MENU
TH EN

นารายณ์อวตาร ตอนที่ 3 "วราหาวตาร"

นารายณ์อวตาร ตอนที่ 3
วราหาวตาร

 
First revision: Nov.08, 2015
First revision: Nov.18, 2015
อวตารปางนี้ อยู่ในโลกยุคที่ 1 พระวิษณุทรงอวตารเป็นหมูป่า (วราห์) เพื่อปราบปรามยักษ์ ผู้มีนามว่า "หิรัณยากษะ" (ผู้ซึ่งมีนัยน์ตาทอง) ซึ่งเป็นอสูรที่ชั่วร้ายมีความร้ายกาจยิ่งนัก เดิมนั้นอสูรตนนี้ได้บำเพ็ญตบะ เพื่อบูชาพระอิศวร ทำให้พระองค์โปรดปรานพอพระทัยยิ่งนัก.

จึงประทานให้อสูรตนนี้มีฤทธิ์สามารถปราบได้ทั่วสากลจักรวาล พญาอสูรจึงได้มีความฮึกเหิมอหังการยิ่งนัก ได้จัดการม้วนแผ่นดินโลกทั้งหมด แล้วหนีบใต้รักแร้ หนีลงไปอยู่ในบาดาล ในที่สุดต้องเดือดร้อนถึงพระวิษณุอวตารลงมาเป็นหมูป่า (วราห์) เพื่อปราบปรามยักษ์ตนนี้ หมูนี้มีเขี้ยวเป็นเพชร ดำน้ำลงไปในมหาสมุทรต่อสู้กับพญาอสูรหิรัณยักษ์ จนเวลาล่วงเลยไปถึงหนึ่งพันปี จึงสามารถฆ่าหิรัณยักษ์ได้สำเร็จ ท้ายที่สุดก็เอา เขี้ยวเพชรนั้นงัดเอาแผ่นดินขึ้นมาไว้บนผืนน้ำตามเดิม.

อวตารปางนี้ อยู่ในโลกยุคที่ 1 พระวิษณุทรงอวตารเป็นหมูป่า (วราห์) เพื่อปราบปรามยักษ์ ผู้มีนามว่า "หิรัณยากษะ" (ผู้ซึ่งมีนัยน์ตาทอง) ซึ่งเป็นอสูรที่ชั่วร้ายมีความร้ายกาจยิ่งนัก เดิมนั้นอสูรตนนี้ได้บำเพ็ญตบะ เพื่อบูชาพระอิศวร ทำให้พระองค์โปรดปรานพอพระทัยยิ่งนัก.

จึงประทานให้อสูรตนนี้มีฤทธิ์สามารถปราบได้ทั่วสากลจักรวาล พญาอสูรจึงได้มีความฮึกเหิมอหังการยิ่งนัก ได้จัดการม้วนแผ่นดินโลกทั้งหมด แล้วหนีบใต้รักแร้ หนีลงไปอยู่ในบาดาล ในที่สุดต้องเดือดร้อนถึงพระวิษณุอวตารลงมาเป็นหมูป่า (วราห์) เพื่อปราบปรามยักษ์ตนนี้ หมูนี้มีเขี้ยวเป็นเพชร ดำน้ำลงไปในมหาสมุทรต่อสู้กับพญาอสูรหิรัณยักษ์ จนเวลาล่วงเลยไปถึงหนึ่งพันปี จึงสามารถฆ่าหิรัณยักษ์ได้สำเร็จ ท้ายที่สุดก็เอา เขี้ยวเพชรนั้นงัดเอาแผ่นดินขึ้นมาไว้บนผืนน้ำตามเดิม.

         นารายณ์สิบปาง ตอนที่ 3 "วราหาวตาร" ถือว่าเป็นปางสุดท้ายที่พระองค์ทรงอวตารลงมาในสมัยสัตยยุค (SATYA YUGA) หรือ กฤตยุค (KRITA YUGA) โดยทรงอวตารลงมาเป็นหมูป่า. เรื่องราวที่มาของพระนารายณ์อวตารปางนี้ถือเป็น มูลเหตุที่สำคัญของนารายณ์อวตารอีกหลายปาง อันเป็นมูลเหตุให้พระนารายณ์ต้องอวตารลงมาปราบยุคเข็ญถึง 4 อวตารกันเลยทีเดียว.

        หลังจากเหตุการณ์ในอวตารปางที่ 2 ซึ่งพระนารายณ์ทรงอวตารลงมาเป็นเต่า เพื่อช่วยเหลือในการกวนเกษียรสมุทรจนบรรลุมโนรสสมปรารถนาของเหล่าเทวดา แล้วเสด็จกลับสู่ไวกูณฐ์ แล้วทรงเข้าบรรทมในสินธุ์ทันที ช่วงเวลานั้นเองพรหมบุตรสี่กุมาร อันได้แก่ สนกะ, สนันทนะ, สนาตนะ และ สนัตกุมาร ได้เดินทางมาเข้า เพื่อเฝ้าเยี่ยมเยือนพระนารายณ์ เมื่อพรหมบุตรทั้งสี่เดินทางมาถึงหน้าทางเข้าไวกูณฐ์ฝั่งตะวันออก ก็ได้พบนายทวารบาลที่เฝ้าประตูทางเข้าทั้งสองตน นามว่า "ชยะ" หรือ ชัย กับ วิชยะ หรือ วิชัย"  จึงแจ้งให้ทราบว่าตนทั้งสี่นั้นเป็นพรหมบุตรจะมาขอเข้าเฝ้าพระนารายณ์ แต่ชัยกับวิชัยไม่เชื่อ เนื่องด้วยเคยทราบมาก่อนว่า พรหมบุตรทั้งสี่นั้นเป็นอวตารหนึ่งของพระสุคุณพรหมัน (พรหมอันปรากฎรูปร่าง บางตำนานกล่าวว่าปรากฎรูปเป็นพระมหาวิษณุ ดังนั้นพรหมบุตรทั้งสี่ จึงถือว่าเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ด้วย).

        ซึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ครั้นเริ่มต้นสัตยยุคเมื่อ 1,728,000 ปีก่อน แต่เหตุไฉนจึงมีร่างเป็นเด็กน้อยอยู่เล่า จึงกล่าวกับพรหมบุตรไปว่า "ขณะนี้พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงบรรทมสินธุ์อยู่ เนื่องจากเหน็ดเหนื่อกลับมาจาก การกวนเกษียรสมุทร จึงทรงห้ามมิให้ผู้ใดมาทำการรบกวนขณะบรรทม" พรหมบุตรทั้งสี่ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวตอบไปว่า "เราทั้งสี่นั้นอุตส่าห์เดินทางมาแสนไกลจากพรหมโลก เพื่อตั้งใจมาขอเข้าเฝ้า อีกทั้งเราทั้งสี่นั้นยังเคยได้รับเทวานุญาตจากพระเป็นเจ้า ให้สามารถเข้าเฝ้าได้ทุกเวลาไม่ว่าขณะใดก็ตาม"

 
    
        ชัยกับวิชัยได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ พร้อมกล่าวดูถูกพรหมบุตรทั้งสี่ว่า "นี่แนะเจ้าทารกปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมทั้งสี่ เจ้าช่างโกหกสิ้นดี เราเฝ้าทวารแห่งนี้มาหลายพันปี ยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์พิเศษเช่นนี้ กลับไปเถิดทารกน้อย อย่าให้เราต้องใช้กำลังขับไล่พวกเจ้าเลย" ฝ่ายพรหมบุตรทั้งสี่ได้ฟังเช่นนั้นก็หาเชื่อฟังไม่ พยายามจะข้ามผ่านประตูไวกูณฐ์ไปให้ได้ ชัยกับวิชัยจึงเงื้อคทาเข้าขัดขวางในทันที ทำให้พรหมบุตรทั้งสี่โกรธจัดเลยเกิดการต่อสู้กันขึ้น พร้อมทั้งทำการสาปชัยกับวิชัยที่มาขัดขวางการเข้าเฝ้าของตนว่า. "ไอ้ทวารบาลทั้งสองนี้บังอาจนัก ที่มาทำร้ายเราซึ่งเป็นพราหมณ์ การทำร้ายผู้ที่เป็นพราหมณ์นั้นเป็นบาปอันมหันต์ เราขอสาปเจ้าทั้งสองให้ลงไปเกิดเป็นมารร้ายในโลกมนุษย์ถึง 3 ชาติ ให้สาสมกับบาปที่เจ้าได้กระทำในครั้งนี้".

        ในการต่อสู้ครั้งนี้ ทำให้เกิดเสียงดังจนพระนารายณ์ทรงตื่นจากบรรทมขึ้นมา แล้วทรงเพ่งญาณดูจึงทราบเรื่องราวทั้งหมด แล้วรีบลุกจากแท่นบรรทมเสด็จมาห้ามศึกที่หน้าประตูทันที ทรงเข้าไปต้อนรับพรหมบุตรทั้งสี่ทันที เพื่อทำการขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น ฝ่ายชัยกับวิชัยเห็นเช่นนั้น จึงทราบว่าตนนั้น ได้กระทำความผิดจนถูกพรหมบุตรทั้งสี่สาปให้ลงไปเกิดเป็นมารร้ายถึง 3 ชาติ แล้วจึงรีบทูลขอให้พระนารายณ์ช่วยเหลือให้พรหมบุตรทั้งสี่ถอนคำสาปนี้ให้แก่ พวกตน พระนารายณ์จึงตรัสว่า "ชัยกับวิชัยเอ๋ย การไปทำร้ายพราหมณ์ผู้ทรงศีลนั้น ในคัมภีร์พระเวทกล่าวไว้ว่า เป็นบาปหนัก อีกทั้งผู้ที่ทำการสาปนั้นก็เป็นสาวกแห่งเรา เมื่อพรหมบุตรทั้งสี่ผู้เป็นสาวกแห่งเราได้กล่าวคำสาปออกไปแล้ว เราก็มิอาจถอนคำสาปนี้ให้แก่พวกเจ้าได้ เนื่องจากจะทำให้เสียหลักธรรมศาสตร์ที่ได้บัญญัติไว้แล้วในคัมภีร์พระเวท"

       "แต่เอาเถิด เมื่อเจ้าลงไปกำเนิดเป็นมารร้ายในโลกมนุษย์ เราก็จะอนุเคราะห์ด้วยการลงไปสังหารพวกเจ้าทั้ง 3 ครั้ง 3 คราว เพื่อให้พวกเจ้าหลุดพ้นคำสาปแล้วกลับคืนสู่ไวกูณฐ์ดังเดิม โดยชาติแรกของพวกเจ้านั้นจะไปเกิดเป็นพี่น้องตระกูลแทตย์นามว่า "หิรัณยากษะ" กับ "หิรัณยกศิปุ" โดยเราจะอวตารลงไปเป็น "หมูป่า" และ "นรสิงห์" ชาติที่สองจะไปเกิดเป็นพี่น้องในตระกูลรากษส2 นามว่า "ราวณะ" (ทศกัณฐ์) กับ "กุมภกรรณ" โดยเราจะอวตารลงไปเป็นมนุษย์นามว่า "ราม" แล้วในชาติที่สามเจ้าจะไปกำเนิดเป็นมนุษย์ผู้มีดวงจิตแห่งมารร้ายนามว่า "กังสะ" (พระยากงส์) กับ "ศิศุปาล"  โดยเราจะอวตารลงไปเป็นมนุษย์นามว่า "กฤษณะ" เพื่อปราบเจ้าทั้งสองให้มีชื่อเสียงปรากฎต่อไปตราบนานเท่านาน"

       เมื่อชัยกับวิชัย ได้ฟังดังนั้นก็คลายความทุกข์ใจที่ต้องลงไปกำเนิดในโลกมนุษย์ที่แสนทรมานลง จึงยินยอมรับคำสาปที่ตนนั้นที่ได้กระทำไว้แต่โดยดี แล้วลงมาจุติยังโลกมนุษย์ในทันที โดยถือกำเนิดในตระกูลของราชาอสูรวงศ์แทตย์ เป็นพี่น้องฝาแฝดนามว่าหิรัณยากษะและหิรัณยกศิปุเป็นชาติแรก.

        เมื่อทั้งสองเติบใหญ่ขึ้นก็มีฤทธิ์มีอำนาจ เป็นที่เกรงกลัวของเหล่าเทวดา ฤๅษี มนุษย์ และสรรพชีวิตเป็นอย่างมาก ถึงขนาดว่าไม่มีใครสามารถต่อกรกับพี่น้องทั้งสองนี้ได้เลย เหล่าเทวดา ฤๅษี และมวลมนุษย์ก็ได้แต่เฝ้ารอคอยวันที่พระนารายณ์จะอวตารลงมาปราบแทตย์ร้ายทั้งสองนี้นับแต่นั้นมา.

        กล่าวฝ่ายผู้พี่ หิรัณยากษะนั้นกำเริบเสิบสาน คิดว่าตนมีกำลังเหนือกว่าผู้ใด คิดจะครอบครองโลกแต่เพียงผู้เดียว จึงใช้อิทธิฤทธิ์ของตนม้วนแผ่นดินทั้งโลกแล้วหนีบไว้กับรักแร้และลงไปอยู่ในโลกบาดาล ยังผลให้เดือดร้อนไปทั่ว ร้อนถึงพระนารายณ์ที่ต้องลงมาสะสางปัญหาด้วยการอวตารแบ่งภาคลงมาเป็นพญาหมูป่าตัวเผือกขาวดังสำลีมีเขี้ยวโง้วยาวเป็นเพชร ลงไปสังหารหิรัณยากษะ ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด หิรัณยากษะมัวแต่ห่วงแผ่นดินที่หนีบไว้ จึงพลาดท่าถูกหมูป่ายักษ์ขวิดถึงแก่ความตาย แล้วพญาหมูป่าก็ใช้จมูกทูนแผ่นดินขึ้นมาด้านบนและใช้เขี้ยวคลี่แผ่นดินออกให้โลกกลับสู่สันติสุขอีกครั้ง แล้วตนก็กลับไปรวมภาคกับพระนารายณ์ตามเดิม.


ที่มาและคำอธิบายศัพท์:
01.  จาก. www.facebook.com/AsianStudiesTH/posts/917390528335863:0, วันที่สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2558.
02.   รากษส หมายถึง (อ่านว่า ราก-สด) เป็นยักษ์ชนิดหนึ่ง ยักษ์ประเภทนี้หากไปเกิด ณ ที่ใด จะกลายเป็นยักษ์เฝ้าสถานที่นั้น ผู้รู้บางท่านกล่าวว่ารากษสคืออสูร ประเภทหนึ่งมีหน้าที่เฝ้าสถานที่ ผู้รู้อีกหลายท่านก็บอกว่า รากษส เป็นผีเสื้อน้ำ และพจนานุกรมกล่าวว่า รากษส [ราก-สด] (สก. รากฺษส; มค. รกฺขส) น. ยักษ์, ผีเสื้อน้ำ, เป็นชื่อพวกอสูรเลว มีนิสัยดุร้าย ชอบเที่ยวตามป่า ทำลายพิธีและกินคน, ใช้ รากโษส ก็มี.
info@huexonline.com