พระพุทธรูปปางประทานอภัย (ยืน) (หันหน้าไปทางทิศตะวันตก) ในเจดีย์ประธานโบราณสถานวัดพระสี่อริยบท จังหวัดกำแพงเพชร, ถ่ายไว้เมื่อ 31 ตุลาคม 2564.
1.
พระธรรมบท: บทนำ 1 (ที่มา, โคตมะ พุทธะ, ช่วงยังทรงพระชนม์ชีพ, การตรัสรู้, กาลามสูตร)
First revision: Nov.13, 2022
Last change: Feb.22, 2026
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรตโดย พุทธมามกะ01. อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
1.
ข้าพเจ้ากับพระราชปริยัติดิลก (พระอาจารย์วิชิต อิสฺสโร) เปรียญธรรม ๙ ประโยค ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ธนบุรี อดีตเจ้าคณะ 11 วัดประยูรฯ ถ่ายไว้เมื่อ 7 กันยายน พ.ศ.2557.
1.
ด้วยประโยชน์และอานิสงส์ที่ผู้สนใจได้จากบล็อกพระธรรมบทนี้ ขอน้อมถวายแด่พระราชปริยัติดิลก (พระอาจารย์วิชิต อิสฺสโร) เปรียญธรรม ๙ ประโยค ไว้ ณ ที่นี้ ขอให้ดวงวิญญาณของพระอาจารย์วิชิต ได้ขึ้นสู่ภพภูมิที่สงบ ละเอียดประณีต และเข้าใกล้พระนิพพานโดยเร็วด้วยเทอญ จากลูกศิษย์โต้ง ศิษย์วัดประยูรฯ คณะ 11 ช่วง พ.ศ.2518-2526
หมายเหตุ คำอธิบาย
01. พุทธมามกะ หมายถึง ผู้ประกาศตนว่าขอถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะหรือผู้ประกาศตนว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา. อ้างอิงจาก: พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ.2548.
1.
หน้าที่ 1
1.
2.
บทนำ
I. พระธรรมบท
1.
พระธรรมบท03 นี้ เป็นหนึ่งในหมวดย่อยของขุททกนิกาย (สส. - खुड्डका निकाय - Khuddaka Nikāya) ในพระสุตตันตปิฎก (สส. - सुत्त पिटक - Sutta Piṭaka) เป็นภาษาบาลีมี 423 คำโคลง แบ่งเป็น 26 บท.1. เป็นนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธมามกะ ซึ่งรวมบทโคลงที่นิยม หรือรวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ แม้ว่าอาจไม่มีพระวจนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทว่าได้แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ น้อมนำเหล่ามนุษย์เข้าสู่กระบวนการแห่งความพยายามทางจิตใจและศีลธรรมด้วยความวิริยะบากบั่น. พระธรรม คือ วินัย กฎกติกา และศาสนา2. บท คือ วิถี3. วิธี (อุปายะ) หนทาง (มรรค).
พระธรรมบทจึงเป็นหนทางแห่งธรรม. บท (Pada) แปลว่า ฐาน; พระธรรมบทจึงเป็นฐานหรือรากฐานของพระศาสนา. หากนำคำว่า บท มาเป็นส่วนหนึ่งของโคลง พระธรรมบท ก็จะหมายถึง ถ้อยคำของพระศาสนา. ชาวจีนได้แปลพระธรรมบทเป็น 'ข้อความในพระคัมภีร์.' เนื่องจากมีข้อความจากหนังสือซึ่งบัญญัติไว้หลายเล่ม.
เราไม่สามารถกำหนดวันที่ในการจัดทำพระธรรมบทได้แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวันที่ในการจัดทำพุทธบัญญัติซึ่งพระธรรมบทเป็นส่วนหนึ่งในพุทธบัญญัตินี้. ประเพณีทางพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านพระพุทธโฆษะเห็นด้วย การถือศีลได้รับการตกลงยอมรับในพุทธสภาแรกหรือปฐมสังคายนา01. จากข้อความของยวน ชวาง02. ซึ่งบันทึกไว้ว่าพระไตรปิฎกได้เขียนขึ้นในตอนท้ายของปฐมสังคายนา ภายใต้พระบัญชาของพระมหากัสสปะเถระ (Kāśyapa หรือ สก. महाकाश्यप - Mahākāśyapa) ซึ่งแสดงให้เห็นแง่มุมที่แพร่หลายต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 2 (คริสต์ศตวรรษที่ 7).
หมายเหตุ การขยายความ
01. ปฐมสังคายนาในครั้งนั้น ทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา แห่งเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ได้พระอุบาลี และพระอานนท์เป็นกำลังสำคัญในการวิสัชนาพระวินัย พระธรรม (พระสูตร และพระอภิธรรม) ตามลำดับ ได้พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นศาสนูปถัมภก, ที่มา: www.dhammathai.org/monk/monk06.php, วันที่เข้าถึง 4 เมษายน 2566.
02. ยวน ชวาง (Yuan Chwang) หรือ พระภิกษุเสวียนจั้ง (Hsuan Tsang - 玄奘) หรือ Hionen Thseng หรือ Hionen Thsang หรือพระถังซัมจั๋ง (Táng sānzàng - 唐三藏) รายละเอียดดูใน หมายเหตุ การขยายความ หน้าที่ viii ของ สรรพทรรศนะสังเคราะห์ 1.
---------------
1. มีพระธรรมบทฉบับภาษาจีนและภาษาทิเบตซึ่งแตกต่างจากข้อความในภาษาบาลีเล็กน้อย แม้ว่าเนื้อหาทั้งหมดจะสอดคล้องกันก็ตาม ฉบับภาษาจีนมี 39 บท ส่วนภาษาบาลีมี 26 บท เดิมมี 8 บทในตอนต้น 4 บทในตอนท้าย และบทที่ 33 เพิ่มเติมจากที่พบในฉบับภาษาบาลี แม้แต่ในบทที่เป็นภาษาจีนและฉบับภาษาบาลีก็มีบทภาษาจีนมากกว่าภาษาบาลีถึง 79 บท.
2. ธรรมมะ โดยทั่วไปหมายถึง สิ่งของ หรือ รูปร่าง (ดู 279!!!???) หรือ วิถีแห่งชีวิต (167).
3. ข้อมูลทางบรรณานุกรมของ สก. अप्पमादो अमतापदम् - อปฺปมาโท อมตํ ปทํ. - appamādo amatapadam, 21; ความไม่ประมาทเป็นหนทางที่ไม่ตาย (สู่ชีวิตนิรันดร์).
1.
2.
หน้าที่ 2
ในคัมภีร์มหาวงศ์ได้บอกเราว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏกามานิ01. (พ.ศ.455-467 หรือ 88 ถึง 76 ปีก่อนคริสตกาล) 'เหล่าภิกษุผู้มีปัญญาเป็นเลิศจึงกล่าวด้วยวาจา1 ให้เป็นอมตะด้วยภาษาบาลีแห่งปิฏกตฺตยะและอรรถกถา02. (คำบรรยาย) แต่ในห้วงขณะนี้ เหล่าภิกษุเล็งเห็นถึงความมลายเสื่อมทรุดของประชาชน จึงชุมนุมสงฆ์กันเพื่อจะธำรงพระศาสนาที่อาจจะสถิตคงอยู่กาลนาน พร้อมได้สาธกและจารไว้เป็นคัมภีร์'.2 คัมภีร์มหาวงศ์นี้ ถึงกำเนิดขึ้นใน พ.ศ.1002-1020 {หรือคริสต์ศตวรรษที่ 5 (ค.ศ.459-77)} แม้ว่าจะมีรากฐานมาจากอรรถกถาที่เก่ากว่าซึ่งแสดงถึงการเชื่อมโยงกับแนวประเพณีของศรีลังกาอยู่ แต่ในมิลินทปัญหา03. ซึ่งอยู่ในช่วงหลัง พ.ศ.453 หรือต้นคริสต์ศักราช ก็ได้กล่าวถึงพระธรรมบท. ในคัมภีร์กถาวัตถุ04. มีข้อความอ้างอิงมากมายจากพระธรรมบท มหานิทเทส05. และ จูฬนิทเทส06. ในพระไตรปิฎกนั้น ก็มิได้มีการอ้างถึงการสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งสามในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชที่เมืองปาฏลีบุตร (Pāṭaliputra) เมื่อ พ.ศ.296 (ก่อน ค.ศ.247 ปี) มีการอ้างถึงการสังคายนาฯ ครั้งที่หนึ่งที่เมืองราชคฤห์ (สก. राजगृह - Rājagṛha) เมื่อ พ.ศ.66 (ก่อน ค.ศ.477 ปี) และการสังคายนาฯ ครั้งที่สองที่เมืองไพศาลี (สก. वैशाली - Vaiśālī) เมื่อ พ.ศ.166 (ก่อน ค.ศ.377 ปี). พระไตรปิฎกได้รับการอัญเชิญยังเหล่าพุทธมามกะ และได้สรุปประมวลเสร็จสมบูรณ์ภายหลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่สอง ได้มีการพิจารณาเบี่ยงไปจากพระวินัยอันเคร่งครัด 10 ประการที่ได้บัญญัติขึ้นในสมัยแรก ๆ ที่พระวินัยมิได้บัญญัติไว้ (ก่อนการสังคายนาฯ ครั้งที่สองนี้) ก็ได้มีการบัญญัติพระวินัยปิฎก (Vinaya Piṭaka) ที่พึงมีไว้ ณ เมืองไพศาลี. บรรดาอรรถคำสอนแห่งพระธรรมบทนั้น เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยครั้งสังคายนาฯ ครั้งที่หนึ่ง ซึ่งไตรปิฎกที่ได้จารึกบัญญัติขึ้นนี้เป็นพุทธดำรัสของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง3.
พุทธศาสนิกชาวจีนถือว่าผลงานนี้เป็นของพระอารยะ ธรรมตราต (Ārya Dharmatrāta) แม้ว่าเป็นการยากที่จะกำหนดวันที่เกิดผลงานนี้ได้อย่างชัดเจนก็ตาม4.
หมายเหตุ การขยายความ
01. พระเจ้าวัฏฏกามานิ หรือ พระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัย (สส. - वट्टगामणि - Vaṭṭagāmani ) ทรงเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรอนุราชปุระของศรีลังกา พระองค์ทรงสร้างวัดอภัยคีรีวิหาร (สส.- अभयगिरी दगाबा - Abhayagiri Dagaba) ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 4 ซึ่งเป็นยุคสมัยแรก ๆ ที่มีการจารพุทธพจน์ลงในใบลาน สำนักอภัยคีรีวิหารเป็นแหล่งต้นตอในการสร้างหนังสือปกรณ์วิเศษ ชื่อ วิมุตติมรรค อันเป็นคัมภีร์หนึ่งที่มีความสำคัญของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท คณาจารย์ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูของสำนักอภัยคีรีวิหาร ชื่อ พระอุปติสสะเถระ ผู้รจนาคัมภีร์วิมุตติมรรคไว้เป็นแบบ, ที่มา: th.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง 20 เมษายน 2565.
02. อรรถกถา บ้างก็เขียนว่า อฏฐกถา.
03. มิลินทปัญหา (บาฬี: Milinda Pañha - มิลินฺทปญฺห - สส. - मिलिन्दा पञ्हा) นาคเสนภิกษุสูตร (สส. - नागसेनाभिक्षुसूत्र - Nāgasenabhiksusūtra, นาคเสนภิกฺษุสูตร) หรือ ปัญหาพระยามิลินท์ เป็นเอกสารทางศาสนาพุทธช่วง พ.ศ.443 หรือ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนถึง พ.ศ.200 หรือ คริสต์ศักราช 200 อ้างถึงบทบันทึกการสนทนาระหว่างพระนาคเสน (Nāgasena, นาคเสน) นักบวชทางพุทธศาสนา กับพระยามิลินท์ (Milinda, มิลินฺท) หรือพระเจ้าเมลันเดอร์ที่ 1 แห่งแบ็กเตรีย กษัตริย์ชาวโยนก (คือชาวกรีก) ผู้ครองกรุงสาคละ (Sagala; ปัจจุบันคือเมืองซีอัลโกต ประเทศปากีสถาน) โดยเนื้อหาจะกล่าวถึงการปุจฉาวิสัชนาเกี่ยวกับปัญหาหลักธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่หลักธรรมพื้นฐานไปจนถึงหลักธรรมชั้นสูงคือการบรรลุนิพพาน ผู้อ่านสามารถเข้าใจหลักธรรมทางพุทธศาสนาได้โดยง่าย มิลินทปัญหา ได้รับการยกย่องอย่างมากในประเทศพม่า โดยถูกรวมไว้ในพระไตรปิฎกภาษาบาลีหมวดขุททกนิกาย ส่วนฉบับย่อถูกรวมไว้ในพระคัมภีร์ของนิกายมหายานฉบับภาษาจีน ในประเทศไทยเพิ่งมีการแปล มิลินทปัญหา จากภาษาสิงหลเป็นไทยครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้แปล ในเอกสารฉบับจีนมี นาคเสนภิกษุสูตร ซึ่งเนื้อหาสอดคล้องกับสามบทแรกของ มิลินทปัญหา ถูกแปลในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก ตรงกับ พ.ศ.860-963 หรือ ค.ศ.317–420, ปรับเสริมจาก: th.wikipedia.org, วันที่เข้าถึง 21 เมษายน 2566.
04. กถาวัตถุ (บาฬี: Kathāvatthu - Points of Controversy) ปรากฎขึ้นราว พ.ศ.240 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมปิฎก ของเถรวาทนิกาย เป็นคัมภีร์ที่ 5 ของอภิธรรม 7 คัมภีร์ เป็นคำแถลงวินิจฉัยทัศนะต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันระหว่างนิกายทั้งหลาย สมัยสังคายนาครั้งที่สาม กถาวัตถุได้รับขนานนามจากเหล่านักปรัชญาว่าเป็นไข่มุขแห่งปรัชญาตะวันออก เพราะในกถาวัตถุแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. กถาวัตถุบริสุทธิ์ (ของพระพุทธเจ้า) และ 2. ที่เติมมาในภายหลังเมื่อครั้งสังคายนาครั้งที่สาม, ที่มา: เสนาะ ผดุงวัตร. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระไตรปิฎก. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2529.
05. มหานิทเทส (the Mahā niddesa) เป็นชื่อของพระไตรปิฎกเล่มที่ 29 ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนพระไตรปิฎก 45 เล่ม และจัดอยู่ในส่วนของพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นนิกายที่ 5 คัมภีร์นี้ได้เป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์สายพระพุทธศาสนาเถรวาทว่าเป็นผลงานของสารีบุตร อัครสาวกของพระพุทธเจ้า เนื้อหาของคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องกาม การข้องอยู่ในเบญจขันธ์ การกล่าวประทุษร้ายกันด้วยมานะทิฏฐิ การพิจารณาความหมดจด การยึดถือทิฏฐิที่เยี่ยม การพรรณนาชีวิตและความตาย การถามถึงวิธีหลีกออกจากเมถุนธรรม การยึดมั่นศาสดาตนและการดูหมิ่นศาสดาอื่น มาคันทิยพราหมณ์ถามปัญหาและฟังธรรม ทัศนะและศีลของพระอรหันต์ สาเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท การวิวาทกันด้วยทิฏฐิขนาดเล็ก(ทิฏฐิที่สำนักตนยึดถือ) และขนาดใหญ่ (ทิฏฐิ 62) การกำจัดบาปอย่างเร็วพลัน ความกลัวที่เกิดจากโทษของตน การสรรเสริญพระพุทธคุณ และการถามปัญหาของพระสารีบุตรเถระ, ที่มา: ดร.ประพันธ์ ศุภษร (2551) www.mcu.ac.th, วันที่เข้าถึง 25 กรกฎาคม 2566.
06. จูฬนิทเทส (the Cūḷa niddesa) (เดิมรวมอยู่ในเล่มเดียวกันกับมหานิทเทส) จัดอยู่ในส่วนของพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เล่มที่ 11 ซึ่งอรรถาธิบายข้อความจากพระสุตตันตปฏิฎก (ปรากฎขึ้นราวไม่เกิน 400 ปีก่อนพุทธศักราช).
07. พระพุทธโฆสะ หรือ พระพุทธโฆษาจารย์ (สส. - बुद्धघोष - Buddhaghoṣa)
---------------
1. มุขปาฐะ (สส. - मुखपाठेन - mukhapāṭhena).
2. โปตะเกสุ ลิคาพะยม (pottakesu likhāpayum) (คัมภีร์มหาวงศ์ หน้าที่ 37).
3. มัคส์ มึลเล่อร์ คิดว่า งานประพันธ์อรรถคำสอนในพระธรรมบทที่พระพุทธโฆสะ07. ได้ให้ความเห็นนั้น มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 4. เมื่อพระเจ้าวัฏฏกามานิ ได้มีพระบัญชาให้ลดการจารพระไตรปิฎกลง, {เหล่าหนังสือหายากแห่งบูรพาทิศ - Sacred books of the East - S.B.E. เล่มที่ 10 (พ.ศ.2424/ค.ศ.1881) หน้าที่ 14}.
4. ซามูเอล บีล กล่าวว่าพระอารยะ ธรรมทราตนี้ มีชีวิตอยู่ประมาณ พ.ศ.473 หรือ 70 ปีก่อนคริสตกาล, ดูในหนังสือ ธรรมบท ของท่าน (พ.ศ.2445) หน้าที่ 9.
1.
พระพุทธโฆษาจารย์, ที่มา: facebook เพจ "IIT - International Institute of Theravada," วันที่เข้าถึง 9 เมษายน 2567.
1.
หน้าที่ 3
โดยทั่วไปบรรดาอรรถคำสอนแห่งพระธรรมบทนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในพระพุทธประวัติและแสดงให้เห็นถึงวิธีเทศนาที่พระองค์นำมาใช้. ในอรรถกถาภาษาบาลีของพระพุทธโฆษาจารย์นั้นได้ให้ความหมายของอรรถคำสอนแห่งพระธรรมบทต่าง ๆ โดยอธิบายอ้างอิงถึงอุปมาที่พระบรมศาสดาทรงนำมาใช้ ไม่เพียงแต่พระองค์จะเป็นครูที่ฉลาดเท่านั้น แต่ยังแสดงพระองค์เป็นมิตรที่มีความเห็นอกเห็นใจกับเพื่อนมนุษย์ในการเทศนาแก่เหล่าชนที่มาเฝ้าและสดับพระธรรมของพระพุทธองค์.
คำบรรยายเกี่ยวกับธรรมบทที่เรียกว่า ธรรมบทอรรถกถา (สส. - धम्मपद अट्ठकथा - Dhammapada Aṭṭhakathā) นั้น ได้กล่าวถึงพระพุทธโฆษาจารย์ ดังจะเห็นได้จากสัญลักษณ์ที่ปรากฎในหนังสือที่จัดพิมพ์. พระพุทธโฆษาจารย์เดิมนั้นพระคุณเจ้าเป็นพราหมณ์ผู้รอบรู้ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ได้เจริญรุ่งเรืองโดยเริ่มประมาณ พ.ศ.943 หรือคริสตศักราชที่ 400. พระคุณเจ้าได้อรรถาธิบายพระมหาธรรมบททั้งสี่หรือนิกาย01. ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระคุณเจ้าก็คืองานพระวิสุทธิมรรค. นามของพระพุทธโฆษาจารย์นั้นยิ่งใหญ่อย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักพระพุทธศาสนาบาลีนิกาย และก็กล่าวได้ว่าผู้ประพันธ์ธรรมบทอรรถกถานั้นก็คือพระคุณเจ้า. แต่เนื่องจากภาษาและลีลาของอรรถกถานี้มีความแตกต่างกันมากจากงาน พระวิสุทธิมรรค อรรถกถาเรื่องพระวินัย และมหานิกายทั้งสี่02. อันโด่งดังของพระคุณเจ้าพระพุทธโฆษาจารย์ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปนัก.
หมายเหตุ การขยายความ
01. นิกาย (Nikāya บาฬี: निकाय, สส.: āgama - आगम) หมายถึง เล่ม, สิ่งที่รวบรวมไว้, ชั้น, หรือ กลุ่ม.
02. มหานิกายทั้งสี่ (The four greater Nikāyas) ประกอบด้วย ทีฆนิกาย (Dīghanikāya or Digha Nikāya - พระสูตรที่มีขนาดยาว - The long discourse), มัชฌิมนิกาย (Majjhima Nikāya - พระสูตรที่มีขนาดปานกลาง - The middle-length discourses), สังยุตตนิกาย (Saṁyutta Nikāya or saṃyutta-Nikāya - พระสูตรที่จัดรวมไว้เป็นกลุ่ม ๆ หรือสังยุตต์หนึ่ง ๆ - The connected discourses), และอังคุตตรนิกาย (Anguttara Nikāya or aṅguttara-Nikāya - พระสูตรที่จัดรวมเข้าเป็นหมวด ๆ หรือนิบาตหนึ่ง ๆ - The numerical discourses).
1.
2.
II. สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า)
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า โคตมะ พุทธะนั้น, เป็นสิ่งเรามีบรมครูจากแดนอุษาที่พระองค์มิได้ทรงเป็นรองใครในเรื่องอิทธิพลต่อความคิดและสรรพชีวิตแห่งมนุษยชาติ ทรงเป็นที่เคารพสักการะของทุกคนสรรพชีวิตน้อยใหญ่ในฐานะที่พระองค์เป็นผู้ก่อตั้งประเพณีทางศาสนาที่มีผู้ศรัทธายึดถือไม่น้อย มีมิติด้านกว้างและลึกกว่าใคร ๆ . พระองค์ทรงประทับอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งปรัชญาของโลก เป็นมรดกแก่วิญญูชนที่ได้รับการปลูกฝัง สำหรับความซื่อตรงทางพุทธปัญญา ความแน่วแน่ทางศีลธรรม และความตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า) จึงเป็นหนึ่งในบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย.
1.
2.
หน้าที่ 4
1. ช่วงที่ยังทรงพระชนม์ชีพ
1.
แม้ว่าพระจริยาวัตรตามประวัติศาสตร์ของพระองค์จะถูกต้องคำถามมากหลาย1. มีนักวิชาการที่มีความสามารถเพียงไม่กี่ท่าน (หากมี) ในปัจจุบันที่สงสัยว่าจริยาวัตรต่าง ๆ ของพระองค์ในประวัติศาสตร์นั้น สามารถระบุวันเดือนปีที่มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้จริงหรือ ซึ่งสามารถร่างพุทธประวัติอย่างน้อยก็เป็นโครงร่าง และหลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับปัญหาสำคัญบางประการของปรัชญาทางศาสนา ที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจที่ควร. ซึ่งข้าพเจ้า (ส. ราธากฤษณัน) ไม่สามารถใหเหตุผลโดยละเอียดได้ว่าบางส่วนของพระพุทธบัญญัติในยุกแรก ซึ่งกอปรด้วยความทรงจำของผู้ที่ได้เห็นได้ยินจากพระพุทธองค์.2 ซึ่งเป็นโลก (หรือเป็นเทคนิค) ที่ไม่ค่อยได้ใช้นัก ดังนั้นความทรงจำ (ของผู้แสดงมุขปาฐะ) จึงแม่นยำและถี่ยิบมากกว่าปกติปัจจุบัน.
---------------
1. ดู เอมีล เซอนาต, เรียงความเรื่องตำนานพระพุทธเจ้า (พ.ศ.2418) (ภาษาฝรั่งเศส).
1.
พระเจ้าอโศกมหาราช, พัฒนาขึ้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2567.
1.
2. ธรรมเนียมปฏิบัติก็คือ จะมีการซักซ้อมพระธรรมและพระวินัยขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ (ปฐมสังคายนา) ซึ่งจัดขึ้นทันทีภายหลังการปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีการสังคายนาครั้งที่ 2 ในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองไพศาลี (สส. - वैशाली - Vaiśālī) เมื่อสวดพระวินัยอีกครั้ง และมีข้อผิดพลาดทางวินัยสิบประการ จึงถูกตำหนิ. ตามคำบอกเล่าของสำนักพระพุทธศาสนาในศรีลังกา มีการประชุมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราว พ.ศ.296 (หรือ 247 ปีก่อนคริสตกาล). จากพระราชโองการ (The Bhābrū edict) ของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งมีข้อความเจ็ดตอนที่ระบุถึงในส่วนของพระสุตตันตปิฎกที่เหล่าภิกษุหรือศิษยานุศิษย์อ้างอิงไว้ศึกษา สามารถอนุมานได้ว่าตำราทางพระพุทธศาสนาประเภทนี้ได้เก็บรักษาอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช. ในจารึกที่สาญจี (Sāñchi) (สาญจีเป็น หมู่บ้านเล็ก ๆ ของรัฐมัธยมประเทศ ภารตะ เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานทางพระพุทธศาสนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3-12 และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญในการแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ) มีคำว่าธัมมะกฐิกา (Dhammakathika) 'ผู้ประกาศธรรม', เปฎกิ (Peṭaki) ผู้รู้ในพระปิฎก, สุตาติกินี (Sutātikinī) ผู้รู้ในสุตตันตะ, ปัญจเนกายิกา (Pañcanekāyika) ผู้รู้ในนิกายทั้งห้า, บังเกิดขึ้น, และบ่งบอกว่านี่คือปิฎก, บทสนทนาวิพากษ์ และนิกายทั้ง 5 เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น. จารึกเหล่านี้ยอมรับว่ามีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล เราอาจถือได้ว่าประเพณีทางพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระเจ้าอโศกได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการยืนยันจากหลักฐานการแปลเป็นภาษาจีนและการค้นพบข้อความสันสกฤตที่สอดคล้องกับบางส่วนของนิกายทั้งห้า ภายในพระคัมภีร์เองมีชั้นวรรณะที่มีวันที่แตกต่างกันและสัญลักษณ์ของการเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงมากมาย แม้ว่าจะกล่าวกันว่าทั้งหมดเป็นคำหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือ พุทธวจน (buddhavacana) หรือ พระวจน (pravacana) ก็ตาม. เห็นได้ชัดว่ามีประเพณีลอยพระประทีบ มาตั้งแต่สมัยของพระพุทธเจ้าเอง.
1.
2.
หน้าที่ 5
สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงที่ว่าเอกสารที่มีอายุก่อนหน้านั้นมาก อย่างฤคเวทได้ถูกส่งต่อมาถึงเราและถูกเก็บรักษาไว้ในความทรงจำของมนุษย์ โดยมีการอ่านที่แตกต่างกันน้อยกว่าตำราหลายเล่มในยุคหลัง1 แม้ว่าเอกสารทางพุทธศาสนาจะผ่านการแก้ไขมามากในยุคหลัง ๆ แต่คำพูดและการกระทำที่น่าจดจำของผู้ก่อตั้งก็สามารถเรียนรู้ได้ด้วยความแม่นยำปานกลาง องค์ประกอบเหนือธรรมชาติที่ประดับประดาและเรื่องเล่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในช่วงการประสูติของสมณะโคตม แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาต่อบุคลิกภาพของพระองค์ของสาวกยุคแรก ๆ ซึ่งมีความทุ่มเทมากกว่าที่จะมองเห็นอย่างพินิจพิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม มีความเห็นสอดคล้องกันพื้นฐานระหว่างพระไตรปิฎกภาษาบาลี พงศาวดารศรีลังกา และงานสันสกฤตเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของพระองค์ ภาพของโลกที่พระองค์เสด็จไป และรูปแบบการสอนยุคแรกสุดของพระองค์ เรื่องราวในวัยเยาว์และวัยหนุ่มฉกรรจ์ของพระองค์มีบรรยากาศลึกลับอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ไว้วางใจเรื่องราวตามประเพณีของสายเลือดของพระองค์ พระองค์ประสูติเมื่อปี 563 ก่อนคริสตกาล2 เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะแห่งราชวงศ์กษัตริย์ที่รู้จักกันในชื่อศากยะแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ (หรือ กปิลวัสตุ) บนชายแดนประเทศเนปาล ห่างไปทางเหนือของเมืองพาราณสีประมาณ 100 ไมล์ ต่อมาจักรพรรดิอโศกทรงทำเครื่องหมายบริเวณดังกล่าวด้วยเสาซึ่งยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงปัจจุบัน3 พระองค์มีพระนามว่าสิทธัตถะ โดยมีโคตมะเป็นนามสกุลของพระองค์ นักพรตที่อยู่ที่นั่นเมื่อพระองค์ประสูติกล่าวว่าพระองค์จะเป็นจักรพรรดิ (จักรวาทิน) หากพระองค์ยินยอมที่จะครองราชย์, (ส่วนอีกทางเลือกหนึ่ง) พระองค์จะเป็นพระพุทธเจ้าหากพระองค์ดำเนินชีวิตแบบนักพรตพเนจร.
วิหารมหามายาเทวี สถานที่ประสูติของพระบรมศาสดา ด้านหน้ามีเสาพระเจ้าอโศกตั้งตระหง่านอยู่ ถ่ายไว้เมื่อ 2 มกราคม 2568 ณ สวนลุมพินี ประเทศเนปาล
---------------
1. ศาสตราจารย์แมคโดนัลด์ เขียนว่า: 'ดูเหมือนว่าแก่นแท้ของประเพณีพระเวท ซึ่งแสดงโดยฤคเวท ได้ส่งต่อมาถึงเราด้วยความเที่ยงแท้ในระดับสูงและความเอาใจใส่อย่างน่าทึ่งต่อความซื่อสัตย์สุจริตทางวาจา (มุขปาฐะ) จากช่วงเวลาที่แทบจะห่างไกลกว่า 1,000 ปีก่อนคริสตกาล' {A History of Sanskrit Literature (1900), หน้า 46-7}.
2. ประเพณีที่เป็นเอกฉันท์ว่าพระบรมศาสดาปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้แปดสิบปี และวันนี้ถูกกำหนดให้เป็น 483 ปีก่อนคริสตกาล, ส่วน Vincent Smith คิดว่าพระบรมศาสดาปรินิพพานเมื่อประมาณ 543 ปีก่อนคริสตกาล ดู Journal of the Royal Asiatic Society, 1918, หน้า 547; Oxford History of India (ค.ศ.1923), หน้า 48.
3. มีจารึกไว้ว่า “เมื่อพระเจ้าเทวัญปริยะ ปริยทรรศิน [King Devānāmpriya Priyadarśin - พระนามของพระเจ้าอโศกในจารึก] (สส. หรือ เทวนาครี: देवानांप्रिय - Devānāmpriya -The Beloved of The Gods, เทวนาครี: प्रियदर्शी - Priyadarśin - He who regards everyone with affection) ทรงได้รับการเจิมพระนามเมื่อ 20 พรรษา พระองค์จึงเสด็จมาบูชาสถานที่นี้ด้วยพระองค์เอง เพราะพระพุทธเจ้าศากยมุนีประสูติที่นี่… พระองค์จึงทรงสร้างเสาหินขึ้นเพื่อแสดงว่าพระผู้มีพระภาคประสูติที่นี่” {Hultzsch, Inscriptions of Aśoka (1925), p.164}.
1.
2.
หน้าที่ 6
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าบุคคลเดียวกันนั้นไม่สามารถเป็นทั้งจักรพรรดิและพระพุทธเจ้าได้ เพราะการสละอาชีพทางโลกถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับศาสนาที่จริงจัง. เราเรียนรู้จากสุตตนิบาต (สส. - सुत्त निपात - Sutta Nipāta) เกี่ยวกับเรื่องราวของฤๅษีชราผู้หนึ่งซึ่งมาเยี่ยมเจ้าชายน้อยและทำนายว่าเจ้าชายน้อยจะยิ่งใหญ่ในอนาคตตามแบบฉบับของสิเมโอน01 และร้องไห้เมื่อคิดว่าตัวเขาเองจะไม่มีโอกาสได้เห็นและได้ยินพระกิตติคุณใหม่ พระมารดาได้สิ้นพระชนม์หลังจากคลอดพระโอรสได้เจ็ดวัน และพระนางมหาประชาบดี พระขนิษฐาของพระนางสิริมหามายา ซึ่งเป็นมเหสีคนที่สองของพระเจ้าสุทโธทนะก็เลี้ยงดูพระโอรสทารกนั้น. ในเวลาต่อมา เจ้าชายสิตถัตถะได้สยุมพรกับนางยโสธารา1 ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ และมีพระโอรสชื่อราหุล เรื่องราวที่พระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะทรงตรัสไว้ว่า โอกาสหรือพระประสงค์ของเหล่าทวยเทพได้วางไว้บนเส้นทางของพระองค์ มีทั้งชายชราที่บาดเจ็บและทรุดโทรม ชายที่ป่วย ชายที่ตาย และนักพรตพเนจร ซึ่งสุดท้ายได้จุดประกายให้พระองค์ปรารถนาที่จะแสวงหาความสงบสุขในชีวิตทางศาสนา แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะทรงเป็นผู้มีอุปนิสัยเคร่งศาสนาและพบว่าความสุขและความทะเยอทะยานในโลกนี้ไม่น่าพอใจ อุดมคติของชีวิตแบบขอทานดึงดูดพระองค์ และเราได้ยินบ่อยครั้งในพระธรรมเทศนาของพระองค์เกี่ยวกับ ‘เป้าหมายสูงสุดของชีวิตศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้คนในเผ่าออกจากบ้านและออกไปสู่ความไร้บ้าน’2 ความพยายามของพระบิดาที่จะหันความสนใจไปสู่ผลประโยชน์ทางโลกล้มเหลว และเมื่ออายุได้ยี่สิบเก้าปี พระองค์ก็ออกจากบ้าน สวมชุดนักพรต และเริ่มสู่สมณเพศในฐานะผู้แสวงหาสัจธรรมพเนจร นี่คือการละทิ้งกองกิเลสทางศาสนาครั้งยิ่งใหญ่3 ต่อจิตใจของชาวภารตะ และรวมถึงความกระตือรือร้นและความทุกข์ทรมานที่ชาวภารตะเต็มใจจะเผชิญเพื่อบรรลุจุดหมายทางศาสนา.
หมายเหตุ คำอธิบาย
01. สิเมโอน (Simeon) - สิเมโอนผู้รับเอาพระเจ้า เป็นชาวเยรูซาเลม ตามพระวรสารนักบุญลูกาแล้ว เขาได้พบกับมารีย์ โยเซฟ และพระกุมารเยซู ทั้งหมดเข้าในพระวิหารเพื่อทำสวดภาวนาครบรอบ 40 วันของพระกุมาร ตามธรรมบัญญัติของโมเสส. (th.wikipedia.org, สืบค้นเมื่อ 13 มกราคม 2568).
--------------
1. มีการกล่าวถึงชื่ออื่น ๆ ด้วย เช่น ภัททกัจจา โคปา.
2. เปรียบเทียบกับ พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท: “เมื่อรู้จักเขาแล้ว พราหมณ์ก็ละทิ้งความปรารถนาในลูกหลาน ความปรารถนาในทรัพย์สิน ความปรารถนาในความรุ่งเรืองทางโลก และออกบวชเป็นภิกษุ” (สส. - भिक्षाचार्यं कारन्ति- bhikşācaryāṁ caranti) (iii. 5)
3. ในตำนานที่เล่าในภายหลัง การแยกทางจากภรรยาของเขาได้กลายเป็นหัวข้อของนิทานที่ซาบซึ้งใจ.
1.
2.
หน้าที่ 7
การแสวงหาของสมณะโคดมนั้น ทำให้พระองค์ได้เป็นสาวกของนักพรตพราหมณ์ คือ อาฬารดาบส กาลามโคตร - อาลาระ กาลามะ (สส. - आलारा कालमा - Ālāra Kālāma) และ อุทกดาบส รามบุตร - อุทกรามบุตร (उड्डका रामपुत्त - Uddaka Rāmaputta)01. ซึ่งสอนหลักการของตน (สส. - धर्म - Dharma - ธรรม) และวินัย (สก.- विनय - Vinaya) ของตนเองแก่พระองค์. พระองค์อาจได้เรียนรู้ถึงความจำเป็นในการมีศรัทธา ความประพฤติที่ดี และการปฏิบัติสมาธิจากพระอาจารย์ทั้งสอง แม้ว่าเนื้อหาคำสอนของพระอาจารย์ทั้งสองนั้นจะดูไม่ถูกต้องสำหรับพระองค์ก็ตาม. การรักษาความทุกข์และโศกเศร้าของโลกไม่สามารถพบได้ในวิธีการคิดเชิงตรรกะที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเหล่านักคิดที่ได้คาดเดาไว้. พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะบรรลุธรรมด้วยการบำเพ็ญตบะ จึงเสด็จออกพร้อมด้วยสาวกอีกห้าคน02. ไปยังอุรุเวลา ซึ่งเป็น “สถานที่อันน่ารื่นรมย์และป่าอันสวยงาม” ซึ่งทำให้ประสาทสัมผัสผ่อนคลายและกระตุ้นจิตใจ. โดยทั่วไปแล้ว ความเชื่อที่ว่าการดำเนินชีวิตในภารตะอย่างศักดิ์สิทธิ์นั้นมักเกิดขึ้นในทิวทัศน์ที่เงียบสงบและสวยงาม ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสงบและแรงบันดาลใจ. กุฏิและที่พำนักของพระองค์ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำหรือบนยอดเขา และพระองค์ได้ย้ำถึงความศรัทธาอย่างสุดโต่ง แต่ก็มิได้ลืมถึงความสำคัญของทิวทัศน์และสภาพอากาศต่อการอุทิศตนเพื่อพระศาสนา. ในสถานที่อันสงบโปร่งโล่งนี้ สมณะโคดมทรงเลือกที่จะอุทิศตนในการบำเพ็ญตบะในรูปแบบที่เข้มงวดที่สุด. เช่นเดียวกับเปลวไฟที่ไม่สามารถจุดติดขึ้นได้จากการเสียดสีของไม้เปียก ทว่าเกิดจากไม้แห้งเท่านั้นฉันใด ผู้แสวงหาที่กิเลสตัณหายังไม่สงบ ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ฉันนั้น. สมณะโคดมจึงเริ่มอดอาหารอย่างหนัก ฝึกสมาธิ และทรมานตัวเองอย่างสุดแสน. ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้สภาพจิตใจอ่อนแอไปด้วย. แม้ในขณะช่วงนั้น พระองค์พบว่าตนเองใกล้จะสิ้นชีพ แต่พระองค์ก็ยังไม่พบปริศนาแห่งชีวิตเลย. ดังนั้นพระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยว่าการบำเพ็ญตบะไม่ใช่หนทางสู่การตรัสรู้ และทรงพยายามคิดหาหนทางอื่นเพื่อบรรลุธรรม พระองค์จำได้ว่าครั้งหนึ่งในวัยหนุ่ม พระองค์เคยมีประสบการณ์การทำสมาธิภาวนา และบัดนี้พระองค์ก็พยายามดำเนินตามแนวทางนั้น ตำนานเล่าว่าในช่วงวิกฤตการณ์นั้น สมณะโคดมทรงถูกมารร้ายจู่โจม พวกมันพยายามปลุกปั่นพระองค์ให้หลุดจากจุดมุ่งหมายด้วยความกลัวและสิ่งยั่วยุต่าง ๆ แต่ก็ไร้ผล สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าชีวิตภายในของพระองค์ไม่ได้สงบนิ่งและต่อเนื่อง และด้วยการต่อสู้ทางจิตใจ พระองค์จึงทรงละทิ้งความเชื่อเก่า ๆ และลองใช้วิธีการใหม่ ๆ แทน.
หมายเหตุ คำอธิบาย

พระมหาเจดีย์พุทธคยาในยามเช้า, ถ่ายไว้เมื่อ 5 มกราคม 2568.
1.
01. อาฬารดาบส กาลามโคตร (Ālāra Kālāma) และ อุทกดาบส รามบุตร (Uddaka Rāmaputta) - เป็นทั้งสองท่านดาบสที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล (แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง (ที่มา: www.onab.go.th, วันที่เข้าถึง: 23 มกราคม 2568) หลังจากพระบรมศาสดาตรัสรู้ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ (พุทธคยาในปัจจุบัน) แล้วนั้น ทรงปรารภจะแสดงธรรมให้แก่พระอาจารย์ทั้งสอง แต่ก็ทราบว่าท่านทั้งสองได้ถึงแก่อนิจกรรมไปก่อนแล้ว.
02. ปัญจวัคคีย์ คือพราหมณ์ห้าคน ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ.
1.
2.
หน้าที่ 8
พระองค์ทรงทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง1 และผ่านขั้นตอนทั้งสี่ของการพิจารณาไตร่ตรองจนบรรลุถึงการมีสติสัมปชัญญะและความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง. พระองค์ทรงเห็นจักรวาลทั้งหมดเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นรนต่อสู้ สุขบ้างทุกข์บ้าง สูงศักดิ์บ้าง ต่ำต้อยบ้าง หลุดพ้นจากรูปแบบหนึ่งของการดำรงอยู่และก่อตัวเป็นรูปแบบอื่นอยู่เรื่อยไป (สรรพสัตว์ต่างเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏ). ในยามสุดท้ายของคืนนั้น “ความไม่รู้ถูกทำลาย ความรู้บังเกิดขึ้น … ขณะที่เรานั่งอยู่ในที่นั้น จริงจัง ขยันขันแข็ง เด็ดเดี่ยว” สมณะโคดมทรงบรรลุโพธิญาณหรือรู้แจ้งตรัสรู้และกลายเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้2.
ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงลังเลพระทัยว่าควรประกาศคำสอนของพระองค์หรือไม่ พระคัมภีร์กล่าวว่าพระพรหมได้ขอร้องให้พระองค์แสดงธรรม นั่นหมายความว่าขณะที่พระองค์กำลังถกเถียงกับตนเองว่าควรทำอย่างไร พระองค์ก็ได้รับคำเตือนที่คล้ายกับคำเตือนของโสกราตีสเรื่องการแยกตัวจากชีวิต พระองค์สรุปว่า “ประตูแห่งความเป็นอมตะเปิดอยู่ ผู้ที่มีหูที่จะฟังก็จงแสดงศรัทธา” และเริ่มปฏิบัติศาสนกิจ พระองค์ไม่เพียงแต่แสดงธรรมเทศนาซึ่งเป็นเรื่องง่าย แต่ยังดำเนินชีวิตตามแบบที่พระองค์สอนว่ามนุษย์ควรดำเนินชีวิต พระองค์ดำเนินชีวิตแบบภิกขาจารผู้ขอรับการบริจาคซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายจากความยากไร้ ความไม่เป็นที่นิยม และการต่อต้าน พระองค์ได้เปลี่ยนใจสาวกทั้งห้า (เบญจวัคคีย์) ที่เคยร่วมทางกับพระองค์ในช่วงที่ทรงบำเพ็ญตบะ และในอุทยานกวาง (ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) “ที่นักบวชสามารถพำนักอยู่ได้และห้ามฆ่าสัตว์” ในเมืองสารนาถสมัยใหม่ พระองค์ได้แสดงธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก ก็มีเหล่าสาวกเริ่มทยอยเข้ามาหาพระองค์มากขึ้น.
ณ อำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร ภารตะ, ลานด้านหลังของพระมหาเจดีย์พุทธคยายามค่ำคืน มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีภิกษุทิเบต ญวน จีน ไทย พม่าฯ นักท่องเที่ยว และพุทธศาสนิกชนมานั่งสวดมนต์กันเนืองแน่น., ถ่ายไว้เมื่อ 29 ธันวาคม 2567.
1.
---------------
1. อ้างอิง. Lalitavisara:
ihāsane śuşyatu me śarīraṁ
tvagasthimāṁsaṁ pralayaṁ ca yātu
aprāpya bodhiṁ bahukalpadurlabhaṁ
naivāsanat kāyam etat calişyati
इहासने शुष्यतु मे शारिरम्
त्वगस्थिमांसं प्रलायं च यातुः
अप्राप्य बोधिं बहुकल्पदुर्लभं
नैवासनत् कायम् एतत् कलिशयति
ปล่อยให้ร่างกายของฉันแห้งเหือดในที่นั่งนี้
ผิวหนัง กระดูก เนื้อ และการทำลายล้าง
หากไม่บรรลุธรรมก็หาได้ยากในสมัยต่าง ๆ
ร่างกายที่ไม่มีชีวิตก็เป็นมลทินอย่างนี้
2. นาม “พระพุทธเจ้า” นั้น เป็นตำแหน่งเช่นเดียวกับพระคริสต์หรือพระเมสสิยาห์ เพียงแต่ไม่จำกัดเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น บนพื้นที่ในเมืองพุทธคยา ซึ่งเชื่อกันว่าพระโคตมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ ที่มีวัดต้นมหาโพธิ์ตั้งอยู่.
1.
2.
หน้าที่ 9
เมื่อจวบครบสามเดือนแล้ว พระองค์มีเหล่าสาวก รวม 60 รูป ซึ่งรวมทั้งพระอานนท์เถระเป็นมิตรร่วมทาง (เผยแผ่พระพุทธศาสนา) ของสมเด็จพระบรมศาสดาด้วย. วันหนึ่งพระองค์ตรัสแก่เหล่าสาวกว่า “บัดนี้ จงท่องเที่ยวไปเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อความเมตตาแก่โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความอยู่ดีมีสุขแก่หมู่มนุษย์และความปลอดภัยตามที่ควรแห่งทรัพย์สินศฤงคาร.” ขออย่าให้สมณะสองรูปเดินไปในทางเดียวกัน จงประกาศธรรมอันรุ่งโรจน์ในเบื้องต้น รุ่งโรจน์ในท่ามกลาง รุ่งโรจน์ในบั้นปลาย ทั้งในจิตวิญญาณและในตัวอักษร (ที่ปรากฎในพระธรรมหรือพระไตรปิฎก) จงประกาศถึงชีวิตอันเป็นเลิศ สมบูรณ์แบบ และชีวิตอันบริสุทธิ์ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปในที่อันไกลโพ้นตลอดระยะเวลา 45 ปี และได้รวบรวมเหล่าสาวกพุทธบริษัทผู้ศรัทธาไว้มากมาย. พวกพราหมณ์และนักบวช พรตฤๅษี และผู้อยู่นอกวรรณะ (พวกวรรณะต่ำตามคติของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น พวกวรรณะศูทร และพวกที่เป็นบุตรและบุตรีจากการที่บิดามารดาสมรสกันข้ามวรรณะ พวกสูตะ เป็นต้น) และคนบาปที่สำนึกผิดต่างเข้าร่วมเป็นพุทธบริษัทสี่. กิจกรรมส่วนใหญ่ของสมเด็จพระบรมศาสดาเกี่ยวข้องกับการสั่งสอนพระธรรมแก่พุทธบริษัทของพระองค์ และการจัดตั้งคณะสงฆ์. ในสมัยของเรานี้ สมเด็จพระบรมศาสดาถูกมองว่าทรงเป็นปัญญาชน. เมื่อเราได้อ่านคำเทศนาของพระองค์ เราจะรู้สึกประทับใจกับจิตวิญญาณแห่งเหตุผลของพระองค์ เส้นทางแห่งจริยธรรมของพระองค์เริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ถูกต้องและมุมมองที่มีเหตุผล. พระองค์มุ่งมั่นที่จะปัดหยักไย่ที่ขัดขวางทรรศนะของเหล่ามนุษยชาติที่เกี่ยวกับตนเองและชะตากรรมของตนเองเสีย. สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงซักถามพุทธบริษัทผู้สดับพระเทศนาทั้งหลายซึ่งดูเหมือนจะเปี่ยมด้วยปัญญา แต่แท้จริงแล้วยังไม่เข้าถึงปัญญาเลยก็ตาม พระองค์ทรงท้าทายให้เหล่าพุทธบริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงคำพูดที่ว่างเปล่าของความศรัทธาที่คลุมเครือเข้ากับข้อเท็จจริง. นับเป็นช่วงเวลาที่ผู้สดับรับฟังหลายคนอ้างว่าตนมีความรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง. เหล่าพุทธบริษัทบอกเราด้วยความมั่นใจไม่เพียงแค่ว่าพระองค์มีจริงหรือไม่ แต่ยังบอกด้วยว่าพระองค์คิด ประสงค์ และกระทำสิ่งใด. พระบรมศาสดาทรงตำหนิเหล่าพุทธบริษัทว่ามีหลายคนแสดงตนในทางจิตวิญญาณ. ในเทวิชชาสูตร01 นั้น พระองค์ตรัสว่าครูบาอาจารย์ที่กล่าวถึงพระพรหมนั้น ไม่เคยพบพระพรหมโดยตรง. พวกเขาเปรียบเสมือนชายผู้ตกหลุมรักแต่ไม่สามารถบอกได้ว่าหญิงนั้นคือใคร หรือเปรียบเสมือนผู้ที่ต้องการข้ามแม่น้ำแล้วเรียกเรียกอีกฝั่งให้มาหาตน.1 พวกเราหลายคนมีความรู้สึกและมีนิสัยในทางพระศาสนา แต่ก็ไม่ทราบความรู้สึกนี้ว่ามุ่งไปที่วัตถุประสงค์ใด.
---------------
หมายเหตุ คำอธิบาย
01. เทวิชชาสูตร (สส. - तेविज्जा सुत्त - Tevijja Sutta) - เชี่ยวชาญในสามพระเวท - Experts in the Three Vedas - เถรวาทนิกาย พระสูตรที่สิบสามของทีฆนิกาย (สส. - दीघ निकाय - Dīgha Nikāya) ซึ่งแสดงแก่พระวาเสฏฐะและพระภรัทวาชซึ่งได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา. พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นถึงความไร้ประโยชน์ของความเชื่อที่ว่าความรู้เพียงสามพระเวทเท่านั้นที่นำไปสู่การพบพระพรหม. อย่างไรก็ตาม การได้พบกับพระพรหมนั้นสามารถกระทำได้โดยการปฏิบัติธรรมในพรหมวิหารสี่เท่านั้น.
1. ทีฆนิกาย (สส. - दीघ निकाय - Dīgha Nikāya), บรรพที่ 1 บทที่ 235.
1.
2.
หน้าที่ 10
การอุทิศตนต้องตั้งอยู่บนความจริงเพื่อให้สมเหตุสมผล. สมเด็จพระบรมศาสดาทรงอธิบายถึงความสำคัญของพรหมวิหารสี่01 หรือการอยู่กับพระพรหมในฐานะการทำสมาธิอย่างหนึ่งซึ่งเป็นภาวะจิตที่ทุกคนสามารถมีความรักที่ปราศจากความเกลียดชังและความเคียดแค้นได้ แน่นอนว่าไม่ใช่นิพพาน02 ที่มรรคมีองค์แปด03 เป็นหนทางไปสู่การพ้นทุกข์.
เมื่อพิจารณาถึงคำแนะนำที่หลากหลาย พระบรมศาสดาจึงทรงแนะนำเหล่าสาวกของพระองค์ให้ทดสอบโดยใช้ตรรกะและชีวิตกับชุดงาน กรณี หรือแนวจริยวัตรต่าง ๆ ที่พระองค์ส่งให้บรรดาสาวก และอย่ายอมรับสิ่งใด ๆ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงหรือตระหนักถึงผู้เขียนแต่อย่างใด. พระพุทธองค์ไม่ได้ยกเว้นตัวพระองค์เอง. พระบรมศาสดาตรัสว่า: 'อย่าเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมาจากการบอกเล่า อย่าเชื่อตามประเพณี อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า "มันต้องเป็นเช่นนั้น." อย่าเชื่อคำกล่าวอ้างเพียงเพราะมันอยู่ในหนังสือของเรา หรือเพราะคิดว่า "นี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้," หรือเพราะมันเป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ของเรา.'1 ด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง พระบรมศาสดาได้วิงวอนเหล่าสาวกของพระองค์ว่าอย่าให้เกียรติยศแห่งชื่อเสียงมาจำกัดความคิดของพวกท่าน.
---------------
1. "โอ ชาวกาลามา2, เราได้กล่าวสิ่งนี้แก่ท่านแล้ว แต่ท่านอาจรับไว้ได้ ไม่ใช่เป็นเพราะคำแถลง ไม่ใช่เพราะเป็นประเพณี ไม่ใช่เพราะเคยกล่าวกันมาแล้วในอดีต ไม่ใช่เพราะมาจากคัมภีร์ ไม่ใช่เพื่อการอภิปราย ไม่ใช่เพื่อวิธีการใดวิธีการหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพื่อการละเว้นจากทัศนะที่ผิด ไม่ใช่เพราะดูเหมาะสม ไม่ใช่เพราะอาจารย์ของท่านเป็นนักพรต แต่ถ้าท่านเข้าใจด้วยตนเองว่าสิ่งนี้มีคุณงามความดีและปราศจากความผิด และเมื่อรับไว้แล้วจะนำมาซึ่งประโยชน์และความสุข ท่านก็อาจรับไว้ได้”.
iti kho kālāmā yaṁ taṁ avocumha – ettha tumhe kālāmā mā anussavena mā paramparāya mā itikirāyā vā mā piṭakasampādanena mā takkahetu mā nayahetu ākāra-paravitakkena mā jhānakkhantiyā mā bhavyarūpatāya mā samaṇo no garūti, yadā tumhe kālāmā attanā vā jāneyyātha – ime dhammā kusalā ime dhammā anavajjā ime dhammā viňňupasaṭṭhā ime dhammā Samattā samādinnā hitāya sukhāya saṁvattantiti atha tumhe kālāmā upasampajja vihareyyāthā ti – iti yaṁ taṁ vuttam etam paṭicca vuttam.
แปลเป็นภาษาไทย: เหล่ากาลามะเอ๋ย นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ว่า: "อย่าไปเชื่อตามที่ได้ยินมา ตามที่ถ่ายทอดกันมา [ตามประเพณี] ตามที่เห็นพ้องต้องกันโดยทั่วไป ตามที่ได้สืบทอดกันมาในตำราต่าง ๆ ตามที่ได้ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ตามที่ได้อนุมาน ตามที่ได้พิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏ ตามที่เห็นพ้องต้องกันหลังจากไตร่ตรองทัศนะ ตามที่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ หรือตามที่ [ความคิดที่ว่า] 'สมณะคือครูบาอาจารย์ที่เราเคารพ' เมื่อใดก็ตามที่เหล่ากาลามะเอ๋ย รู้ด้วยตัวท่านเองว่า: 'ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล (akusala) ธรรมเหล่านี้เป็นสวัชยะ (ภาษาประกฤติ - सावज्ज - sāvajja - ที่น่าตำหนิ ผิดพลาด สิ่งที่ควรถูกตำหนิ) ธรรมเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยปราชญ์ ธรรมเหล่านี้เมื่อปฏิบัติแล้วนำมาซึ่งภัยและทุกข์' เช่นนั้นแล้ว เหล่ากาลามะเอ๋ย ท่านควรละทิ้งธรรมเหล่านั้นเสีย" ได้กล่าวไว้เช่นนี้แล้ว ได้กล่าวไว้โดยพิจารณาจากสิ่งนี้. แปลจาก ที่มา: https://www.buddha-vacana.org/sutta/anguttara/03/an03-066.html, วันที่เข้าถึง: 10 กุมภาพันธ์ 2569.
(อังคุตตระ ภาค 3 653.) “บรรดาภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้เห็นเช่นนี้แล้ว ท่านจะกล่าวเช่นนี้หรือว่า ‘ครูบาอาจารย์ของเรา (satthā - สัตถา) เป็นที่นับถือ และด้วยความเคารพต่อครูบาอาจารย์ เราจึงกล่าวเช่นนี้’?” “ไม่เช่นนั้นครับ ท่านผู้เป็นที่เคารพ” “สิ่งที่ท่านกล่าว บรรดาภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่สิ่งที่ท่านรู้ เห็น และเข้าใจด้วยตนเองหรือ?” เป็นเช่นนั้นแล้ว ท่านผู้เป็นที่เคารพยิ่ง จาก. มหาตัณหาสังขยสูตร.
ดูเพิ่มเติม: ‘เช่นเดียวกับที่ผู้มีปัญญาตรวจสอบทองคำโดยการเผา ตัด และปล้นมัน (บนหินทดสอบ) ท่านทั้งหลายก็ควรยอมรับคำพูดของข้าพเจ้าหลังจากตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะความเคารพต่อข้าพเจ้า’
Tāpāc chedāc ca nikaṣāt suvarṇam iva paṇḍitaiḥ
Parīkṣya bhikṣavo grāhyaṁ madvaco na tu gauravāt.
(ญาณสาระ - สามัคคยาจารย์ 31.)
2. ชาวกาลามา หรือ กาลามะ (कालमा - The Kālāmās, कालमा - Kālāmā) แห่งเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล.
หมายเหตุ คำอธิบาย
01. พรหมวิหารสี่ (สส. - ब्रह्मविहार - The Brahmavihāra) - {แนวคิดในพระพุทธศาสนา เถรวาทนิกาย (นิกายหลักของพระพุทธศาสนา)} หมายถึงที่อยู่ "อันประเสริฐ" หรือ "อันศักดิ์สิทธิ์" สี่ประการ ที่ได้มาจากการพัฒนาอันไร้ขอบเขตในด้านเมตตา (สส. - मेट्टा - ความปรารถนาดี), กรุณา (สส. - करुणा - ความเห็นอกเห็นใจ), มุทิตา (สส. - मुदिता - ความยินดีเห็นคุณค่าที่เกิดจากความรู้สึกขอบคุณ) และอุเบกขา (สส. - उपेक्खा - ความมีใจสงบ).
02. นิพพาน (สส. - निर्वाण - nirvāņa) - {แนวคิดในพระพุทธศาสนา เถรวาทนิกาย (นิกายหลักของพระพุทธศาสนา)} หมายถึง ความสงบ; นิพพานคือธรรมะอันไม่มีเงื่อนไข วิสาขราธรรม (विसङ्खरा धर्म - Visaṅkhāra dharmma) หรืออสังขตธรรม (असंखता धर्म - Asaṅkhata dharmma) มันไม่เกิดแล้วดับไป นิพพานเป็นเป้าหมายของจิตสุปรามุนตนะ โลกุตตรจิต (सुप्रमुण्डने चित्त, लोकुत्तर चित्त - supramundane citta, lokuttara citta - จิตสำนึกที่อยู่เหนือโลกธรรมดาทั่วไป มีความเกี่ยวข้องกับการตรัสรู้และการรู้แจ้งถึงพระนิพพาน สภาวะของจิตสำนึกเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ดีงามและเชื่อมโยงโดยตรงกับหนทางแห่งการหลุดพ้น) ที่เกิดขึ้นขณะรู้แจ้งหรือตรัสรู้.
03. มรรคมีองค์แปด หรือ มรรค 8 หรือ อริยมรรคมีองค์ 8 (สส. - आर्याष्टाङ्गमार्ग - āryāṣṭāṅgamārga) เป็นหนทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ในพระพุทธศาสนาประกอบด้วย องค์ประกอบ 8 ประการ ได้แก่ 1). สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ - การมีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เห็นอริยสัจ 4 คือ ทุกข์, เหตุเกิดทุกข์, ความดับทุกข์, และทางดับทุกข์) 2). สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ - การมีความคิดที่ถูกต้อง ไม่คิดร้าย ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น) 3. สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ - การพูดในสิ่งที่ดีงาม ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย และไม่พูดเพ้อเจ้อ) 4. สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ - การกระทำที่ดีงาม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) 5). สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ - การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดศีลธรรม) 6). สัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ - การเพียรพยายามละความชั่ว และทำความดี) 7). สัมมาสติ (ความระลึกชอบ - การมีสติ รู้สึกตัวอยู่เสมอ) และ 8). สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ - การมีสมาธิแน่วแน่ มั่นคง). มรรค 8 นี้เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่จะนำไปสู่การดับทุกข์และบรรลุถึงความหลุดพ้น (นิพพาน).
04. กาลามสูตร (Kālāma Sutta) หลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ แห่งเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงายแม้จะเป็นเรื่องเล่า, ตำรา, หรือครูบาอาจารย์ โดยให้ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล ความดี-โทษ ด้วยตนเองก่อนเชื่อหรือปฏิบัติตาม เรียกว่า "กาลามสูตร 10 ประการ" (หรือ เกสปุตตสูตร) เป็นหลักอิสระทางปัญญาในพุทธศาสนา
หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าเพิ่งเชื่อเพราะ...)
1). ตรรกะ (ตกฺกเหตุ): อย่าเชื่อเพราะนึกเดาเอาเอง.
2). การอนุมาน (นยเหตุ): อย่าเชื่อเพราะคาดคะเน.
3). ตรึกตามอาการ (อาการปริวิตกฺเกน): อย่าเชื่อเพราะตรึกตามเหตุผลลอย ๆ .
4). เข้ากับทฤษฎีตน (ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา): อย่าเชื่อเพราะตรงกับความคิดตัวเอง.
5). ดูน่าเชื่อถือ (ภพฺพรูปตา): อย่าเชื่อเพราะผู้พูดน่าเชื่อถือ.
6). เป็นครูอาจารย์ (สมโณ โน ครูติ): อย่าเชื่อเพราะนับถือผู้พูด.
7). ฟังตามกันมา (อนุสฺสวเนน): อย่าเชื่อเพราะได้ยินมา.
8). ถือสืบ ๆ กันมา (ปรมฺปราย): อย่าเชื่อเพราะทำต่อ ๆ กันมา.
9). ข่าวเล่าลือ (อิติกิราย): อย่าเชื่อเพราะข่าวลือ.
10). อ้างตำรา (ปิฏกสมฺปทาเนน): อย่าเชื่อเพราะมีในคัมภีร์.
1.
2.
หน้าที่ 11
'ข้าพระพุทธเจ้ามีความศรัทธาอย่างแรงกล้า พระเจ้าข้า' พระสารีบุตรกล่าว, 'ว่าไม่เคยมี ไม่มีในอนาคต และปัจจุบันก็ไม่มีผู้ใดที่ยิ่งใหญ่หรือฉลาดกว่าพระผู้พระภาคเจ้า.' แน่ละ สารีบุตร, พระบรมศาสดาตรัสตอบ 'เจ้ารู้จักพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตหรือ?' 'ไม่ พระเจ้าข้า' 'เช่นนั้นแล้ว เจ้ารู้จักพระพุทธเจ้าในอนาคตหรือ?' 'ไม่ พระเจ้าข้า.' 'อย่างน้อยเจ้าก็รู้จักตถาคต01. และเข้าใจความคิดของตถาคตอย่างถ่องแท้แล้วใช่ไหม?' 'ยังเลยครับ พระองค์.' 'แล้วทำไม สารีบุตร คำพูดของเจ้าจึงยิ่งใหญ่และกล้าหาญเช่นนี้?' คำสอนของพระองค์ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนเลย. พระองค์ทรงตำหนิผู้ที่อ้างว่ามีสัจธรรมลับ 'โอ้ เหล่าสาวกเอ๋ย มีคนสามกลุ่มเท่านั้นที่ควรเก็บความลับไว้ ไม่ใช่เปิดเผย. พวกเขานั้นเป็นใครบ้างเล่า? ความลับของสตรี ไม่ใช่สิ่งที่ควรเปิดเผย ความลับอันเป็นปัญญาของนักบวช ไม่ใช่สิ่งที่ควรเปิดเผย ความลับเป็นของคำสอนที่ผิด ไม่ใช่สิ่งที่ควรเปิดเผย... คำสอนและกฎเกณฑ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์แบบทรงประกาศนั้น ปรากฎชัดแจ้งแก่โลกทั้งปวง ไม่ใช่สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่,' "โอ เหล่าสาวกเอ่ย มีสามสิ่งที่ควรเก็บเป็นความลับและไม่พึงเปิดเผย. สิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้าง? ความลับของสตรี ไม่ควรเปิดเผย; ความลับที่เป็นภูมิปัญญาของนักพรต ไม่ควรเปิดเผย; ความลับของคำสอนเท็จ ไม่พึงเปิดเผย..." หลักธรรมและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พระบรมศาสดาอันสมบูรณ์ได้ทรงประกาศไว้แล้วนั้น ปรากฎชัดแก่โลกทั้งปวง ไม่ใช่สิ่งซ่อนเร้น" พระบรมศาสดาได้ตรัสกับพระอานนท์ผู้เป็นศิษย์ของพระองค์ไม่นานก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า "เราได้เทศนาถึงความจริง โดยไม่แบ่งแยกระหว่างหลักธรรมที่เปิดเผยกับหลักธรรมที่ซ่อนเร้น เพราะในเรื่องของความจริงนั้น ตถาคตไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นอยู่."1 ในการเทศนาหลาย ๆ ครั้งของพระบรมศาสดานั้น มีผู้พรรณนาถึงพระองค์ว่าเสมือนกำลังวิวาทะกับคู่สนทนาในลักษณะคล้ายกับโสกราตีส, และชักจูงพวกเขาอย่างไม่รู้ตัว ให้ยอมรับจุดยืนที่แตกต่างจากจุดยืนเดิมของพวกเขา. พระบรมศาสดาไม่ยินยอมให้สาวกผู้ติดตามพระองค์ปฏิเสธภาระทางจิตวิญญาณ. บรรดาเหล่าสาวกต้องไม่ละทิ้งการแสวงหาความจริงโดยการยอมรับรับอำนาจ. เหล่าสาวกจักต้องเป็นเสรีชนที่สามารถเป็นแสงสว่างและเป็นผู้ช่วยเหลือตนเองได้. พระบรมศาสดาตรัสต่อว่า: "จงเป็นดั่งผู้ที่มีตนเองเป็นแสงสว่าง.
หมายเหตุ คำอธิบาย:
01. ตถาคต (สส. - तथागत - Tathāgata) - พระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกหรือตรัสถึงพระองค์เอง
แปลได้ความหมาย 8 อย่าง คือ
1) พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาทรงบำเพ็ญพุทธจริยา เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นต้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น.
2) พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือทรงทำลายอวิชชาสละปวงกิเลสเสด็จไปเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น.
3) พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ คือ ทรงมีพระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลายหรือของธรรมทุกอย่าง.
4) พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่มันเป็น คือ ตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 หรือปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน.
5) พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพอารมณ์ที่ปรากฏแก่หมู่สัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ ซึ่งสัตวโลกตลอดถึงเทพถึงพรหมได้ประสบและพากันแสวงหา ทรงเข้าใจสภาพที่แท้จริง.
6) พระผู้ตรัสอย่างนั้น (หรือมีพระวาจาที่แท้จริง) คือ พระดำรัสทั้งปวงนับแต่ตรัสรู้จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ล้วนเป็นสิ่งแท้จริงถูกต้อง ไม่เป็นอย่างอื่น.
7) พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น.
8) พระผู้เป็นเจ้า (อภิภู) คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือกว่าสรรพสัตว์ตลอดถึงพระพรหมที่สูงสุด เป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงอำนาจ เป็นราชาที่พระราชาทรงบูชา เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์เหนือพระอินทร์ เป็นพรหมเหนือประดาพรหม ไม่มีใครจะอาจวัด หรือจะทัดเทียมพระองค์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).
---------------
1. มหาปรินิพพานสูตร (Mahāparinibbāṇa Sutta), 32. - (ทีฆนิกาย มหาวรรค) คือพระสูตรที่รวบรวมเหตุการณ์สำคัญช่วงสุดท้ายแห่งพุทธกาล ตั้งแต่การปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ การเสด็จดับขันธปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ไปจนถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพและแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีพุทธโอวาทสำคัญเรื่องการไม่ประมาทและการถือพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน.
1.
2.
หน้าที่ 12
จงเป็นเหมือนผู้ที่ยึดตนเองเป็นที่พึ่ง. อย่าไปพึ่งพิงสิ่งใดภายนอก. จงยึดมั่นในความจริงไว้เป็นที่พึ่งพิง."01 แหล่งอำนาจสูงสุดคือเสียงของจิตวิญญาณภายในตัวเรา. คำสอนของพระบรมศาสดานั้นแทบไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่าหลักคำสอนที่ตายตัวเลย. ด้วยมุมมองที่กว้างไกลซึ่งหาได้ยากมากในยุคพุทธกาลนั้น และไม่ค่อยพบเห็นในยุคของเรา พระบรมศาสดาทรงปฏิเสธที่จะปิดกั้นคำวิพากษ์วิจารณ์.
---------------
01. สส. - येषामात्मानं शरणं भवति तेषां इव यूयं भवन्तु। न बाह्यशरणं भवन्तु। शरणं यथा सत्यं धारयतु।’ इति। - attadīpa attasaraṇa, anaňňasaraṇa; dhammadīpa dhmmasaraṇa - จงเป็นเหมือนผู้ที่ยึดตนเองเป็นที่พึ่ง อย่าไปพึ่งพิงสิ่งใดภายนอก จงยึดมั่นในความจริงไว้เป็นที่พึ่งพิง. (มหาปรินิพพานสูตร (Mahāparinibbāṇa Sutta), 33; และดู 35).
แหล่งอ้างอิง:
01. พุทธวจนะในธรรมบท (The Buddha's words in THE DHAMMAPADA), โดยราชบัณฑิต เสฐียรพงษ์ วรรณปก ISBN: 974-497-496-6, พิมพ์ครั้งที่ 11 สำนักพิมพ์: ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรม กรุงเทพฯ, พ.ศ.2552
02. The Dhammapada, Introduced & Translated by Eknath Eswaran, Nilgiri Press, พิมพ์ครั้งที่ 2, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา, พ.ศ.2550.
03. The Dhammapada: With Introductory Essays, Pali Text, English Translation, and Notes (Oxford India Paperbacks), ฉบับปรับปรุงโดย ส. ราธากฤษณัน, พ.ศ.2547.
04. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).
1.
2.
3.