกไปแล้วเมื่อปีกลาย ค.ศ.2019)

    ปราสาทจาม เดื่อง ลอง (Cham Duong Long Towers) แปลว่า มังกรทะเล บ้างก็เรียก Thap Nga ("งา" ตรงตัวเลย หมายถึง งาช้าง) ภาษาอังกฤษว่า Ivory Towers นับว่าเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในเอเซียอาคเนย์ ปราสาทกลางสูง 39 เมตร ส่วนปราสาทด้านทิศเหนือและใต้ สูงหลังละ 32 เมตร ปราสาทจามแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของกัมพูชาโบราณเป็นอย่างมาก มีการผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบจาม สะท้อนเห็นได้จากฐานปราสาทเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส อิฐเป็นวัสดุหลักในการสร้างปราสาท วัฒนธรรมจามแสดงให้เห็น เช่น ด้วยการตกแต่งเป็นหน้าพระกาฬ (Kala face) ถันสตรี ดอกบัวแบบต่าง ๆ เป็นต้น มีรูปสลักประดับ เป็นพญานาค พญาครุฑ สิงห์ และอื่น ๆ ตามแบบศิลปะกัมพูชาโบราณ ซึ่งภาพในปราสาทสามหลัง มีสิ่งก่อสร้างสำคัญ แสดงให้เห็นเป็นตรีมูรติ คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ ซึ่งปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว สันนิษฐานว่าบางส่วนได้ถูกนำไปเก็บไว้ยังพิพิธภัณฑ์.

     ชมปราสาทบานห์ อิ้ท (Thap Banh It หรือ Tháp Bánh Ít) บ้างก็เรียก Silver Towers (หากแปลตรง ๆ ทับศัพท์ Banh It แปลว่า ขนมเค้กน้อย ๆ หรือ ขนมเทียน ขนมใส่ไส้ที่ห่อด้วยใบตองแล้วนึ่ง เหมือนเมืองไทยบ้านเรา)  ที่จังหวัดบินห์ ดินห์ (Binh Dinh) 
     สถาปัตยกรรมมีการเปลี่ยนผ่านจากศิลปะแบบหมี่เซิน (My Son หรือ 
Mỹ Sơn) ไปเป็นศิลปะแบบบินห์ดินห์ (Bình Định) กลุ่มปราสาทบานห์อิ้ทนี้ แบ่งออกเป็นสี่ปราสาทใหญ่
 

แผนผังบริเวณกลุ่มปราสาทบานห์อิ้ท ด้านหลังของอาคารจำหน่ายตั๋วเข้าชม
  • ปราสาทหลัก (Santuary Tower - Kalan) 

ถ่ายไว้หน้าปราสาทหลักบานห์อิ้ท
  • ปราสาทที่สอง เป็นประตูทางเข้า (Gate Tower หรือ Entrance Tower) (Gopura)
  • ปราสาทที่สาม เป็นปราสาทแห่งเพลิง (Kosagrha) และ
  • ปราสาทจารึก (Stele tower) (Posah)
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: รูปแกะสลักพระศิวะจำลอง ภายในวิหารของปราสาทหลัก, รูปแกะสลักพระศิวะ จากปราสาทบานห์อิ้ท สูง 1.54 ม. กว้าง 1.05 ม. หนา 0.56 ม. แกะสลักไว้เมื่อราว คริสต์ศตวรรษที่ 11 (ปัจจุบันจัดวางอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ ฝรั่งเศส),
ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง 20 กุมภาพันธ์ 2563.


     แวะทานอาหารกลางวันที่ร้าน KHACH SAN SA CAT 
          

     มาถึงเมืองฮอยอัน ทานอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารโกลเด้นไลท์
 
          

     พักที่เมืองฮอยอัน (Hoi An - อ่านได้หลายสำเหนียง ฮุ่ยอัน หรือ ฮอยอั๋น ก็มี) มรดกโลก

     เดินชมเมืองฮอยอันยามค่ำคืน
          

วัน-เวลา  ฮอยอัน - หมี่เซิน - ดานัง  หมายเหตุ
จันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 เช้า  รับประทานอาหารเช้าในห้องอาหารของโรงแรม  
 เช้า  เดินทางสู่เมืองโบราณ หมี่เซิน จุดศูนย์กลางแห่งอาณาจักรจามปา  
 เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร  
 บ่าย  ชมพิพิธภัณฑ์จาม ที่สร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1915 เป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมวัตถุโบราณแห่งอาณาจักรจามไว้เป็นจำนวนมาก  
   สักการะเจ้าแม่กวนอิมหินอ่อนขาว ที่วัดหลิงห์อึง (Linh Ung Pagoda) ชมชายหาดเมืองดานัง, สะพานมังกรข้ามแม่น้ำห่าน ที่ตอนกลางคืนจะเปิดไฟบนตัวสะพานและเปลี่ยนสีเป็นสีสันต่าง ๆ เลือกชมเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกที่ตลาดห่าน ใจกลางเมืองดานัง   
 เย็น  รับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร  
   เข้าพักโรงแรม San Marino Hotel ระดับสี่ดาว  

เช้านี้ ชมเมืองฮอยอันกันต่อ ชมสะพานญี่ปุ่น
 

ขณะชมกลุ่มปราสาทหมี่เซิน, เครดิตภาพ: คุณสมยศ


ชมกลุ่มปราสาทหมี่เซิน (My son) (ซึ่งเจ้อิ่ม ไกด์ท้องถิ่นของเราอออกเสียงว่า "หมี่-อี๋-เซิน") อยู่บนเนินเขาห่างจากเมืองฮอยอันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว ๆ 40 กิโลเมตร ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมง

ตอนเย็น คณะทริปของเราเข้าเมืองดานัง (เจ้อิ่มและคนเวียดนามทั่วไปออกเสียง ดา-หนัง)  


สักการะเจ้าแม่กวนอิมหินอ่อนขาว 

ทานซีฟู้ดที่ร้านอาหารริมอ่าวดานัง



 
วัน-เวลา  ดานัง - บาน่า ฮิลล์ - กรุงเทพฯ  หมายเหตุ
อังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 เช้า  รับประทานอาหารเช้าในห้องอาหารของโรงแรม  
 เช้า  เดินทางสู่บาน่าฮิลล์ ขึ้นรถเคเบิลคาร์  
   บานาฮิลล์ (Ba Na Hills) หมู่บ้านรีสอร์ทที่สวยงามแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขา Annamite ที่สามารถเดินทางไปถึงด้วยเคเบิลคาร์ที่ถูกบันทึกสถิติว่ายาวและสูงที่สุดในโลกจาก Guinness World Records มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,874 เมตร (จากการขึ้นไปถึง ได้ถ่ายภาพหลักหมุดความสูงบนเขามา จะอยู่ที่ 1,487 เมตร) มีจุดชมวิวที่งดงามมากมายให้ชื่นชม ทิวทัศน์อันงดงาม ทอดยาวตั้งแต่ชนบทเวียดนามอันเขียวขจีพร้อมนาข้าว ไปจรดเมืองดานัง และทะเลเวียดนามตะวันออก 
นอกจากทิวทัศน์ บาน่า ฮิลส์แล้ว ยังมีสิ่งที่จะทำให้ทุกคนได้รับความบันเทิงอีกมากมาย เช่น หมู่บ้านฝรั่งเศส (French Village), เจดีย์ Linh Ung ที่ใหญ่อลังการที่สุดของดานัง สวนดอกไม้แสนโรแมนติก และแฟนตาซีพาร์ค (Fantasy Park) สวนสนุกในร่มขนาดใหญ่ 
 
 เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวันแบบบุพเพ่ต์บนบาน่าฮิลล์  
 เย็น 17:00 น. ถึงสนามบินเมืองดานัง รับประทานอาหารเย็นตามอัธยาศัย  
 18:55 น.  ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินบางกอก แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ PG998 ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 55 นาที  
 20:50 น.   ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจมิรู้ลืม  





ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย
01. ชาวจาม อาณาจักรจัมปา, ที่มา: Facebook ห้อง "ประวัติศาสตร์ฮาเฮ", วันที่เข้าถึง 6 กุมภาพันธ์ 2563.  
ที่มาของภาพ - ภาพจิตรกรรมนักรบจามปาบนประตูพระอุโบสถวัดโพธิ์

     ในบรรดากองทหารอาสาต่างชาติที่มีชื่อโด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย หลายท่านมักจะไปคิดถึงกองอาสาโปรตุเกสบ้าง และกองอาสาญี่ปุ่นบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีกองทหารอาสาอีกพวกหนึ่งที่นับเป็นกองทหารอาสาที่มีฝีมือและชั้นเชิงในการรบสูงมาก แถมยังขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิตอีกด้วย โดยกองกำลังที่ว่านั้น "กองอาสาจามปา" ครับ
     พวกจามปานับเป็นหนึ่งในชนชาติโบราณของอุษาคเนย์ โดยถิ่นฐานเดิมของพวกเขาเคยตั้งอยู่ทางภาคใต้ของเวียดนาม แล้วกินบริเวณค่อนเข้ามาในเขตกัมพูชาฝั่งตะวันออกด้วย โดยอาณาจักรจามปานั้นนับว่าเป็นหนึ่งในรัฐมหาอำนาจแห่งอุษาคเนย์โบราณร่วมกับอาณาจักรมอญทวารวดีและขอมพระนคร และด้วยความที่พวกเขาเป็นชนชาตินักรบที่เหี้ยมหาญ พวกเขายังยกทัพเข้าปล้นสะดมโจมตีนครวัดจนย่อยยับจนเป็นการปิดฉากยุคทองของจักรวรรดิขอมพระนครในยุคสมัยหนึ่งมาแล้ว
     ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่ชำนาญการเดินเรือสมุทรมากทีเดียว พวกจามปาจึงสามารถสร้างโครงข่ายเส้นทางการค้าทางทะเลกับบรรดารัฐคาบสมุทรและหมู่เกาะต่างๆในภูมิภาคอุษาคเนย์ฝั่งตะวันอกได้ทั้งหมด จนทำให้พวกเขามีสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนาที่ใกล้ชิดกับพวกมลายูและชวาเป็นอันมาก ซึ่งเมื่อแรกเริ่มเดิมทีนั้น พวกจามปา มลายู และชวานั้นต่างนับถือศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูเหมือนกันมาก่อนครับ จนกระทั่งเมื่อพวกมุสลิมอาหรับเข้ามาในภูมิภาคนี้เมื่อศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นมา พวกเขาเหล่านั้นก็หันมานับถือศาสนาอิสลามไปพร้อมๆกัน แต่ในขณะที่พวกมุสลิมมลายูและชวาต่างค่อยๆกลืนฝ่ายฮินดูพื้นเมืองไปมากนั้น ฝ่ายจามปากลับยังคงรักษาจารีตฮินดูดั้งเดิมและอาศัยร่วมกับพวกจามปาสายฮินดูสืบต่อมาโดยไร้ความขัดแย้งใดๆ
     อย่างไรก็ตาม เพราะความที่อาณาจักรของพวกเขาตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างอาณาจักรเขมรและเวียดนาม จึงทำให้พวกจามปาต้องทำศึกกับสองประเทศตลอดแทบทุกปี และทำให้พวกเขาต้องสูญเสียดินแดนและความเกรียงไกรในภูมิภาคและคาบสมุทรลงไปเรื่อยๆ หากแต่กระนั้น พวกเขาก็ยังคงเป็นนักรบผู้กล้าที่บรรดาผู้นำรัฐต่างๆในอุษาคเนย์ล้วนต้องการมาเป็นกองกำลังประดับบารมีด้วยกันทั้งสิ้น และอาณาจักรไทยในสมัยอยุธยาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
สำหรับความเป็นมาของพวกจามปานั้น เชื่อกันว่าพวกจามปาน่าจะอพยพเข้ามาอาศัยในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลานานมาแล้ว เพราะมีหลักฐานของชุมชนจามปาที่เรียกว่า "ปทาคูจาม" ที่นอกเกาะพระนครศรีอยุธยาทางตอนใต้กลับกับเขตวัดพุทไธสวรรย์ จากเหตุการณ์คราวที่พระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) ยกทัพเข้าชิงบัลลังก์จากสมเด็จพระรามราชาธิราชในปี พ.ศ.๑๙๕๓ แล้วทรงเนรเทศให้พระรามราชาไปอยู่ยังปทาคูจามนั้นเอง แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพวกเขาได้เข้าร่วมกับกองทัพอยุธยามาตั้งแต่ต้นหรือไม่
     หากแต่ด้วยความสามารถด้านการเดินเรือของพวกเขานั้น ทำให้เชื่อได้ว่าพวกเขาน่าจะเข้ามารับราชการในกรมท่ามานานแล้ว เพราะมีหลักฐานว่าเหล่าขุนนางเชื้อสายจามปาล้วนแต่ได้รับราชการในกรมกองนี้กันทั้งสิ้น จวบจนกระทั่งในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศฯจึงมีหลักฐานบันทึกยืนยันอย่างชัดเจนว่ามีกองทหารอาสาจามปาเข้าร่วมรบด้วย โดยมีบันทึกในพระราชพงศาวดารว่ามีกองทหารจามปา ๕๐๐ นายภายใต้การบัญชาการของ "พระราชวังสัน" รับตำแหน่งเป็นกองทะลวงฟันหน้าร่วมกับกองทหารอาสาญี่ปุ่นในมหาสงครามยุทธหัตถีด้วยเช่นกันครับ
สำหรับกิตติศัพท์ของพวกนักรบจามปานั้น พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องความกล้าหาญและบ้าระห่ำตามสไตล์นักรบแขกนั่นล่ะครับ โดยลักษณะเครื่องแต่งกายของพวกเขาก็แทบไม่ต่างจากนักรบมลายูเลย ดังที่มีบันทึกเอาไว้ใน "ลิลิตกระบวนแห่พยุหยาตราทางสถลมารคและชลมารค" ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสที่ว่า...
          "จามพลตนแต่งแม้น มลายู
          ปั้นเหน่งโอบเอวดู เพรอศแพร้ว
          เหน็บกฤชพิศไพร โดยรัต แลฤา
          หอกคู่ชูอาดแล้ว กลอกแกล้วแสดงหาญฯ
          แต่งแขกสองพวกเพี้ยน แยกสยาม เพศแฮ
          หมู่หนึ่งอาสาจาม อ่าล้ำ
          มลายูเยี่ยงแต่งกาย สนอบสนับ เพลาฤา
          รจิตรกระบวนซ้ำ โหมดย้อมโอบเศียร"
     สำหรับเครื่องแต่งกายสำหรับออกศึกของพวกเขานั้น พวกจามปาจะนิยมสวมเสื้อแขนยาวคู่กับการนุ่งโสร่งทับกางเกงและห่มเกราะโซ่ถักกับโพกหัวคล้ายแขกอินเดีย นิยมพกเหน็บกริชเป็นอาวุธคู่ใจ และจะใช้ดาบโค้งอย่างดาบตุลวาร์แบบอินเดีย หรือแม้แต่ "อ้ายเด้ง" อันเป็นดาบดั้งแบบมลายู หากแต่อาวุธที่พวกเขาถนัดมือมากที่สุดนอกจากกริชแล้วก็คือหอกซัดและ "บังกรี" อันเป็นทวนเหล็กแบบแขกอินเดียใต้ได้อีกด้วย
เพราะเหตุนี้ ราชสำนักอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์จึงมักจัดรวมกองทหารอาสาจามปาและมลายูอยู่รวมกันสืบมา โดยที่พวกเขาก็ได้สร้างเกียรติประวัติในการศึกสงครามหลายครั้ง จนทำให้พวกเขาได้รับการฝากชื่อไว้ว่าเป็นหนึ่งในกองทหารอาสาต่างชาติที่เก่งกล้าสามารถและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทยตราบจนทุกวันนี้ครับ
ที่มา : ศิลปะเวียดและจาม - ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช
พระราชพงศาวดารพันจันทุมาศ (เจิม)
http://alisuasaming.org/main/?p=2916
http://alisuasaming.org/main/?p=2876
อ.ปริญญา สัญญะเดช และ ชมรมสืบสานศาสตราอุษาคเนย์
info@huexonline.com