MENU
TH EN

หลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทน์ - สปป.ลาว

Title Thumbnail & Hero Image: สิม (พระอุโบสถ) วัดเชียงทอง หลวงพระบาง สปป.ลาว ถ่ายไว้เมื่อ: 19 ตุลาคม 2569.
 
หลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทน์ - สปป.ลาว
First revision: Oct.14, 2026
Last change: Nov.4 2026
ท่องเที่ยว สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง แปล และปริวรรตโดย อภิรักษ์ กาญจนคงคา.
1.
หน้าที่ 1
       ผมตัดสินใจไปทริปกับ EJeab Academy อีกครั้ง ระหว่างวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม - จันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569 ไปเที่ยว สปป.ลาว -เวียงจันทน์ วังเวียง และหลวงพระบาง วิทยากร: อ.โบ้ท คุณมนตรี ชมชิดนุช. ในทริปรวมไกด์ท้องถิ่นคนขับรถ มีสมาชิกรวม 22 คน. {สมาชิกทริป 14, ไกด์ 4 คนขับรถ( 2 คัน) 4 คน}

แบนเนอร์ทริปนี้

วันแรก: วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569
   ช่วงเวลา  กำหนดการ  หมายเหตุ/อื่น ๆ 
   04:30 น.  พร้อมกันที่สนามบินดอนเมือง  
   06:20 น.  เดินทางโดยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD 3348  
   07:30 น.  เดินทางถึงอุดรธานี  แวะทานอาหารเช้าที่ร้านคิงส์โอชาพวกไข่กะทะที่อุดรฯ ขนมปังใส่ไส้กุนเชียง ชานมร้อน 
   09:00 น.  เดินทางข้ามแดนที่จังหวัดหนองคาย สู่นครหลวงเวียงจันทน์  
     - วัดสีเมือง  
     รับประทานอาหารเที่ยง  ณ ร้าน Green Pepers.
     - พระธาตุเวียงจันทน์หลวง  
     - หอพระแก้ว แวะชมวัดสีสะเกด ตรงข้ามหอพระแก้ว
   16:00  น.  - เช็คอินเข้าที่พักนครหลวงเวียงจันทน์  พักที่ Seasons riverside hotel ใกล้แม่น้ำโขง
   18:30 น.  - ประตูชัย  สำหรับพระบรมอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์นั้น รถขับผ่าน ๆ แต่ตอนเช้ามืดวันรุ่งขึ้น ผมเดินมาชม ถ่ายรูป ไปกลับราว 4 กม. สดชื่นมาก
   19:00 น.  รับประทานอาหารเย็น  เป็นร้านอาหารไทย จัดเป็นชุดอร่อยมากโดยเฉพาะต้มยำรวม ผัดผัก ไข่เจียว และปลาเก๋าหรือปลากระพงนึ่งซีอิ้ว. บรรยากาศในร้านคึกครื้น ลูกค้านั่งทานกันเจี้ยวจ้าว ดื่มเบียร์ลาวกันเพลิดเพลินออกรส.
1.
หน้าที่ 2
  • มาถึงสนามบินอุดรฯ ตามกำหนดการ อากาศดีมาก มีรถมารับคณะฯ 2 คันเป็นรถตู้ Toyota Hiace นั่งสบาย ป้ายทะเทียนเป็นของ สปป.ลาว กำแพงนครเวียงจันทน์ มาแวะอาหารเช้าที่ร้านคิงส์โอชาในตัวเมืองอุดรฯ เป็นอาหารอีสาน บวกลาว บวกญวน - ข้าวเปียก ไข่กะทะ ขนมปังญวน (ตามวัฒนธรรมฝรั่งเศส ที่ส่งผ่านมาจากเวียดนาม) กาแฟ ชานมร้อน รสชาติใช้ได้.  
  • จากนั้นก็ตรงมาด่านเมืองหนองคาย เข้า ตม. แล้วข้ามโขงมาฝั่งเวียงจันทน์ มีไกด์ท้องถิ่น เป็นแบบ 2-in-1 ตามที่ไกด์ท่านอื่นเขาเรียกกัน ชื่อ ไอริน เก่งมาก ฉะฉาน แต่บางข้อมูลที่ได้รับต้องมีตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์เพิ่มเติม.
        
จากซ้ายไปขวา: พระธาตุวัดสีเมือง และ เสาหลักเมืองนครหลวงเวียงจันทน์, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2569.
1.
  • ช่วงเช้าแวะชมวัดสีเมือง หรือศรีเมือง  (ลาว: ວັດສີເມືອງ) เป็นพระอารามหลวง มีเสาหลักเมืองประจำนครหลวงเวียงจันทน์ คู่บ้านคู่เมือง ชมธาตุวัดสีเมืองที่สร้างด้วยศิลาแลง ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2106 ในรัชสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
       


       

 
  • จากนั้นคณะฯ ก็แวะมาทานอาหารกลางวันมื้อแรกกันที่ร้าน Green peppers เป็นร้านดูดี อาหารพื้นเมืองลาว ในส่วนตัวของผมเอง เรียนตรง ๆ รสชาติยังสู้บ้านเราไม่ได้ ทานไปตามนั้น ดูภาพถ่ายในร้าน มีรูปคุณอุ๊งอิ๊ง อดีตนายกฯ ไทยมาทานด้วย มีแบม แบม นักร้องชื่อดังก็มาเคยทานด้วย.
  • ต่อด้วยร้านกาแฟ Signature ชื่อ Joma ในตัวเมืองนครเวียงจันทน์ ร้านจัดดี กาแฟอร่อย ชำระด้วย K-plus scan จ่ายแปลงเงินกีบลาวเป็นเงินไทย ตัดยอดปิ๊ง สะดวกดี แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ จ่ายค่ากาแฟเป็นเงินเกือบแสนแน่ะ (แสนกีบ).
       
  • มาต่อกันที่พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ (ພຣະທາດຫລວງ) หรือพระเจดีย์โลกจุฬามณี บ้างก้เขียนว่า พระเจดีย์โลกะจุฬามณี ใหญ่โตอลังการ ตามตำนานระบุว่าสร้างครั้งแรกในปี พ.ศ.238 (ข้อมูลที่ได้รับจากการสืบค้น ดูเป็นปี พ.ศ.ที่ลึกมาก ผู้ศึกษาผู้ต่อยอดองค์ความรู้ในเบื้องหน้า ควรมีการตรวจสอบเช็ค Time Line ให้ดี เพราะรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งภารตวรรษอยู่ระหว่าง พ.ศ.275 - พ.ศ.311 ผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปทั่วสารทิศ เสมือนหนึ่งว่า พระธาตุหลวงเวียงจันทน์สร้างก่อนยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเลยทีเดียว...!!!????) เพื่อบรรจุพระอุรังธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาในปี พ.ศ.2109 สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ได้ทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระธาตุหลวงองค์ใหญ่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้
  • องค์พระธาตุหลวงเวียงจันทน์นั้น มีระเบียงคด (Cloister) หรือ "กมมะเลียน"(ภาษาลาว) ล้อมรอบพระธาตุทั้งสี่ด้าน.
  • ต่อมาพระธาตุหลวงถูกทำลายและโดนปล้มสะดมทองคำไปหลายครั้งจาก สงคราม โดยเฉพาะในสงครามกับสยามในปี พ.ศ.2371 ที่ทำให้เวียงจันทน์เป็นเมืองร้าง และพระธาตุหลวงถูกทิ้งร้างไปนานกว่า 30 ปี ก่อนจะได้รับการบูรณะใหญ่โดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (École française d'Extrême-Orient - EFEO) บูรณะสองระยะ หนึ่ง) ราว พ.ศ.2443 และ สอง) ราว พ.ศ.2470-2478. 
  • ได้ฟังไกด์ไอรีนบรรยายแล้วน่าสนใจ บางเรื่องก็ต้องนำมาตรวจสอบ วิเคราะห์กันดี ๆ ดูเหมือนฐานคติของคนลาว อาจจะมาจากการเล่าสืบต่อกันมา เอกสารของลาวเขียนไว้แบบหนึ่ง ดูจะเป็นในแง่ลบ เหมือนไทยเราทำเขาไว้เยอะ เจอไกด์ชาวลาวเวียงจันทน์ไอรีน คนงามแขวะเอา. 
       
  • มีวิหารหลังหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง ดูตามผังแล้วน่าจะเป็นทิศตะวันออก หน้าบันงดงามมาก ด้านบนสุดเป็นธรรมจักรวางบนพานทองตั้งอยู่บนช้างเอราวัณสามเศียรและช้างยืนอยู่บนนาคอีกที (ชาวลาวมีความเชื่อว่าตนสืบเชื้อสายมาจากพญานาค ส่วนชาวสยามเป็นพวกครุฑ) สังเกตดูมุมฐานวิหารเป็นรูปพญาครุฑ. จะตีความอย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่านผู้ดูนะครับ (ภาพด้านขวาข้างต้น เครดิต เพื่อนผู้ถ่ายร่วมคณะฯ). 
       
  • ต่อมาคณะฯ ก็เข้าชมหอพระแก้ว ซึ่งไม่สามารถถ่ายภาพภายในหอได้ ในหอฯ มีพระพุทธรูปโบราณและวัตถุโบราณหลักฐานต่าง ๆ ที่สำคัญมากมาย ผมได้ถ่ายเก็บภาพพระพุทธรูปตรงระเบียงรอบ ๆ หอพระแก้วไว้พอสมควร.

ออกุสต์ ปาวี, ที่มา: mgronline.com, วันที่เข้าถึง: 27 ตุลาคม 2569.
1.
  • ไหน ๆ ก็มาถึงหอพระแก้วแล้ว บุคคลหนึ่งที่มิอาจกล่าวถึงก็ไม่ได้ "ม.ปาวี หรือ มองสิเออร์ ออกุสต์ ปาวี หรือ ออกุสต์ ปาวี - Jean Marie August Pavie" {เดิมเป็นเสมียนในคณะปักเสาโทรเลขระหว่างกรุงเทพฯ - ไซ่ง่อนของฝรั่งเศส ทำการสำรวจดินแดนลาว เขมร ญวน และพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตามแนวเขตประเทศไทย รู้ภูมิศาสตร์ และนิสัยใจคนของคนแถบนี้เป็นอย่างดี ฝรั่งเศสใช้ชั้นเชิงตั้งสถานกงสุลขึ้นในหลวงพระบาง รองกงศุลฝรั่งเศสประจำหลวงพระบางคนแรกคือ ม.ปาวี ๆ ได้วางกุศโลบายเฉือนแผ่นดินไทยเป็นของฝรั่งเศส ช่วง พ.ศ.2429-2434 ฝรั่งเศสได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่กรุงเวียงจันทน์ มีรูปคนลาวชายหญิงกำลังเทิดทูนอยู่ที่ฐานอนุสาวรีย์ แต่เมื่อลาวได้เอกราช คนลาวได้ช่วยกันรื้ออนุสาวรีย์นายปาวีโยนลงแม่น้ำโขง ต่อมาฝรั่งเศสได้งมรูปปั้นนายปาวีไปตั้งไว้ในสถานทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเวียงจันทน์ (อยู่ข้าง ๆ หอพระแก้ว) จนถึงปัจจุบัน} รูปปั้นคนลาวชายหญิงข้างต้น ปัจจุบันยังมีอยู่ในสวนย่อมด้านหน้าหอพระแก้ว.
       
จากซ้ายไปขวา: ประตูทางเข้าวัดสีสะเกด หรือ วัดสะตะสะหัสสาราม, ไกด์ไอรีน สาวงามกำลังบรรยาย ภายในระเบียงคด ด้านหลังมีพระพุทธรูปและช่องกุดแสดงอยู่
1.

ถ่ายจากด้านหน้าเบื้องขวาของพระอุโบสถ

       
จากซ้ายไปขวา: บานประตูไม้งานแกะสลักชิ้นงาม, ฐานปูนมุมประตูทางเข้าพระอุโบสถด้านข้างมีรูปปูนเป็น "ครุฑ".
1.
  • ถัดจากนั้น คณะฯ ก็เดินข้ามมาฝั่งตรงข้าม เข้าวัดสีสะเกด (ວັດສີສະເກດ) หรือ "วัดสะตะสะหัสสาราม" ที่มีความหมายว่า "วัดแสน" ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ.2361 จากการบูรณะวัดเก่าแห่งหนึ่ง และจัดสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ซึ่งอุโบสและหอไตร ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะกรุงรัตนโกสินทร์ไว้มาก ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถได้รับการบูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ.2557. มีเหตุผลประการหนึ่งที่วัดสีสะเกดไม่ถูกกองทัพสยามเผา เมื่อคราวสงครามเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ.2371) คือ วัดนี้มีศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบรัตนโกสินทร์.
  • Hi-light ของวัดสีสะเกดคือผนังระเบียงคด {(Cloister หรือ "กมมะเลียน" ในภาษาลาว - ทางเดินหลังคามุงกระเบื้องดินของโบราณล้อมรอบพระอุโบสถ (สิม)} ที่มี "ช่องกุด" เล็ก ๆ จำนวนมาก ภายในมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ประดิษฐานอยู่รวมกว่า 6,840 องค์ (ทว่ามีช่องกุด 9,168 ช่อง)
คณะทริปนี้ ถ่ายรูปที่หน้าปะตูไซ ภาพดูมืด ๆ หน่อยนะครับพยายามปรับแสงแล้ว ได้แค่นี้ เมื่อค่ำวันที่ 16 ตุลาคม 2569. (เครดิต เพื่อนในคณะฯ ที่ถ่ายภาพนี้)
1.
       
จากซ้ายไปขวา: ปะตูไซ ยามค่ำคืน และภาพเพดานภายในเป็นภาพเขียนรูปสัตว์ เทพเจ้าตามคติพราหมณ์-ฮินดู มีทั้ง กินรี นาค เทพมีนาคปรกห้าเศียร หนุมาน ราหูอมจันทร์ พระอินทร์นั่งบนหลังช้างเอราวัณ เป็นต้น.
1.
  • จากนั้น คณะฯ ก็เข้าที่พัก Seasons riverside Hotel ใกล้แม่น้ำโขง ผม Check-in อาบน้ำอาบท่าหลับได้งีบนิด ๆ พอราว 6 โมงเย็น คณะฯ ก็มารวมตัวกันที่ Lobbie แล้วเดินทางไปชมประตูชัย หรือ ปะตูไซ (ປະຕູໄຊ - Patuxai) เดิมเรียกว่า อานุสาวะลี (ອານຸສາວະລີ) ต่อมาในปี พ.ศ.2518 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ปะตูไซ ซึ่งสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับประตูชัยฝรั่งเศส หรือ อาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล (Arc de triomphe de l'Étoile).
  • เป็นอนุสรณ์สถานสำหรับการสดุดีวีรชนจากการประกาศเอกราช (จากฝรั่งเศส) และเพื่อเป็นเกียรติแก่ชัยชนะของคณะปฏิวัติ (เปลี่ยนแปลงการปกครอง).
  • ได้รับการออกแบบโดยนายทำ ไซยะสิดเสนา สถาปนิกชาวลาว ปะตูไซ ก่อสร้างในระหว่างปี พ.ศ.2500-2511 ที่ต้องยืดเยื้อเพราะความผันผวนทางการเมือง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นปูนซีเมนต์จากสหรัฐอเมริกา.
  • จากนั้น คณะฯ ก็มารับประทานอาหารเย็นซึ่งเป็นภัตตาคารในกรุงเวียงจันทน์ อาหารไทยเป็นชุด รสชาติดี บรรยากาศดี ได้คุยกันทำความรู้จักกันกับเพื่อน ๆ ร่วมทริป พออิ่มหนำสำราญ ได้เวลา ก็เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย และด้วยความอ่อนเพลีย.
 2.
หน้าที่ 3
วันที่สอง: วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569
   ช่วงเวลา  กำหนดการ  หมายเหตุ/อื่น ๆ 
   07:00 น.  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม ชมวัดองค์ตื้อมหาวิหาร  
   09:00 น.  พิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว  เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน
     รับประทานอาหารเที่ยง  ที่วังเวียง
     - ถ้ำนางฟ้า  
     - เล่นน้ำบลูลากูน ถ้ำจัง  
     - เช็คอินเข้าโรงแรม  
     - ล่องเรือชมวิวแม่น้ำซอง ผมได้แต่นั่งเรือหางยาวในแม่น้ำซองชมวังเวียง
     รับประทานอาหารเย็น  
1.

อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ณ สวนสาธารณะ ริมโขง เวียงจันทน์ ยามเช้า ถ่ายไว้เมื่อ 17 ตุลาคม 2569.
 

ถ่ายจากตรงหน้าอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ไปฝั่งตรงข้าม ข้ามโขงไปเป็นอำเภอศรีเชียงใหม่ จ.หนองคายประเทศไทย จะเห็นกลุ่ม Cyclists รวมตัวออกมาปั่นจักรยานกันยามเช้า.
2.
  • ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด ทำธุระส่วนตัว แล้วใส่ชุดกีฬาเดินออกจากโรงแรมที่พักราวตี 5 เดินเลียบแม่น้ำโขงตามฟุตบาทมาเรื่อย ๆ อากาศเย็นสบายดีมาก เห็นร้านรวง แพร้านอาหารริมฝั่งโขงไม่น้อย มองข้ามไปฝั่ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เห็นไฟสว่างไสว ระดับน้ำในแม่โขงลดต่ำลงมาก มีเนินดินทั่วไป เดินได้ราว 2 กิโลเมตรเศษ ก็มาถึงอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ไหว้สักการะท่าน เดินชมรอบ ๆ อนุสาวรีย์ พอฟ้าเริ่มสาง เริ่มมีนักปั่นจักรยานทะยอยออกมาปั่นเดี่ยวบ้างเป็นกลุ่มบ้าง.
  • ด้านหลังของอนุสาวรีย์ฯ เป็นที่ลาดต่ำลงไป มีสระน้ำมีรูปปูนปั้นเป็นพญานาค ผมถ่ายรูปป้ายแสดงรายละเอียดที่อยู่บนฐานอนุสาวรีย์ เป็นภาษาลาว อ่านไม่ออก (กลับมาบ้านที่เมืองไทย ใช้ซอฟท์แวร์แปลภาษาสแกนแปลดู ก็เป็นข้อมูลกลาง ๆ ว่าท่านประสูติ ทิวงคตเมื่อใด เป็นโอรสใคร ท่านมีคุณูปการต่อสสป.ลาวอย่างไร สังเกตดูมีลูกหลาน โอรส ธิดา พระประยูรญาติ มีป้ายแสดงน้อมรำลึกต่าง ๆ  เจ้าอนุวงศ์มีโอรสธิดา มเหสี สนมไม่น้อย ดู ๆ แล้วมีชาวลาวเคารพนับถือสักการะท่านมาก) ใครผ่านไปมาก็จะหยุดไหว้เจ้าอนุวงศ์อยู่เนือง ๆ ตามที่ได้สังเกต.
  • ผมเดินชมรอบ ๆ อนุสาวรีย์ฯ อยู่ได้ราวครึ่งชั่วโมง ก็เดินกลับโรงแรมที่พัก ระยะทางที่เดินไป-กลับรวมได้ 4 กิโลเมตรเศษ มีเหงือชุ่มเล็กน้อย สดชื่น.
  • สักพักก็ลงมาทานอาหารเช้าในโรงแรม แล้วขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเช็ค-เอ้าท์ พร้อมที่จะออกเดินทางต่อไป.
       
จากซ้ายไปขวา: พระองค์ตื้อ, ด้านหน้าของสิมวัดองตื้อมหาวิหาร
1.
หน้าที่ 4
  • ก่อนคณะฯ จะออกเดินทางไปยังวังเวียงทางรถบัส 2 คัน ไกด์ไอรีนก็จัดให้คณะฯมาแวะวัดองค์ตื้อก่อน, วัดองค์ตื้อมหาวิหาร (ວັດອົງຕື້ມະຫາວິຫານ) เดิมชื่อวัดสีพูม หรือ วัดไซพูม ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ ราว พ.ศ.2109.
  • ทรงโปรดให้สร้างวัดเพื่อประดิษฐานพระเจ้าองค์ตื้อ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระเนตรใหญ่หรี่ลงต่ำ พระนาสิกใหญ่ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์กว้าง พระหัตถ์ค่อนข้างใหญ่ นับเป็นรูปแบบเฉพาะพุทธศิลป์ล้านช้าง. พระองค์ตื้อมีน้ำหนักมาก (1 ตื้อ = 1,000 กิโลกรัม).
  • การหล่อพระพุทธรูปครานั้นประกอบด้วยพระพุทธรูป 4 องค์ พระองค์ตื้อ พระสุก พระใส และพระเสริม.
  • พระสุก ปัจจุบันเป็นพระประธานภายในอุโบสถวัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) กรุงเทพมหานคร (อยู่เชิงสะพานซังฮี้ ฝั่งพระนคร).
  • พระใส ปัจจุบันเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย.
  • พระเสริม ปัจจุบันเป็นพระประธานในพระวิหารวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร.
  • ต่อมาเวียงจันทน์ถูกเผาทำลาย มีการสร้างสิมขึ้นมาใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ (ครองราชย์ระหว่าง 23 เมษายน พ.ศ. 2489 - 29 ตุลาคม พ.ศ.2502).
  • คณะฯ ได้เข้าไปกราบไหว้พระองค์ตื้อ ชมบริเวณวัดครู่หนึ่งก็เดินทางต่อด้วยรถบัส ตรงไปยังวังเวียง.
  • แวะปั๊มน้ำมัน ซึ่งมีร้านกาแฟอเมซอนอยู่ด้วย ก็เข้าไปผ่อนคลาย Fresh-up ดื่มจิบกาแฟตามอัธยาศัยครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินทางต่อ. ถนนหนทางช่วงแรกเมื่อออกจากเวียงจันทน์ราว 30 กว่ากิโลเมตร มีการก่อสร้าง ฝุ่นคลุ้ง หนทางขรุขระ ก็เซ็ง ๆ เอาเหมือนกัน พอเข้าถนนเส้นหลักไปยังวังเวียง ถนนดีขึ้นมาก ไม่มีแล้วเส้นทางขรุขระ.


       
(เครดิต เพื่อนในคณะฯ ที่ถ่ายสองภาพนี้)

       
 1.
  •  พิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว (Lao Art Museum) อยู่ทางทิศเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ ราว 20 กิโลเมตร เป็นพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2568 มีพื้นที่กว่า 500 ไร่ ใช้ไม้เนื้อแข็งชั้นดีมาแกะสลักเป็นชิ้นงานศิลปะต่าง ๆ ของลาว ประณีต ละเอียด อลังการมาก.
       
จากซ้ายไปขวา: ร้านอาหารริมน้ำซอง หน้าทางเข้าปากถ้ำนางฟ้า, ภาพในถ้ำนางฟ้า.
1.
  • จากนั้น คณะฯ ก็เดินทางต่อไปยังวังเวียง รถของคณะฯข้ามผ่านแม่น้ำซอง มารับประทานอาหารกันริมน้ำ โดยเดินข้ามสะพานแขวน มีลวดสลิงโหนตัวของนักท่องเที่ยว โหนไปมาขวักไขว่ เห็นนักท่องเที่ยว หลายท่านพายเรือแคนนูกัน ร้านอาหารตั้งอยู่ริมน้ำมีคนทานอาหารกันเยอะ วิวทิวทัศน์ดี อาหารเป็นแนวลาวพื้นบ้าน ไก่ต้ม ปลานึ่งจิ้มน้ำพริกอร่อยดี.
  • เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย คณะฯ ก็เดินชมถ้ำนางฟ้า ที่อยู่ด้านหลังร้านอาหาร เป็นถ้ำในซอกเขาที่สูงชัน ถ้ำนางฟ้า เป็นถ้ำที่มีหินย้อยหินงอกเป็นหินปูน หินปูนที่ก่อตัว มีลักษณะคล้ายเห็ดนางฟ้า อากาศภายในถ้ำเย็นสบาย ต้องระวังศีรษะ เพราะบางช่วง เพดานถ้ำอยู่ต่ำ พื้นในถ้ำบางจุดก็ลื่น อาจพลัดไถลได้.
       
จากซ้ายไปขวา: สะพานสลิงข้ามแม่น้ำซอง และวิวแม่น้ำซอง.
 
  • จากนั้นก็เดินทางต่อมาถ้ำจัง ที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ บันไดขึ้นถ้ำจังค่อนข้างสูง เพื่อน ๆ ในคณะฯ ขึ้นไปชมกัน ส่วนผมนั่งคุยกับเพื่อนอีกกลุ่มด้านล่างก่อนทางขึ้น จากนั้นคณะฯ ก็เข้าโรงแรมที่พัก สักครู่ ต่างก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวลำลอง มาขึ้นเรือหางยาว ลำละสองท่าน ล่องและทวนแม่น้ำซองกัน ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำซองสวยมาก เห็นภูเขาสูงชัน แม่น้ำซองไม่ลึกมากนัก น้ำค่อนข้างใส ไหลเชี่ยว.
  • จากนั้น คณะฯ ก็กลับที่พัก พักผ่อนครู่หนึ่ง แล้วมารวมตัวกันที่ Lobbie เดินมาอีกอาคารหนึ่ง ทานมื้อเย็นกันบนดาดฟ้าชั้น 7 อาหารรสชาติดี ทานเสร็จก็เข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย ส่วนผมกับเพื่อน ๆ อีก 6 ท่านมานั่งทานแกล้ม เครื่องดื่ม พักผ่อนฟังเพลงคุยกันชิลด์ ๆ นานาสาระ พอราวเกือบ 4 ทุ่มก็กลับที่พัก อาบน้ำและนิทรากันด้วยความอ่อนเพลีย.
1. 
หน้าที่ 5
วันที่สาม: วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569
   ช่วงเวลา  กำหนดการ  หมายเหตุ/อื่น ๆ 
   07:00 น.  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม  เมื่อคืนนอนที่วังเวียง
อากาศดีมาก นักท่องเที่ยวเยอะ
วันนี้จะเชค-เอาท์จากที่พัก ตอน 8 โมงเช้า แล้วขึ้นรถไฟความเร็วสูงเข้าหลวงพระบาง
   09:00 น.  - ขึ้นรถไฟความเร็วสูงไปหลวงพระบาง  
    - สุสาน อ็องรี มูโอต์  ริมแม่น้ำคาน
     รับประทานอาหารเที่ยง  ในอุทยานน้ำตก
    - ตาดกวางซี (บ้างก็เรียกตาดกวางสี) - วัดวิชุนราช  
     - พระธาตุพูสี  
     ตลาดมืดหลวงพระบาง  
     รับประทานอาหารเย็น  
    เช็คอินเข้าที่พักเมืองหลวงพระบาง  โรงแรม Lanma Luangprabang center
1.
      
จากซ้ายไปขวา: ถ่ายกับเพื่อนในทริปที่ร้านกาแฟสด (พี่เจี๊ยบ ผู้บริหารระดับสูงกรมโยธาฯ เกษียณแล้ว เป็นรุ่นพี่ชาวจตุรมิตร Debsirin Allumni-DSA. และคุณจิ๋ว อดีตผู้บริหาร SCG) มีวิวภูเขาสูงวังเวียงเป็น Background และภาพคณะฯ หน้าสถานีรถไฟความเร็วสูงจากวังเวียงไปหลวงพระบาง.
1.
  • เช้าวันที่สาม: ทานอาหารเช้าในโรงแรมช่วงเจ็ดโมงเช้า แล้วอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวเก็บของแล้ว Check-Out ออกจากโรงแรมตอน 8 โมงเช้า มีเวลาเหลือ มาแวะร้านกาแฟสดวิวภูเขาที่วังเวียงสวย ๆ ดื่มกาแฟ ถ่ายรูปเก๋ ๆ แล้วเดินทางไปสถานีรถไฟความเร็วสูง ค่าตั๋วหรือปี้ เที่ยวเดียวจากวังเวียงไปหลวงพระบาง 189,000 กีบหรือราว 300 บาทไทย ระยะทาง 160 กิโลฯ ใช้เวลา 55 นาที.
       
จากซ้ายไปขวา: บนรถไฟความเร็วสูง (ภาพไกด์อาจารย์โบ้ท) และทิวทัศน์ข้างทางเป็นภูเขาสูง.
1.
  • รถไฟมาตรงเวลา ภายในโบกี้ขนาดใหญ่กว้าง สะดวกสบาย แอร์เย็น ผู้โดยสารเต็มขบวนส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน รถไฟเคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ ลอดอุโมงหลายแห่งร่วม ๆ สิบกว่าอุโมง สองข้างทางทิศทัศน์สวยงามเป็นธรรมชาติ รถไฟหยุดบ่อยรอรถสวน แต่ก็มาถึงสถานีปลายทางหลวงพระบางได้ตามกำหนด.
  • แต่ก็มีเรื่องน่ารำคาญ ที่มีพนักงานบริการในขบวนฯ โฆษณาขายสินค้าพวกหยูกยาต่าง ๆ ให้แก่ผู้โดยสารชาวจีน เปิดยาดมยาทาโชว์สินค้ากลิ่นอบอวนไปทั่วโบกี้ เป็นกลิ่นคล้าย ๆ ตะไคร้, ช่างมันเดี๋ยวก็ผ่านไป. 
       
จากซ้ายไปขวา: สถานีรถไฟหลวงพระบาง และแม่น้ำคาน.
1.
       
จากซ้ายไปขวา: หลุมศพอ็องรี มูโอต์ ริมฝั่งแม่น้ำคาน และภาพคณะฯ ถ่ายกับประติมากรรมเหมือนจริงอ็องรี มูโอต์ (เครดิต เพื่อนผู้ถ่ายร่วมคณะฯ)
1.
  • เมื่อมาถึงหลวงพระบางก็มีรถตู้สองคันมารับคณะฯ พาคณะฯ ไปริมแม่น้ำคาน เดินเลาะตลิ่งไปอีกหน่อย ก็มาถึงสุสานนักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส อาแล็กซ็องดร์ อ็องรี มูโอต์ (Alexandre Henri Mouhot) ซึ่งสร้างผลงานที่มีชื่อเสียงจากการเดินทางสำรวจและเผยแพร่เรื่องราวของนครวัด (Angkor Wat) และสถานที่สำคัญในประเทศไทย ลาว ภูมิภาคแถบอินโดจีน ให้ชาวตะวันตกได้รับรู้ในวงกว้างจากหนังสือ "บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ - Travels in the Central Parts of Indo-China" ชาตะ: 15 พฤษภาคม พ.ศ.2369/ค.ศ.1826 ถึงแก่กรรมด้วยอาการไข้มาเลเรีย ที่สปป.ลาว ศพได้ถูกฝัง ณ ริมตลิ่งแม่น้ำคานแห่งนี้ เมื่อ 27 เมษายน พ.ศ.2404/ค.ศ.1861 (สิริ 35 ปี).
       
  • คณะฯ มาทานข้าวเที่ยงริมน้ำตกในอุทยาน บรรยากาศดีมาก น้ำตกไหลซู่ เปิบข้าวเหนียวกับปลาย่าง ไส้อัว ไข่เจียว ส้มตำลาวและบรรดาผักสด จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังน้ำตกกวางซี.
       
  • น้ำตกกวางซี หรือ ตาดกวางสี (ຕາດກວາງຊີ - Tat Kuang Si Waterfalls) สวยงามมากดังภาพ อากาศเย็น ร่มรื่น เป็นน้ำตกหินปูน น้ำในน้ำตกจึงมีสีเขียวมรกต ภาพข้างต้นด้านขวามือ เห็นผู้ที่ร่วมทริปมาด้วย 4 ท่านเป็นสาว ๆ ฝ่ายบัญชีจาก บริษัท Seagate Technology ผู้ผลิต Disk Drive รายใหญ่ของโลก.
  • บริเวณทางเข้าน้ำตกจะมีศูนย์อนุรักษ์หมี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมหมีจากการช่วยเหลือจากการค้าสัตว์ป่าใน สปป.ลาว.
       
  • วัดวิชุนราช หรือ วัดวิชุล หรือ วัดวิซุน  พระธาตุหมากโม หรือ ธาตุปะทุม
3.
หน้าที่ 6
วันที่สี่: วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569
   ช่วงเวลา  กำหนดการ  หมายเหตุ/อื่น ๆ 
   06:00 น.  ใส่บาตรข้าวเหนียว  เช้านี้ ล้อหมุนจากโรงแรมที่พัก Lanma Luangprabang center Hotel ตอนตี 5:20 น. เพื่อไปตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งไกด์ไอรินและทีมงานจัดให้ คิดชุดใส่บาตรท่านละ 100 บาท
   07:00 น.  ตลาดเช้า  
   08:00 น.  รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม  
     - วัดเชียงทอง   
     - พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง  
     รับประทานอาหารเที่ยง  
       
   13:10 น.  สนามบินหลวงพระบาง  
   15:20 น.  เดินทางกลับกรุงเทพ สนามบินดอนเมืองด้วยเที่ยวบิน FD 1031  
   16:40 น.  เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสวัสดิภาพ  
1.
2.


 
humanexcellence.thailand@gmail.com