MENU
TH EN

ขออวยพรให้มีความเจริญด้วยจตุรพิธพร และจงตั้งใจบำเพ็ญกรณียกิจเพื่อความเจริญแห่งประเทศชาติสืบไป

ที่มา: จาก."ส่วนหนึ่งตอนท้ายของหนังสือสำคัญแสดงหลักฐานการเป็นผู้ใหญ่บ้าน" ของกระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ.2554


หมายเหตุ จตุรพิธพร หมายถึง พร 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ, ใช้ในการให้พรขอให้มีอายุยืน มีผิวพรรณผ่องใส มีความสุขกายสุขใจ มีกำลังแข็งแรง

 


1. คุณทวี บุตรสุนทร อดีตรองประธานกรรมการของกลุ่มบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ผู้มีประสบการณ์ในการสรรหาและคัดเลือกผู้บริหารกล่าวว่า กระบวนการคัดเลือกจะพิจารณาความสามารถ ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาย และประสบการณ์ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือทัศนคติของผู้สมัคร คุณทวีบอกว่าในชีวิตไม่เคยจ้างใครสักคนที่มีทัศนคติที่เป็นลบ ในการจ้างผู้บริหารระดับสูง ท่านใช้สูตรที่พัฒนาโดย Kazuo Inamori (ผู้ก่อตั้งองค์กร Kyocera ของญี่ปุ่น) ซึ่งมีดังนี้

 

ผลลัพธ์ของชีวิต (Outcome of life)  = ความสามารถ (Ability) x พลังกายภาพและสมอง (Effort) x ทัศนคติ (Attitude)

 

ability และ Effort มีแต้ม 0 ถึง 100 แต่ทัศนคติ มีแต้มจาก -100 ถึง 100 ซึ่งหมายความว่า คนที่มีความสามารถและทุ่มเทพลังกายพลังใจสูง อาจได้แต้มต่ำก็ได้ หากมีทัศนคติที่เป็นลบ

การคูณกัน หมายถึงว่า คนที่มีความสามารถปานกลาง สามารถทดแทนได้ด้วยการทุ่มเทมาก เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ หรือคนมีความสามารถสูงอาจชดเชยได้ด้วยการทุ่มเทน้อย อย่างไรก็ดี ตัวกำหนดสุดท้าย คือ ทัศนคติ มันอาจเปลี่ยนแปลงแต้มรวมไปในด้านบวกหรือลบได้

ทัศนคติที่เป็นลบ ได้แก่ ดูถูกเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย องค์กร หรือแม้แต่ตนเอง มองโลกในแง่ร้าย ไม่เคยมองใครในแง่บวก มองหาข้อติเตียนของผู้อื่นอยู่เสมอ วิจารณ์ด่าว่าผู้อื่นในทางลบ ฯลฯ

ไม่ว่าจะเก่งหรือทุมเทแรงงานเพียงใด ตัวตัดสินสำคัญ คือ ทัศนคติครับ

 

ที่มา: จาก.วีรกร ตรีเศศ, เครื่องเคียงอาหารสมอง, มติชนสุดสัปดาห์ หน้าที่ 50 ฉบับประจำวันที่ 15-21 เมษายน 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1600

 

2.  เคล็ดลับอายุยืน



ที่มา. จาก Puriku. ที่ Post ไว้ใน Facebook เมื่อวันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2555.



  3. การเรียนรู้

การเรียนรู้ คือ สิ่งที่ไม่ต้องยัดเยียดให้ทำ
ไม่จำเป็นต้องมานั่งพร่ำสอนเยอะมากมาย
มันอาจจะไม่ได้มีอยู่ในหนังสือ...
มัน คือ การที่คุณสนุกไปกับสิ่งเล็ก ๆ บางสิ่ง
และเริ่มจินตนาการ
เกิดไอเดียขึ้นมาในห้วงความคิดนั้น
เริ่มต่อยอดจากสิ่งที่มีจากก้าวน้อย ๆ
และค่อยก้าวขึ้นเรื่อย ๆ
ผมว่านี่แหละ "การเรียนรู้"

                                    
                                    
Mark Zuckerberg (มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก)
                                                                                                                                

ที่มา: จาก. Facebook เมื่อวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2556.

 


4.  ต้นฉบับของเรื่องบอกว่า บทความนี้แปลและเรียบเรียงจาก "Mother's 8 Lies" ที่ไม่ได้บอกว่าคนเขียนเป็นใคร แต่ก็ขอคารวะอย่างสูงเอาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

     บทความนี้เขียนไว้อย่างนี้ครับ

  1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว... แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มอีก พร้อมทั้งพูดว่า "ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว" นี่เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม.
  2. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา... แม่จะนั่งข้าง ๆ ผม แทะกินเศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมได้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก ...ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฏิเสธทันควัน พร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม.
  3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้นแม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2 ... ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน "แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" แม่ยิ้มกับผมแล้วพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หลับ" ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม.
  4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อน และเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชั่วโมง เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว...แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ...แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม.
  5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอ ไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไรก็ตาม คุณลุงที่อยู่ข้าง ๆ บ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ...เช่น ซ่อมบ้านที่ผุพัง...ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า "แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องการความรักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว.
  6. ในที่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้างแต่แม่ไม่ยอม...กลับไปตลาดทุกเช้าขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆ ที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม...บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า "แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6.
  7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า...ผมตัดสินใจเรียนต่อ ปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว้า 'แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน" ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม.
  8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ ...ในที่สุด แม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียง เมื่อผมไปถึงน้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม...พยายามยิ้มอย่างสดชื่นด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืนจากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมทั้งร้องไหด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ "ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูก แม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว" นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม
       แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลง และจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง วันนี้คุณกอดแม่แน่น ๆ และกราบขอบพระคุณท่านแล้วหรือยัง?

 

ที่มา: จาก. บทความคอลัมน์ กาแฟดำ "สุทธิชัย หยุ่น" "แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต" กรุงเทพธุรกิจ หน้าที่ 2 ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม 2556.

 

5. การเลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นมงคลสูงสุด (มาตาปิตุอุปฏฐานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ)
 

ภาพประกอบจากละครโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่องสาม เรื่อง "ทองเนื้อเก้า" ช่วงวันที่ถ่ายทอด ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ในภาพ "สามเณรวันเฉลิม กับ โยมมารดาลำยอง"


      บิดามารดา คือ พระอรหันต์ของบุตร มารดาบิดา เป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วโลก คนเราเกิดมาเห็นโลกอันกว้างใหญ่นี้ได้ เพราะมารดาบิดาเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้ให้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายแก่บุตร ซ้ำมารดาบิดายังบำเพ็ญตนเป็นยอดนักบุญ สำหรับชีวิตของบุตรอีกด้วย เป็นผู้เสียสละความสุขของตนเองทุก ๆ อย่าง เฝ้าทะนุถนอมเอาใจใส่ลูกทุกเวลา ทำทุกอย่างเพื่อความผาสุกของบุตร บุตรต้องการปรารถนาสิ่งใด อันเป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัย ก็จะพยายามจัดหาให้ทุกอย่าง เป็นผู้ใกล้ชิดบุตรยิ่งกว่าใคร ๆ ทุกคน จึงรู้จักมารดาบิดาดี.

      บุตรหรือลูกส่วนมาก หารู้จักและซาบซึ้งถึงพระคุณของผู้เป็นมารดาบิดาไม่ คงรู้จักแต่เพียงว่าชายผู้ให้กำเนิดแก่ตนเรียกว่า "บิดา" หญิงผู้ให้กำเนิดแก่ตนเรียกว่า "มารดา" เท่านั้น แท้จริงแล้ว ท่านผู้ให้กำเนิดทั้งสองนั้น เป็นผู้มีพระคุณมากมาย สุดที่บุตรผู้กตัญญูรู้คุณ จะทดแทนพระคุณให้สิ้นสุดได้.

      เพราะเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมนาถของโลก ทรงตระหนักถึงพระคุณของผู้เป็นมารดาและบิดาผู้อนุเคราะห์บุตรว่าเป็น "พรหม" เป็นบุรพเทวดา เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุเนยยบุคคลของบุตรดังนี้.

      มารดาบิดา เป็นผู้ที่มั่นคงในพรหมวิหารธรรม โดยไม่ยอมทิ้ง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในบุตรของตน ย่อมมีเมตตารักใคร่ในบุตร ปรารถนาจะให้บุตรนั้น ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน มีความสุข ร่าเริง แจ่มใส.

      มีความกรุณา สงสาร เมื่อบุตรของตนต้องประสบความทุกข์ คิดแต่จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน มีความสุขความเจริญ.

      เมื่อเห็นว่าบุตรของตนมีความสุข สามารถเลี้ยงและปกครองตนเองและครอบครัวให้มีความสุขได้ ก็พลอยมีมุทิตายินดีด้วย ไม่อิจฉาริษยาในความสุขของบุตร เมื่อเห็นว่าบุตรต้องประสบกับความเดือดร้อน ก็ไม่ซ้ำเติม วางจิตมัธยัสถ์เป็นกลางเสมอ มารดาบิดา จึงเป็นดุจท้าวมหาพรหมที่ไม่เคยละภาวนา ๔ ในหมู่สัตว์ ท่านจึงได้รับนามบัญญัติว่าเป็น "พระพรหมของลูก"


 

ที่มา: ปรับปรุงจาก.ผู้ใช้นามว่า LueNgob Kumrungsee บทความใน Facebook เมื่อ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖.




6. การให้

การให้
เริ่มจากการคิดจะให้ก่อน
ไม่ได้เริ่มจากการมี
การให้ไม่มีขนาดหรือปริมาณ
เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นก็ได้

การให้เป็นคุณค่า ไม่มองเป็นมูลค่า
การให้ไม่ใช่การตอบแทน
จึงไม่จำเป็นต้องจำว่าได้ให้ไป

การให้ต้องรู้สึกสบายและเบา
ตรงกันข้ามกับการได้รับโดยสิ้นเชิง

การให้เป็นการดำรงชีวิตระดับสูงสุด บางครั้งไม่ต้องมีต้นทุนเลยและทำได้ทุกที่ทุกเวลาและกับทุกคน

นึกดู จะให้อะไรใคร อย่างน้อยก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าเรานั่นแหละ แล้วคุณจะมีเสน่ห์ น่ารักและมีความสุขขึ้นอีกเป็นกองโดยไม่รู้ตัว


 

ที่มา: ปรับปรุงจาก. ผู้ใช้นามว่า Somkiat Povieng บทความใน Facebook เมื่อ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗.



7. โดน..ครับ
 


 

ที่มา: จาก Facebook แชร์จาก Mongkol Cinema's photo เมื่อ 5 มกราคม 2557.

 

 

 

info@huexonline.com