MENU
TH EN

ปักกิ่ง: เมืองหลวงทางเหนือของจักรวรรดิกลาง (จงกั๋ว)

ปักกิ่ง: เมืองหลวงทางเหนือของจักรวรรดิกลาง (จงกั๋ว)
First revision: Dec.26, 2017
Last revision: Mar.11, 2018

 
        ผมตัดสินใจไปเที่ยวปักกิ่ง (เป่ยจิง) ชม: จัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้ามกู้กง ศูนย์ชา กายกรรมปักกิ่ง พระราชวังฤดูร้อนอวี้เหอหยวน โรงงานไข่มุกน้ำจืด ศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ กำแพงเมืองจีน (ด่านจียงกวน) ร้านหยก ตลาดรัสเซีย กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง รวม 4 วัน 3 คืน อาหาร: บุฟเฟ่ต์ Chekiskan มี Seafood BBQ สุกียากี้ ปูขน พร้อมเครื่องดื่ม เป็ดปักกิ่ง ไวน์แดง สุกี้มองโกล อาหารแต้จิ๋ว ระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2561 ซึ่งสนนราคาก็ไม่แพงนัก ที่ไปเที่ยวก็เพราะยังไม่เคยไปเลย สามารถจัดเวลาได้ มีกำลังจะไปก็ต้องไปเลย ไม่ต้องรอ ผมคิดอย่างนั้น

        กำหนดการตามโปรแกรมทั้งหมดมีดังนี้:
วันแรก:วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 61 สนามบินดอนเมือง - เมืองเทียนสิน
10:00 น.
  • คณะเดินทาง พร้อมกันที่ชั้น 3 ผู้โดยสารขาออก สนามบินนานาชาติดอนเมือง หน้าเคาน์เตอร์เช็คอินหมายเลข 7 สายการบิน NOKSCOOT (XW)
  • (รับเอกสารต่าง ๆ พร้อมข้อเสนอแนะขั้นตอนจากเจ้าหน้าที่) กระเป๋าทุกใบจะต้องฝากให้กับทางเจ้าหน้าที่สายการบินด้วยตัวเอง ตามนโยบายรักษาความปลอดภัยของสายการบิน 
13:20 น.
  • เดินทางสู่เมืองเทียนสิน โดยสารการบิน Nokscoot เที่ยวบินที่ XW880
  • (ค่าทัวร์นี้ ไม่รวมค่าอาหารบนเครื่อง สายการบินมีบริการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
18:50 น.
  • เดินทางถึงเมืองเทียนสิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าสัมภาระ
  • พบไกด์ท้องถิ่น แล้วขึ้นรถไฟใต้ดิน เดินทางสู่สถานีรถไฟเทียนสิน
  • นั่งรถไฟความเร็วสูงหัวจรวด Bullet Train เดินทางสู่ปักกิ่ง (*ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ด้วยความเร็วสูงสุด 295 กิโลเมตรต่อชั่วโมง*)
  • เดินทางถึงสถานีรถไฟปักกิ่ง: 
  • เดินทางขึ้นรถโค้ชปรับอากาศเข้าสู่ที่พัก  
20:00 น.
  • เข้าที่พัก Holiday Inn Express (4 ดาว) หรือระดับใกล้เคียง หาอาหารรับประทานกันเองตามอัธยาศัย
 
ผมจัดแพ็คกระเป๋าแต่งตัวครบเครื่องบริบูรณ์ แล้วนั่งแท็กซี่จากบ้านมาสนามบินดอนเมือง ถึงเช้าหน่อยก่อนเวลานัดหมายราวสองชั่วโมง กดเอทีเอ็มแลกสตังค์บาทไทยเป็นเงินหยวนจีนเรียบร้อย
นั่งรอและหลับไปงีบหนึ่ง ได้เวลาตามนัดของกรุ๊ปทัวร์ I Love China ผมมายังจุดนัดที่เคาน์เตอร์เบอร์ 5 ชั้น 3 อาคาร 1 ผมมาคนที่ 5 ก็เข้าคิวเลย สักครู่ก็มีผู้โดยสารมาต่อคิวกันเนื่องแน่น

ขณะที่ Check-in ขอ Boarding Pass ของสายการบิน NOKAIR Nokscoot ก็มันส์ส์ส์ส์แล้วพะยะคะ ด้วยมีผู้โดยสารราวห้าร้อยกว่าท่าน เป็นคนในทริปนี้ 25 ท่าน เสียงเจ๊าะแจ๊ะตลอดระหว่างที่รอ Check-in มีอีกแถวหนึ่งสำหรับวีไอพีไม่กี่ท่าน พอเพื่อน ๆ คนจีนที่เหลือเห็นหางแถววีไอพีสั้น ก็ออกรูกันเข้ามาต่อแถว อลหม่านกันราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะเข้าระบบเช็ค-อินได้ปกติ

ผมผ่านตม. มาหาอะไรทานข้างในเป็นพวกไก่ย่างพร้อมข้าวสวย น้ำเปล่ารองท้องช่วงสิบเอ็ดโมงเศษ พร้อมซื้อข้าวกล่องข้าวผัดหมูใส่ไข่และน้ำเปล่าเป็นเสบียงไว้ เพราะไกด์ไทย (คุณตั้ม) แนะนำไว้ เพราะช่วงต่อจากรถไฟใต้ดินเทียนสิน (Tianjin) ไปปักกิ่งตอนนั้นจะรอนานและค่ำ ควรซื้ออะไรสำรองไว้ทานด้วย
 
ด้วยสายการบิน Nok Scoot เที่ยวบินที่ XW 880 จากท่าอากาศยานดอนเมืองไปสนามบินเทียนสินนั้น เครื่องบินออกช้าไปหน่อย ทยานออกจากสนามบินราว 13:13 น. ผมมานั่งแถวด้านหน้าอยู่หลังชั้นบิสซิเนสคลาส มีเก้าอี้ว่างนั่งสบาย ผมหลับไปงีบหนึ่ง แล้วชะโงกมองไปทางหน้าต่าง ๆ เครื่องบินเลยมาถึงเหนือมณฑลยูนนาน บินเหนือเมฆขาวโพลนไปหมด สังเกตดูมีเครื่องบินเป็นจุดดำ ๆ ห่างออกไปบินสวนมาเป็นระยะ เหมือนกันน่านฟ้าแถวนี้ เป็นเส้นทางการบินไปประเทศจีน
      

ท้องฟ้าดูกว้างไกล เมฆเต็มไปทั่ว ดูเวิ้งว้าง พอจะจับจินตนาการสอดคล้องกับผู้ประพันธ์อิงประวัติศาสตร์ศาสนาได้บ้าง ช่วงที่เห้งเจีย (หนึ่งในศิษยานุศิษย์ของพระถังซำจั๋งที่กำลังเดินทางผจญภัยไปอาราธนาพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีป) เหาะเหินเดินอากาศ พิศดารต่อสู้กับเหล่ามารที่คอยดักกินเนื้อพระถังซำจั๋ง ได้ตามสมควร
 
สักครู่หนึ่งก็มีผู้โดยสาร (เข้าใจว่าอึดอัดจากการนั่งแถวด้านหลังของลำเรือ) มานั่งและนอนในแถวที่ผมนั่งอยู่กันหลายท่าน เพลินเลย สักพักโฮสเตสก็สะกิดแล้วเชิญให้กลับไปนั่งที่เดิม ก็ชมโฮสเตสอยู่ในใจที่เข้มแข็ง ใจเย็นรับมือกับผู้โดยสารชาวจีนได้เป็นอย่างดี
 
ราว ๆ สี่โมงเย็นเศษตามเวลาในประเทศไทย สังเกตเห็นผู้โดยสารเริ่มขยับใส่เส้นหนาวกันแล้ว เครื่องบินใช้เวลาเดินทางราวสี่ชั่วโมง และเวลาที่เทียนสิน ปักกิ่งจะเร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง
 

เครื่องบินมาถึงสนามบินเทียนสินตอน 18:21 นาที ตามเวลาท้องถิ่น ผมชะโงกดูผ่านทางหน้าต่าง เห็นเมืองเทียนสินใหญ่กว้างขวางมาก (ภาพดูเบลอ ดูสมรรถนะของกล้องที่ต้องเร่งปรับแฟลต เมื่อถ่ายยังภาพมืด รวมทั้งเครื่องบินกำลังแล่นลง) สมแล้วกับที่เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นหนึ่งในสี่ของประเทศจีน เป็นหน้าด่านก่อนเข้าสู่เมืองหลวงทางเหนือของจักรวรรดิจีนโบราณ
 
พอออกจากเครื่องเดินผ่านงวงช้างทางเข้าสู่สนามบินเทียนสิน ก็สัมผัสอากาศเย็นทันที อุณหภูมิ -3 C ทีมทัวร์ก็มารวมตัวกัน มีสี่ครอบครัว ผมมาเดี่ยว รวมทั้งสิ้น ยี่สิบสี่ท่าน มีทุกวัยทั้งชายหญิง ไกด์ไทยคุณตั้ม ก็แนะนำคณะทัวร์ถึงขั้นตอนการผ่าน ตม.จีน การรับกระเป๋าที่สายพาน ทุกอย่างดำเนินไปเรียบร้อย ระหว่างทางมีการเอ็กซ์เรย์สแกนกระเป๋าเป็นระยะ เพื่อความปลอดภัย จากเดินยาว บางช่วงก็มีฮีทเตอร์ บางช่วงก็สัมผัสอากาศจริง ทุกคนใส่เสื้อหนาวกันจัดเต็ม ไกด์ตั้ม แนะนำให้ใส่เยอะ ๆ ถุงมือผ้าพันคอ แจ็คเก็ตมีเท่าไหรใส่ให้อุ่นไว้ก่อน
 
คณะทัวร์เรามาพบไกด์ท้องถิ่นชาวจีนจากมณฑลยูนนาน (สิบสองปันนา) ชื่อ “อาเฟิง” ถือธงไทยมารับเรา พร้อมถ่ายรูปหมู่กันไว้ก่อนเป็นที่ระลึก
     

เริ่มต้นจากนั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินเทียนสินมาสถานีรถไฟความเร็วสูง ราวยี่สิบกว่านาที รถไฟดูสะอาดสะอ้าน ปลอดภัย พอคณะมาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงจากเทียนสินไปปักกิ่ง ไกด์อาเฟิงก็ปล่อยคณะเราหาอะไรทานกันก่อน สักสี่สิบนาที ช่วงนี้ก็ราว ๆ ทุ่มหนึ่งแล้ว มีร้านรวงให้เลือกทานเยอะ อาหารจีน เคเอฟซี อาหารญี่ปุ่นจานเดียว ผมเข้ามาทานร้านอาหารญี่ปุ่น Yoshinoda เพราะคุ้นเคย (เป็นอาหารพวกหมูหรือเนื้อต้มซีอิ้วคลุกกับหัวหอมใหญ่ราดข้าว ทานกับมิซโซ และเครื่องเคียง) ผมเลือกเซ็ตเมนู (บริกรพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ต้องสื่อด้วยรูปภาพแล้วชี้ ๆ เอา) ผมทานอย่างเอร็ดอร่อย พอได้เวลาคณะก็รวมตัวกันเข้าเครื่องสแกนอีกครั้ง แล้วเดินทางไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูงที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก อากาศเย็น(จากสภาพอากาศจริง สลับกับอากาศภายในสถานีที่มีฮีทเตอร์) เป็นสถานีรถไฟเซี่ยงไฮ้ขนาดใหญ่ ภายในอาคารอุ่นด้วยเครื่องฮีทเตอร์ที่วางกระจายตามเสาต่าง ๆ สักพักคณะของเราก็เข้าคิวแรกเพื่อขึ้นรถไฟความเร็วสูงตรงไปยังปักกิ่ง เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟหญิงสองสาวดูน่ารักมาก เครื่องแบบของเธอเป็นเสื้อกันหนาวพร้อมหมวกบาเร็ทสีแดงสด
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภายในสถานีรถไฟเซียงไฮ้ และรถไฟความเร็วสูง (Bullet Train)

     รถไฟออกตรงเวลา ค่อยเพิ่มสปีด เท่าที่สังเกตจากเกจ์ที่แสดงในโบกี้ เร่งสูงสุดได้ถึง 275 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ซึ่งกำลังการขับเคลื่อนสามารถวิ่งได้เร็วกว่านี้) รวมใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง เริ่มดึกขึ้นราวสี่ทุ่ม อากาศก็เย็น คณะของเราเมื่อถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงปักกิ่งแล้ว ก็ต้องลากกระเป๋าร่วมเกือบกิโลฯ ผ่าลมหนาว อากาศเย็นมากราว ๆ -3 องศาเซลเซียส มายังจุดที่รถโค้ชจอด 
     จากนั้นรถโค้ชก็ใช้เวลาราวยี่สิบนาทีมายังโรงแรมที่พัก Holiday Inn Express คุณตั้มประสานกับอาเฟิงได้แจกกุญแจให้ที่พักทุกคน เมื่อทุกคนได้เข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว ก็จะโทรเช็คความเรียบร้อยของห้องพักแต่ละห้อง ตามมาตรฐานไกด์ที่ดี
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: อาเฟิงไกด์ท้องถิ่น กำลังเตรียมแจกการ์ดเข้าห้องพัก,
ภาพที่สอง-สาม ภายในห้องพักของโรงแรม Holiday Inn Express

      ผมอาบน้ำอาบท่าพักผ่อน ในห้องพักมีฮีทเตอร์และแอร์ที่ปรับอุณหภูมิให้คุ้น ๆ กับบ้านเราคือ 25 องศาฯ ได้ ขณะที่ข้างนอกโรงแรมนั้นหนาวเย็นราว ๆ ลบ 4-5 องศาฯ จากนั้นก็ผล่อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน สำหรับคืนแรกที่กรุงปักกิ่ง
 
วันที่สอง: ศุกร์ที่ 5 มกราคม 61 จัตุรัสเทียนอันเหมิน-พระราชวังกู้กง-พระราชวังฤดูร้อน-กายกรรมปักกิ่ง
เช้า
  • รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
  • เดินทางสู่ศูนย์รวมชาวจีน จัตุรัสเทียนอันเหมิน จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • อนุสาวรีย์วีรชน
  • ศาลาประชาคม
  • หอระลึกประธานเหมาเจ๋อตุง
  • นครโบราณ หรือ พระราชวังต้องห้ามกู้กง
  • ตำหนักชั้นในของจักรพรรดิ  (ผ่านชมจากด้านนอกของโรงละครแห่งชาติปักกิ่งหรือตึกไข่)
เที่ยง
  • รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร เมนูพิเศษเป็ดปักกิ่ง
บ่าย
  • ชมพระราชวังฤดูร้อนอวี้เหอหยวน อุทยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน
  • โรงงานไข่มุกน้ำจืด
  • ศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ
ค่ำ
  • รับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร เมนูพิเศษเป็ดปักกิ่ง ไวน์แดง
 
  • ชมกายกรรมปักกิ่ง
 
  • เข้าสู่ที่พัก Holiday Inn Express Hotel (4ดาว) หรือระดับใกล้เคียง
 
     ผมตื่นแต่เช้ามืด ตามปกติ ทำธุระส่วนตัว เสิร์ชอินเทอร์เน็ต ดูทีวี ทานกาแฟในห้อง พอราว ๆ 6 โมงเช้าก็แต่งกายลำลองมายังชั้นสอง เพื่อรับประทานอาหารเช้า ผมลงมาทานคนแรก ๆ เมนูอาหารใช้ได้สะอาด สด ร้อน มีสลัดผัก น้ำเต้าหู้ร้อน ผัดผักต่าง ๆ ไส้กรอกเนื้อ ไก่ ไข่ต้ม ออมเล็ท ข้าวสวย โจ้ก หมั่นโถว น้ำฟักทอง ชา-กาแฟ ฯ ผมเอาน้ำพริกเผา น้ำพริกนรกทั้งแม่ประนอม และพันท้ายนรสิงห์มาด้วย กล้อมแกล้มไป อร่อยรอดตายไปอีกมื้อ.
 
          

          
     จากนั้นก็แต่งตัว เตรียมเที่ยววันที่สอง ใส่เสื้อผ้าหลายชั้นกันหนาวเต็มที่ เดินมาด้านล่างโรงแรมรอเพื่อน ๆ คณะทัวร์ รถโค้ชออกตรงเวลาเข้าไปใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อม ๆ กันนั้นก็ได้เก็บภาพถ่ายไปในตัว รถติดเล็กน้อย ผมเก็บภาพข้างทาง เป็นอาคารเก่าโบราณที่อนุรักษ์ไว้อย่างดี ผนังเป็นอิฐ มีช่องหน้าต่างน้อยและเล็ก กระเบื้องดินเผา สอดคล้องกับภูมิอากาศที่แห้ง ๆ เย็น ๆ 
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ผมกับตึกทิศใต้ของจตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นตึกอนุสรณ์สถานประธานเหมา (เหมาจู่สีจี้เนียนเปย)-ทิศเหนือ,
เสาธงชาติและเทียนอันเหมิน, และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน-ทิศตะวันออก

      รถโค้ชจอดตรงมุมถนน ให้คณะเราเดินตามไกด์เข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (ประตูสันติภาพแห่งสวรรค์)01 อากาศเย็นจริง ๆ เหมือนอยู่ในช่องฟรีซตู้เย็นยังไงยังงั้น มาถ่ายภาพที่จัตุรัส เสาธงชาติจีนขนาดใหญ่ (ธงดาวแดงห้าดวง) มหาศาลาประชาคม มีนักท่องเที่ยวเดินไปมาถ่ายภาพประปราย ถือว่านักท่องเที่ยวไม่มากนัก (ได้คุยกับไกด์เฟิง ก็ทราบว่า เพราะนี่พึงจะพ้นปีใหม่มา นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวกันเยอะแล้ว และมีคนจีนจำนวนหนึ่งกลับภูมิลำเนา ด้วยเพราะใกล้จะตรุษจีน
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ตึกรัฐสภาประชาชน (เหรินเหมินต้าฮุ่ยถาง)-ทิศตะวันตก ละเสาหินโอบีลิสก์สูง 38 เมตร
ทำขึ้นจากหินแกรนิตนำมาตั้งขึ้นในปี 1958 รอบ ๆ อนุสาวรีย์หรือเสาหินมีภาพสลักเรื่องราวการปฏิวัติจีน
และมีลายมือประธานเหมาสลักเอาไว้ด้วย, อนุสาวรีย์วีรชน (พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติอยู่ด้านหลัง)
และเทียนอันเหมิน (ประตูอันเหมิน)
 
   ผมเดินถ่ายรูปบ้าง ช่วยเพื่อน ๆ ถ่ายบ้าง ถ่ายรูปหมู่บ้าง เซลฟี่บ้างไปรอบ ๆ บริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน สังเกตเห็นมีทหารยืนตรงนิ่งใกล้ ๆ เสาธง ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนกะกันทุก ๆ ชั่วโมง มิฉะนั้นหนาวตายแน่ ๆ จากนั้นคณะก็เดินลอดอุโมงค์ใต้ถนนฉางอานเพื่อมาชมพระราชวังต้องห้าม ในอุโมงค์ก็มีสถานีรถไฟใต้ดินหมายเลขหนึ่งของกรุงปักกิ่งดังภาพข้างล่าง(ภาพกลาง) 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: เสาธงชาตีจีน (สีแดงพร้อมดาวห้าดวง) สถานที่รถไฟใต้ดินหมายเลข 1 และ
เสาหิน“หัวเปี่ยว” (Huabiao) หน้าประตูทางเข้าพระราชวังต้องห้าม

      จากนั้นคณะของเราก็เดินเข้าชมพระราชวังต้องห้าม02 (จื่อจิ้นเฉิง/พระราชวังหลวง หรือ Forbidden City) มีทหารยืนเฝ้าอยู่สองสามนาย ทราบจากไกด์เฟิงว่า ทหารจีนนั้น คัดมาจากชายหนุ่ม ทั่วประเทศ สูงใหญ่ บุคลิกดี ประวัติดี และการศึกษาต้องดีด้วย ประตูแรกที่เข้าไปชื่อ ประตูเทียนอันเหมิน เดินเข้าไป ก็จะเป็นแนวยาวมีต้นสนกระจายอยู่ ราว ๆ ร้อยกว่าเมตรก็มาถึงประตูอู่เหมิน (Meridian Gate) มีห้องขายตั๋วอยู่ ไกด์ก็ได้จัดซื้อแล้วแจกให้แก่คณะของเรา แล้วเดินตรงผ่านประตูเข้าไปยังประตูไท่เหอเหมิน (Gate of Supreme Harmony) ตรงหน้าประตูนี้ จะมีสะพานหินข้ามลำน้ำ เป็นตามคติจีน โดยทางเข้าวังจะต้องมีน้ำ เมื่อมองลงไปจะเห็นผิวน้ำบางส่วนจับตัวเป็นน้ำแข็งแล้ว

      
ภาพจากซ้ายไปขวา: หน้าประตูอู่เหมิน, ผ่านประตูไปจะมีสะพานข้ามลำน้ำ

     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ด้านหลังประตูอู่เหมิน, ลำน้ำจะเห็นว่าบางส่วนจับตัวเป็นน้ำแข็งแล้ว

     

     
 

วันที่สาม: เสาร์ที่ 6 มกราคม 61 กำแพงเมืองจีน (ด่านจียงกวน)-Snow World-ผ่านชมสนามกีฬาโอลิมปิก
เช้า
  • รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • เดินทางไป กำแพงเมืองจีน
  • ชมหยกจีน
เที่ยง
  • รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร เมนูสุกี้มองโกล
บ่าย
  • Beijing Snow World
ค่ำ
  • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร เมนูพิเศษ บุฟเฟ่ต์ Chenkiskan BBQ ซีฟูดส์
 
  • เข้าสู่ที่พัก Holiday Inn Express Hotel (4ดาว) หรือระดับใกล้เคียง


 
วันที่สี่: อาทิตย์ที่ 7 มกราคม 61 ตลาดรัสเซีย - สนามบินเทียนสิน - สนามบินดอนเมือง
เช้า
  • รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
  • เดินทางสู่ประตูชัย
  • ตลาดรัสเซีย
เที่ยง
  • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารจีน)
บ่าย
  • เดินทางสู่เมืองเทียนสิน
19:50-23:55 น.
  • เดินทางกลับจากสนามบินเทียนสิน สู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Nok Scoot เที่ยวบินที่ XW879 โดยสวัสดิภาพ


หมายเหตุและคำอธิบาย
01.  จัตุรัสเทียนอันเหมิน (เทียนอันเหมินก๋วงฉ่าง) ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 440,000 ตารางเมตร ความหมายของเทียนอันเหมิน คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู   จัตุรัสเทียนอันเหมินมีความสำคัญในวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นสัญญลักษณ์เพราะว่าจัตุรัสเทียนอันเหมินคือที่ตั้งของเหตุการณ์สำคัญมากมายในประวัติศาสตร์จีน จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 
       ประตูเทียนอัน หรือเทียนอันเหมิน (เพียงแต่ข้ามถนนฉางอานไป) ก็จะเห็นประตูเทียนอัน มีเสา “หัวเปี่ยว” (Huabiao) เสาหินอ่อนสลักลวดลายมังกรบนก้อนเมฆ ในสมัยก่อนใช้เป็นหลักเขตตั้งอยู่หน้าประตูทั้ง 2 ข้าง ประตูนี้เดิมทีเป็นประตูหน้าของพระราชวังสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1417 มีชื่อเดิมว่า "เฉิงเทียนเหมิน" หลังซ่อมแซมใหม่ในสมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) ในปี ค.ศ. 1651 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเทียนอานเหมิน จากประตูนี้ เราสามารถเดินทะลุเข้าวังโบราณได้ ลักษณะของประตูวังเก่าแห่งนี้ เป็นกำแพงใหญ่ ชั้นบนสร้างเป็นเก๋งหลังคาสีเหลือง มีเสากลมสีแดง 10 ต้น เพื่อให้เกิดเป็นช่วงระหว่างเสา 9 ช่อง ตามตัวเลขทรงโปรดของจักรพรรดิ ชั้นล่างเป็นช่องประตูทรงเกือกม้า 5 ช่อง มีภาพเหมือนสีน้ำมันขนาดใหญ่ของประธานเหมา เจ๋อ ตุง ติดตั้งเหนือประตูกลางสองข้างของภาพนี้ มีคำขวัญเขียนว่า "ประชาชนจีนจงเจริญ" และ "ประชากรโลกจงเจริญ" เป็นคำพูดของ ท่านเหมา เมื่อครั้งกล่าวคำปราศรัยบนพลับพลาเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมค.ศ. 1949 ซึ่งเป็นวันสถาปนาประเทศจีนใหม่หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" และได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติตลอดมาจวบจนปัจจุบันบริเวณหน้าเทียนอันเหมิน มีสะพานหินที่แกะสลักลวดลายสวยงามเรียงขนานกัน 5 สะพานด้วยกัน มีสิงโตหินขนานใหญ่ ยืนเป็นยามรักษาประตูอีก 1 คู่ สำหรับสิงโตคู่ที่วางประดับหน้าตำหนักและอาคารบ้านเรือนทั่วไป จะมีตำแหน่งการจัดวางที่ตายตัว โดยตัวผู้จะถูกวางทางซ้าย ตัวเมียอยู่ทางด้านขวาเสมอ
         จัตุรัสเทียนอันเหมินล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจน พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมี หอรำลึกท่านประธานเหมาและหอประตูเจิ้งหยางเหมิน หรือเฉียนเหมิน
        ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติมากกว่าพันๆคนมาเยี่ยมชมจัตุรัสเทียนอันเหมินและอาคารสถาปัตยกรรมบริเวณจัตุรัสแห่งนี้ทุกวัน โดยเฉพาะการชมพิธีอัญเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาและลงจากยอดเสาของกองทหารในเวลาเช้าและเย็น, ที่มา: www.abroad-tour.com และ www.tripdeedee.com, วันที่สืบค้น 2 มีนาคม 2561.
02.  พระราชวังต้องห้าม (จื่อจิ้นเฉิง/พระราชวังหลวง) ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป ตั้งอยู่ ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งสร้างขึ้นตามบัญชาจักรพรรดิหย่งเล่อแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1420 เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ.1368-1644) และราชวงศ์ชิง (ปี ค.ศ.1644-1911) รวม 24 พระองค์ กำแพงวังสูง 9 เมตร โอบล้อมพื้นที่ 183 ไร่ เอาไว้ ภายในประกอบด้วยพระที่นั่ง ท้องพระโรง หมู่ตำหนัก ลานกว้าง อุทยานหลวง และห้องหับอีกเกือบ 10,000 ห้อง ชาวจีนเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า พิพิธภัณฑ์พระราชวัง (กู้กงป้ออู้ก่วน) และภายในก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาสถาปัตยกรรม ศิลปวัตถุและของสะสมส่วนพระองค์ของจักรพรรดิจีนเอาไว้ 
     ประตูเข้าสู่เมืองต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศใต้ชื่อประตูเทียนอันเหมินซึ่งมีทางเดินถอดยาวไปสู่ประตูอู่เหมินจะมีห้องขายตั๋วอยู่ด้านข้างของประตู หลังประตูอู่เหมินเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก ประกอบด้วยพระที่นั่งสามองค์กับลานหินอีกหลายแห่ง จากประตูอู่เหมินจะมีทางเชื่อมถึงสะพานหินอ่อนสีขาวห้าสายทอดตรงไปสู่ประตูไท่เหอเหมิน อันเป็นทางเข้าสู่พระที่นั่งองค์แรกในเขตพระราชฐานชั้นนอกชื่อ พระที่นั่งไท่เหอเตี้ยน พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประดิษฐานบัลลังก์มังกรองจักรพรรดิจีนด้วย พระที่นั่งองค์ที่สอง คือพระที่นั่งจงเหอเตี้ยน ภายในมีพระแท่นบัลลังก์เล็ก ๆ ตั้งอยู่องค์หนึ่งเป็นที่ซึ่งจักรพรรดิทรงเรียกตัวขุนนางให้เข้ามาเข้าเผ้าถวายรายงานเรื่องต่าง ๆ พระที่นั่งองค์สุดท้ายคือพระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยนเป็นที่สำหรับให้จอหงวนคนใหม่ที่ผ่านการสอบคัดเลือกประจำปีเข้าเผ้าจักรพรรดิ พระที่นั่งทั้งสามนี้มีอายุนับย้อนไปถึง ค.ศ.1420 แต่ก็ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์หรือแม้กระทั่งสร้างใหม่มาแล้วหลายครั้งในยุคราชวงศ์ชิง
อาคารที่คั่นอยู่ระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกกับชั้นในคือ หมู่ตำหนักตะวันออกที่ใช้จัดแสดงข้าวของต่าง ๆ มีหอนาฬิกาตั้งอยู่ในตำหนักเฟิ่งเซียนเตี้ยน (ตำหนักบูชาบรรพชน) มีนาฬิกาจัดแสดงอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นบรรณาการจากอังกฤษ อเมริกา และยุโรปในศตวรรษที่ 18
ใกล้กันคือหออัญมณีที่ตั้งอยู่ในเขตตำหนักหนิงโซ่วกงภายในจัดแสดงสมบัติของพระราชวงศ์และฉลองพระองค์ชองฉื่อซีไท่โฮ่ว และยังมีอุทยานเขาจำลองของจักรพรรดิเฉียนหลงกับฉากเก้ามังกร (จิ๋วหลงปี้) สูง 30 เมตรที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1773 ก็ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย
ส่วนเขตพระราชฐานชั้นในประกอบด้วยหมู่พระตำหนักส่วนพระองค์สามหลัง ตั้งอยู่แกนกลางของพระราชวังต้องห้ามตอนบน หมู่ตำหนักเหล่านี้เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิและพระราชวงศ์ฝ่ายในทั้งหมดนอกจากนี้ ยังมีนางกำนัลและขันทีคอยรับใช้อยู่มากกว่า 1,000 คน พระตำหนักหลังแรกคือ พระตำหนักเฉียนชิงกง อันเป็นที่ประทับของจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์หมิง หลังที่สองคือ พระตำหนักเจียวไท่เตี้ยน อันเป็นที่ประดิษฐานบัลลังก์ของจักรพรรดินีในยุดราชวงศ์ชิง หลังสุดท้ายคือ พระตำหนักคุนหนิงกง อันเป็นที่ประกอบพระราชพิธีอภิเษกให้กับจักรพรรดิผู่อี้เมื่อปี ค.ศ.1922 ขณะยังทรงพระเยาว์อยู่
ใกล้ๆกับประตูวังด้านทิศเหนือ เป็นเขตอุทยานหลวงอวี้ฮัวหยวนอันดารดาษไปด้วยศาลาเก๋งจีน ต้นสนโบราณ และภูเขาจำลองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิง ที่นี่เป็นที่ตั้งของตำหนักจินอันเตี้ยนอันเป็นศาลเจ้าในลัทธิเต๋า สร้างอุทิศแก่เทพเจ้าเสวียนอู่, ที่มา: www.tripdeedee.com และ th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 2 มีนาคม 2561.              

 
info@huexonline.com