Title Thumbnail & Hero Image: ธัมเมกขสถูป เมืองสารนาถ รัฐอุตตรประเทศ ภารตะ, ถ่ายไว้เมื่อ 4 มกราคม 2568.
คำสอน คำกลอนจากปฏิทินธรรม ปี ๒๕๖๘
First revision: Jan.16, 2025
Last change: Jan.12, 2026
1.
รู้โลก ชนะโลก โศกสูญ ธรรมชาติ สร้างให้ สมบูรณ์.
1.
2.
มกราคม ๒๕๖๘
ชี วิต แม่ เอ๊ย!
ชีวิตคือ สิ่งต่อสู้ อยู่นิรันดร์
เพื่อลุขั้น อมตะ มหาสถาน
เพื่อลุขั้น ยังต้องมี สิ่งอุปการ
คือ-อาหาร -การต่อสู้ -รู้สืบพันธุ์ :
หลงเสน่ห์ แห่งชีวิน กิน-กาม-เกียรติ
ต้องทนสู้ อยู่เครียด ทุกสิ่งสรรพ์
ยิ่งดีไป กว่าสัตว์ ยิ่งอัศจรรย์
ข้อที่มัน ยิ่งเป็นทาส แห่งอารมณ์ !
ได้ชีวิต ชนิดนี้ รี่ขึ้นไป
พ้นกิเลส น้อยใหญ่ ที่หมักหมม
ถึงสภาพ สุดชีวิต อุกฤต-อุดม
ก็เกลียวกลม กับ "พระเจ้า" : เข้านิพพาน ฯ
1.
2.
กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
จง รู้ จัก ตัว เอง.
"จงรู้จัก ตังเอง" คำนี้หมาย
มีดีร้าย อยู่เท่าไร เร่งไขขาน
ข้างฝ่ายดี มีไว้ รีบไขลาน
ข้างฝ่ายชั่ว รีบประทาน ให้หมดไป,
"จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย
ว่าในกาย มีกิเลส เป็นนายใหญ่
จึงได้เปรียบ แต่จะทำ บาปกรรมไป
ต่อควบคุม มันได้ จึ่งรักบุญ
"จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย
ว่ามันไร้ ตัวตน มัวแต่หมุน
ไปตามเหตุ ตามปัจจัย ที่ไสรุน :
พ้นบาป-บุญ ชั่ว-ดี มีนิพพาน ฯ
1.
2.
มีนาคม ๒๕๖๘
ยอด นัก รบ.
นักรบ แบกเครื่องรบ อย่างครบครัน
พวกชาวบ้าน แบกบ้าน ทรัพย์สินหลาย
เอาจิตแบก งกงัน กันจนตาย :
เพราะมั่นหมาย จึงมีแบก, แปลกไหมคุณ ?
ถ้าไม่มุ่ง หมายมั่น สิ่งอันใด
ก็เท่ากับ ไม่แบกอะไร ให้หันหุน
แบกอะไร ไม่แปลก เท่าแบกบุญ
ถึงเซซุน ไม่รู้ว่า หนักอะไร
ได้อะไร พาอะไร ไม่ต้องแบก
รู้จักแยก จิตจากมัน อย่าหวั่นไหว
กายของกาย จิตของจิต ใช่ของใคร
ไม่มีอะไร แบกอะไร : ใจปล่อยวาง.
กายแบกอยู่ ใช้อยู่ หรือกินอยู่
จิตก็รู้ วางไว้; ไร้ "ยุ้งฉาง"-
สำหรับใส่ ของ "กู"; รู้ปล่อยวาง
มีชีวิต ก็มีอย่าง ว่างตัว "กู" ฯ
1.
2.
เมษายน ๒๕๖๘
กู ไม่ มี.
1.
อันตัวกู นี้หนอ ก็ไม่มี !
ลูกเมียกู มันจะมี ที่ไหนได้ ?
ทรัพย์ของกู ก็จะมี ได้อย่างไร ?
เพราะเหตุว่า มันไม่ มีตัวกู !
ถ้าอย่างนั้น มันมี อะไรเล่า
ดิ้นเร่า ๆ กายใจ ไม่นิ่งอยู่ ?
อ๋อ, มันมี กายใจ, ไยไม่ดู
ให้ได้รู้ ว่ากายใจ ไม่ใช่ตน !
เป็นแต่เพียง ธรรมชาติ ประหลาดลึก
มันคิด-นึก พูด-ทำ ตามเหตุผล
แห่งธาตุ-ขันธ์, สมมติกัน ว่าตัวตน
อย่าสัปดน ว่าตัวกู มีอยู่ เว้ย!
1.
2.
3.
พฤษภาคม ๒๕๖๘
สวน โมกข์.
1.
สวนชื่อ "โมกข์" ภาษาโลก ว่าหลุด-เกลี้ยง
คือ รูป รส กลิ่น เสียง สิ้นทั้งหลาย
ทั้งสัมผัส ผิวหนัง ทางใจ-กาย
ไม่ทำร้าย ไม่รบเร้า ไม่เผาลน ฯ
ธรรมชาติ ในสวนโมกข์ เข้าโยกใจ
จน "ตัวกู" น้อยใหญ่ ไม่ปฏิสนธิ์
จิตเยือกเย็น ผ่องใส คล้ายคนละคน
สุขใจจน บอกไม่ได้ ว่าคล้ายอะไร
จิตว่างจน ได้ยิน ก้อนหินพูด
ร้องพิสูจน์ "ไม่มีสิ่ง น่าหลงไหล ;
จงหยุดเย็น กันเสียบ้าง อย่างฉันนี่ไง !
ถ้าหาไม่ มีนรก มาหมกคลุม" ฯ
หมายเหตุ:- ผู้ใดใคร นั่งลงใน สวนโมกข์แล้ว
ยังไม่แคล้ว หงุดหงิด จิตยังกลุ้ม
รีบไปหา หมอประสาท ช่วยคาดคุม
แล้วค่อยมา ชุมนุม กลุ่ม "โมกข์" แล ฯ
1.
2.
3.
มิถุนายน ๒๕๖๘
ปลูก ไม้ ไว้ เป็น ครู.
1.
ควรจะปลูก ต้นไม้ ไว้เป็นครู
ดูสมุป- ปันนธรรม เป็นข้อใหญ่
สังขารธรรม สืบต่อ กันเรื่อยไป
ล้วนเกิดใหม่ ตายใหม่ ไม่หยุดเลย ฯ
รากหรือเปลือก แก่นใน ใบหรือดอก
แข่งกันงอก ออกไป ไม่หยุดเฉย
เกิดแล้วดับ รับกันไป ได้เสบย
มันไม่เคย ร้อนรน เหมือนคนเรา ฯ
รู้สึกละอาย ต้นไม้ บ้างหรือไฉน ?
คนที่ใจ กลัดกลุ้ม เหมือนสุมเผา :
ยึดตัว "กู" "ของกู" : อยู่ด้วยเงา !
คนนั่งเศร้า ; ส่วนต้นไม้ สบายดี ฯ
1.
2.
3.
กรกฎาคม ๒๕๖๘
สระ นาฬิเกร์.
1.
สังสารวัฏฏ์ เปรียบชัด ดั่งขุนทะเล
แต่มีค่า หักเห เป็นสองสถาน
เดี๋ยวเป็นบาป เดี๋ยวเป็นบุญ หมุนตามวาร
คือตามปัจ- จยาการ ปรุงแต่งไป
เหมือนขี้ผึ้ง ถูกเย็น เป็นของแข็ง
ถูกร้อนแรง ก็เป็นน้ำ หลามหลากไหล
เป็นทะเล บุญ-บาป สับปลับไกล
พ้นเสียได้ จึงเสรี มีนิพพาน
"ต้นมะพร้าว" นั้นแม้อยู่ กลางขุนทะเล
ไม่หักเห ตามปัจจัย ในทุกสถาน
ฝนไม่ต้อง ถึงฟ้าร้อง ก็ไม่ราน
เพราะมันผ่าน พ้นปรุงแต่ง แห่งบาป-บุญ ฯ
1.
2.
3.
สิงหาคม ๒๕๖๘
เห็นพระอนิจจัง.
1.
ไม่รู้ไม่ชี้ ในกรณี ที่รวยลาภ
เพราะได้ทราบ ความจริง ทุกสิ่งสรรพ์
ล้วนแต่เป็น อนิจจัง ไปทั้งนั้น
ช่างหัวมัน อย่าพะว้า ให้บ้าใจ ฯ
ไม่รู้ไม่ชี้ ในกรณี ที่พลาดลาภ
เป็นเพราะบาป ก่อนแท้ แก้ไม่ไหว
เป็นไปตามกฎ อนิจจัง ช่างมันปะไร
ช่างหัวมัน อย่าเยื่อใย ให้พะวัง ฯ
ไม่รู้ไม่ชี้ ในกรณี ที่สิ้นลาภ
เป็นเพราะบาป กรรมแท้ แต่หนหลัง
ทุกสิ่งไหล ไปตามฤทธิ์ อนิจจัง
ดันทุรัง ไปฝืนฝ่า เป็นบ้าเอง ฯ
รู้จักพระ อนิจจัง อย่างชัดแจ้ง
ไม่ขัดแย้ง บ้าระห่ำ ทำโฉงเฉง
เกิดอะไร ล้วนทำใจ ให้ครื้นเครง
ทุกข์ดับเอง เพราะเห็นพระ อนิจจัง ฯ
1.
2.
3.
กันยายน ๒๕๖๘
เห็นพระทุกขัง.
1.
ไม่รู้ไม่ชี้ ในกรณี ที่พบสุข
อย่าไปหลง ให้เกิดทุกข์ คือบ้าหลัง
ถึงเป็นสุข ก็มีพิษ อนิจจัง
เห็นทุกฺขํ อยู่ในสุข* ทุกกรณี ฯ
เมื่อทุกอย่าง มีพิษ อนิจจัง
ไปหลงคลั่ง เคลิ้มนัก เหมือนรักผี
มันหลอกลวง น่าชัง อย่างหมดดี
"ทุกฺขํ" นี้ แปลว่า "น่าระอา" ฯ
เรียกว่าสุข หรือว่าทุกข์ ล้วนน่าชัง
เป็นคุกขัง จิตใจ ไว้แน่นหนา
ไปหลงมัน คือหลงเหยื่อ เมื่อเป็นปลา
ถึงมีตา ก็กินเบ็ด เสร็จกันเวย ฯ
เห็นแต่สุข ไม่ห็นทุกข์ ซ้อนอยู่ใน
คิดคิดไป เหมือนปลาบ้า นิจจาเอ๋ย
แต่ห็นมัน เป็นของชิน กันจนเคย
จิตวางเฉย เมื่อเห็นทุกข์ ในสุขมี ฯ
*เห็นสุขเป็นสิ่งน่าเกลียดคือหลอกลวง
1.
2.
3.
ตุลาคม ๒๕๖๘
เห็นพระอนัตตา.
1.
จงดูตา หูจมูก ลิ้นกายใจ
ได้อารมณ์ ทีไร ก็เกิดผี
คือความอยาก ไปตาม ความหมายมี
อยากจะดี หรือยากชั่ว ตัวเดียวกัน ฯ
เกิดอยากแล้ว เกิดรู้สึก มีผู้อยาก
เป็นวิบาก ของจิตโง่ อย่างโมหันต์
รู้สึกเป็น ตัว "ข้า" ขึ้นมาพลัน
จนหลงมัน ว่ามีตัว "กู" ของกู ฯ
ยึดมั่นไว้ โดยไม่ รู้ว่าโง่
จนเกิดโว- หารใช้ ได้สวยหรู
ว่าอัตตา อัตตนียา, เชิญมาดู
มันมีอยู่ แท้จริง สิ่งสำคัญ ฯ
เมื่อใดเห็น ความจริง ของสิ่งนั้น
หมดเรื่องกัน หมดเรื่องบ้า ที่น่าขัน
คือเห็นพระ อนัตตา มาทันควัน
อหังการ มมังการ์ หายหน้าไป ฯ
1.
2.
3.
พฤศจิกายน ๒๕๖๘
ทำงาน เปลื้องหนี้ธรรมชาติ.
1.
อันว่า การกิจ ชนิดใด ถ้าจัก เป็นไป เพื่อให้ โลกนี้ งดงาม
เรารีบ ฟันฝา พยายาม ถูกต้อง ทำนองความ หนี้ธรรม- ชาติเปลือง เปลื้องไป
พร้อมกับ ความยึด แห่งใจ ในสรร- พสิ่งไซร้ จักเบื่อ จักหน่าย คลายลง
ปัญญา พาให้ เห็นตรง หมดโลภ โกรธหลง ก็หยุด วนวัง สังสาร์
เร็วเถิด เพื่อนเรา อย่าช้า มีงาน เฉพาะหน้า รีบฟัน รีบฝ่า อย่าทิ้ง
งานมาก ตายเร็ว ก็จริง แต่มัน ก็กลิ้ง ไปเพื่อ พักหยุด ดุจกัน ฯ.
1.
2.
3.
ธันวาคม ๒๕๖๘
ขอบใจ ธรรมชาติ.
1.
ตัวฉัน มั่นหมาย ไม่ล้น ไปกว่า ว่าตน เกิดมา เพียงเพื่อ ทำงาน
ตามเหตุ คือปัจ- จยการ เพื่อตน และท่าน รู้โลก ชนะโลก โศกสูญ
ธรรมชาติ สร้างให้ สมบูรณ์ กายใจ จำรูญ ขอบใจ ธรรมชาติ เหลือหลาย
แม้สร้าง เพื่อเกิด แก่ตาย แต่ก็ สร้างให้ ฉันได้ สามารถ แข่งขัน
ฟันฝ่า หน้าที่ ทุกอัน รุดหน้า ตะบัน เพื่อถึง ที่สุด ก่อนใคร
เมื่อเพื่อน พากัน หลับใหล ฉันขยัน ใหญ่ ดุจใคร ไล่ติด ตามหลัง.
1.
2.
3.