MENU
TH EN

ทานไส้กรอกเยอรมัน เคล้ากลิ่นน้ำหอมโชยละมุนที่ปารีส

ทิวทัศน์ข้างทางระหว่างนั่งรถไฟฟันเฟืองขึ้นเทือกเขายุงเฟรา

ทานไส้กรอกเยอรมัน เคล้ากลิ่นน้ำหอมโชยละมุนที่ปารีส: ไปกับอภิรักษ์โซคูลส์
(Eat a German sausage, Perfume fragrance in Paris: Travel and Leisure by Apirak So Cools)

 
First revision: Apr.11, 2017
Last revision: Sep.07, 2017


        ปลาย ๆ เดือนมีนาคม 2560 ผมตัดสินใจจองทัวร์ไปเที่ยวยุโรปรวม 8 วัน ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม - 28 พฤษภาคม 2560 เป็นการเที่ยวแพ็คเก็จกระชับ ๆ แบบบุฟเพ่ต์ โน่นนิดนี่หน่อย กับ SKN Best Co., Ltd.และ World Connections เพราะเคยใช้บริการคราวไปออสเตรียแล้ว และก็ดูแล้วน่าสนใจ ไปทั้งเยอรมนี สวิส ลิกเทนสไตน์ และฝรั่งเศส รวมสี่ประเทศ เก๋ ๆ ใช้เวลาไม่มาก ราคาไม่แพง ดูแล้วคุ้มค่า จึงตัดสินใจไป.

       ผมเตรียมเอกสารเพื่อทำวีซ่า และไปสแกนลายนิ้วมือที่หน่วยบริการด้านวีซ่าของประเทศฝรั่งเศส ที่อาคารสาธรซิตี้ทาวเวอร์ชั้น 12 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขลุกขลักเล็กน้อย กว่าจะสแกนนิ้วมือ ตรวจเช็คเอกสารเสร็จก็เกือบ 11 โมงเช้า ทริปนี้มีผู้ร่วมคณะราว ๆ 30 กว่าคน และต่อมาก็ทราบจากทางบริษัทผู้จัดว่าวีซ่า ออกให้ช้าเล็กน้อย คาดว่าจะเป็นวันพฤหัสบดีที่ 18 พ.ค.นี้ เพราะระบบงานของหน่วยบริการด้านวีซ่าติดขัด ซึ่งทำให้ล่าช้า เล่นเอาใจหายใจคว่ำลุ้นอยู่เหมือนกัน และทราบจากทางผู้จัดทริปว่าอากาศที่ยุโรปกำลังหนาวดี ราว ๆ  17-20 องศาเซลเซียส เว้นแต่บนยอดเขาจุงเฟรา สวิส อุณหภูมิราว -2 ถึง 2 องศาเซลเซียส สองสามวันก่อนไปนี้ก็คงต้องเตรียมจัดหาเสื้อหนาว ฮู้ด ถุงมือ เสื้อยืดข้างใน ถุงเท้าหนา ๆ ผ้าพันคอไปด้วย ตามคำแนะนำของผู้จัด.

สรุปกำหนดการออกแล้ว เมื่อ 17 พฤษภาคมเวลาเที่ยง ๆ : หัวหน้าทัวร์ชื่อ คุณแอมป์ (ณัฐรดา เพ็งพุฒ) นัดเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 แถว D ค่ำวันที่ 21 พ.ค. เวลา 20:30 น.

ค่าใช้จ่ายรวมราวเจ็ดหมื่นห้าพันบาท รวมค่าเดินทางโดยสายการบินไทย ขาไปลงสนามบินแฟรงเฟิร์ต ขากลับขึ้นจากสนามบินชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle Airport - CDG)  ที่พักเดี่ยว ทำวีซ่า หากประหยัด ๆ ไม่ซื้ออะไรมาก ดื่มด่ำกับประสบการณ์ ความประทับใจและเก็บภาพต่าง ๆ ด้วยกล้องคู่ชีพ ก็น่าจะสามารถคุ้มงบประมาณใช้จ่ายไม่เกินเก้าหมื่นบาทได้. 

จุดเด่นของทริปนี้คือ:
เมืองแฟรงเฟิร์ต (Frankfurt) - กอลมาร์ (Colmar) - ทิทิเซ่ (Titisee) - ป่าดำ (Black Forest) - ล่องทะเลสาบทิทิเซ่ (Lake Titisee) - ไฟร์บรูก หรือ ไฟร์บวร์ก (Freiburg) - ซาฟเฮาส์เซ่น (Schaffhausen) - น้ำตกไรน์ (Rhein Fall)
ลิกเทนสไตน์ (Liechtenstein) - กรุงวาดูซ (Vaduz) - อินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) - ช้อปปิ้ง - กรินเดลวาลด์ (Grindelwald)
นั่งรถไฟชมวิวพิชิตยอดเขายุงเฟรา (Jungfraujoch) - ถ้ำน้ำแข็ง 1,000 ปี (Ice Palace) - ภัตตาคารชมวิวพานอราม่า - ไคลน์ไชเด็ค (Kleine Scheidegg)
ดีจองหรือดีฌง (Dijon) - มหานครปารีส (Paris) - ย่านมงมาร์ต (Montmartre) - เข้าชมมหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur) - ล่องเรือชมแม่น้ำแซนน์ (La Seine) - City Tour 
Duty Free - ช้อปปิ้งแบรนด์เนม - ห้างลาฟาแยต (Galarie Lafayette)


 
วันแรก:
อาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม 60
สมุทรปราการ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) - แฟรงเฟิร์ต
20:30 น. คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4 แถว D เคาน์เตอร์สายการบินไทย (เคาน์เตอร์ A-B) โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ให้การต้อนรับ
23:45 น. ออกเดินทางสู่เมืองแฟรงเฟิร์ต โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG920 (BKK-FRANKFURT) ถึง
แฟรงเฟิร์ต เวลา 06:00 น. ของวันรุ่งขึ้น (รวมเวลาเดินทาง 10:45 ชั่วโมง) ***เวลายุโรปช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง***
 

ผมมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเร็ว ราว ๆ 5 โมงเย็น มาทางแอร์พอร์ตลิ้งค์ แลกเงินเป็นยูโร และสวิสฟรังค์ เตรียมความพร้อมต่าง ๆ ผมยังไอโขลก ๆ อยู่เอายาแก้ไอไปทานด้วย เอาผ้าพันคอพันไว้ช่วยได้เยอะ ผมทานอาหารเย็นในสนามบินที่ร้าน ลีคิทเช่น ทานให้อิ่มรองท้องไว้
แล้วเดินแกร่ว ๆ จากนั้นก็มารวมพลกันที่จุดนัดพบ ช่อง D รับพาสปอร์ต เอกสารที่ต่าง ๆ กำหนดการ อื่น ๆ คณะที่ไปทริปนี้รวม 31 คน รวมไกด์ (คุณแอมป์) 
 
ผมเริ่มคล่องขึ้นเยอะในการเช็คอิน ผ่านเครื่องตรวจ เช็คออกจากประเทศ (ผ่าน ตม.) ขาออก คณะทริปนี้นั่งชั้นประหยัด แต่ที่ก็ไม่แคบเกินไปนัก
 
เครื่องบินออกจากสุวรรณภูมิราวเที่ยงคืน ผู้โดยสารเต็มลำ มีทั้งคนไทย เยอรมัน และชาติต่าง ๆ หลากหลาย TG920 ผมนอนเลย มีโฮสเตสมาเสิร์ฟอาหารบนเครื่องทั้งลำราว ๆ ตีหนึ่ง ผมไม่ไหวละครับ ขอนอนก่อน...ผมปรับพนักเอนไม่ได้ เห็นโฮสเตสชาย (ผู้ใหญ่ ๆ หน่อย มาทราบและเจอภายหลังตอนเดินออกเครื่อง เป็นหัวหน้าลูกเรือบนเครื่อง เป็นเพื่อนเก่าสวนกุหลาบผมเอง "เปิ้ล-ยรรยง" ตอนเรียน ม.ศ. 3 ทักทายกันภาษาพ่อขุนตามเรื่องตามราว) ตะคุ้ม ๆ เดินมาเพราะไฟเริ่มปิดให้นอนแล้ว ให้ช่วยจัดพนักให้เอนนอนสบายขึ้น


 
วันที่สอง:
จันทร์ที่ 22
พฤษภาคม 60
แฟรงเฟิร์ต01 - กอลมาร์ - ทิทิเซ่ - ป่าดำ - ชมทะเลสาบทิทิเซ่
06:00 น.
  • เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต สหพันธรัฐเยอรมนี หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางสู่เมือง "กอลมาร์ (Colmar)" เมืองท่องเที่ยวยุคกลางที่มีชื่อเสียงและยังเป็นเมืองหลวงของจังหวัดโอ-แร็ง (Haunt-Rhin) ในแคว้นอาลซัส (Alsace) ประเทศฝรั่งเศส.
  • ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เมืองกอลมาร์ ยังเป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงด้านไวน์แห่งอาลซัส (Capital of Alsatian wine)".
  • นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการอนุรักษ์ ให้เป็นเมืองที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมของเมืองโบราณ เรามีเวลาเดินเล่นชมตัวเมืองเก่าที่เรียงรายไปด้วยเรือนไม้โบราณ ร้านค้าโบราณ โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ คริสต์ศาสนาสถาน ร้านค้า และที่อยู่อาศัย ที่คงสภาพเหมือนยุคกลาง. 
เที่ยง รับประทานอาหารเที่ยงที่ภัตตาคาร
บ่าย
  • เข้าชมเมือง "ทิทิเซ่ (Titisee)" ตั้งอยู่ในพื้นที่กลางป่าดำหรือ Black Forest ปกคลุมด้วยป่าสนยืนต้นนับหมื่นไร่ของสหพันธรัฐเยอรมนี มีทะเลสาบทิทิเซ่ (Lake Titisee) ที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาและทิวป่าสนยืนต้นปกคลุมไปทั่ว ทิทิเซ่ ยังเป็นต้นกำเนิดของ "นาฬิกากุ๊กกู" ที่มีชื่อเสียง.
  • ล่องเรือชมทะเลสาบทิทิเซ่ (Lake Titisee) ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ชมธรรมชาติที่สวยงามริมทะเลสาบและหมู่บ้านทิทิเซ่ ซึ่งเป็นแหล่งพักผ่อนตากอากาศชื่อดังของเยอรมนี จากนั้นก็เข้าชมนาฬิกากุ๊กกูสินค้าพื้นเมือง หรือเพลิดเพลินกับการเดินเลือกซื้อ นาฬิกากุ๊กกูและงานไม้แกะสลัก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเยอรมันตอนใต้ หรือเป็นสัญลักษณ์ของชาวป่าดำ.
ค่ำ ทานอาหารมื้อค่ำที่ภัตตาคาร
ที่พัก BEST WESTERN HOTEL HOFGUT STERNEN, GERMANY


       
ภาพซ้ายคือมอนิเตอร์หน้าที่นั่งระหว่างเดินทางมายุโรปแสดงเส้นทางการบินค่อนข้าง Real-time ของการบินไทย
ภาพขวาคือแสงอรุณแรกของวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ณ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต สหพันธรัฐเยอรมนี

ผมหลับได้ค่อนข้างดี เครื่องบินมีสั่นบ้างราว ๆ สาม-สี่ครั้งใหญ่ ๆ ด้วยผมดูการเดินทางของเครื่องบิน ทางมอนิเตอร์ตรงพนักเบาะด้านหน้า เครื่องบินผ่านพม่า ตัดเข้ากัลกัตตา เข้านิวเดลลี ออกขึ้นไปเหนือ ผ่านอัฟกานิสถาน ขึ้นไปทางเหนือ เลาะเข้าทะเลสาบแคสเปียน ออกไปทางซ้ายเรื่อย ๆ เข้าคาซักสถาน ผ่านทางเหนือตุรกี ทะเลดำ เข้ามาทางยุโรปตะวันออก โรมาเนีย ออสเตรีย ผ่านเวียนนา ตัดเข้าผ่านมิวนิค ผ่านเนินบูรก์ แล้ว มาแลนดิ้งที่ท่าอากาศยานแฟรงค์เฟิร์ท เอมไมน์ (Frankfurt am Main Airport) เวลาท้องถิ่นประมาณ 6 โมงเช้า อุณหภูมิประมาณ 17 องศาเซลเซียส ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ช้าไปนิด เพราะมีคนเข้าเมืองเยอรมันคิวยาวมาก มารับกระเป๋าที่ชั้นกราวน์ของสนามบิน แล้วรวมพล เดินกันออกมาขึ้นรถบัส ล้อหมุนเพื่อไปเมืองกอลมาร์ต่อ ตอนเวลา 8:00 น.
 
     
ภาพซ้าย เป็นภาพภายในรถบัสของคณะทัวร์ ครั้งนี้  รวม 31 ท่าน
ภาพขวาเป็นสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ ฝั่งขวาจะทำกสิกรรม ฝั่งซ้ายเริ่มเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ด้านแปรรูปอาหาร

รถบัสเดินทางมาบนเส้นออโต้บาห์น รถยนต์ที่ยุโรปใช้พวงมาลัยซ้าย ขับอัดได้เต็มที่ ใครช้าก็หลบไปด้านขวา ส่วนรถบัสของคณะลิมิตความเร็วที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไกด์สาวเราคุณแอมป์ก็แนะนำตัว แนะนำคนขับชื่อคุณ คาร์ดิโอ (Cardio) ทั้งรถบัสและคนขับมาจากอิตาลี เขาสามารถประกอบอาชีพได้ทั่วทั้งยุโรโซน รถบัสมีสภาพใหม่มาก นั่งสบาย ผมมานั่งเบาะหลัง ๆ รองสุดท้ายของรถบัส มองทิวทัศน์ได้โอเค
 
มิสเตอร์คาร์ดิโอ กับรถบัสที่ให้บริการตลอดทริปนี้

สองข้างทางของออโต้บาห์น (Auto Bahn) ดูสวยงาม สะอาดสะอ้าน รถขับกันดีมีวินัย ล้วนแล้วแต่รถหรู ๆ เช่น เมอร์ซีเดส บีเอ็มดับบลิว โวล์คสวาเก้น เป็นต้น รถบัสขับมาทางใต้ เฉียงไปทางตะวันตกเล็กน้อย สองข้างทางดูเพลิน
 
     
ภาพซ้าย เป็นจุดผ่านจากเยอรมนี เข้าฝรั่งเศส ไม่มีการตั้งด่าน รถบัสข้ามผ่านไปเลย เพราะเป็นกลุ่มประเทศอียูด้วยกัน
ภาพขวา ถ่าย ณ หน้าร้านมินิมาร์ท ขณะแวะเข้าห้องน้ำ อยู่ในเขตประเทศฝรั่งเศส ก่อนผ่านเมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg)

ช่วงนี้แวะจุดพักเพื่อเข้าห้องน้ำกัน อากาศดีมาก คณะก็แวะซื้อน้ำดื่ม ไอศกรีม ฯ ตามเรื่อง สักพักก็เดินทางต่อไปยังเมืองกอลมาร์ (Colmar) ต้องข้ามชายแดนไปยังฝรั่งเศส ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ เกษตรเริ่มปลูกพืชต้นเล็ก ๆ เช่น ฮ้อป ข้าวสาลี ต้นมัสตาร์ท มีการปลูกต้นองุ่น ดูเป็นสัดส่วนสวยงาม
รถข้ามผ่านแม่น้ำไรน์ แล้วข้ามชายแดนมายังฝรั่งเศส โดยไม่ต้องผ่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพราะเป็นกลุ่มประชาคมยุโรปด้วยกัน ภาษาบนป้ายต่าง ๆ สองข้างทางยังมีภาษาเยอรมันประปราย และเริ่มมีเป็นภาษาฝรั่งเศส

สักครู่ใหญ่ ๆ ราว ๆ 11:40 น. เราก็มาถึงเมืองกอลมาร์ (Colmar) เป็นเมืองมรดกโลก คณะเราเดินตรงไปทานอาหารเที่ยงกันก่อน ระหว่างทางเห็นบ้านเรือน ร้านรวงสวยงามโบราณ อนุรักษ์กันไว้อย่างดี ว่ากันว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองกอลมาร์นี้ได้รับผลกระทบเสียหายบ้างแต่ไม่มากนัก ไม่ย่อยยับเหมือนเบอร์ลิน เนิร์มเบิร์ก (ที่ตอนหลังชาวเมืองเก็บปรักหักพังมาประติดประต่อ เอาของใหม่ประสมสร้างเป็นเมืองขึ้นมาใหม่ได้) มหาวิหารกอลม่าร์ก็สวยงาม เก่าแก่ อนุรักษ์ไว้อย่างดี เป็น Signature ของฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้
 
     
ภาพซ้าย เป็นอาคารในเมืองกอลมาร์ ซึ่งอนุรักษ์ไว้อย่างดี
ภาพขวา ผมกับอาคารที่เป็นหอสมุดของเมืองกอลมาร์

 
     
ภาพซ้าย เป็นมหาวิหารแห่งกอลม่าร์ เป็นสไตล์แบบกอธิค (Gothic Architecture)
และภาพขวา เป็นออเดิร์ฟ (d'Oeuvre) ของมื้อเที่ยงที่เมืองกอลมาร์


     
ภาพซ้าย เป็นด้านข้างขวาของมหาวิหารแห่งกอลมาร์ จะใช้วัสดุเป็นหินทราย
ภาพขวา เป็นจุดที่เรียกกันว่า "เวนิสน้อย" แห่งเมืองกอลมาร์




ใกล้ ๆ กับเวนิสน้อย จะมีร้านที่ได้ มิชลินสตาร์ ในปี 2016 ตั้งอยู่ด้วย

ขณะมาแวะทานอาหารเที่ยงที่ภัตตาคารท้องถิ่นด้านข้างซ้ายของประตูเข้าโบสถ์กอลมาร์ แบ่งออกเป็นสามระยะหรือสามคอร์ส ใช้เวลาร่วมเกือบสองชั่วโมง นานเกินสำหรับนักท่องเที่ยวคนไทย เริ่มด้วยเมูพิซซ่า (มีแป้งราดชีสกับแฮมสับ ทานพร้อมซีซาร์สลัดเล็ก ๆ ต่อด้วยไก่ย่างราดน้ำเกรวี่ทานกับมันบด เลี่ยนมาก ไกด์แอมป์ช่วยได้เยอะ โดยเอาน้ำจิ้มแจ่วมาแจกตามโต๊ะต่าง ๆ ดีขึ้น ค่อย ๆ ทานกันได้มาก ตบท้ายด้วยราสเบอร์รี่ชีสเค้กเล็ก เค้กแทบไม่ค่อยเห็น เป็นชีสเบา ๆ มากกว่า เปรี้ยวดี ผลราสเบอร์รี่สดมาก)
จากนั้น คณะก็เดินทางชมตามจุดต่าง ๆ มาถ่ายภาพกันที่คลอง กล่าวได้ว่าเป็นเวนิสน้อยของที่นี่ ต่อจากนั้น ก็เดินกลับไปขึ้นรถบัสไปยังจุดต่อไป
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ดอกทิวลิปทางเข้าเมืองทิทิเซ่ และวิวริมทะเลสาบทิทิเซ่ยามเย็น

หลาย ๆ ท่านรวมทั้งผม เริ่มเพลีย ง่วงนอน ลืมตามแทบไม่ค่อยขึ้น รถบัสพาคณะไปข้ามมายังเยอรมัน โดยข้ามแม่น้ำไรน์ มาเมืองทิทิเซ่ (Titisee) ซึ่งอยู่ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค (Baden-Württemberg) ของสหพันธรัฐเยอรมนีที่เรียกกันว่าป่าดำ (Black Forrest) ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง ผมหลับมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆ ด้วยความเพลีย คณะมาถึงเมืองทิทิเซ่ ราว ๆ สี่โมงครึ่งตอนเย็น (ก็ประมาณ สามทุ่มครึ่ง เมืองไทย) คณะเดินมาขึ้นเรือล่องทะเลสาบทิทิเช่กัน ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ไม่ใหญ่นัก ยาว 1.87 กิโลเมตร กว้างราว 750 เมตร อากาศเย็น สีน้ำไม่สวยดูดำครึ้มไปหน่อย
     
ทะเลสาบทิทิเซ่ และป่าไม้ริมฝั่งที่เรียกกันว่า แบล็คฟอร์เรส โดยถ่ายขณะอยู่บนเรือล่องในทะเลสาบกัน

คณะได้นั่งเรือ ผมนั่งข้างล่างครู่หนึ่ง แล้วไปถ่ายรูปบนดาดฟ้าเรือ ถ่ายภาพฝั่งทะเลสาบเป็นต้นสนดูครึ้ม ทะมึนจนกลายคล้ายว่าเป็นสีดำแน่นมาก สวยงาม มีรถทำเป็นตู้แค้มป์มาจอดข้าง ๆ ทะเลสาบหลายสิบคัน ดูรื่นรมย์ เป็นปิกนิกที่เก๋มากของคนเยอรมันที่นี่ มีบ้านตั้งอยู่ติดริมทะเลสาบ มีทางเล็ก ๆ ทอดลงทะเลสาบ ดูจ๊าบมาก น่าอยู่น่าอิจฉา

จากนั้น ก็มีเวลาพอให้ช้อปปิ้ง ก่อนที่จะทานอาหารเย็นร่วมกัน ผมเดินมาร้านที่เล็ง ๆ ไว้ กะซื้อนาฬิกาคุกคู (Cuckoo clock) ผมตัดสินใจซื้อมาเรือนหนึ่ง แต่ต้องไขลานทุกวัน หากซื้อเรือนที่ไขลานสัปดาห์ละครั้ง ราคาจะแพงเป็นสองเท่า ต่อรองกันตามปกติ ได้ราคาที่พอใจก็ซื้อมา พนักงานขายเป็นคนอินเดีย (เจ้าของเป็นเยอรมัน) คนขายคุยดี อัธยาศัยดี เป็นแขกซิกส์ ชื่อ Indarasingha หรืออินทรสิงห์ เป็นราชสีห์ของพระอินทร์ นั่นเอง คุยกันรู้เรื่อง

 
    
ภาพจากซ้ายไปขวา: ด้านนอกของร้านขายนาฬิกาคุกคูร้านหนึ่ง ถือเป็น Signature จุดหนึ่งของเมืองทิทิเซ่
และภาพเมนูหลักอาหารเย็นวันนี้ ขาหมูเยอรมัน

พอได้เวลาผมก็มาร่วมทานอาหารค่ำกับคณะทัวร์ เป็นร้านอาหารเยอรมัน สไตล์ร้าน Paulaner ที่กรุงเทพ คือมีขาหมูเยอรมันเสิร์ฟ ว่ากันคนละขาเบ้อเริ่มเลย ราดน้ำเกรวี่ มีข้าวสวยให้ทานด้วย เฟรนฟรายด์ มีซุปใสร้อน ๆ ให้ทานเป็นออเดิร์ฟ ตบท้ายด้วยเค้กชิ้นกลาง ๆ มีกลิ่นเหล้ารัมละมุนเล็กน้อย อร่อยดี กล่าวโดยสรุปรวม ๆ เป็นมื้อเย็นที่หนัก ทารุณจัง ผมทานได้ครึ่งหนึ่ง ผมต้องสั่งน้ำส้มคั้น (จากขวด) มาทานแก้เลี่ยน (และมีอาการไออยู่แล้ว) ทานเสร็จราว ๆ ทุ่มครึ่ง (เวลาเมืองไทย ก็ร่วมเที่ยงคืนครึ่งแล้ว) ร้านรวงเริ่มปิด ท้องฟ้ายังสว่างโล่ทั้ง ๆ ที่เกือบสองทุ่มแล้ว ผมและคณะหลายคน มึน ๆ กันหมด อยากจะเข้าที่พักเต็มแก่ คณะก็มาถึงที่พัก อยู่กลางหุบเขาแบล็คฟอร์เรส พอได้รับกุญแจห้อง คณะและผมก็ขอตัวต่างเข้าพักผ่อนในห้องของตน ห้องพักดูสะอาดสะอ้าน เย็นสบายไม่มีแอร์ อากาศเย็น ๆ อยู่แล้ว เปิดแง้มหน้าต่างขึ้น และประตูด้านเฉลียงไว้ อาบน้ำอาบแต่งตัวเข้านอน ด้วยความอ่อนเพลียสุด ๆ เลย.
 
     
คณะของเราพักที่ BEST WESTERN HOTEL HOFGUT STERNEN ในป่าดำ (Black Forrest) แคว้นบาวาเรีย สหพันธรัฐเยอรมนี


     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภายในห้องพัก และทิวทัศน์หลังโรงแรม เป็นสะพานทางรถไฟเชื่อมสองหุบเขา
 
วันที่สาม:
อังคารที่ 23
พฤษภาคม 60
ทิทิเซ่ - ซาฟเฮาส์เซ่น - น้ำตกไรน์ - ลิกเทนสไตน์ - กรุงวาดูซ - อินเทอร์ลาเก้น - ช้อปปิ้ง
เช้า
  • รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก.
  • ออกเดินทางสู่ "เมืองซาฟเฮาส์เซ่น (Schaffhausen)" เมืองชายแดนเยอรมัน - สวิสฯ ซึ่งเกิดจากแม่น้ำไรน์สายน้ำนานาชาติที่สำคัญที่สุดในยุโรป แม่น้ำแห่งเกิดขึ้นจากการละลายของหิมะจากเทือกเขาแอล์ป ไหลผ่านหน้าผาสูงชันที่เมืองซาฟเฮาส์เซ่น เกิดเป็น "น้ำตกไรน์ที่สวยงามที่สุดในยุโรปกลาง" ชมความตระการตาของสายน้ำตก. 

เกาะกลางน้ำของน้ำตกไรน์ ที่มา: switzerland-guides.blogspot.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560.

 

แผนที่ประเทศลิกเตนสไตน์ ที่มา: www.maps-of-europe.net, วันที่สืบค้น 14 เมษายน 2560.
 
  • เดินทางสู่เมืองวาดุส (Vaduz) เมืองหลวงของประเทศลิกเตนสไตน์ (ภาษาเยอรมัน: Liechtenstein) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ราชรัฐลิกเตนสไตน์ เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอลป์ (Alps) ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและตั้งอยู่ในทวีปยุโรปตอนกลาง มีพรมแดนด้านตะวันออกติดกับประเทศออสเตรีย และทางด้านตะวันตกติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถึงแม้ประเทศนี้จะมีขนาดเล็กและเต็มไปด้วยภูเขาสูง แต่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เป็นเสมือนที่รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่าง ๆ ในยุโรปทั้งหมด นอกจากนี้ลิกเตนสไตน์ ยังเป็นที่นิยมของนักเล่นกีฬาในฤดูหนาว และยังมีชื่อเสียงในฐานที่เป็นประเทศที่เก็บภาษีต่ำมากประเทศหนึ่งอีกด้วย. 
เที่ยง รับประทานอาหารเที่ยงตามอัธยาศัย เพื่อความสะดวกในการช้อปปิ้ง
บ่าย
  • เดินทางมุ่งสู่เมือง "อินเทอร์ลาเก้น"02 บ้างก็เรียก "อินเทอร์ลาเคน" (Interlaken) เป็นเมืองตากอากาศที่สวยงาม เมืองนี้เคยใช้เป็นฉากภาพยนตร์ไทย เรื่อง "วันนี้ที่รอคอย" เราได้อิสระกับการเลือกซื้อสินค้าสวิสฯ.
อินเทอร์ลาเก้น สวิตเซอร์แลนด์, ที่มา: www.tourtooktee.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำตามอัธยาศัย เพื่อความสะดวกในการช้อปปิ้ง
ที่พัก CARLTON EUROPE HOTEL, SWITZERLAND

อากาศยามเช้าที่แบล็คฟอร์เรส เยอรมัน ตอนตี 4 ครึ่งราว ๆ 9 องศาเซลเซียส หนาวมันจับใจจริง ๆ
 
        

ผมเสิร์ชในอินเทอร์เน็ต เล่นไลน์ครู่หนึ่ง พอราว ๆ หกโมงครึ่งก็อาบน้ำแต่งตัวลงมาข้างล่างของโรงแรม ถ่ายรูป อากาศดีมาก พอเจ็ดโมงเช้าคอฟฟี่ช็อป ทานอาหารเช้า อาหารอยู่ในเกณฑ์ดีมีซีเรียลธรรมชาติทานกับนมเย็น เนยและใส้กรอกต่าง ๆ โยเกิร์ต กาแฟ น้ำส้ม ทักทายกับเพื่อน ๆ ร่วมทริป แล้วมาเก็บผ้าผ่อนออกมาเช็คเอ้าท์ คืนกุญแจห้อง. ออกมาถ่ายภาพ รอบโรงแรม.


         



แล้วคณะก็พร้อม ราวแปดโมงสี่สิบนาทีก็ออกล้อหมุน คณะเดินทางไปอีกระยะหนึ่งสองข้างทางที่อยู่เขตสหพันธรัฐเยอรมนีสวยงามมาก มีการปลูกต้นมัสตาร์ดดอกสีเหลืองข้างทาง สักครู่ก็มาถึง "เมืองซาฟเฮาส์เซ่น (Schaffhausen)" เมืองชายแดนเยอรมัน - สวิส  มีน้ำตกที่เกิดขึ้นจากแม่น้ำไรน์ เป็นเกาะแก่ง เป็นน้ำตก สวยงามมาก คณะลงไปถ่ายภาพเก็บไว้ ตามจุดต่าง ๆ มีนักท่องเที่ยวทะยอยมากันมากขึ้น มีทั้งอินเดีย และฝรั่ง แต่สังเกตดูเป็นผู้สูงอายุ 

สักครู่รถบัสของคณะก็มาถึงจุดรอเช็คเอกสารพาขณะข้ามผ่านไปยังสวิตเซอร์แลนด์ (ต้องเข้มงวด เพราะเมื่อคืนวานมีเหตุเกิดระเบิดในสเตเดี่ยมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่อังกฤษ มีคนตายร่วม สิบห้าคน บาดเจ็บห้าสิบกว่าคน) สักพักคณะก็ข้ามเข้ามาสวิส สองข้างทางของสวิส ดูเป็นป่าเขา ธรรมชาติมากกว่าเยอรมัน กล่าวได้ว่าสวิส เป็นปอดของยุโรป ไกด์แอมป์แนะนำให้สอดอากาศบริสุทธิ์ที่นี่เยอะ ๆ เพราะหากเข้ากรุงปารีส ก็จะเจอมลภาวะต่าง ๆ อีกไม่น้อย
 
จากนั้นคณะก็เดินทางต่อไป โดยมีเป้าหมายที่กรุงวาดูช ประเทศลิกเท่นสไตน์ ใช้เวลาสักสองชั่วโมงกว่า ๆ ร่วม 150 กิโลฯ
 
คณะเดินทางต่อไปในสวิส ที่สวิส นี่มีระบบการขนส่งที่ดีที่สุดในโลก โดยมีระบบรถไฟเป็นหลัก (การเดินทางโดยทางรถไฟจะเป็นระบบ สะดวกและประหยัดที่สุด) ข้างหน้าของรถบัสมองไปไกลจะเห็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ. กลุ่มชวี (Schweiz) เป็นชน กลุ่มใหญ่หนึ่งในสี่ของสวิส ภาษาหลัก ๆ ที่ใช้เป็นภาษาเยอรมัน
 
อากาศเริ่มร้อนตอนเที่ยง ๆ รถบัสพาคณะมาเรื่อย ๆ เลาะเข้าอุโมงค์ใต้ภูเขาสูงหลายจุด รถบัสขับผ่านทะเลสาบอันเตอร์ซี (Lake Untersee) และ ทะเลสาบคอนสแตนซ์ (Lake Constance หรือ Konstanz)  ด้านซ้ายมือเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่

 
     

     

     

สักพักก็เลียบแม่น้ำไรน์ด้านซ้าย มองไกล ๆ จะเป็นเทือกเขาใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างสวิส กันออสเตรีย ถัดไปรถบัสก็วกเข้าขวาเลียบแม่น้ำไรน์เข้าสหพันธ์รัฐลิกเตนสไตน์ เป็นประเทศเล็ก ๆ ริมแม่น้ำไรน์ ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์ด้านทิศตะวันตก และด้านทิศตะวันออกเป็นออสเตรีย
รถบัสมาจอดที่ท่ารถหลักของเมืองหลวงวาดุซ (Vaduz) ราว ๆ เที่ยงยี่สิบนาที คณะก็แยกย้ายกันหาอาหารเที่ยงตามอัธยาศัย นัดเจอกันอีกที ณ จุดเดิมเวลา 13:40 น.

ผมเดินแกร่ว ๆ เจอร้านอาหารอาเซียน เข้าไปเลือกทาน เมนูใช้ได้ เป็นแกง กับข้าววางเป็นถาดไว้ ผมเลือกทานข้าวสวยผัดถั่วลันเตา กับผัดเนื้อพริกหยวก กับผัดเปรี้ยวหวานกุ้งและผัดผักรวมเน้นบล็อกโคลี่ รสชาติใช้ได้และที่สำคัญ คนขายน่ารักดี ฮิ ๆ แต่ราคาเอาเรื่อง
ผมเดินชมเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ถ่ายรูปไปได้ครู่หนึ่ง ก็มารวมตัวกันที่จุดเดิม ถ่ายภาพหมู่แล้วขึ้นรถบัส
ตรงไปยังเมือง "อินเทอร์ลาเก้น"ห่างออกไปราวสองชั่วโมงกว่า
รถบัสวิ่งกลับทางเดิม แล้วเลี้ยวขวา มุดอุโมงหลายแห่ง  ผ่านเทือกเขาสวย ๆ ทะเลสาบ ทิวทัศน์สวยงามมาก

 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ทะเลสาบเบรียนซ (Brienz) และหุบเขาวิวสวย ระหว่างเดินทางไปเมือง "อินเทอร์ลาเก้น"

คณะมาถึงเมือง "อินเทอร์ลาเก้น" ช่วงเย็น ๆ เมืองนี้อยู่ระหว่างทะเลสาบธูน (Thun) กับทะเลสาบเบรียนซ (Brienz) ถึงได้เรียกว่าเมืองที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบ (Inter Lake) คณะมาเข้าที่พักก่อนที่โรงแรมคาร์ลตัน ยุโรป (Carlton Europe Hotel) เป็นโรงแรมที่สวยงามเก่าแก่ประจำเมืองนี้ นักท่องเที่ยวมีมากทั้งชาวยุโรป คนเอเชีย ทั้งจีนและแขกอินเดีย พลุกพล่าน เต็มสองข้างถนนสายหลักของเมือง ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้ง
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: โรงแรมคาร์ลตัน ยุโรป ที่พักมีห้องพักสองปีก ซ้าย-ขวา และ
ภาพแม่น้ำหน้าโรงแรม ค่อนข้างใส เห็นปลาว่ายไปมา เป็นแม่น้ำเชื่อมสองทะเลสาบสาบ (ธูน กับ เบรียนซ) ซึ่งมีรถไฟกำลังวิ่งผ่าน

ผมแยกมาซื้อของฝากหลาน ๆ สมาชิกที่บ้าน เดินผ่านร้านเซ็กช้อปด้วย ซึ่งมีการเปิดกันตรง ๆ กลางเมืองเลย เมืองมีแหล่งคาสิโน มีร้านขายนาฬิกา ปากกา อุปกรณ์ต่าง ๆ หรู ๆ อยู่ด้านหน้า ผมซื้อของในมินิมาร์ทเป็นแคร็กเกอร์กับเครื่องดื่มน้ำแอปเปิ้ลโซดา กลับมาทานที่ห้องพัก
 
     

ห้องพักค่อนข้างเล็ก สำหรับพักคนเดียว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ สู้ที่โรงแรมในป่าดำไม่ได้
 
     

เตียงไม่ค่อยนุ่มทำให้นอนหลับไม่สนิท แต่เสน่ห์ของโรงแรมนี้ก็คือ ก๊อกน้ำในห้องสามารถดื่มทานได้เลย เป็นน้ำแร่ที่สะอาดมาก ไหลกรองมาจากหุบเขาของสวิส เลย ผมเข้านอนราว ๆ สามทุ่ม อากาศเริ่มเย็นลง ดึก ๆ ผมได้ยินฝรั่งเมาพูดอะไรเอะอะ ราว ๆ 5 นาที

 
วันที่สี่:
พุธที่ 24
พฤษภาคม 60
อินเทอร์ลาเก้น - กรินเดลวาลด์ - นั่งรถไฟชมวิวพิชิตยอดเขายุงเฟรา -
ถ้ำน้ำแข็ง 1,000 ปี - ภัตตาคารชมวิวพานอราม่า - ไคลน์ไชเด็ค - ดีจองหรือดีฌง
เช้า
  • รับประทานอาหารมื้อเช้าในโรงแรมที่พัก
  • คณะเดินทางเข้าสู่ "หมู่บ้านกรินเดลวาลด์ - Grindelwald"03 (บ้างก็เรียก "กริลเดลวัลด์") 
ที่มา: travel.thaiza.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560
  • ระหว่างการเดินทาง เราจะได้ชมวิวทิวทัศน์แบบสวิตเซอร์แลนด์แท้ ๆ ที่มีทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง.

สถานีไคลน์ไชเด็ค (Kleine Scheidegg), ที่มา: www.mushroontravel.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560
  • คณะก็ได้รับการเปลี่ยนบรรยากาศ โดยการ "นั่งรถไฟชมวิว" ท่องเที่ยวธรรมชาติบนภูเขาสูงแห่งแอลป์ แล้วเปลี่ยนเป็นรถไฟสายภูเขาที่ "สถานีไคลน์ไชเด็ค (Kleine Scheidegg)" รถไฟที่จะนำคณะเดินทางลอดอุโมงค์ที่ชาวสวิสฯ ได้ขุดเจาะไว้ที่ความสูงถึง 3,464 เมตร.
  • คณะลงรถไฟ ณ สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป - (Top of Europe) สถานีบน "ยอดเขายุงเฟรา (Jungfraujoch)" ซึ่งมีความสูง 4,158 เมตร (13,642 ฟุต) 
แผนที่ทางขึ้นยอดเขาจุงเฟรา, ที่มา: www.foodiebaker.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560.
 
  • นักท่องเที่ยวหลายท่านได้บอกกันว่า ที่นี่สวยงามดุจดินแดนแห่งสวรรค์ คณะเดินทางเข้าชมถ้ำน้ำแข็ง 1,000 ปี (Ice Palace) ที่สร้างโดยการเจาะธารน้ำแข็งเข้าไปถึง 30 เมตร พร้อมชมน้ำแข็งแกะสลักรูปร่างต่าง ๆ จากนั้นชมวิวทิวทัศน์และสัมผัสหิมะที่ลานพลาโต (Plateau) และคณะก็ไม่ควรพลาดจากการส่งโปสการ์ดจากที่ทำการไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลก.
เที่ยง ทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารบนยอดเขา Panorama Restaurant
บ่าย
  • คณะเดินทางลงจากเขา จะได้สัมผัสกับบรรยากาศวิวและทิวทัศน์อันงดงาม อีกด้านหนึ่งของ "Top of Europe" เปลี่ยนรถไฟที่ "สถานีไคลน์ไชเด็ค (Kleine Scheidegg)" เพื่อเดินทางสู่สถานีสุดท้าย "สถานีเลเทอร์บรุนเน่น (Lauterbrunnen)".
  • เดินทางเข้าสู่ "เมืองดีจอง หรือ ดีฌง (Dijon)"04.  

มหาวิหารแห่งดีฌง (Dijon Cathedral), ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 เมษายน 2560.
ค่ำ บริการอาหารค่ำที่ภัตตาคาร
ที่พัก IBIS STYLES DIJON CENTRAL, FRANCE
 
ผมตื่นมาราว ๆ ตีสี่ครึ่ง เปิดหน้าต่างนอน ไม่มีแอร์ อุณหภูมิอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส อาบน้ำอาบท่า เก็บข้าวของแล้วเอาสัมภาระมาวางไว้หน้าล้อบบี้ของโรงแรม ยังไม่มีใครตื่นเลย
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: สถานีรถไฟที่เมืองอินเทอร์ลาเค้น และ ภาพต้นเมเปิ้ลสองข้างถนน ที่ใบกำลังเริมผลิ

ผมเดินมาหน้าโรงแรม เดินมาทางด้านขวามือของโรงแรมราว 800 เมตร มีสถานีรถไฟ มินิมาร์ทชื่อ COOP เดินออกกำลังกายได้ครู่หนึ่ง ก็มีเพื่อนคณะทัวร์ออกมาเดินหน้าโรงแรมกันบ้าง คณะของเราเริ่มทานอาหารเช้าตอนเจ็ดนาฬิกาตรง รีบ ๆ ทานและเช็คเอาท์ เพื่อขึ้นรถไปต่อรถไฟต่อที่ กรินเดลวาลด์ (Grindelwald) ให้ทันภายในเวลา 8:40 น.
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: บรรยากาศขณะทานอาหารเช้า และภาพวิวข้างทางถ่ายจากรถบัส ขณะกำลังไปสถานีไคลน์ไชเด็ค

ระหว่างที่รถบัสมาส่งยังสถานีรถไฟนั้น สองข้างทางสวยงามมาก เห็นบ้านแบบสวิส ที่เรียกว่าชาเล่ย์ที่ทำด้วยไม้สนเป็นหลัก เป็นสไตล์ของสวิสเอง
 
รถบัสพาไต่ขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ เห็นลำธารที่มาจากเทือกเขาแอลป์เจือสีเขียวขุ่น ๆ ที่มาจากการละลายของธารน้ำแข็ง ภูเขาสูงชัน มีหิมะปกคลุมด้านบน ผมและเพื่อนคณะทัวร์ต่าง ๆ ถ่ายรูปวิวกันเป็นประวิง เห็นความสวยงาม ความเรียบร้อยในการดูแลรักษาภูมิทัศน์บ้านเรือนของตน ดูแลสงบน่าอยู่มาก (แต่ผมว่ามาท่องเที่ยวระยะสั้น ๆ ได้ หากอยู่ยาวจะไม่ไหวเพราะอาหารการกินไม่ค่อยถูกปากคนไทย ตอนนี้ผมและคณะทัวร์ชักอยากทาน โหยหาอาหารไทย กะเพราหมูหรือไก่กับไข่ดาวราดข้าว ส้มตำ ต้มยำกุ้งกันแล้ว) 

 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพในรถไฟ และภาพวิวข้างทางถ่ายจากรถไฟ เป็นบ้านเกษตรกรสวิส มีทุ่งฟาร์มเลี้ยงนม แนวธรรมชาติ
(มีเพื่อนบางท่านในคณะทัวร์ เปรย ๆ ว่า อยากเกิดเป็นวัวที่นี่ สบายดีกิน ๆ นอน ๆ)
 
     
ณ สถานี" ไคลน์ไชเด็ค (Kleine Scheidegg)" เพื่อเปลี่ยนไปอีกขบวนหนึ่งขึ้นยอดเขายุงเฟรา

     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพรางรถไฟซึ่งมีฟันเฟืองตรงกลาง และภาพที่ถ่ายจากถ้ำน้ำแข็งถ่ายไปด้านนอกชมเขาต่าง ๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะ

สักพักรถบัสของเราก็มาจอดที่สถานีไคลน์ไชเด็คทุกคนได้รับตั๋วโดยสารรถไฟไป-กลับ ทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟสวยมาก คณะเราขึ้นรถไฟแบบฟันเฟือง (มีเฟืองตรงกลางรางลากดึงรถไฟขึ้นไป มีความปลอดภัยสูง) ขึ้นไป สองข้างทางสวยงาม หิมะเริ่มมีมากขึ้นตามเทือกเขาน้อยใหญ่ มีพนักงานมาตรวจตั๋วด้วยทั้งขาขึ้นลง ทั้งสองต่อ สักพักก็ต้องมาเปลี่ยนขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่ง
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: รูปปั้นผู้ดำริจัดทำถ้ำน้ำแข็งและลานชมวิวยอดเขายุงเฟรา และป้ายบอกอุณหภูมิ และระดับความเร็วของลมบนยอดเขา
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ทิวทัศน์ยอดเขาใกล้เคียงเมื่อองจากหน้าต่างของจุดชมวิวออกไป
และระหว่างทางเดินเข้าชมถ้ำ 1,000 ปี (รู้สึกมึนศีรษะเอาเหมือนกัน เพราะอากาศเริ่มบางเบา)

แล้วรถไฟก็พาคณะขึ้นสูงมาเรื่อย ลอดถ้ำสอง-สามแห่ง ก็มาถึงยอดเขายุงเฟรา (Jungfraujoch)) มีนักท่องเที่ยวทะยอยขึ้นมาเรื่อย ๆ ทั้งชาวจีน จีนไต้หวัน ฝรั่ง และแขกอินเดียยกกันมาเป็นครอบครัวเลย (ทราบจากไกด์แอมป์ว่า ช่วงนี้รัฐบาลอินเดียกำลังปราบปรามคอร์รัปชั่น เลยให้ข้าราชการอินเดียทั้งหมดได้ไปท่องเที่ยวกัน ทั้งครอบครัว หากอายุงานไม่เกินสามปี ให้มาท่องเที่ยวเมืองไทยหรือสิงคโปร์ หากอายุงานมากกว่าห้าปี ก็ให้ไปเที่ยวยุโรป เพื่อจะได้มีความเพียงพอ ภูมิใจกับงาน ไม่จำเป็นต้องโหยหาเงินทองจากการคอร์รัปชั่น)
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา:  นิทรรศการแสดงวิดิทัศน์พาโนรามาย่อย ๆ ภายในถ้ำน้ำแข็ง
และภาพชั้นเมน จุดรวมหลัก ที่มีเฉลียงมองวิวยอดเขาต่าง ๆ ข้างนอกได้
 
ไกด์แอมป์ หัวหน้าทัวร์ได้นัดแนะกันว่า ร้านอาหารเที่ยงอยู่ตรงชั้นไหน เราจะเที่ยวดูหิมะ ดูความสวยงามของเทือกเขายุงเฟรากัน (ขณะนี้อุณหภูมิบนเขา ราว ๆ -3 ถึง -4 องศาเซลเซียส) ใช้เวลาราวชั่วโมงก็มาทานข้าวกันภายใน 12:20 น. แล้วมารวมตัวกันที่หน้าสถานีภายใน13:40 น. แล้วจะกลับลงจากยุงเฟราด้วยกัน
คณะของเราเดินขึ้นมาตามชั้นต่าง ๆ อากาศเย็นและบางเบา ขณะเดิน ๆ อยู่ผมรู้สึกมึน ๆ หายใจไม่ค่อยเต็มปอด สักครู่ก็เริ่มปรับตัวได้ แต่ต้องเดินช้า ๆ หายใจสูดยาวลึก ๆ 

     
ผมบนยอดเขายุงเฟรา ลมแรงอากาศเย็น หิมะโปรย ทุกคนบนนั้นร้องฮือด้วยความตื่นเต้น
มีวิหคสองตัวบินถลาลมหนาวและหิมะด้วย แต่ถ่ายภาพไม่ทัน ถ่ายได้ขณะที่มันเกาะสายลวดแล้ว

 
ผมออกไปถ่ายภาพ สัมผัสอากาศหนาวเย็นสุด ๆ มีหิมะโปรยลงมา ลมก็แรง (หมวกแค้ป "อดิดาส" ใบเก่งร่วงหล่น ผมคว้าเก็บไว้ทัน) ได้สัมผัสหิมะ (ต่อมาทำให้นิ้วเจ็บเพราะโดนหิมะกัดไปครึ่งวัน) เห็นนกตัวเล็ก ๆ สองตัวบินโต้ลมหิมะอยู่ งดงามประทับใจมาก มีคณะทัวร์ชาวจีนไต้หวัน รวมตัวกันถ่ายภาพบนยอดเขาร้องเพลงจีนกัน ไม่ทราบว่าเพลงอะไร แต่รู้สึกดี ประทับใจมาก เหมือนกับว่าคณะเรา (ชาวจีนเกาะไต้หวัน) ได้มาเหยียบย่างบนเทือกเขาที่สูงที่สุด ของยุโรปที่รถไฟฟันเฟืองไปถึงแล้ว เป็นความก้าวหน้าและความพยายามของเรา อะไรทำนองนั้น ผมรู้สึกถึงอารมณ์ความเป็นมนุษยชาติ เช่นนี้ขึ้นมาจริง ๆ 
 
     

จากนั้นก็ได้เวลามาทานอาหารเที่ยงกันบนยอดเขา เป็นภัตตาคารที่ดูดี บริกรค่อนข้างซีเรียสเรื่องเวลา เพราะมีทัวร์คณะอื่นจะทะยอยเข้ามาทานตามกำหนดการ ออเดิร์ฟเป็น ขนมปังแข็ง ๆ ทานพร้อมเนย กับซุปฟักทองร้อน ๆ ต่อด้วยไก่ย่างแบบฝรั่งราดน้ำเกรวี่ ตบท้ายด้วยไอศกรีม อิ่มอร่อยกำลังดี 
 
     

คณะมีเวลาเหลือก็แกร่ว ๆ เดินซื้อของที่ระลึกกัน (ทางฝ่ายจัดการของยุงเฟร้า ก็มีกิจกรรมเก๋ ๆ โดยแจกพาสปอร์ตให้ตอนขึ้นรถไฟ มาสแตมป์ตราบนยอดเขาว่าเคยมาแล้วนะ ทำนองนั้น และตอนที่นั่งรถไฟขาลง บริกรเจ้าหน้าที่เดินตรวจตั๋ว ก็มีชอคโคแล็ต -Thank you Chocolate แจก หลังจากตรวจตั๋วเสร็จแล้ว) พอได้เวลาก็นั่งรถไฟกลับกัน ผมเด๋อด๋า เพราะทำธุระในห้องน้ำอยู่นาน ผมมาคอยที่จุดนัดพบหน้าสถานี แต่ไม่เห็นเพื่อน ๆ ร่วมคณะเลย รอครู่หนึ่ง ไกด์แอมป์ ก็เดินตามหาผมแล้วเชิญให้ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง (เป็นข้อมูลภายหลังที่ผมไม่ทราบ) เพื่อกลับ ผมมารวมพลเป็นคนสุดท้ายเลย แต่ไม่ผิดเวลา. 
 
       

 
       

คณะนั่งรถไฟลงมาและเปลี่ยนรถไฟที่ "สถานีไคลน์ไชเด็ค (Kleine Scheidegg)" วิวสองข้างทางสวยงามมาก ผมถ่ายรูปเก็บไว้เยอะ จากนั้น ก็เดินทางสู่สถานีสุดท้ายอีกด้านหนึ่งชื่อ "สถานีเลเทอร์บรุนเน่น (Lauterbrunnen)" มีรถบัสของสารถีคาร์ดิโอ มารอรับอยู่แล้ว คณะเราเข้าห้องน้ำห้องท่า แวะมินิมาร์ทซื้อกาแฟ เครื่องดื่มกันทานสักครึ่งชั่วโมง แล้วออกเดินทางเข้าประเทศฝรั่งเศสสู่เมือง "ดีฌง (Dijon)" ต่อไป.
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพทะเลสาบธูน (Thun) ในสวิส ใหญ่และสวยมาก และภาพท้องทุ่งเกษตรกรรมในฝรั่งเศส

ระยะทางค่อนข้างยาว มีจุดพักรถไม่มากนัก คดเคี้ยวตอนที่อยู่ฝั่งสวิตเซอร์แลนด์ พอเข้าเขตฝรั่งเศส เริ่มเป็นที่ราบสูง มีปลูกพืชเพาะปลูกต้นเตี้ย ๆ เช่น ฮ้อป ต้นมัสตาร์ท มันฝรั่ง และมีการปลูกองุ่นบ้างประปราย ความสวยงามภูมิประเทศเปลี่ยนไป เดินทางมาร่วม 200 กว่ากิโลเมตร มาแวะพักเข้าห้องน้ำ แถว ๆ โรงภาพยนต์ท้องถิ่น อากาศเย็นสบาย แดดจ้า รถติดเป็นช่วง ๆ เพราะมีการก่อสร้าง คณะเรานั่งรถนานมาก ๆ ขนาดสองทุ่มแล้วฟ้ายังสว่างโล่ ทั้งหิว เหนื่อยล้า เข้ามาถึงเมืองดิฌง รถบัสก็เข้าลำบาก เพราะถนนในตัวเมืองเก่าดิฌงนั้น แคบมาก มีรถหลายคัน ไม่ค่อยมีวินัยจอดในที่ ๆ ห้ามจอด ทำให้เป็นอุปสรรคต่อรถบัสของคณะทัวร์เรา
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพหน้าโรงแรม ibis Styles ที่เมืองดิฌง และภาพถ่ายจากหน้าโรงแรมเป็นอาคารไปรษณีย์โทรเลขของเมืองดิฌง ยามค่ำคืน

     


ในที่สุด คณะของเราก็เข้าพัก ณ โรงแรม IBIS STYLES เป็น Budget Hotel โรงแรมราคาประหยัดเก๋ ๆ ในห้องมีอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น แคบ ๆ แต่สวยงาม ไม่เก่าเกิน คณะของเรา Check-in และนำของเข้าไปเก็บ ตามชั้นต่าง ๆ รวม 5 ชั้น แล้วมารวมตัวกันทานอาหารเย็นรวมกันที่ชั้นสองของโรงแรม เสิร์ฟช้าละเลียดตามสไตล์ยุโรป เริ่มด้วยออเดิร์ฟที่เป็นชีสซุปกับเห็ดแคมปิญอง ทานกับขนมปังอบใหม่แข็ง ๆ ต่อด้วยปลาแซลมอนราดครีมเปรี้ยวมะนาว ทานกับมันฝรั่งเผาห่อด้วยกระดาษฟรอยด์ มีครีมอยู่กลางมันฝรั่ง ตบทานด้วยไอศกรีมชอคโคแล็ต อิ่มอร่อย ราว ๆ สี่ทุ่ม ต่างก็แยกย้ายเข้าที่พักด้วยความเพลีย.
 
วันที่ห้า: พฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม 60 ดีฌง - มหานครปารีส - พระราชวังแวร์ซายย์ - ล่องเรือ
เช้า
  • รับประทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารในโรงแรม
  • ช่วงเช้าเดินทางสู่ "มหานครปารีส (Paris)" เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแซนน์ (La Seine) บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส อยู่กลางแคว้น อีล-เดอ-ฟรองซ์ (ÎIe-de-France) มีการตั้งถิ่นฐานมากว่า 2,000 ปี ปัจจุบันกรุงปารีสเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก.
  • และด้วยอิทธิพลของการเมือง การศึกษา บันเทิง สื่อ แฟชั่น วิทยาศาสตร์และศิลปะ ทำให้กรุงปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

กรุงปารีส (ที่มา: www.dentons.com, วันที่สืบค้น 2 มกราคม 2560)
 
  • ระหว่างการเดินทาง ชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของหมู่บ้านชนบทของฝรั่งเศส.
เที่ยง รับประทานอาหารเที่ยงที่ภัตตาคาร
บ่าย
  • คณะเดินทางเข้าสู่ "ย่านมงมาร์ต (Montmartre)" เป็นเนินเขาสูง 130 เมตร อยู่ทางเหนือของกรุงปารีส และเป็นจุดสูงที่สุดของเมือง
  • ชมมหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica)06 หรือวิหารพระหฤทัย ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่อุทิศแด่ชาวฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตในสงครามกับปรัสเซีย (Franco-Prussian War) ช่วงปี ค.ศ.1871 ออกแบบด้วยสไตล์ศิลปะโรมัน-ไบเซนไทน์ (Romano-Byzantine) สีขาวสวยเด่นเป็นสง่าบนเนินเขามงมาร์ต

มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica) (ที่มา: corural.com, วันที่สืบค้น 5 มกราคม 2560).
ชมบรรยากาศ ร้านรวง ร้านกาแฟ ของที่ระลึกแถบมงมาร์ต
  • คณะล่องเรือชมแม่น้ำแซนน์ (La Seine) ชมอาคารบ้านเรือนสองฝั่งของแม่น้ำ อาคารแบบศิลปะเรอเนสซองส์ (เป็นศิลปะในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ-Renaissance Art) ชมหอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (The Louvre) ศาลาว่าการออแตลเดอวีล (Hôtel de Ville) เกาะเซ็นหลุยส์ โบสถ์นอร์ทเตรอดาม พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์ แซงวาลี้ด พระราชวังบูร์บ็อง สะพานอะเล็กซานเดอร์ที่ 3 ฯลฯ

ศาลาว่าการออแตลเดอวีล (Hôtel de Ville), (ที่มา: www.talonteaw.com, วันที่สืบค้น 5 มกราคม 2560)
ค่ำ รับประทานอาหารเย็นในภัตตาคาร
ที่พัก IBIS STYLES ROISSY CDG, FRANCE
 
 
นอนที่ IBIS BLUE HOTEL พักที่เมือง ดิฌง (Dijon) (ดูท่าจะเป็นบ้านเกิดของ Victor Hugo ผู้แต่งหนังสือเรื่องเหยื่ออธรรม หรือ Les Mise'rables เพราะมีชื่อถนนอยู่) อยู่กลางเมืองเลย ผมตื่นราว ๆ ตีสี่กว่า ถ่ายท้อง จัดเสื้อผ้า แล้วเก็บข้าวของขนกระเป๋ามาที่ล็อบบี้ของโรงแรมเลย
 
      

ออกมาเดินถ่ายภาพ มีประตูชัยย่อม ๆ (Arc de Triomphe-อาร์ค เดอ ทริ-อมฟ์) อยู่กลางเมืองด้วย ออกกำลังกาย ดูเมืองดีฌง อากาศดีมาก ราว ๆ 7:30 น. ก็รับประทานอาหารเช้ากันในห้องอาหารของโรงแรม เป็นอาหารฝรั่งเหมือนเดิม ออมเลต กาแฟ ครัวซองท์ น้ำส้มคั้น ผลไม้ ชีส แฮม เบคอน ตามปรกติ จากนั้นราว ๆ 8:30 น. คณะของเราก็ออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนิด ๆ เข้ากรุงปารีสกัน เป็นระยะทางราว 300 กิโลมตร.
 
     
ภาพจากซ้ายไปขวา: ภาพท้องทุ่งข้างทางก่อนเข้ากรุงปารีส และภาพมินิมาร์ทข้างทางก่อนเข้ากรุงปารีส

เดินทางกันนานพอสมควร ผมถ่ายภาพสองข้างทางไปเรื่อย ๆ มีทุ่งหญ้า เพาะปลูกพืชต้นเตี้ย ๆ ล้มลุกเต็มไปหมด อากาศสบาย ๆ แวะมินิมาร์ทในปั๊มน้ำมัน เข้าห้องน้ำ ซื้อเครื่องดื่มขนมของขบเคี้ยว ในเมืองเล็ก ๆ ระหว่างทาง แล้วเข้าเขตเมืองปารีส ๆ เป็นเมืองใหญ่พลุกพล่าน เห็นสถานที่สำคัญเป็นระยะ ตั้งแต่หอไอเฟล ประตูชัย (Arc de Tiromphe) ถนนชอง เอลิเซ่ โบสถ์ต่าง ๆ รถบัสมาจอดรถถนนใกล้ ๆ ย่านชอง เอลิเซ่ ไกด์แอมป์ โทรศัพท์คุยกับเจ้าของร้านอาหารว่าอยู่ตรงไหน คณะเราเดินวนอยู่รอบหนึ่ง พอเรียกน้ำย่อยอาหาร ก็หาร้านเจอ เป็นร้านไทยชื่อ "สุวรรณภูมิ" เจ้าของร้าน พ่อครัว เป็นคนไทย 
 
     
ภาพแสดงสองข้างทางขณะกำลังเข้ากรุงปารีส จะมองเห็นหอไอเฟลอยู่ลิบ ๆ


     
ภาพจากซ้ายไปขวา: รถบัสแล่นผ่านประตูชัย (Arc de Triomphe de l'E'toile) (ทริปนี้ไม่ได้ลงไปชมความอลังการ์ของประตูนี้แต่อย่างใด)
และหน้าร้านอาหารไทยที่อยู่บนถนน Rue De Courcelles ใกล้ ๆ ชอง เอลิเซ่ (Champs-E'lyse'es)

ผมสังเกตเห็นตามหน้าต่างตึกในปารีส มีการปลูกต้นไม้ไว้ตามระเบียงหน้าต่าง โดยเฉพาะดอกกุหลาบ ดอกแดงใหญ่สด สวยมาก นี่แหละหนาคือ "กุหลาบปารีส"
 
     

มื้อเที่ยงนี้อร่อยถูกปากผม และน่าจะถูกใจคณะทัวร์ที่เป็นคนไทยทุกคน มีข้าวสวย น้ำปลาใส่พริกขี้หนูกลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล ผัดกระเพราหมูสับ ต้มแซ่บกระดูกอ่อนหมู ผัดผักบร็อคโคลี่ และน้ำพริกพร้อมแตงกวาฝรั่ง ของหวานเป็นองุ่นฝรั่งเศสหวานผลโต ๆ ผมทานเต็มที่ หลังจากที่ถวิลหาอาหารไทยมาตลอดทริปนี้

จากนั้นรถบัสก็พาคณะของเรามาย่านมงมาร์ต อยู่กลางกรุงปารีสเลย ทางเข้ามหาวิหาร มีร้านรวงคล้าย ๆ สำเพ็งบ้านเรา ขายเต็มไปหมด ราคาไม่แพงนัก แบบและสีสันโอเค รถติดมากกว่ารถบัสจะหาที่เหมาะ ๆ ให้คณะเราลงกันก็ใช้เวลาพอสมควร คณะของเราบางส่วนทะยอยไปซื้อของช้อปปิ้งกัน บางส่วนก็เดินขึ้นเนินมายัง มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica) ซึ่งมีลิฟท์บริการขึ้นเขา เก็บค่าตั๋วคนละเกือบสองยูโร ผมก็ร่วมขึ้นลิฟท์ไปด้วย มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก หลากหลายพหุวัฒนธรรมจริง ๆ ทั้งฝรั่งคอเคซัส แขก คนผิวดำ เอเซียมองโกลอยด์ คละเคล้ากันไปหมด เห็นสาว ๆ ปารีส (ปาริเยียน - Parisienne) น่ารัก ๆ สาวรุ่น ๆ เยอะมาก นับร้อยจริง ๆ (ฮิ ๆ ) หากอยู่เมืองไทยก็ต้องถูกทาบทามเป็นดารากันแน่เลย

 
     
 
     
 
        
 
     
ภาพภายในมหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica)

     
ผมมาถ่ายภาพด้านนอกมหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica) ได้เห็นกรุงปารีสแบบพานอรามา
 
วิวจากเนินเขามองลงไปยังกรุงปารีสนั้นสวยมาก กว้างแนวพานอรามา (Panorama) โดยธรรมชาติจริง ๆ เห็นความใหญ่โตกว้างขวางของกรุงปารีส นครแห่งแฟชั่นและน้ำหอม ผมมาเข้าคิวเพื่อไปชมและนมัสการพระหฤทัยใน มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica) คิวยาวแต่เคลื่อนตัวเร็ว มีการเข้มงวดตรวจค้นกระเป๋ากัน ผมเห็นความไม่เอาถ่านของฝรั่งเอาเหมือนกัน แซงคิวหน้าตาเฉย โดยการ์ดที่เป็นคนผิวดำดุเอา แต่ก็ยังแซงคิวเฉย...!!!

ภายในมหาวิหารนั้นใหญ่โต สูงสง่าอลังการ มีคริสตศาสนิกนั่งสวดมนต์อยู่จำนวนหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวเดินรอบในของมหาวิหาร บรรยากาศดูเคร่งครึ้มศักดิ์สิทธิ์ ผมเดินวนได้รอบหนึ่งถ่ายภาพสวย ๆ หลายภาพ ก็เดินออกด้านนอก มาถ่ายวิวกรุงปารีสจากมุมเนินดินสูงของมหาวิหารแห่งนี้ แล้วผมก็เดินบันไดลงมาร่วมร้อยกว่าก้าว ยังพื้นข้างล่างซึ่งเป็นบริเวณตลาดมงมาร์ต ผมเลือกซื้อเสื้อทีเชิร์ต กระเป๋าบ้าง เพื่อใส่เองและไปฝากญาติพี่น้องที่บ้าน แต่ก็ต้องระวังกระเป๋าสะตังค์ในระดับขั้นสูงสุด เพราะมิจฉาชีพเยอะและมีความเป็นมืออาชีพมาก เมื่อผมซื้อและชมบริเวณต่าง ๆ ได้ตามสมควรแล้ว ก็มารวมตัวกับเพื่อน ๆ คณะทัวร์กันด้านหน้าของทางเข้ามหาวิหาร พอครบทีมก็มาขึ้นรถบัสเพื่อมาล่องเรือในแม่น้ำแซนน์ต่อไป
 
     

     
ภาพด้านซ้าย: ระหว่างนั่งชมทิวทัศน์ในเรือเรือล่องแม่น้ำแซนน์,
ด้านขวา: เป็นภาพมหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส (Cathe'drale Notre-Dame de Paris)

รถบัสของเราพาคณะมาไม่ไกลนัก มาริมจอดถนนใหญ่ข้างแม่น้ำแซนน์ ไกด์แอมป์นำคณะทัวร์เดินเลียบแม่น้ำได้สัก 300 เมตรก็มาถึงจุดที่เรือจอด ที่เรียกว่าท่าเรือ แบตุ๊ก-มูชส์ (Bateaux-Mouches) ใกล้สะพานแห่งอัลม่า - "พ้งท์ เดอ แลนมา" (Bridge of the Alma - Pont de L'Alma) เป็นเรือสองชั้น ชั้นบนเป็นดาดฟ้ามองเห็นทิวทัศน์ชัดเจนกว่า แดดที่กรุงปารีสยามนี้ ค่อนข้างร้อน แต่ที่สุดแล้ว ผมก็ตัดสินใจขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของเรือ
เรือแล่นห่างออกไปจากหอไอเฟล (Eiffel Tower) ลอดสะพาน "พ้งท์ ดี สะแวลิเดอะ" (Bridge of the Invalides - Pont des Invalides) ด้านซ้ายเป็น "วังใหญ่ - กร้องด์ ปาเลส์ (Grand Palais)" และ "วังเล็ก - เป็ทที ปาเลส์ (Petit Palais)" เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานด้านวิทยาศาสตร์ และลอดสะพาน "สะพานอะเล็กซานเดอร์ที่สาม - พ้ง อะเล็กซานเดอร์ ทัว (Pont Alexandre III)" ด้านขวาเป็นโดวะ เดสะ อิวาลีดะ (Do^me des Invalides) ซึ่งเป็นที่ฝังศพวีรบุรุษของฝรั่งเศส รวมทั้งจักรพรรดินโปเลียน จากนั้นเรือก็ลอดสะพานพ้งท์ เดอ ลา โคงคอร์ด (Pont de la Concorde) โดยมีจัตุรัสคองคอร์ดอยู่ด้านซ้าย.

 
      
ภาพหอไอเฟล เมื่อถ่ายจากมุมของเรือที่แล่นล่องในลำน้ำแซนน์

ถัดไปด้านซ้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Muse'e du Lourve) ซึ่งมีขนาดใหญ่และเก่าแก่มาก เรือแล่นลอดสะพานหลาย ๆ จุด คนในเรือก็โบกมือทักทายคนบนสะพาน มีการโห่ร้องเล็กน้อย บรรยากาศเหมือนดูฟุตบอลในสนามใหญ่เลย สนุกดี เรือแล่นมาเลียบด้านขวาของเกาะกลางแม่น้ำแซนน์ ผ่านจุดสำคัญคือมหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส (Cathe'drale Notre-Dame de Paris) แล้วเรือก็เลี้ยวมาทางด้านซ้ายอ้อมเกาะกลางแม่น้ำแซนน์ แล่นตรงผ่านจุดสำคัญต่าง ๆ และมาไฮไลท์ที่หอไอเฟล มีขนาดใหญ่ และสวยงามมาก.
 
     


 
คณะของเราดื่มด่ำกับการล่องแม่น้ำแซนน์ได้กว่าสองชั่วโมง ก็ขึ้นรถบัสมายังร้านอาหาร เป็นร้านเล็ก ๆ ในซอยกลางกรุงปารีส เมนูอาหารที่เป็นออร์เดิร์ฟที่น่าสนใจคือ หอยทากเอสคาโก้ ต่อด้วยสะเต็กหมู ทานกับมัสตาร์ด, เนยและขนมปัง ตบท้ายด้วยไอศกรีมช้อคโกแลตดิ๊พ รวม ๆ ก็อร่อยดี ในร้านก็มีคณะท่องเที่ยวคนไทยกลุ่มหนึ่งมาทานด้วย ไกด์แอมป์ของเราเข้าไปทักทาย ก็ทราบว่ามาถ่ายแบบเดินแฟชั่นกัน จากนั้นคณะของเราก็ดินทางกลับที่พักที่ IBIS STYLES ROISSY CDG อยู่ใกล้สนามบินชาร์ล เดอ โกลล์. โรงแรม IBIS นี้เป็น Budget Hotel ง่าย ๆ ในห้องมีเฟอร์นิเจอร์ที่เท่าจำเป็น หลับนอนสบายตามที่ควร โทรทัศน์ในห้องพักมีช่องต่าง ๆ มากและล้วนแล้วเป็นภาษาฝรั่งเศสหมดเลย ผมอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนด้วยความอ่อนเพลีย.
 
วันที่หก: ศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 60 มหานครปารีส - พระราชวังลูฟวร์ - พระราชวังแวร์ซาย - ชม/ซื้อสินค้าแบรนด์เนมที่ แกลลารี-ลาฟาแยตต์ (Galerie Lafayette).
เช้า
  • รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • เข้าชม "พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์" ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแซนน์ (La Seine) สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นที่ตั้งป้อมปราการและเป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ฝรั่งเศสหลายพระองค์ ด้านหน้ามีสัญลักษณ์เป็นปิรามิดแก้ว ภายในสะสมงานศิลปะตั้งแต่พระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 2
  • ชมลานประวัติศาสตร์ "จัตุรัสคองคอร์ด (Place de la Concorde)" เป็นสถานที่ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเนต ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยกิโยติน ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส.

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (I.M. Pei's pyramid at The Louvre), (ที่มา: everystockphoto.com, วันที่สืบค้น 5 มกราคม 2560)
  • ชมถนนแห่งแฟชั่น "ชองเอลิเซ่ (Champs-Elysees)" ที่มีความยาวกว่า 2 กิโลเมตรที่ร่มรื่นไปด้วยต้นเมเปิ้ล ตลอดสองข้างทาง และถือว่าเป็นถนนที่ติดอันดับสวยที่สุดในโลก.
  • ชม "ประตูชัย (Arc de Triomphe)" เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่จักรพรรดินโปเลียนให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1805.
ประตูชัย (Arc de Triomphe-อาร์ค เดอ ทริ-อมฟ์) ที่มา: www.askideas.com, วันที่สืบค้น 4 มกราคม 2560
เที่ยง อิสระกับอาหารมื้อกลางวัน
13:55 น.
  • คณะเข้าชมพระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles)05 (คิวกรุ๊ปไม่ต้องต่อแถวนาน) มีไกด์ประจำพระราชวังให้การบรรยายตามจุดต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ของพระราชวัง

ขบวนเสด็จของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กำลังเข้าสู่พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ในเฟสแรก
ซึ่งแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1668, ที่มา: history-on-timeline.blogspot.com, วันที่สืบค้น 16 เมษายน 2560.
  • ช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีที่ Duty Free Shop สินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ 
  • ชมห้างสรรพสินค้าแกลลารี-ลาฟาแยตต์ (Galerie La fayette)
ค่ำ อิสระกับอาหารมื้อค่ำ
ที่พัก IBIS STYLES ROISSY CDG, FRANCE
 
ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดทำธุระส่วนตัว ชาร์ทแบตเตอรี่มือถือ กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์ต่าง ๆ เรียบร้อย พอราว ๆ 07:00 น. ก็ลงมาทานอาหารเช้าที่คอฟฟี่ช้อปรวมของโรงแรม เมนูอาหารก็เป็นแบบฝรั่งยุโรปทั่ว ๆ ไป กาแฟ นมสด แอปเปิ้ล ส้มเมืองหนาว เบคอน แฮม ครัวซองท์ (รสชาติดีมาก) โยเกิร์ต ผลไม้แห้งพวกพรุนและอินผาลัม ไกด์แอมป์เสนอว่าจะรับมาม่าต้มยำหมูสับไหม? ผมโอเค อยากทานอาหารเมืองไทยมาก.
 
     

หลังจากทานอาหารเสร็จ ก็เข้าห้องพักทำธุระส่วนตัวแล้วพร้อมที่จะท่องเที่ยวในวันสุดท้ายนี้แล้ว มาถ่ายรูปบ้าง ช่วยเพื่อน ๆ ในคณะถ่ายรูปบ้าง กอกุหลาบสีแดงสดที่ลานจอดรถเป็นแบ็คกราวน์ในการถ่ายภาพเป็นอย่างดี เท่าที่สังเกต, กุหลาบที่ปารีสนี่สวยงามมาก
 
     

สักพักรถบัสก็รับคณะเราเดินทางมุ่งสู่กลางกรุงปารีส เข้าชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งเดิมเป็นพระราชวังเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในยุโรป ตั้งอยู่ทอดยาวไปตลอดแม่น้ำแซนน์ รถบัสของคณะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ไปยังลานจอดรถบัสใต้ดินที่มีขนาดใหญ่กว้างขวางมาก เป็นการวางแผนการขนส่งมวลชนนักท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ดี นักท่องเที่ยวมาชมได้ทางรถไฟใต้ดินด้วยอีกทางหนึ่ง ทำให้การจราจรไม่ติดขัด รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ สังเกตได้ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเต็มไปหมด มีอยู่ทั่วไป
 
     

คณะเดินทางจากลานจอดรถบัสชั้นใต้ดินขึ้นบันไดเลื่อนมา หมายจะเข้าชมในพิพิธภัณฑ์ โดยส่วนตัวผมกะจะชมภาพโมนาลิซ่า ที่เขียนโดยลิโอนาโด ดาร์วินชี่ อันลือชื่อ แต่ปรากฎว่าคิวนักท่องเที่ยวแทบร้อยเปอร์เซนต์เป็นคนจีน เข้าคิวยาวเหยียด ไกด์แอมป์ตัดสินใจไม่เข้าชม โดยจะช้อปปิ้งและชมบริเวณรอบ ๆ แทน.
 
     

ซึ่งเพื่อน ๆ ในคณะของเรา ต่างมุ่งไปช้อปกันที่ร้านแบรนด์เนม Benlux ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของพิพิธภัณฑ์ ข้ามถนนไปนิดหนึ่ง ผมแวะเข้าห้องน้ำหน่อยหนึ่ง ในร้าน Benlux คนเยอะมากดูซื้อของแบรนด์เนม ราวกับแจกฟรื ล้วนแล้วแต่เป็นชาวจีนทั้งนั้น ผมปลีกตัวออกมาพร้อมสะพายกล้องถ่ายรูปคู่ชีพ เดินออกมายังบริเวณพิพิธภัณฑ์ด้านนอก. มาถ่ายภาพตรง Pyramide du Lourve เป็นปิรามิดกระจกอันลือชื่อ
 
      

มีคนผิวดำกลุ่มหนึ่งมาเร่ขายของที่ระลึกเป็นพวงกุญแจหอไอเฟล และหอไอเฟลโลหะประดับบ้าน ผมตัดสินใจซื้อ อย่างละสามชิ้น ได้คุยกับคนผิวดำดังกล่าวก็ทราบว่าเป็นชาวเซเนกัล หนึ่งในอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกา ดู ๆ ก็น่าเห็นใจหาเงินหาทองส่งไปบ้านเลี้ยงครอบครัว (เท่าที่ผมสัมผัสกับคนผิวดำที่นี่ แค่ 4-5 วันนี้ รู้สึกว่ามีนิสัยดี ดุ ๆ ไปอย่างนั้น เอื้ออารีใช้ได้ อย่างเช่นเมื่อคืนวาน ที่ทานหอยเอสคาโก ผมขอขนมปังจากบริกรผิวดำเพิ่ม เซย์โนทันที สักครู่ ก็เปลี่ยนใจเอาขนมปังมาให้)

ด้านตรงข้ามของปิรามิดก็เป็นประตูชัยแห่งการูแซล (อาร์ก เดอ ทรียงฟ์ ดูว์ การูแซล - Arc de Triomphe du Carousel) ซึ่งกล่าวกันว่า ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.1806 - 1808 เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศสระหว่างสงครามนโปเลียน.
 
     

ผมเดินตรงเข้าไปในสวน ด้านหน้าทอดยาวไปจัตุรัสคองคอร์ด ร่มรื่น พื้นดินเป็นหินเล็ก ๆ มีทรายผสมปูนและวัสดุบางอย่างอัดแน่น (เมื่อตอนที่ไปพระราชวังเชิร์นบรุนน์ที่เวียนนา) สองข้างทางเป็นต้นเมเปิ้ล ผลิแตกใบได้ที่เขียวสด ผมเดินมาถึงสระมีน้ำพุตรงกลาง เห็นผู้คนทั่วไปนั่งรอบและบริเวณเก้าอี้ รอบน้ำพุกระจายไปทั่ว เป็นการผึ่งแดดอ่อน ๆ โดยเฉพาะสาวรุ่น ๆ ปารีส (ปาริเยียน - Parisienne) นั่งคุยกันสองคน คอสวยยาวระหง ผมถ่ายภาพจากด้านหลัง แค่นี้ก็กลับไปฝันแล้ว ฮิ ๆ . ผมเดินตรงมาที่ด้านหน้าของมิวเซียมลูฟวร์ มาถึงจตุรัสคองคอร์ด (Place de la Concorde) ถ่ายเก็บภาพได้เยอะ นักท่องเที่ยวมีอยู่ทั่วไป การวางผังเมืองปารีส เวียงวัง บ้านเรือน เป็นสัดเป็นส่วน กว้างขวาง สะอาดสะอ้าน มีลมเย็นพัดโชยอ่อน ๆ น่าเดินเที่ยวมาก. ผมเก็บภาพได้เยอะ พอราว ๆ 10 โมงเศษ ก็กลับเข้าไปในมิวเซียมเดินช้อปปิ้งสินค้า ของฝากต่าง ๆ ของดูดีราคาไม่แพงนัก ราว ๆ 11 โมงเศษ ก็หาแม็คโดแนลด์แฮมเบอร์เกอร์มาทานกับเพื่อน ๆ ในคณะทัวร์.
 
     


 
พอได้เวลา สมาชิกครบคณะก็เดินทางต่อมาชมหอไอเฟล ซึ่งรถบัสขับข้ามแม่น้ำแซนน์มาไม่ไกลนัก เห็นผู้คนแน่นขนัดกำลังเข้าคิวเพื่อขึ้นชมทิวทัศน์บนหอไอเฟลกัน รถมาจอดข้าง ๆ หอฯ (Avenue Octave Gre'ard) ไกด์แอมป์ก็แจ้งว่าเรามีเวลาชั่วโมงเศษในการชมหอฯ และให้ระวังมิจฉาชีพในบริเวณนี้ ซึ่งชุกชุมมาก ผมเดินห่างจากหอไอเฟลเดินชมผู้คนมาเรื่อย ๆ เห็นคนวัยหนุ่มสาวบ้างก็นอนอาบแดด จับกลุ่มทำกิจกรรมเต้นแอโรบิกตีลังกากันบ้าง ถ่ายภาพบ้าง มีทั่วไป เต็มพื้นที่สนามหญ้าหน้าหอไอเฟล ผมตรงมาราว 800 เมตรข้ามถนนผ่ากลางสนามหญ้า
 
     

     

     

เพื่อเดินมายังจุดที่เรียกว่ากำแพงแห่งสันติภาพ (Wall of Peace หรือ Mur pour la Paix) (แต่ผมก็เข้าไปไม่ถึง เพราะมีการก่อสร้างอยู่ เข้าใจว่ากำลังทำปรำพิธีเพื่อเสนอกรุงปารีสเป็นเมืองจัดกีฬาโอลิมปิกในปี 2024) โดยผมเข้าใจว่าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อครั้งกองทัพนาซีเยอรมัน เข้ายึดกรุงปารีส และผู้นำนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กับผู้นำทหารได้ถ่ายรูปไว้ (ตามภาพด้านล่าง) แต่พอมาตรวจสอบอีกที ก็ไม่ใช่ จุดที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถ่ายภาพนั้นอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้ามแม่น้ำแซนน์ไป เป็น Place Warsaw หรือ Place de Varsovie ต่างหาก 
           
 
 
     

ผมแวะซุ้มขายของที่ระลึกข้างทาง ได้ช้อปของที่ถูกใจไปฝากญาติพี่น้องที่บ้าน ผมเดินไปเรื่อย เก็บภาพไป ผมสังเกตดูผิวถนนทางเดินเท้า เขาจะไม่ราดยางมะตอยหรือแอสฟาลท์หรือปูนซีเมนต์กัน จะเป็นดินทั่วไปอัดแน่นมีกรวดโรย พออากาศแห้งก็จะมีฝุ่นปลิวขึ้นมา ต้องพรมน้ำไว้ให้ชื้น เหมือนวังต่าง ๆ ที่ออสเตรีย โดยเฉพาะที่พระราชวังเชิร์นบรุนน์.
 

ภาพทหารฝรั่งเศสเดินตรวจตราใต้หอไอเฟล ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของกรุงปารีส
(ด้วยเมื่อสองวันก่อนมีเหตุการณ์ระเบิดในสนามฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สหราชอาณาจักร)
ประเทศในยุโรปจึงต้องคุมเข้มเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายเป็นพิเศษ.

พอได้เวลาคณะก็ขึ้นบัส เดินทางจากปารีสมุ่งสู่พระราชวังแวร์ซายส์ (Palace of Versailles - Cha^teau de versailles) ต่อไป ซึ่งพระราชวังแวร์ซายส์นี้อยู่ห่างจากกรุงปารีสราว 20 กิโลเมตร (ทางทิศตะวันตกเยื้องใต้นิด ๆ ของกรุงปารีส) รถบัสมาจอดตรงลานหน้าพระราชวังฯ มีพื้นที่กว้างขวาง  
 
     

     
        เห็นผู้คนเข้าคิวรอเข้าชมภายในพระราชวังฯ กันนับพันจริง ๆ คณะเราโชคดีหน่อย ไกด์แอมป์ประสานงานกับเจ้าหน้าที่(ซึ่งเป็นคนไทย) ภายพระราชวังฯ ได้ชื่อ "คุณสุกัญญา-(ทราบว่าจบมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นลูกศิษย์ มจ.ศุภัทรดิส ดิสกุล มาก่อน)" สามารถร่นลัดคิวยาวเหยียดได้ 

     
ภาพขวาบน: คุณสุกัญญากำลังแจกหูฟัง เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับฟังข้อมูลที่คุณสุกัญญาบรรยายไประหว่างที่เดินชมในแต่ละจุดของพระราชวังฯ 

     

     

     

       
คุณสุกัญญาเล่าว่า ตรงห้องโถงใหญ่ที่เป็นห้องกระจกนั้น เป็นบอลล์รูมขนาดใหญ่ที่คณะทูตจากสยาม
นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) แห่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระนารายณ์มหาราช
ได้เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีโดยถวายพระราชสาสน์ต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ พ.ศ.2229 ในห้องนี้

 
     กล่าวกันว่า คนในปารีสสนใจการเดินทางของคณะทูตจากสยามกันมาก ถึงกับมีแฟชั่นฮิตเกี่ยวกับการแต่งกายของทูตสยามในกรุงปารีสกันขึ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้พระราชทานชุดเสื้อทูตให้แก่คณะของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ด้วยเห็นว่าเสื้อผ้ามีน้อยและอาจไม่เพียงพอต่อการกันอากาศหนาวในยุโรป เมื่อมองทอดไปด้านหลังของพระราชวังแวร์ซายส์ คุณสุกัญญาก็เล่าต่อว่า คณะทูตจากสยามได้ถอดเสื้อผ้าเล่นน้ำในสระนี้ด้วย (อาจเป็นเพราะคนสยาม โดยเฉพาะกรุงศรีอยุธยาเป็นคนเมืองน้ำ ย่อมรู้สึกไม่คุ้นเคยกันการอยู่หลาย ๆ วันโดยไม่มีการอาบน้ำเลยก็เป็นไปได้).
 
     

     มีอีกห้องทรงงานที่น่าสนใจ หน้าโต๊ะทรงงานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะมีสตูล (Stool เก้าอี้ไม่มีพนัก) วางอยู่หน้าโต๊ะอยู่ 6-7 ตัว เอาไว้ให้อำมาตย์ ข้าราชบริพาร เจ้าชาย พระญาติตามแคว้นต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงว่า อาจจะก่อรัฐประหารได้ ให้นั่ง เสนอตนต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทุก ๆ วัน หมายความว่า เอาบุคคลที่คาดว่าจะเป็นภัยเป็นศัตรูไว้ใกล้ ๆ สังเกตความเคลื่อนไหว ล็อคเป้าไว้ นับเป็นกุศโลบาย ยุทธศาสตร์การปกครองอันชาญฉลาดของพระองค์เลยทีเดียว. 
 

หลังจากนั้น คณะของเรา ก็ตรงเข้าใจกลางกรุงปารีส มาเที่ยวช้อปห้าง Galerie La Fayatte ซึ่งเป็นห้างขนาดใหญ่ ขยายออกไปหลายตึก บางตึกที่อยู่ใกล้กันโดยมีถนนเล็ก ๆ ขั้น ก็ทำเป็นสกายวอล์คไว้บนชั้นที่ 4 ทอดข้ามตึกกัน แต่เมื่อเทียบขนาดความอลังการกับห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยแล้ว เมืองไทยกินขาด ทั้งนี้ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลแอมบาสซี่ เอ็มควาเทียร์ ของไทยเรากินขาดกระจุย
 

ผมเดินแกร่วซื้อของที่น่าสนใจได้หลายชิ้น มาแวะทานอาหารบ่ายแก่ ๆ บน Food Court ชั้นสี่ รสชาติก็พอได้ เลี่ยน ๆ ทั้ง ๆ ที่ได้เลือกสั่งอาหารทานสไตล์เอเซียแล้ว จากนั้นก็เดินชมสินค้าในห้าง และแวะมาทานของว่างพร้อมกาแฟที่ร้านสตาร์บั๊กส์ฝั่งตรงข้าม พอได้เวลาก็ยังจุดรวมตัวกันที่หน้าห้างฯ บ้างก็รวบรวมบิลเพื่อทำ Tax refund คอยกันไปมาจนเพลีย คณะของเราเจอร้านอาหารไทยเข้า ก็อยากจะรวบรวมกันสั่งผัดกะเพราหมูราดข้าวกัน แต่ยังไม่ตกลงกันดี รถบัสก็มารอเตรียมจะไปส่งโรงแรม IBIS STYLES ROISSY CDG ซึ่งไม่สามารถจอดแช่นานได้ คณะก็ต้อง Cancel ขอโทษขอโพยกันไป. คณะก็มาถึงที่พัก พักผ่อน ผมเข้าห้องพักอาบน้ำอาบท่าครู่หนึ่ง ก็ลงมาทานอาหารเย็นกับเพื่อน ๆ ในคณะ ผมจัดเต็ม สะเต็กเนื้อมีเดี่ยม พร้อมบะหมี่ต้มยำหมูสับมาม่า คุยกันได้ครู่หนึ่ง ก็แยกย้ายกันเข้าห้องพัก ห้องใครห้องมัน เตรียมจัดข้าวของกลับเมืองไทยกัน.
 
 
วันที่เจ็ด:
เสาร์ที่ 27
พฤษภาคม 60
ปารีส - กรุงเทพฯ
เช้า บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
ได้เวลานัดหมาย เดินทางเข้าสู่สนามบินชาร์ล เดอ โกล
13:40 น. ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 931
(ใช้เวลาเดินทาง 11:15 ชั่วโมง เพื่อตรงมาสนามบินสุวรรณภูมิ)
 

ตื่นแต่เช้ามืด จัดข้าวของอีกนิด อาบน้ำอาบท่าแล้วลากกระเป๋ามารวมกับเพื่อน ๆ ในคณะ ทานอาหารเช้าในคอฟฟี่ช้อฟของโรงแรม จากนัั้นก็มาถ่ายรูปรวมหมู่กลุ่มเล็ก ๆ ที่สนิทกัน ตรงลานจอดรถ สั่งลา 
พอได้เวลาก็เดินทางไปยังสนามบินชาร์ล เดอ โกล ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ โรงแรม ดำเนินการเข้าคิว เช็ค-อิน คนเยอะมาก (หงุดหงิดนิดหน่อยกับการแซงคิวกัน) แต่ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เห็นคนลาวสามท่านกำลังเข้าคิวเช็ค-อินอยู่ (ทราบได้จากมีผู้ชายท่านหนึ่งใส่เสื้อ "ฮักเมืองลาว") ได้ทักทาย ก็ทราบว่าพาครอบครัวมาเที่ยวฝรั่งเศส ร่วม ๆ 10 วัน ไปทั่วหมดที่สำคัญ ๆ ทั้งประเทศฝรั่งเศส น่าอิจฉา 
เมื่อเข้าไปในสนามบินได้แล้ว ก็ช้อปปิ้งซื้อของฝากหลาน ๆ และน้องชาย จากนั้นก็มานั่งรอเตรียมขึ้นเครื่อง ๆ ออกเกือบบ่ายสอง หิว ๆ ก็หาของขบเคียวทานไปพลาง ๆ ก่อน เมื่อขึ้นเครื่องได้แล้ว ก็ได้ทานอาหารกลางวันเต็มคราบ พักผ่อนไป คุยกับเพื่อน ๆ คณะที่นั่งข้าง ๆ พยายามชิ่งเข้าห้องน้ำทำธุระก่อน เพราะเดินทางยาว พยายามทานน้ำน้อย ๆ เท่าที่จำเป็น

 
     

ด้วยที่นั่งเป็นชั้นประหยัด ก็อึดอัดเล็กน้อย ทน ๆ เอา ท้ายที่สุดก็มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมืองไทยโดยสวัสดิภาพทุกคน.

 
วันที่แปด:
อาทิตย์ที่ 28
พฤษภาคม 60
กรุงเทพฯ
05:55 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ เหนื่อย สนุกและประทับใจ


 
ที่มาและคำอธิบาย

00. ผมใช้หนังสือ FRANCE: DK Eyewitness Travel, ปีที่พิมพ์ 2016 ประกอบการอธิบายแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในบล็อกนี้ไว้ด้วย. 
 

01. เมืองแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt)  หรือ ฟรังค์ฟวร์ทอัมไมน์ (Frankfurt am Main-เยอรมัน) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐเฮสส์และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของสหพันธรัฐเยอรมนี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไมน์ (Main river) และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต และธนาคารกลางยุโรป แฟรงก์เฟิร์ตเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยในเขตเมืองและปริมณฑลมีประชากรประมาณ 5 ล้านคน, ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/แฟรงก์เฟิร์ต, วันที่สืบค้น 5 มกราคม 2560 .  
 
02.  เมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken) นั้น ตั้งชื่อตามสำนักสงฆ์ที่เคยตั้งอยู่ที่นี่เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีชื่อในภาษาละดินว่า "Inter Lacus" แปลว่า เมืองระหว่างทะเลสาบ เมืองนี้อยู่ในเขตแบร์นเนอร์ โอเบอร์ลันด์ (Berner Oberland) (นักท่องเที่ยวที่พูดภาษาอังกฤษมักจะเรียกว่า Bernese Oberland) ซึ่งในเขตเบิร์น (Canton of Bern) เมืองนี้ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 570 เมตร (1,870 ฟุต) อยู่ระหว่างทะเลสาบสองแห่ง คือ ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz - Brienzersee) และทะเลสาบทูน (Lake Thun - Thunersee) พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองมักถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ และสวนผลไม้ อีกทั้งยังเป็นทางขึ้นยอดเขาที่จะทำให้เราเห็นธารน้ำแข็งซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่สามารถมองเห็นยอดเขา 3 แห่ง คือ ยอดเขาจุงฟราวน์ (Jungfrau) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดคือ 4,158 เมตร ยอดเขา Monch มีความสูง 4,099 เมตร และยอดเขา Eiger มีความสูงราว 3,970 เมตร, .ที่มา: www.tourtooktee.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560.  
 
03.  เมืองกรินเดลวัลด์ (Grindelwald) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงของกรุงเบิร์น (Bern) เป็นเมืองหลวงที่สวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ โดยตัวเมืองตั้งอยู่บนเทือกเขากรุงเบิร์น-แอลป์ (Bernese - Alps) อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,034 เมตร. ที่มา: travel.thaiza.com, วันที่สืบค้น 15 เมษายน 2560.
 
04.  เมืองดีจอง หรือ ดีฌง (Dijon) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดโกต-ดอร์ (Côte-d'Or) ในแคว้นบูร์กอญ (Bourgogne) หรือเบอร์กันดี (อังกฤษ: Burgundy) ในประเทศฝรั่งเศส เมืองดีฌงเป็นอดีตเมืองของจังหวัดเบอร์กันดี. ดีฌงเป็นที่ตั้งของมหาวิหารดีฌง (Dijon Cathedral) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีการผสมผสานของสถาปัตยกรรมยุโรปอย่างหลากหลายในรอบหนึ่งพันปี ตั้งแต่สถาปัตยกรรมแบบกาเปเซียง (Capetian) สถาปัตยกรรมกอธิก (Gothic) และมาถึงยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) และตัวอาคารบ้านเรือนในเขตเมืองปัจจุบันยังมีอายุราวช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือก่อนหน้านั้น สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแบบดิฌง ได้แก่หลังคาเบอร์กันดี (toits bourguignons - Burgundian polychrome roofs) ที่ผลิตแผ่นหลังคาจากดินเผาเคลือบ หรือ แทร์ราคอตตา (Terracotta) อันมีสีสันฉูดฉาด เช่น เขียว เหลืองดำ ที่จัดเรียงบนหลังคาอย่างสวยงามตามแบบเรขาคณิต (Geometric patterns), ที่มา: en.wikipedia.org และ th.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 16 เมษายน 2560
 
05. พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่แวร์ซาย ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส พระราชวังแวร์ซายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย. เพราะความสวยงามใหญ่โตของตัวปราสาท และสวนดอกไม้ที่มีการตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ผู้ที่ก่อสร้างพระราชวังแวร์ซาย คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส พระราชวังในอดีตแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 37,000 ไร่ ปัจจุบันเหลืออยู่ 5,500 ไร่ เพราะนำพื้นที่บางส่วนไปใช้ประโยชน์อื่น อย่างไรก็ตามพระราชวังแวร์ซาย ก็ยังมีความงดงามและยิ่งใหญ่อลังการเสมอมา คณะเราจะได้ชมห้องต่าง ๆ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตร เป็นชื่อของจักรพรรดิ เทพ เทพีต่าง ๆ (Gods and Goddess) อาทิ ห้องเฮอคิวลิส ห้องวีนัส ห้องนโปเลียน ห้องอพอลโล ฮอลล์ออฟมิเรอร์ส (Hall of Mirrors) เป็นต้น. แต่ละห้องของพระราชวังล้วนมีคุณค่าอย่างประเมินมิได้ด้วย ภาพเขียนสีแบบเฟรสโก้ โดยช่างฝีมือเอกชาวฝรั่งเศส ควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นพระราชวังที่งดงามล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ชมห้องประวัติศาสตร์เมื่อคราวที่พระยาโกษา (ปาน) เข้าเฝ้าราชสำนักฝรั่งเศส.

แผนที่ขับรถเที่ยวยุโรป,ที่มา: joybubble.com, วันที่สืบค้น 5 มกราคม 2560.
 
06.  จาก. วันที่สืบค้น 3 มกราคม 2560. th.wikipedia.org/wiki/มหาวิหารซาเคร-เกอร์.  

07.  ภาพ Panorama กรุงปารีส จากมุมมองของ มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Sacré-Coeur Basilica)
info@huexonline.com