MENU
TH EN
ขอคัดลอกคำแนะนำในการสวดมนต์ จากในหนังสือ "คู่มืออุบาสก อุบาสิกา" สำนักพิมพ์ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม (ISBN: 974-7587-10-6 พิมพ์ปี พ.ศ.2544) มาให้พิจารณาเพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ในการสวดมนต์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ดังนี้

บทสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบทสวดมนต์แปลทั้งหลาย ย่อมมีอานุภาพเสมอ แม้ในขณะใกล้ตาย เราจะรอให้ใกล้ตายแล้ว จึงให้ใครมาสวดให้เราฟังอย่างนั้นหรือ?

ก่อนนอนทุกคืน อย่าลืมสวดมนต์แปล-เจริญภาวนา-ทำสมาธิ-แผ่เมตตา เพื่อความพ้นทุกข์พบสุขอันแท้จริง

ผู้ไหว้พระสวดมนต์ส่วนมาก มักจะไม่สนใจคิดตาม (ถ้าสวดแต่ภาษาบาลี ก็ไม่สามารถคิดตามได้) จึงมักจะมีการสวดแต่พอเป็นพิธี เช่นกับรับศีล แต่พอเป็นพิธีไม่เกิดประโยชน์สมความมุ่งหมาย. เหตุนี้ ธรรมทานมูลนิธิ จึงขอชักชวนให้มีการไหว้พระสวดมนต์ มีคำแปลเป็นไทยด้วยทุกวรรค. นอกจากเป็นการบำเพ็ญสมาธิ ปัญญาของผู้สวดเองแล้ว ถ้ามีผู้ใดฟังสวด เข้าใจตามด้วย ก็นับว่าได้บุญสองชั้น คือเป็นการประกาศพระธรรมไปด้วย สำหรับในที่ที่มีผู้ไม่รู้หนังสือ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่รู้หนังสือนั้นได้ฟัง ได้ฝึกตามกันไปได้ด้วย.

เมื่อจำคำแปลได้แล้ว ไปสวดร่วมในคณะที่สวดแต่คำบาลี ก็จะสวดร่วมกับเขาไปได้ และยังจะระลึกถึงความหมายของคำบาลีที่สวดนั้นได้ เป็นการบำเพ็ญสมาธิ ปัญญา ได้โดยสมบูรณ์ (แม้จะมีการสวดเพียงแต่คำบาลี) 

ประโยชน์ของการสวดคำแปลจนจำได้ขึ้นใจ มีมากเช่นนี้ ทุกคนควรจะพยายามฝึกซ้อมสวดตามแบบมีคำแปลนี้ให้ได้อย่างขึ้นใจจริง ๆ .

ธรรมทานมูลนิธิ
สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี 
First revision: Apr.04, 2012
Last revision: Jun.12, 2012

(คำบูชาพระรัตนตรัย)
 

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.
(กราบ)

 
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว;
ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม.
(กราบ)

 
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว;
สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.
(กราบ)

 

คำทำวัตรเช้า

(ปุพพภาคนมการ)
 

 
(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส.)
 
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต. ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น;
อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากิเลส;
สัมมาสัมพุทธัสสะ. ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
(3 ครั้ง)
 

1. พุทธาภิถุติ

 
(หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส.)
 
โยโส ตะถาคะโต. พระตถาคต 1 เจ้านั้น พระองค์ใด;
อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส; 
สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง; 
วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นถึงพร้อมด้วยวิชชา 2 และจรณะ 3;
สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี;
โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง;
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า; 
สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; 
พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม; 
ภะคะวา, เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์; 
โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรหมะกัง,
สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง
สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้
แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว, ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา, 
มาร, พรหม, และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, พร้อมทั้ง
เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม; 
โย ธัมมัง เทเสสิ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ทรงแสดงธรรมแล้ว; 
อาทิกัลยาณัง, ไพเราะในเบื้องต้น, 
มัชเฌกัลยาณัง, ไพเราะในท่ามกลาง, 
ปะริโยสานะกัลยาณัง, ไพเราะในที่สุด, 
สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง
พรหมะจะริยัง ปะกาเสสิ,
  
ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือ แบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ
บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย)
พร้อมทั้งพยัญชนะ (หัวข้อ);
ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น; 
ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า. 
(กราบระลึกพระพุทธคุณ) 

ทีมาและคำอธิบาย:
1 ตถาคต หมายถึง ท่านผู้มีความสำเร็จบริบูรณ์; ท่านผู้บรรลุอริยสัจ; สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว; ผู้มาและไปเช่นนั้น; ท่านผู้หมดจดจากกิเลสทั้งปวง คือ พระอรหันต์ นามนี้ใช่เฉพาะพระพุทธเจ้า
2 วิชชา หมายถึง ความรู้แจ้ง เช่น วิชชา 3* และวิชชา 8**
3 จรณะ หมายถึง ความประพฤติ ข้อปฏิบัติเป็นเครื่องบรรลุวิชชา

*วิชชา 3 คือ 1) บุพเพนิวาสานุสติญาณ (รู้จักระลึกชาติได้)
                 2) จุตูปปาตญาณ (รู้จักกำหนดจุติและเกิด) และ
                 3) อาสวักขยญาณ (รู้จักทำอาสวะให้สิ้น)
                     (อาสวะ แปลว่า เครื่องหมักดอง หมายถึง กิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิต ชุบย้อมจิตให้เศร้าหมอง 
                      ให้ชุ่มอยู่เสมอ เรียกกันทั่วไปว่า "อาสวกิเลส") 


**วิชชา 8 คือ 1) วิปัสสนาญาณ (ญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา)
                   2) มโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ)
                   3) อิทธิวิธิ (แสดงฤทธิ์ได้)
                   4) ทิพโสต (หูทิพย์)
                   5) เจโตปริยญาณ (รู้จักกำหนดใจผู้อื่น)
                   6) บุพเพนิวาสานุสติญาณ (รู้จักระลึกชาติได้)
                   7) ทิพจักขุ (ตาทิพย์) และ
                   8) อาสวักขยญาณ (รู้จักทำอาสวะให้สิ้น)

 
 

2. ธัมมาภิถุติ

(หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.)

 
โยโส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว;
สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง;
อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล;
เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด;
โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว;
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน;
ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น;
ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า.
(กราบระลึกพระธรรมคุณ)
 


3. สังฆาภิถุติ
(หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.)
 
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว;
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว;
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่อง
ออกจากทุกข์แล้ว;
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว; 
ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ: 
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ 4 คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ; 1
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า; 
อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา; 
ปาหุเนยโย,  เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ; 
ทักขิเณยโย,  เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน; 
อัญชะลิกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี; 
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ,  เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า; 
ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น; 
ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้นด้วยเศียรเกล้า; 
(กราบระลึกพระสังฆคุณ) 

ที่มาและคำอธิบาย:
สี่คู่คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล, สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค อนาคามิผล, อรหัตตมรรค อรหัตตผล.

โสดาปัตติมรรค หมายถึง ท่านผู้ทำให้แจ้งคือบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว, 
     ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระโสดาบัน, ญาณ คือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
โสดาปัตติผล หมายถึง ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล,
     ผลคือการถึงกระแสสู่นิพพาน, ผลที่ได้รับจากการละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดาปัตติมรรค ทำให้ได้เป็นพระโสดาบัน
สกิทาคามิมรรค หมายถึง ท่านผู้ทำให้แจ้งสกิ (หรือ สก) ทาคามิผลแล้ว,
     ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระสกทาคามี, ญาณคือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง, สกทาคามิมรรค ก็เขียน
สกิทาคามิผล หมายถึง ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล,
     ผลที่ได้รับจากการละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง ซึ่งสืบเนื่องมาแต่สกทาคามิมรรค, สกทาคามิผล ก็เขียน
อนาคามิมรรค หมายถึง ท่านผู้ทำให้แจ้งอนาคามิผลแล้ว,
     ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระอนาคามี, ญาณ คือความรู้เป็นเหตุละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ทั้ง 5 (คือ ละได้เด็ดขาดอีก 2 อย่าง ได้แก่ กามราคะ และปฏิฆะ เพิ่มจาก 3 อย่างที่พระโสดาบันละได้แล้ว)
อนาคามิผล หมายถึง ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให่้แจ้งอนาคามิผล,
     ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ คือ กามราคะ และปฏิฆะด้วย อนาคามิมรรค อันทำให้เป็นพระอนาคามี
อรหัตตมรรค หมายถึง ท่านผู้ทำให้แจ้งอรหัตตผลแล้ว,
     ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระอรหันต์, ญาณคือความรู้เป็นเหตุละ สังโยชน์ ได้ทั้ง 10
อรหัตตผล หมายถึง ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล,
     ผลคือ การสำเร็จเป็นพระอรหันต์, ผลคือความเป็นพระอรหันต์, ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ทั้งหมด อันสืบเนื่องมาจากอรหัตตมรรค ทำให้เป็นพระอรหันต์

ที่มา. จาก พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (ชำระเพิ่มเติม ช่วงที่ 1/เสริม), บจก.ธนธัชการพิมพ์, กรุงเทพฯ, พิมพ์ครั้งที่ 15, กุมภาพันธ์ 2553



 
4. รตนัตตยัปปณามคาถา

(หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ
สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส.)
พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว, พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ;
โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน, พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด;
โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก, เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก;
วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.
ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน, พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป;
โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก, จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน, ส่วนใด
โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน, ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใดที่ชี้แนวแห่งโลกุตตระนั้น;
วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.
สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต, พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย;
โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก, เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต1, หมู่ใด;
โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส, เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี;
วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.
อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, 
      วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง,
ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา,
      มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา,
บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม, คือ พระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่ง
โดยส่วนเดียว. ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้, ขออุปัททวะ (ความชั่ว)
ทั้งหลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความสำเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น.
หมายเหตุ
1 สุคต อ่านว่า สุ-คด ผู้ไปดีแล้ว พระพุทธเจ้า


 
5. สังเวคปริกิตตนปาฐะ
 
อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน, พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้;
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;
ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก, และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์;
อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก, เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน;
สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ;
มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ :- พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า :-
ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์;
ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์;
มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์;
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์;
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข,  ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์;
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์; 
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,  มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์; 
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,  ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์;
เสยยะถีทัง,  ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ :- 
รูปูปาทานักขันโธ,  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป1
เวทะนูปาทานักขันโธ,  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา2
สัญญูปาทานักขันโธ,  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สัญญา3
สังขารูปาทานักขันโธ,  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สังขาร4
วิญญาณูปาทานักขันโธ,  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ วิญญาณ5
เยสัง ปะริญญายะ, เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์เหล่านี้เอง, 
ธะระมาโน โส ภะคะวา,  จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่, 
เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,  ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก; 
เอวังภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ
อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ, 
อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น,
ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, 
มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า:- 
รูปัง อะนิจจัง,  รูปไม่เที่ยง; 
เวทะนา อะนิจจา,  เวทนาไม่เที่ยง; 
สัญญา อะนิจจา,  สัญญาไม่เที่ยง; 
สังขารา อะนิจจา,  สังขารไม่เที่ยง; 
วิญญาณัง อะนิจจัง,  วิญญาณไม่เที่ยง; 
รูปัง อะนัตตา,  รูปไม่ใช่ตัวตน; 
เวทะนา อะนัตตา,  เวทนาไม่ใช่ตัวตน; 
สัญญา อะนัตตา,  สัญญาไม่ใช่ตัวตน; 
สังขารา อะนัตตา,  สังขารไม่ใช่ตัวตน; 
วิญญาณัง อะนัตตา วิญญาณไม่ใช่ตัวตน. 
สัพเพ สังขารา อะนิจจา,  สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้. 
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ. ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้.
เต (ตา)6 มะยัง โอติณณามหะ,  พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว;  
ชาติยา,  โดยความเกิด; 
ชะรามะระเณนะ,  โดยความแก่ และความตาย; 
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ,  โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน
ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
ความคับแค้นใจทั้งหลาย; 
ทุกโขติณณา,  เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว; 
ทุกขะปะเรตา,  เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว; 
อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. 
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฎชัด แก่เราได้. 
จิระปะรินิพพุตัมปิตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,  เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ;  
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ,  ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย; 
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง
มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ, 
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง, 
สา สา โน ปะฏิปัตติ,  ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย; 
อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. 
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ. 
(จบคำทำวัตรเช้า)


 หมายเหตุ:
ขันธ์ 5 หรือเบญจขันธ์ (The Five Aggregates) * แบ่งออกเป็น 5 หมวด คือ
1 รูป (Corporeality) หมายถึง ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด ร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย หรือสสารและพลังงานฝ่ายวัตถุ พร้อมทั้งคุณสมบัติ และพฤติการณ์ต่าง ๆ ของสสารพลังงานเหล่านั้น
2 เวทนา (Feeling หรือ Sensation) หมายถึง ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง 5 และทางใจ 
3 สัญญา (Perception) หมายถึง ความกำหนดได้ หรือหมายรู้ คือ กำหนดรู้อาการเครื่องหมายลักษณะต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้จำอารมณ์ (Object) นั้น ๆ ได้
4 สังขาร (Mental Formations หรือ Volitional Activities) หมายถึง องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิตมีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง ๆ ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ และการแสดงออกทางกายวาจา ให้เป็นไปต่าง ๆ เป็นที่มาของกรรม เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ มานะ ทิฐิ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น, เรียกรวมอย่างง่าย ๆ ว่า เครื่องปรุงของจิต เครื่องปรุงของความคิด หรือเครื่องปรุงของกรรม
5 วิญญาณ (Consciousness) หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาททั้ง 5 และทางใจ คือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ
6 คำที่อยู่ในวงเล็บต่อท้ายเช่นนี้ สำหรับผู้หญิงว่า.

* จากหนังสือ "พุทธธรรม" โดยพระธรรมปิฎก (สมณศักดิ์ของพระเดชพระคุณเจ้าในขณะนั้น ปัจจุบันคือ พระพรหมคุณาภรณ์ วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม : 10 ธ.ค.53) (ป.อ. ปยุตฺโต) โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ.2538 หน้าที่ 15-16.



 
info@huexonline.com