MENU
TH EN

ก. ปฐมบท - อาณาจักรล้านนา

ปู่ม่านย่าม่าน หรือ หนุ่มกระซิบ ผลงานของหนานบัวผัน01
Last Revision: Sep.16, 2016
First Revision: Nov.26 2016

(ไทย) เรามักเรียกดินแดนบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยว่าล้านนา ที่รับรู้ว่างดงามด้วยธรรมชาติแห่งขุนเขาและผู้คนที่มากด้วยน้ำใจไมตรี รวมถึงความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมประเพณีที่มากด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะย้อนลึกลงไปกว่านั้น ถึงที่มาที่ไปตลอดจนความสำคัญอันมีนัยต่อความเป็นประเทศไทย คงเป็นเรื่องที่จะมีผู้รู้ไม่มากนัก ทั้งที่การมีอยู่ของอาณาจักรล้านนานั้นมีผลสำคัญยิ่งต่อความเป็นประเทศไทย

ประวัติศาสตร์แห่งเรื่องราวของแผ่นดินนี้แม้จะมีอยู่ แต่ดูเหมือนจะกระจัดกระจายยากต่อการสืบค้นสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่มิใช่นักประวัติศาสตร์ จนเมื่อศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ได้ค้นคว้าจนกลายมาเป็นหนังสือ "ประวัติศาสตร์ล้านนา" ที่รวบรวมเรื่องราวได้อย่างครอบคลุม น่าสนใจ และเหมาะกับนักอ่านที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของแผ่นดินล้านนา โดยเฉพาะนี่เป็นหนังสือที่ทำให้เรามองเห็นภาพแห่งยุคสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมได้อย่างชัดเจนมากกว่าการมองเห็นเพียงว่ากษัตริย์พระองค์ไหนเป็นผู้สร้าง

อะไรคือความมั่นคง อะไรคือความขัดแย้ง อะไรคือความเปลี่ยนแปลง เหล่านี้ปรากฎชัดอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่ดำเนินเรื่องไปตามยุคสมัย จึงทำให้นักอ่านเข้าใจได้อย่างเห็นภาพและมีชีวิต

 
ที่มา: คำนำสำนักพิมพ์ (ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเติม) สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ 10 พฤศจิกายน 2557, "ประวัติศาสตร์ล้านนา" โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สรัสวดี อ๋องสกุล.


 
 ก. ปฐมบท - อาณาจักรล้านนา02

อาณาจักรล้านนา คือ ราชอาณาจักรของชาวไทยวน03 ในอดีตที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ตลอดจนสิบสองปันนา เช่นเมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) มณฑลยูนนาน ภาคตะวันออกของพม่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองเอก ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน มีเมืองนายเป็นเมืองเอก และ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน โดยมีเมืองเชียงใหม่ เป็นราชธานี มีภาษา ตัวหนังสือ วัฒนธรรม และประเพณีเป็นของตนเอง ต่อมาถูกปกครองในฐานะรัฐบรรณาการของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรอังวะ จนสิ้นฐานะอาณาจักร กลายเป็นเมืองส่วนหนึ่งของอาณาจักรอังวะ ในราชวงศ์คองบอง (หรือ นยองยาน) ไปในที่สุด.


ชื่อ: 
ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีนานับล้าน หรือมีที่นาเป็นจำนวนมาก คู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว เมื่อปี พ.ศ.2530 คำว่า "ล้านนา" กับ "ลานนา" เป็นหัวข้อโต้เถียงกัน ซึ่งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ข้อยุติว่า "ล้านนา" เป็นคำที่ถูกต้อง และเป็นคำที่ใช้กันในวงการวิชาการ.
ปัญหาที่นำไปสู่การโต้เถียงกันนั้น สืบเนื่องมาจากในอดีตการเขียนมักไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องวรรณยุกต์แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า แม้จะเขียนโดยไม่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับ แต่ให้อ่านเหมือนมีวรรณยุกต์โท สำหรับคำ "ลานนา" น่าจะมาจากราชวินิจฉัยของ ร.5 ที่ว่า "ลานนาหมายถึงทำเลทำนา" ซึ่งทำให้คำว่าลานนาใช้กันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ ภายหลัง พ.ศ.2510 นักวิชาการระดับสูงพบว่าล้านนาเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และยิ่งชักเจนยิ่งขึ้นเมื่อ ดร.ฮัน เพนธ์ ค้นพบคำว่า "ล้านนา" ในศิลาจารึกที่วัดเชียงสา ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ.2096 อย่างไรก็ดี การตรวจสอบคำว่า ล้านนา ได้อาศัยศัพท์ภาษาบาลี โดยพบว่าท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เขียนว่า ทสลกฺขเขตฺตนคร (อ่านว่า ทะสะลักขะเขตตะนะคอน) แปลว่า เมืองสิบแสนนา เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร ศรีสตนาคนหุต หรือช้างร้อยหมื่น
คำว่าล้านนาน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพญากือนา เนื่องจากพระนาม "กือนา" หมายถึงจำนวนร้อยล้าน และต่อมาคำล้านนาได้ใช้เรียกกษัตริย์และประชาชน แพร่หลายมากในสมัยพระเจ้าติโลกราช.
ส่วนการใช้ว่า "ล้านนาไทย" นั้น เป็นเสมือนการเน้นความเป็นไทย ซึ่งใช้กันมาในสมัยหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง.

 

แผนที่แสดงที่ตั้ง ขนาดและอาณาเขตของอาณาจักรล้านนา ในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช
(ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรล้านนา, วันที่สืบค้น 01 พ.ย.2559)

 
อาณาเขต:
หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนานั้น หมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาเขตบริเวณลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่น้ำงัด ฯลฯ โดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จดเมืองตาก (อำเภอบ้านตากปัจจุบัน) และจดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแมน้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจรดเมืองเชียงรุ่ง (หรือคนจีนในปัจจุบันเรียกว่า เมืองจิ่งหง) ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพล ไปถึงเมืองนั้น ๆ.

ในสมัยโบราณได้กล่าวถึงเมืองขึ้นกับดินแดนล้านนามี 57 เมือง ดังปรากฎในตำนานพื้นเมืองของเชียงใหม่ว่า ใน สัตตปัญญาสล้านนา 57 หัวเมือง แต่ก็ไม่ได้ระบุว่ามีเมืองใดบ้าง ปัจจุบันมีหลักฐานที่พม่านำไปจากเชียงใหม่ในสมัยที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.2101-2317) และได้แปลเป็นภาษาพม่าต่อมาในปี ค.ศ.2003 ทางมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง (Yangon University) ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อ Zinme Yazawin หรือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับภาษาพม่า ได้ระเมืองต่าง ๆ 57 หัวเมือง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเมือง คือ กลุ่มเมืองขนาดใหญ่มี 6 เมือง กลุ่มเมืองขนาดกลางมี 7 เมือง กลุ่มเมืองขนาดเล็กมี 44 เมือง เช่น เมืองฝาง เมืองเชียงของ เมืองพร้าว เมืองเชียงดาว เมืองลี้ เมืองยวม เมืองสาด เมืองนาย เมืองเชียงตุง เมืองเชียงคำ เมืองเชียงตอง เมืองน่าน เมืองเทิง เมืองยอง เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองไลค่า เมืองลอกจ๊อก เมืองปั่น เมืองยองห้วย เมืองหนองบอน เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง เมืองจำคา เมืองพุย เมืองสีซอ เมืองแหงหลวง เมืองหาง เมืองพง เมืองดัง ฯลฯ04.

      

รายพระนามกษัตริย์ล้านนา05
ได้รวบรวมตั้งแต่พญามังราย ก่อตั้งอาณาจักรจนกระทั่งสิ้นสุด เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกประเพณีแต่งตั้งเจ้าหลวง ประกอบด้วย.
1. ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1839 - 2121)
2. ยุคพม่าครองเมือง (พ.ศ.2121 - 2317)
3. ราชวงศ์ทิพยจักร (พ.ศ.2317 - 2482)

 
ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1839 - 2121) 
ลำดับ พระรูป ชื่อกษัตริย์ เริ่มครองราชย์ สิ้นสุดรัชกาล รวมระยะเวลา หมายเหตุ/คำอธิบาย
1 06 พญามังราย พ.ศ.1839/1804 พ.ศ.1854 บ้างก็ว่า15ปี
บ้างก็ว่า50ปี09
* พระโอรสในลาวเมง กษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงราว กับนางเทพคำขยาย
2   พญาไชยสงคราม พ.ศ.1854 พ.ศ.1868 14 ปี10 * พระโอรสในพญามังราย
3  07 พญาแสนภู พ.ศ.1868 พ.ศ.1877 9 ปี13 * พระโอรสในพญาไชยสงคราม
4  08 พญาคำฟู พ.ศ.1877 พ.ศ.1879 2 ปี * พระโอรสในพญามังราย
* พระอนุชาในพญาไชยสงคราม
5 11 พญาผายู พ.ศ.1879 พ.ศ.1898 19 ปี * พระโอรสในพญามังราย
* พระอนุชาในพญาไชยสงคราม
6 12 พญากือนา พ.ศ.1898 พ.ศ.1928 30 ปี * พระโอรสในพญาผายู
7   พญาแสนเมืองมา พ.ศ.1928 พ.ศ.1944 16 ปี * พระโอรสพญากือนา
8 18 พญาสามฝั่งแกน พ.ศ.1944 พ.ศ.1984 40 ปี * พระโอรสในพญาแสนเมืองมา
9 19 พญาติโลกราช/
พระเจ้าติโลกราช
พ.ศ.1984 พ.ศ.2030 46 ปี * พระโอรสในพญาสามฝั่งแกนและแม่พระดิลก
10 20 พญายอดเชียงราย พ.ศ.2030 พ.ศ.2038 8 ปี * พระโอรสในท้างบุญเรือง
* พระนัดดาในพระเจ้าติโลกราช
11   พระเมืองแก้ว/พญาแก้ว (พญารัตนราชบุตร/พระเจ้าศิริธรรม
จักรพรรดิ)
พ.ศ.2038 พ.ศ.2068 30 ปี * พระโอรสในพญายอดเชียงรายกับมหาเทวีสิริยศวดี
12 21 พระเมืองเกษเกล้า (ท้าวอ้ายเกล้า, เคล้า) พ.ศ.2068 พ.ศ.207913
/2081
บ้างว่า 11ปี บ้างว่า 13 ปี * พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี
13   พระเมืองซายเจ้า (ท้าวซายคำ) พ.ศ.2079/2081 พ.ศ.208614 บ้างว่า 5ปี บ้างว่า 7ปี * พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี
14   พระเมืองเกษเกล้า (ครั้งที่ 2) พ.ศ.2086 พ.ศ.208815 2 ปี * พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี
15 22 พระมหาเทวีจิรประภา พ.ศ.2088 พ.ศ.2089 1 ปี * พระมเหสีในพญาแก้ว
* พระมารดาในพระเมืองเกษเกล้าและท้าวซายคำ
16 23 พระไชยเชษฐาธิราช พ.ศ.2089 พ.ศ.209016 1 ปี * พระโอรสในพระเจ้าโพธิสารราชกับพระนางยอดคำทิพย์
* พระนัดดาในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี
ว่างกษัตริย์ พ.ศ.2090 - 2094 (4 ปี)
17 24 พญาแม่กุ (พระเจ้าเมกุฎิสุทธิวงศ์) พ.ศ.2094 พ.ศ.2107 13 ปี * ทรงเป็นเจ้าฟ้าเมืองนายมาก่อน แต่ทรงมีเชื้อสายของขุนเครือพระโอรสพญามังราย
18 25 พระนางวิสุทธิมหาเทวี พ.ศ.2107 พ.ศ.212117 13 ปี * พระราชมารดาในพญาแม่กุ


ประวัติศาสตร์

การก่อตั้งอาณาจักร


พญามังราย กษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยาง องค์ที่ 25 ในราชวงศ์ลวจังกราช (หรือลวจักกราช) ปู่เจ้าลาวจก ได้เริ่มตีเมืองเล็กเมืองน้อย ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำอิง และแม่น้ำปิงตอนบน รวบรวมเมืองต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่น นอกจากเงินยางแล้ว ยังมีเมืองพะเยาของพญางำเมืองพระสหาย ซึ่งพญามังรายไม่ประสงค์จะได้เมืองพะเยาด้วยการสงคราม แต่ทรงใช้วิธีผูกสัมพันธไมตรีแทน หลังจากขยายอำนาจระยะหนึ่ง พระองค์ได้ย้ายศูนย์กลางการปกครอง โดยสร้างเมืองเชียงรายขึ้นแทนเมืองเงินยาง เนื่องด้วยเชียงรายตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก เหมาะเป็นชัยสมรภูมิตลอดจนทำการเกษตรและค้าขาย.

หลังจากได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองมาอยู่ที่เมืองเชียงรายแล้ว พระองค์ก็ได้ขยายอาณาจักรแผ่อิทธิพลลงทางทางทิศใต้ ขณะนั้นก็ได้มีอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนอยู่แล้วคือ อาณาจักรหริภุณชัย มีนครลำพูนเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในชัยสมรภูมิที่เหมาะสมประกอบด้วยมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านได้แก่แมน้ำกวงและแม่น้ำปิงซึ่งเป็นลำน้ำสายใหญ่ไหลลงสู่ทะเลเหมาะแก่การค้าขายและการป้องกันพระนคร มีนครลำปางเป็นหน้าด่านคอยป้องกันศึกศัตรู สองเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่มีกษัตริย์ปกครองอย่างเข้มแข็ง การที่จะเป็นใหญ่ในดินแดนแถบนี้ได้จะต้องตีอาณาจักรหริภุณชัยให้ได้ พระองค์ได้รวบรวมกำลังผู้คนจากที่ได้จากตีเมืองเล็กเมืองน้อยรวมกันเข้าเป็นทัพใหญ่และยกลงใต้ เพื่อจะตีอาณาจักรหริภุณชัยให้ได้ พญามังรายได้รวบรวมกำลังผู้คนจากที่ได้จากตีเมืองเล็กเมืองน้อยรวมกันเข้าเป็นทัพใหญ่และยกลงใต้เพื่อจะตีอาณาจักรหริภุณชัยให้ได้ โดยเริ่มจากตีเมืองเขลางค์นคร นครลำปาง เมืองหน้าด่านของอาณาจักรหริภุณชัยก่อน เมื่อได้เมืองลำปางแล้วก็ยกทัพเข้าตีนครลำพูน (เมืองหลวงของแคว้นหริภุณชัย) พญามังรายเป็นกษัตริย์ชาตินักรบ มีความสามารถในการรบไปทั่วทุกสารทิศ สามารถทำศึกเอาชนะเมืองน้อยใหญ่ รวมทั้งอาณาจักรหริภุณชัยแล้ว รวบเข้ากับอาณาจักรโยนกเชียงแสนได้อย่างสมบูรณ์.


หลังจากพญามังรายรวบรวมอาณาจักรหริภุณชัยเข้ากับโยนกเชียงแสนเสร็จสิ้นแล้ว ได้ขนานนามราชอาณาจักรแห่งใหม่นี้ว่า "อาณาจักรล้านนา" พญามังรายมีดำริจะสร้างราชธานีแห่งใหม่นี้ให้ใหญ่โต เพื่อให้สมกับเป็นศูนย์กลางการปกครองในแว้นแคว้นใหม่นี้ พร้อมกันนั้น พระองค์ได้อัญเชิญพระสหายสนิทสองพระองค์คือ พญางำเมือง แห่งเมืองพะเยา และ พ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาร่วมกันสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ในสมรภูมิบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งมหานทีแม่ระมิงค์ (แม่น้ำปิง) โดยตั้งชื่อราชธานีแห่งใหม่นี้ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" แต่ก่อนที่จะตั้งเมือง พญามังรายได้สร้างราชธานีชั่วคราวขึ้นก่อนแล้ว ซึ่งเรียกว่า เวียงกุมกาม แต่เนื่องจากเวียงกุมกามประสบภัยธรรมชาติใหญ่หลวง เกิดน้ำท่วมเมืองจนกลายเป็นเมืองบาดาล ดังนั้นพญามังรายจึงได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ นครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.1839 และได้เป็นศูนย์กลางการปกครองราชอาณาจักรล้านนานับแต่นั้น

นครเชียงใหม่มีอาณาเขตบริเวณอยู่ระหว่างเชิงดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) และบริเวณที่ราบฝั่งขวาของแม่น้ำปิง (พิงคนที) นับเป็นสมรภูมิที่ดีและเหมาะแก่การเพาะปลูก เนื่องจากเป็นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไหลผ่าน.



การเมือง-การปกครองในสมัยราชวงศ์มังราย
พญามังรายได้ส่งพระญาติ ไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ที่เป็นเมืองขึ้นหรือเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น เมืองเขลางค์ (ลำปาง) เมืองเขมรัฐเชียงตุง (ในพม่า) และเชียงรุ้ง (สิบสองปันนาในสาธารณรัฐประชาชนจีน) และส่งพระโอรสไปปกครองเมืองที่ใหญ่และสำคัญ ๆ ได้แก่ เมืองนาย (หัวเมืองไทใหญ่) และเชียงราย ซึ่งเคยเป็นเมืองราชธานีของล้านนา.

รัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1985-2030) กษัตริย์องค์ที่ 9 ในราชวงศ์มังราย พระองค์ได้รับการยกย่องให้มีฐานะเป็น "ราชาธิราช" พระองค์ได้แผ่ขยายขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรล้านนาให้ยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม.
  • ทิศเหนือ จรด เมืองเชียงรุ้ง เมืองยอง
  • ทิศตะวันออก จรด เมืองนันทบุรี (น่าน) แพร่ ทุ่งยั้ง (ส่วนหนึ่งของอุตรดิตถ์) จรดถึง หลวงพระบาง
  • ทิศตะวันตก ขยายไปจรด รัฐฉาน (ตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า) อาทิ เมืองไลคา ยองห้วย สีซอ. 
ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนา ยังได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นานถึง 25 ปี โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการในการแผ่อิทธิพลเข้าไปในสุโขทัยของทั้งสองอาณาจักร แต่ไม่มีฝ่ายใดได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทั้งสองอาณาจักรจึงผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน จนกระทั่งอาณาจักรล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่าในปี พ.ศ.2101.
 

  วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ในจังหวัดเชียงใหม่ บ้างก็เรียก ราชกุฎาคาร วัดโชติการาม
สร้างขึ้น (พ.ศ.1934) ในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย  
องค์พระเจดีพังทลายลงด้วยแรงแผ่นดินไหว เมื่อปี พ.ศ.2088
(ที่มา: www.novabizz.com/Map/Chiang_Mai/Wat_Chedi_Luang.htm, วันที่สืบค้น 20 พ.ย.2559)

การล่มสลายของอาณาจักร
อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงในปลายรัชสมัย "พญาแก้ว" (พ.ศ. 2038 - พ.ศ. 2068)  เมื่อกองทัพเชียงใหม่ได้พ่ายแพ้แก่กองทัพเชียงตุงในการทำสงครามขยายอาณาจักร ไพร่พลในกำลังล้มตายลงเป็นอันมาก กอปรกับปีนั้นเกิดอึทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองเชียงใหม่ ทำให้บ้านเรือนราษฎรเสียหายและผู้คนเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก สภาพบ้านเมืองเริ่มอ่อนแอ เกิดความไม่มั่นคง หลังจาก "พญาแก้ว" สิ้นพระชนม์ ก็เกิดการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติ ขุนนางมีอำนาจมากขึ้น ถึงกับแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าได้ เมื่อนครเชียงใหม่ศูนย์กลางอำนาจสั่นคลอน เมืองต่าง ๆ ที่รายล้อมก็แข็งเมือง ไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการอีกต่อไป.

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 พระเจ้าบุเรงนอง แห่งอาณาจักรตองอูได้ทำศึกมีชัยชนะไปทั่วทุกทิศานุทิศ จนได้รับการขนานนามผู้ชนะสิบทิศ พระเจ้าบุเรงนองได้ทำศึกยึดนครเชียงใหม่ไปเป็นประเทศราช รวมทั้งเข้าปกครองเมืองลูกหลวงและเมืองบริวารของเชียงใหม่โดยอัตโนมัติ ในช่วงแรกนั้น ทางพม่ายังไม่ได้เข้าปกครองเชียงใหม่โดยตรง เนื่องจากติดศึกทางกรุงศรีอยุธยาอยู่ แต่ยังให้พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ปกครองบ้านเมืองต่อตามเดิม แต่ทางเชียงใหม่จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้หงสาวดี ต่อมาพระเจ้าเมกุฏิทรงคิดแข็งเมือง ตั้งตนเป็นอิสระ ฝ่ายพม่าจึงปลดออกและแต่งตั้งมหาเทวีวิสุทธิ ผู้มีเชื้อราชวงศ์มังราย ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นพระมารดาของพระเจ้าเมกุฏิ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทน จนกระทั่งมหาเทวีวิสุทธิสิ้นพระชนม์ ทางฝ่ายพม่าจึงได้ส่งเจ้านายทางฝ่ายพม่ามาปกครองแทน เพื่อคอยดูแลความเรียบร้อยของเมืองเชียงใหม่ ในสมัยนั้นเชียงใหม่ยังไม่ได้เป็นเมืองพระยามหานคร แต่เป็นจุดสำคัญในการเกณฑ์ไพร่พลชาวเชียงใหม่เป็นทหารและเป็นแหล่งเตรียมเสบียงเพื่อไปทำสงครามกับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา.

อาณาจักรล้านนาในฐานะเมืองขึ้นของพม่านั้น มีการแข็งเมือง มีกบฎแก่งแย่งชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แต่เชียงใหม่เมืองเดียว เมืองอื่น ๆ ในอาณาจักรล้านนาก็มีการแก่งแย่งด้วย จนกระทั่งราชวงศ์อลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง สถาปนาอาณาจักรรัตนปุระอังวะขึ้นมา พม่าจึงหันมาปกครองเชียงใหม่โดยตรง.




ที่มาและคำอธิบาย:
01. จาก. th.wikipeida.org/wiki/ปู่ม่านและย่าม่าน, วันที่สืบค้น 16 กันยายน 2559, "ปู่ม่านย่าม่าน" หรือ หนุ่มกระซิบ บ้างก็เรียก "The Whispering" เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน อันเป็นผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ปราณีตและเป็นภาพที่โดดเด่นประจำวัดภูมินทร์ โดยเป็นภาพชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกระซิบสนทนา และมีชื่อเสียงว่าเป็นภาพ "กระซิบรักบันลือโลก" และกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองน่านที่ไปปรากฎอยู่ในสินค้าจำนวนมาก อาทิ เสื้อยืด โปสการ์ด หรือแม้แต่ข้าวของแต่งบ้าน.
ที่มาของชื่อ: หนานบัวผันได้ตั้งชื่อภาพดังกล่าวตามเจตนารมณ์ด้วยการกำกับชื่อด้านบนของภาพว่า "ปู่ม่านย่าม่าน" ซึ่งคุณวินัย ปราบริปู ศิลปินและเจ้าของหอศิลป์ริมน่าน ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับที่มาของชื่อ "ปู่ม่านย่าม่าน" แก่ มติชนออนไลน์ ความว่า
"ข้อความที่ เขียนกำกับว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน หมายถึงว่า เขาเรียกผู้ชายพม่า ผู้หญิงพม่าคู่นี้ เป็นนัย เป็นสามีภรรยา แล้วการเกาะไหล่กันเป็นธรรมชาติของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา ถ้าเป็นหนุ่มสาว ถูกเนื้อต้องตัวไม่ได้ และรูปลักษณะการแต่งกายชี้ชัดไปอีกสอดคล้องกับคำว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน ม่านคือพม่า ปู่นี่คือผู้ชาย พ้นวัยเด็กผู้ชายเรียกปู่ พ้นวัยเด็กผู้หญิงเรียกย่า ซึ่งที่จริงออกเสียง "ง่า" ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย โดย หนานบัวผัน เป็นศิลปินผู้เขียนจิตรกรรมประวัติศาสตร์ทั้งที่วัดหนองบัว และวัดภูมินทร์"

 
        
วัดภูมินทร์ ต.เวียงใต้ อ.เมือง จ.น่าน

ประวัติ: ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในงานจิตรกรรมฝาผนังถูกวาดขึ้นช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมวัดภูมินทร์ในสมัยเจ้าอนันตฤทธิวรเดชครองเมืองน่าน ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัย ร.5 ซึ่งภาพจิตรกรรมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในชาดก และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต
แต่ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงของงานจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าว ด้วยได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งด้านองค์ประกอบและอารมณ์ รังสรรค์โดยศิลปินนิรนามที่คาดว่าเป็น หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อที่เคยสร้างงานจิตรกรรมที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ด้วยเปรียบเทียบภาพจิตรกรรมทั้งสองก็พบความเหมือนทั้งลายเส้น สีสัน ใบหน้า และฉากกว่า 40 จุด ทั้งยังมีมุมมองและแนวคิดที่ทันสมัย รู้จักนำสีสันมาใช้ เช่น สีแดง ฟ้า ดำ น้ำตาลเข้ม และมีวิธีลงฝีแปรงคล้ายภาพวาดสมัยใหม่
รายละเอียดของ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพที่แปลกแยกจากรูปอื่น ๆ โดยวาดเหนือภาพพระเนมีราชท่องนรกและสวรรค์ของชาดกเรื่อง เนมีราช แสดงให้เห็นรูปของชายหญิงคู่หนึ่ง โดยบุรุษใช้มิอข้างหนึ่งเกาะไหล่สตรีแล้วมือข้างหนึ่งป้องปากคล้ายกับกระซิบกระซาบที่ข้างหู สตรีผู้นั้นด้วยนัยน์ตากรุ้มกริ่มแฝงไปในเชิงรักใคร่ บุรุษในภาพสักลายตามตัว ขมวดผมไว้กลางกระหม่อมพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยา ส่วนสตรีในภาพแต่งกายไทลื้อเต็มยศ การแสดงท่ากระซิบหยอกล้อดังกล่าวมิใช่การเล้าโลมของคู่รักหนุ่มสาว หากแต่เป็นการแสดงความรักของคู่สามีภรรยา การแปลความหมายไปในทางกามารมณ์ จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์เดิมของศิลปิน. (วินัย ปราบริปู (7 พฤษภาคม 2551). "ตัวตนศิปินหนานบัวผัน" รูปแบบอัตลักษณ์สำคัญบนจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์และวัดหนองบัว จังหวัดน่าน. ศิลปวัฒนธรรม. 29:7, หน้า 50)
เคยมีการสันนิษฐานว่าบุรุษในภาพน่าจะเป็นผู้เขียนภาพ คือตัวหนานบัวผันเอง แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธในเวลาต่อมา ด้วยตัวหนานบัวผันเป็นชาวไทลื้อ ทั้งนี้การแต่งคำบรรยายภาพดังกล่าว เป็นภาษาถิ่นพายัพอันสะสวย ซึ่งแต่และแปลโดยสมเจตน์ วิมลเกษม ความว่า

 
"คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้ฟื้นอากาศกลสางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันให้อะฮิอะฮี้
ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเวลา...
"
แปล=> "ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว
จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย
หากเอาไว้ในวังในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะแย่งความรักของพี่ไป
เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง
ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น
"

02.  ปรับปรุง เสริมโดยใช้แกนเนื้อหาจาก. th.m.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 18 กันยายน 2559.
03.  จาก. th.m.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 18 กันยายน 2559. ชาวไทยยวน หมายถึง (อ่าน ไท-ยวน) หรือ ไตยวน (อยู่แถบ ประเทศไทย สปป.ลาว -แขวงบ่อแก้วและแขวงไชยบุรี) เป็นกลุ่มชาติพันธ์ุตระกูลภาษาไท-กะได กลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของประเทศไทย ที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านนา ในอดีตคนล้านนามีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ แต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือกลุ่ม "ไทยวน" ซึ่งมีคำเรียกตนเองหลายอย่าง เช่น "ยวน โยน หรือ ไต (ไท)" และถึงแม้ในปัจจุบัน ชาวล้านนาจะกลายเป็นพลเมืองของประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่ก็มักเรียกตนเองว่า "คนเมือง" ซึ่งเป็นคำเรียกที่เกิดขึ้นในภายหลัง ในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อฟื้นฟูประชากรในล้านนาหลังสงคราม โยการกวาดต้อนกลุ่มคนจากที่ต่าง ๆ เข้ามายังเมืองของตน.
        
ชาวไทยวน และการฟ้อนไทยวน
04. จาก. ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม, ล้านนาประเทศ, กรุงเทพฯ : มติชน, 2545.
05. ปรับปรุงจาก. th.wikipedia.org/wiki/รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา, วันที่สืบค้น 02 พ.ย.2559
06. พระราชานุสาวรีย์พญามังราย ที่ห้าแยกพ่อขุน อำเภอเมืองเชียงราย จ.เชียงราย ฝีมือปั้นของปกรณ์ เล็กฮอน ด้านหลังคือตุงทองสามผืนฝีมือของถวัลย์ ดัชนี เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และกนก วิศวะกุล ตามลำดับ (ที่มา. th.wikipedia.org/wiki/พญามังราย, วันที่สืบค้น 02 พ.ย.2559)
07. พระราชานุสาวรีย์พระญาแสนภู จ.เชียงราย (ที่มา. historicallanna01.blogspot.com/2011/12/blog-post.html, วันที่สืบค้น 03 พ.ย.2559).
08. จาก. http://www.hugchiangkham.com/พญาคำฟูสวรรคตเชียงคำ, วันที่สืบค้น 03 พ.ย.2559.
09. จาก. ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นปกครองของล้านนาและสุโขทัย : ข้อคิดใหม่และข้อสังเกตบางประการ, เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 1, 2559. พ.ศ.1804 -1854 รวม 50 ปี. โดยให้เหตุผลว่า... ลำดับปีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ตั้งแต่รัชกาลพญามังรายจนถึงรัชกาลพระเมืองเกษเกล้า ยึดตามศักราชที่ปรากฎในชินกาลมาลีปกรณ์ โดยนำมาบวก 1181 จะได้เท่ากับปี พ.ศ.ที่แสดงไว้ สำหรับลำดับ ปี พ.ศ. ตั้งแต่รัชกาลพระเมืองเกษเกล้าเป็นต้นไปยึดตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และอื่น ๆ.
หลังจากสิ้นสมัยพญามังราย กษัตริย์มักประทับอยู่เมืองเชียงแสนแล้วแต่งตั้งพระราชบุตรให้ครองเมืองเชียงใหม่แทนในฐานะที่คล้ายกับผู้ปกครองเมืองลูกหลวง ต่อมาในสมัยพญาคำฟู กษัตริย์ก็กลับมาครองและประทับอยู่ที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ากษัตริย์บางพระองค์มีจำนวนปีครองราชย์อย่างแท้จริงเพียงไม่กี่ปี.
10. จาก. ชินกาลมาลีปกรณ์, พระรัตนปัญญา (เขียน), แสง มนวิทูร (แปล), 2510, พิมพ์เป็นอนุสรณ์แก่ นายกี นิมมานเหมินท์ เนื่องในวันเปิดตึกคนไข้พิเศษ "นิมมานเหมินท์-ชุติมา", กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ์, หน้า 173.
11. จาก. Oknation.nationtv.tv/mblog/entry.php?id=996356, อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย และพญาผายู จากซ้ายไปขวา, วันที่สืบค้น 04 พ.ย.2559.
12. จาก. historicallanna01.blogspot.com/2012/08/blog-post_6706.html, วันที่สืบค้น 5 พ.ย.2559, "ภาพพระญากือนาธรรมิกราช กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ผู้สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ จากหนังสือตำนานวัดพระธาตุดอยสุเทพ".
13.  ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่าพระเมืองเกษเกล้า โดนปลดออกจากพระราชบัลลังก์ใน พ.ศ.2081 แต่แท้จริงแล้วท้าวซายคำ พระราชบุตรของพระองค์ ยึดได้บัลลังก์และขึ้นเป็นกษัตริย์ไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2079 (อ้างจาก 09. ข้างต้น).
14.  แต่เดิมเชื่อกันตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่าท้าวซายคำครองราชย์ใน พ.ศ.2081 แต่ผู้เขียน (อ้างจาก 09. ข้างต้น) พบหลักฐานยืนยันว่าท้าวซายคำครองราชย์แล้วใน พ.ศ.2079.
15.  จาก. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เค วัยอาจ (ปริวรรต), 2543, กรุงเทพฯ : ตรัสวิน, หน้า 112.
16.  (อ้างจาก 15. ข้างต้น หน้า 117) อย่างไรก็ตามพระไชยเชษฐาธิราช ยังคงอ้างสิทธิ์ในการเป็นพระเจ้าแผ่นดินล้านนามาจนถึง พ.ศ.2097 ซึ่งพญาแม่กุได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ไปแล้ว ดังปรากฎความในจารึกวัดเชียสาเรียกแทนพระนามพระองค์ว่า "สมเด็จบรมบพิตรตนสมัฤทธิ์เสวยราชพิภพทั้ง 2 แผ่นดิน ล้านช้าง ล้านนา".
17.  (อ้างจาก 15. ข้างต้น หน้า 124) ที่ผู้เขียน (อ้างจาก 09. ข้างต้น) ใช้คำว่า "วิสุทธิมหาเทวี" ก็เพราะค้นพบหลักฐานแล้วว่าพระองค์เป็นพระราชมารดาของพญาแม่กุ ซึ่งตำแหน่ง "มหาเทวี" ของทางล้านนานั้นหมายถึงพระราชมารดาของกษัตริย์.
18.  พระบรมราชานุสาวรีย์พระญาสามฝั่งแกน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่.
19.  พระราชานุสาวรีย์พระเจ้าติโลกราช.
20.  พระราชานุสาวรีย์พระญายอดเชียงราย วัดตโปทาราม จ.เชียงใหม่.
21.  จาก. www.baanmaha.com/community/threads/27485, วันที่สืบค้น 7 พ.ย.2559.
22.  มหาเทวีจิรประภา (จากภาพยนต์เรื่อง "สุริโยไท", แสดงโดย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล).
23.  จาก. th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจ้าอภัยพุทธบวร_ไชยเชษฐาธิราช, วันที่สืบค้น 7 พ.ย.2559.
24.  จาก. th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าเมกุฎิสุทธิวงศ์, วันที่สืบค้น 7 พ.ย.2559. "รูปลักษณ์ของนัตโยนบะเยง หรือนัตพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ตามความเชื่อของชาวพม่า".
25.  จาก. www.sri.cmu.ac.th/~maeyinglanna/main2/main2.php, วันที่สืบค้น 7 พ.ย.2559, "กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย (ภาพวาดพระนางวิสุทธิเทวี วัดโลกโมฬี).
info@huexonline.com