MENU
TH EN
Title Thumbnail: ภาพจากมรดกโลกอยุธยา, Hero Image: ภาพจำลองกราฟิกวัดพระราม, รังสรรค์โดย Mr.You Design, ที่มา: pantip.com, วันที่เข้าถึง 1 กุมภาพันธ์ 2563.
002. วัดพระราม03.
First revision: Jan.10, 2020
Last change: Feb.12, 2022
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรตโดย
อภิรักษ์ กาญจนคงคา

     วัดพระราม อยู่ริมบึงพระราม เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเขต พระราชวัง ทางด้านทิศตะวันออก ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร วัดพระราม คาดว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1912 ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ซึ่งเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา แต่พระองค์ทรงครองราชย์ได้เพียงปีเดียว จึงเข้าใจกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ทรงได้ช่วยสร้างจนสำเร็จหรืออาจสร้างเสร็จเมื่อสมเด็จพระราเมศวรเสวยราชย์ครั้งที่ 2 ก็เป็นไปได้
 

วัดพระราม มีบึงพระราม (หรือบึงชีชัน) ล้อมรอบ, ถ่ายจากถนนด้านนอกจากทิศตะวันตก, ถ่ายไว้เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565.

     บริเวณหน้าวัดพระราม คือ บึงพระราม ปัจจุบันซากปรักหักพังภายในวัดเหลือเพียงแต่ เสาในพระอุโบสถ วิหาร 7 หลัง กำแพงด้านหนึ่ง และที่สำคัญคือพระปรางค์ ซึ่งเป็นพระปรางค์ทรงกัมพูชาโบราณโบราณขนาดใหญ่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทั้งสองด้าน เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัยบนบัลลังก์ สีที่ใช้เป็นสีแดง คราม เหลือง และดำ เป็นภาพจิตรกรรมยุคอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันลบเลือนไปมาก. 
 

ประตูทางทิศตะวันตก, ที่มา: Facebook เพจ "เที่ยวเมืองกรุงเก่า," วันที่เข้าถึง 18 กุมภาพันธ์ 2563.

       วัดพระรามงดงามด้วยปรางค์ประธานทรงฝักข้าวโพดที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะละโว้ และปรางค์บริวารที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังกับวิหารทั้งเจ็ด ที่หาชมที่ไหนไม่ได้ วัดพระรามเป็นบริเวณถวายพระเพลิงศพพระเจ้าอู่ทอง พระราชบิดาในสมเด็จพระราเมศวร และสร้างแล้วเสร็จในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ระหว่างปี พ.ศ.1991-2031 หน้าวัดเป็นบึงขนาดใหญ่ ซึ่งแต่เดิมเป็นหนองน้ำ "หนองโสน" ส่วนในกฎมณเฑียรบาลเรียกว่าบึงญี่ขัน ภาษาปากเรียก บึงชีชัน ส่วนจะเปลี่ยนชื่อเป็นบึงพระรามเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีหลักฐานปรากฎ แต่นักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อกันว่าที่เปลี่ยนชื่อ เพราะชาวบ้านเรียกตามวัดพระรามนั่นเอง.

       มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมหนองโสนมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เพราะทางการขุดดินริมหนองขึ้นมาถมที่ดิน เพื่อสร้างวัดพระราม ขนาดของหนองโสนจึงใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นบึง ทว่าหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า บริเวณที่สร้างวัดพระรามเป็นที่ดอนเกิดจากตะกอนแม่น้ำทับถมจนสูง ไม่มีเหตุผลต้องถมที่อีก จึงเป็นไปได้ว่าหนองโสนถูกขุดขยายขึ้นเป็นบึงตามหลักการจัดสมดุลธาตุในคัมภีร์พระเวท เนื่องจากพระปรางค์ตามคติความเชื่อฮินดูเป็นธาตุดินต้องมีธาตุน้ำหล่อเลี้ยง ดังเช่นปราสาทหินกัมพูชาในไทย เช่น ปราสาทเมืองต่ำ จว.บุรีรัมย์ ก็มีการขุดสระในลักษณะเช่นนี้.

       วัดพระรามและบึงพระรามปัจจุบันได้รับการปรับภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะบึงพระราม รวมทั้งปรับภูมิทัศน์วัดสังขปัด และปราสาทสังข์ อีกด้วย01

       พระปรางค์ของวัดพระรามเป็นพระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบน ทางด้านทิศตะวันออก มีพระปรางค์องค์ขนาดกลาง ส่วนทางตะวันตกทำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และใต้ รอบ ๆ ปรางค์เล็กมีเจดีย์ล้อมรอบอีกสี่ด้าน ส่วนอื่น ๆ กลายเป็นซากปรักหักพัง รอบ ๆ ยังมีเจดีย์เล็กบ้างใหญ่บ้างอยู่รอบ ๆ องค์พระปรางค์ประมาณ 28 องค์ รวมถึงกำแพงด้านหนึ่ง เสาในพระอุโบสถและวิหารเจ็ดหลัง 02.

       วัดพระรามมีประวัติการสร้างเพียงเล็กน้อยอยู่ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ความว่า "ศักราช 731 ระกาศก (พ.ศ.1912) แรกสร้างวัดพระรามครั้งนั้น สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าเสด็จนฦพานจึงราชกุมารท่าน สมเด็จพระ(ราเม) ศวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ครั้งเถิงศักราช 732 (พ.ศ.1913) จอศก สมเด็จพระราชาธิราชเจ้า เสด็จมาแต่สุพรรณบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา และท่านจึงให้สมเด็จพระราเมศวรเจ้าเสด็จไปเสวยราชสมบัติเมืองลพบุรี"04.

       ดังนั้นประวัติการสร้างวัดพระรามจึงยังมีข้อสันนิษฐานที่แตกต่างกันในส่วนของพระราชพงศาวดารที่กล่าวไว้ไม่ตรงกัน เพราะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง บางข้อสันนิษฐานกล่าวว่าวัดนี้เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เพื่อเป็นมหาธาตุประจำเมืองแต่ยังไม่แล้วเสร็จก็มีการเปลี่ยนรัชกาล ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรขึ้นครองราชย์น่าจะทรงสร้างต่อ แต่ทรงครองราชย์เพียง 1 ปีจึงยังไม่น่าจะแล้วเสร็จก็เปลี่ยนรัชกาลอีกครั้ง จนมาถึงสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรงสถาปนามหาธาตุแห่งใหม่คือวัดมหาธาตุ จึงไม่ได้สร้างวัดพระรามต่อ จนกระทั่งถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงสร้างต่อจนเสร็จตามความในพระราชพงศาวดาร05. และใน 05. ก็ได้กล่าวถึงการบูรณะวัดนี้อีกครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ06.

       อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางศิลปกรรมและพัฒนาการของแผนผัง วัดพระรามน่าจะเป็นงานที่สร้างขึ้นภายหลังวัดมหาธาตุและก่อนวัดราชบูรณะ น่าจะอยู่ในราวรัชกาลสมเด็จพระราเมศวรในสมัยครองราชย์ครั้งที่ 2 (พ.ศ.1927-1930)07.

พระปรางค์ประธาน และปีกปรางค์ ถ่ายจากด้านทิศใต้, ถ่ายไว้เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565.

แผนผังวัด
       ระบบแผนผังของวัดพระรามเป็นระบบเดียวกับวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ ใช้เจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของวัดเช่นเดียวกับวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ แผนผังประกอบด้วยปรางค์เป็นประธาน มีระเบียงคดล้อมรอบ นอกระเบียงคดมีเจดีย์บริวารล้อมรอบ มีระบบของเจดีย์ที่เป็นปีกปรางค์ มีเจดีย์บริวารที่มุมทั้งสี่ มีวิหารหลวงตั้งอยู่ด้านหน้า ท้ายวิหารยื่นเข้าไปในระเบียงคดและมีพระอุโบสถอยู่ด้านหลัง.

       อย่างไรก็ตามพบว่าระบบแผนผังของวัดพระรามมีพัฒนาการ 2 แบบ คือ ระบบของเจดีย์บริวารที่มีปีกปรางค์และมีเจดีย์ประจำมุมบนฐานไพทีทั้งสี่ และเจดีย์ประจำมุมเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยาแล้ว.

       การที่เจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยาเป็นเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่ย่อมต้องสร้างพร้อมกับปรางค์ประธานและวัด (เจดีย์คู่ด้านทิศตะวันออกเป็นของเดิมทั้งสององค์ ส่วนคู่ด้านทิศตะวันตกมีการปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย) เจดีย์องค์ที่สมบูรณ์มากที่สุด สามารถศึกษารูปแบบและงานปูนปั้นในการกำหนดอายุได้คือองค์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีรูปแบบเดียวกับเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยาซึ่งเป็นเจดีย์บริวารที่วัดมหาธาตุทุกประการ แตกต่างกันที่วัดนี้นำมาใช้เป็นเจดีย์บริวารประจำมุมทั้งสี่แทนตำแหน่งเจดีย์ทรงปรางค์ที่เคยใช้มาแต่เดิม.

       จากพัฒนาการของแผนผังและเจดีย์ประจำมุมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอายุได้ว่าแต่เดิมใช้ระบบปีกปรางค์ 2 องค์ขนาบปรางค์ประธาน ต้นแบบน่าจะอยู่ที่วัดมหาธาตุ ลพบุรี และสืบต่อมาที่วัดพุทไธศวรรย์ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งยังคงใช้ระบบเดียวกัน ส่วนที่วัดมหาธาตุน่าจะใช้ทั้งสองระบบ คือมีปีกปรางค์และมีเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่ โดยเจดีย์ประจำมุมเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ (แต่ไม่ชัดเจนเพราะส่วนหนึ่งถูกซ่อมแซม) ส่วนวัดพระรามใช้สองระบบเช่นเดียวกัน แต่เปลี่ยนเจดีย์ประจำมุมเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา พอมาถึงวัดราชบูรณะมีทั้งปีกปรางค์และเจดีย์ประจำมุม แต่ได้เปลี่ยนเจดีย์ประจำมุมเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีชุดรองรับองค์ระฆังเป็นแปดเหลี่ยม และหลังจากสมัยอยุธยาตอนต้นไปแล้ว ระบบของการสร้างเจดีย์ทรงปรางค์ ปีกปรางค์ และเจดีย์ประจำมุมได้หมดความนิยมลง ในการกำหนดอายุพบว่าเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา น่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในวัดมหาธาตุ ซึ่งใช้เป็นเจดีย์บริวารบนฐานประทักษิณอยู่ พอมาถึงวัดพระรามได้นำมาใช้เป็นเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่บนฐานไพทีเดียวกับปรางค์ประธาน แสดงว่าน่าจะสร้างขึ้นภายหลังวัดมหาธาตุเล็กน้อย จากหลักฐานการสร้างและพัฒนาการของเจดีย์ประจำมุมดังกล่าว วัดพระรามน่าจะสร้างในช่วงตรงกลางระหว่างวัดมหาธาตุที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1917 กับวัดราชบูรณะที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1967 ดังนั้นวัดพระรามจึงน่าจะสร้างขึ้นในรัชกาลของพระราเมศวรในคราวครองราชย์ครั้งที่ 2 (พ.ศ.1927-1930)07.

แผนผังวัดพระราม (During Construction), ใช้แผนผังของ 03. หน้าที่ 153 เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาปรับปรุง

ปรางค์ประธาน
       ปรางค์ประธานมีส่วนฐานที่เป็นของเดิมแต่ส่วนยอดน่าจะปฏิสังขรณ์ใหม่ เพราะส่วนฐานตั้งอยู่บนฐานไพที ยังมีระบบที่มีเจดีย์ประธานองค์กลาง มีปีกปรางค์สององค์ด้านข้าง และมีเจดีย์บริวารประจำมุมทั้งสี่ซึ่งอยู่บนฐานไพทีเดียวกัน ส่วนฐานยังคงเป็นฐานบัวลูกฟักซ้อนลดหลั่นกัน 3 ชั้น ฐานบัวยังมีขนาดใหญ่ ประดับลูกฟักเต็มท้องไม้ และยังใช้วัสดุที่เป็นศิลาแลง ใช้ระบบเพิ่มมุมที่มีมุมประธานขนาดใหญ่กว่ามุมขนาบ มีตรีมุข คือมุขที่มีทางเข้า 3 ทางอยู่ด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) และมีคูหาที่สามารถเข้าไปภายในเรือนธาตุได้ ตรีมุข คือมุขที่มีทางเข้า 3 ทาง อยู่ด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) และมีคูหาที่สามารถเข้าไปภายในเรือนธาตุได้ ตรีมุขนี้น่าจะมียอดเหนือสันหลังคาแบบเดียวกับวัดราชบูรณะ ซึ่งระบบของปรางค์แบบนี้มีมาแล้วตั้งแต่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี อย่างไรก็ตามพบว่าปรางค์องค์นี้มีการก่อมุขเพิ่มเติมด้านหลัง (ทิศตะวันตก) โดยใช้วัสดุที่เป็นอิฐ และมีเจดีย์เป็นยอดทรงปรางค์ ซึ่งน่าจะเป็นงานบูรณะในสมัยอยุธยาตอนปลาย รวมทั้งอาจมีการปรับเปลี่ยนการหันหน้าวัดมาทางทิศตะวันตกเพื่อรับกับพระราชวังในสมัยอยุธยาตอนปลาย
 
          
ภาพจากซ้ายไปขวา: ปีกปรางค์ด้านขวา และปีกปรางค์ด้านซ้ายของปรางค์ประธานที่อยู่บนฐานไพทีเดียวกัน ปัจจุบันแทบไม่เห็นปีกปรางค์แล้ว เหลือแต่ฐาน, ถ่ายไว้เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565.

     หลักฐานอีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าส่วนล่างของปรางค์ประธานเป็นงานในสมัยอยุธยาตอนต้น คือลวดลายที่ยังหลงเหลืออยู่ ได้แก่ ลายกรวยเชิงที่ส่วนล่างของเรือนธาตุของตรีมุข และของปีกปรางค์ด้านทิศใต้ เป็นลายที่อยู่ในระเบียบของแม่ลายและลายแทรกในกรอบสามเหลี่ยม มีแม่ลายหลักคือลายกระหนก 2 ตัว มีลายแกนคือลายบั้ง อันเป็นลายที่สืบทอดมากจากศิลปะกัมพูชาโบราณและสมัยลพบุรีซึ่งในสมัยหลังจะไม่ปรากฎแล้ว.

       นอกจากจากภาพถ่ายเก่าพบว่ามีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานในจระนำด้านทิศเหนือ มีรูปแบบจัดอยู่ในศิลปะอยุธยาตอนต้น08. (ปัจจุบันพระเศียรถูกตัดไปแล้ว)

       หลักฐานสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยในการกำหนดอายุได้อย่างดีคือ งานจิตรกรรมฝาผนังในคูหาปรางค์ เขียนภาพอดีตพระพุทธเจ้าเรียงเป็นแถว ๆ ทั้งรูปแบบพระพุทธรูปและแนวคิดการสร้างเป็นรูป แบบที่พบอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นซึ่งปรากฎมาแล้วตั้งแต่สมัยลพบุรี ในสมัยอยุธยาตอนต้นมีหลักฐานเหลืออยู่ที่วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุราชบุรี เป็นต้น ลวดลายที่ปรากฎบางส่วนเป็นลายกรอบสามเหลี่ยมที่น่าจะพัฒนามาจากลาย "หรูอี้" ของจีนซึ่งพบมากในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ น่าจะมีการบูรณะครั้งสำคัญในรัชกาลนี้ตามที่บันทึกไว้ในพงศาวดาร09.

       ส่วนยอดของปรางค์น่าจะเป็นงานบูรณะใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย เพราะส่วนยอดสูงชลูดอย่างมาก ทำให้เรือนชั้นซ้อนกลายชั้น ระบบของเรือนชั้นซ้อนเป็นแบบคอดล่างผายบน ยังคงมีช่องวิมาน ซุ้มวิมาน และบรรพแถลง แต่ส่วนของบรรพแถลงและช่องวิมานเชื่อมเป็นส่วนเดียวกัน และกลีบขนุนปรางค์แนบชิดกับองค์ปรางค์ อันเป็นพัฒนาการที่พบในสมัยอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าส่วนยอดน่าจะมีการบูรณะในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยการต่อยอดใหม่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับการก่อมุขเพิ่มด้านหลังด้วยอิฐเพื่อรับน้ำหนักเพิ่มคล้ายกับวัดมหาธาตุ สอดคล้องกับหลักฐานในเอกสารที่กล่าวว่ามีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยมีหลักฐานสอดคล้องกันคือ เจดีย์ประจำมุขบนฐานไพที 2 องค์ ได้แก่ มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีการซ่อมส่วนยอดให้เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดในสมัยอยุธยาตอนปลาย และมีการสร้างเจดีย์บริวารขนาดเล็กบนฐานไพทีเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่พบในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นเดียวกัน.

 
วัดพระราม ถ่ายจากทิศตะวันตกเฉียงใต้, ถ่ายไว้เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565.

เจดีย์ประจำมุมทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา
       เจดีย์บริวารประจำมุมทั้งสี่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา มีรูปแบบเดียวกับเจดีย์ทรงนี้ที่วัดมหาธาตุ มีส่วนสำคัญที่แสดงลักษณะของอยุธยา คือ ส่วนฐานและส่วนเรือนที่มีลักษณะเดียวกับปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น ได้แก่ การใช้ฐานบัวลูกฟัก 2-3 ชั้นในผังเพิ่มมุม เรือนธาตุเพิ่มมุม มีซุ้มเรือนแก้วแบบอยุธยาแล้ว ส่วนระบบของเรือนชั้นซ้อนเป็นแบบปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น คือประดับกลีบขนุนปรางค์ และยังมีการประดับประติมากรรมบนชั้นเชิงบาตร คือชั้นแรกของส่วนยอด ส่วนที่ยังคงความเป็นศิลปะสุโขทัยที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกามและล้านนาคือองค์ระฆังที่ยังมีเอวคอดและไม่มีบัลลังก์ มีส่วนยอดเป็นบัวทรงคลุ่มเถา.

       หลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุ คือ พระพุทธรูปลีลาในจระนำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะสุโขทัย สอดคล้องกับประภามณฑลที่พบอยู่ในเจดีย์วัดมหาธาตุ อันแสดงถึงการรับรูปแบบมาจากศิลปะสุโขทัยอย่างแท้จริง10. และมีงานปูนปั้นประดับที่มีระเบียบและเทคนิคการทำลวดลายแบบเดียวกับปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น เช่น ลายกรวยเชิง เฟื่องอุบะ ลายดอกซีกดอกซ้อน ลายกลีบบัว เป็นต้น ดังนั้นปรางค์ประธานและเจดีย์ประจำมุมที่เป็นอิทธิพลศิลปะสุโขทัยน่าจะเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ซึ่งอยุธยามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุโขทัยมากกว่าสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ส่วนงานจิตรกรรมฝาผนังน่าจะเป็นงานในยุคที่บูรณะคือในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ11.

เจดีย์บริวารรอบนอกระเบียงคด
       ส่วนใหญ่พังทลายไปเกือบหมด แต่เท่าที่เหลือหลักฐานบางองค์ที่ศึกษารูปแบบได้ จะเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีชุดฐานรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยมเช่นเดียวกับวัดราชบูรณะ.

เจดีย์ที่มีความสำคัญทางด้านรูปแบบศิลปกรรม
       ภายในวัดพระรามยังมีสิ่งปลูกสร้างอื่นอีกเป็นจำนวนมาก เช่น เจดีย์ราย วิหารราย เป็นต้น แสดงถึงความสำคัญของวัดนี้ที่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมมาทุกยุคทุกสมัย มีตัวอย่างเจดีย์ที่น่าสนใจสำหรับการศึกษารูปแบบ ได้แก่
  • เจดีย์ทรงระฆังที่มีชุดรองรับองค์ระฆังแปดเหลี่ยม: เจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้น (เจดีย์หมายเลข 18?)
       เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่นอกระเบียงคดด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ที่มีชุดรองรับองค์ระฆังแปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ที่มีรูปแบบพิเศษ คือ มีส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวคว่ำ-บัวหงาย 3 ชั้น ท้องไม้ประดับแถบลูกฟักบาง ๆ 2 เส้น ซึ่งมีพัฒนาการมาจากสายกลุ่มเมืองสรรคบุรี สุพรรณบุรี และนิยมมากในสมัยอยุธยาตอนต้น เช่น วัดอโยธยา วัดขุนเมืองใจ วัดใหญ่ชัยมงคล ตัวอย่างที่สามารถกำหนดอายุได้ชัดเจน คือเจดีย์ประจำมุมวัดราชบูรณะที่สร้างขึ้นในรัชกาลของสมเด็จเจ้าสามพระยา เจดีย์องค์นี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่บอกให้รู้ว่าวัดพระรามมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น.

เจดีย์สามองค์บนฐานเดียวกัน นอกระเบียงคดทางทิศตะวันตก, ถ่ายไว้เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565.
  • เจดีย์สามองค์ต่างรูปแบบซึ่งตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน
       นอกระเบียงคดด้านทิศตะวันตกมีเจดีย์ขนาดใหญ่ 3 องค์ที่ตั้วอยู่บนฐานเดียวกันแต่มีรูปแบบแตกต่างกัน ได้แก่ เจดีย์ด้านนอก 2 องค์ที่เป็นเจดีย์ทรงระฆัง และองค์ในเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดที่มีเรือนธาตุแปดเหลี่ยม เจดีย์กลุ่มนี้เป็นงานที่สร้างคนละสมัยกัน กล่าวคือ เจดีย์ทรงปราสาทยอดมีเรือนธาตุแปดเหลี่ยม มีจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปยืนทั้งแปดทิศ ส่วนยอดเป็นบัวทรงคลุ่มเถาและต่อด้วยปลี ลักษณะเดียวกับเจดีย์ทรงปราสาทยอด จัดเป็นงานที่พบอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น สายที่พัฒนาการมาจากหริภุญชัย เมืองสรรคบุรีและสุพรรณบุรี เจดีย์องค์นี้อาจสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างวัด.

       ส่วนเจดีย์ทรงระฆังใช้ชุดมาลัยเถารองรับองค์ระฆังเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยา (แท้) จัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนกลาง มีรูปแบบเดียวกับเจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์ เจดีย์สององค์นี้อาจสร้างขึ้นภายหลัง เมื่อคราวบูรณะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ. 
  • เจดีย์รายทรงปราสาทยอดสมัยอยุธยาตอนกลาง (เจดีย์รายหมายเลข 26)
       เจดีย์องค์นี้จัดเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดในสมัยอยุธยาตอนกลาง12. ที่สร้างสืบต่อมาจากสมัยอยุธยาตอนต้น โดยมีลักษณะที่แสดงถึงพัฒนาการที่ใช้กำหนดได้ว่าเป็นสมัยอยุธยาตอนกลาง ได้แก่

       ลักษณะที่ 1 ส่วนยอดที่เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบเพิ่มมุม และทรงระฆังริ้ว โดยเฉพาะทรงระฆังแบบเพิ่มมุมเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมอยู่ในสมัยอยุธยาตอนกลาง.

       ลักษณะที่ 2 ชุดฐานเริ่มมีการนำฐานสิงห์มาใช้ 1-2 ฐาน และเป็นฐานสิงห์ที่ยังมีแข้งสิงห์ขนาดใหญ่ การนำฐานสิงห์มาใช้ในงานสถาปัตยกรรมปรากฎครั้งแรกในสมัยอยุธยาตอนกลางในกลุ่มเจดีย์เพิ่มมุมเช่นเดียวกัน
 
       ลักษณะที่ 3 เจดีย์ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเจดีย์รายที่อยู่ในวัดซึ่งสร้างมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นและในสมัยอยุธยาตอนกลาง เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระราม วัดวรเชตุเทพบำรุง เป็นต้น โดยเจดีย์รายสร้างเพิ่มเติมในสมัยหลัง.

       ลักษณะที่ 4 มีส่วนยอดเป็นทรงคลุ่มเถาแบบเจดีย์ทรงเครื่อง

       วิวัฒนาการที่สำคัญทางด้านรูปแบบ คือ ชุดฐานบัวลูกฟัก 3 ชั้น ได้เปลี่ยนเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ 3 ชั้น แต่ละชั้นประดับลูกแก้วอกไก่ 1 เส้น ตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น ซึ่งน่าจะก่อเพิ่มในสมัยอยุธยาตอนปลาย เหนือชุดฐานบัวลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น ซึ่งน่าจะก่อเพิ่มในสมัยอยุธยาตอนปลาย เหนือชุดฐานบัวมีฐานสิงห์ 1 ชั้นเป็นชั้นรองรับเรือนธาตุ แข้งสิงห์มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับสมัยอยุธยาตอนต้น การใช้ชุดฐานบัวลูกแก้วอกไก่น่าจะเป็นอิทธิพลที่ได้มาจากศิลปะล้านนา.

       ส่วนเรือนธาตุยังใช้ระบบผังเพิ่มมุม เหนือขึ้นไปเป็นเรือนชั้นซ้อน 2 ชั้นแบบเจดีย์ทรงปราสาทยอดสมัยอยุธยาทั่วไป ลักษณะพิเศษของเจดีย์องค์นี้คือการทำองค์ระฆังเป็นริ้ว มีบัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆังและมีส่วนยอดเป็นบัวทรงคลุ่มเถาเหมือนเจดีย์ทรงเครื่อง.

       จากรูปแบบที่ยังมีการใช้ฐานสิงห์เพียงฐานเดียว เรือนธาตุยังมีมุมประธานขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือ มีลวดลายประดับที่เป็นอิทธิพลศิลปะล้านนา น่าจะจัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนกลาง แต่อาจมีส่วนที่ได้รับการบูรณะในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น การก่อฐานครอบ ส่วนยอดที่เป็นบัวทรงคลุ่มเถา เป็นต้น.
ภาพจำลองกราฟิกวัดพระราม, รังสรรค์โดย Mr.You Design, ที่มา: pantip.com, วันที่เข้าถึง 1 กุมภาพันธ์ 2563.
 

จิตรกรรมในคูหาปรางค์
       งานจิตรกรรมฝาผนังที่คูหาปรางค์ประธานเป็นหลักฐานสำคัญทางศิลปกรรมของวัดพระราม แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพชำรุดเสื่อมโทรมอย่างมาก เปื่อยยุ่ย และเสื่อมสลายไปเกือบหมดแล้ว งานจิตรกรรมที่นี่เขียนเรื่องพระอดีตพุทธเจ้าเรียงเป็นแถว มีทั้งแบบพระพุทธเจ้าประกอบด้วยพระอัครสาวก 2 ข้าง และพระพุทธเจ้าที่มีแจกันดอกไม้คั่น พบร่องรอยการซ่อมโดยเขียนทับของเดิมบางส่วน ใช้สีแดง สีดินแดง สีเหลืองดิน สีเหลือง สีน้ำตาล และสีขาวนวล สันนิษฐานว่างานที่เขียนซ่อมทับน่าจะเป็นงานในสมัยหลัง สอดคล้องกับหลักฐานว่าเป็นงานบูรณะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ13. โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติม คือลวดลายที่กรอบซุ้มพระพุทธรูปเป็นลายกรอบสามเหลี่ยมหยักโค้งเรียงต่อเนื่องกัน ลักษณะเดียวกับที่พบในงานปูนปั้นประดับช่องแสงที่วัดนางพญา เมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย และที่วัดจุฬามณี พิษณุโลก ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ลายนี้พัฒนามาจากลายหรูอี้ของศิลปะจีนซึ่งนิยมอย่างมากในรัชกาลนี้ สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานว่างานจิตรกรรมที่นี่เป็นงานที่ซ่อมใหม่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ.

       จิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นจะพบหลักฐานเหลืออยู่ตามคูหาปรางค์ ผนังกรุปรางค์ ซึ่งน่าจะสืบทอดมาจากสมัยลพบุรี ที่เขียนขึ้นตามประเพณีและคติเพื่อเป็นพุทธบูชาหรือเพื่อการอุทิศส่วนกุศลผลบุญที่สร้าง เพราะส่วนใหญ่จะพบในห้องกรุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือห้องกรุบรรจุเครื่องพุทธบูชาและเครื่องอุทิศถวาย.

       คติเรื่องพระอดีตพุทธเจ้าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม โดยสัมพันธ์กับศิลปะสุโขทัยและล้านนา ตัวอย่างวัดที่พบหลักฐานได้แก่ วัดมหาธาตุ และวัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา, วัดมหาธาตุ ราชบุรี.


ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย:
01.  ปรับปรุงเสริมจาก. เพจ "นครประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา," ใน Facebook ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากเพจ talontiew, วันที่เข้าถึง 29 ธันวาคม 2563.
02.  
จาก. Facebook เพจ "อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา - Ayutthaya Historical Park," เรียบเรียงโดยนายบพิตร พวงยี่โถ นักวิชาการวัฒนธรรม รวบรวมข้อมูลโดย นางสาวสุรางคณาต์ สุดชะดา นายอนุศิษย์ รามาส, วันที่เข้าถึง 6 พฤษภาคม 2564.
03
 จาก. ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชมศิลปกรรมโบราณในอยุธยา, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, นนทบุรี, ISBN 978-616-465-046-6, ตุลาคม 2564. เป็นแกนข้อมูลหลักของบล็อกนี้ ซึ่งจะเสริมองค์ความรู้จากแหล่งอื่น ๆ มาอ้างอิงประกอบ.
04.  กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2516), หน้า 121.
05.  กรมศิลปากร, โบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2551) หน้า 258.
06.  กรมศิลปากร, คำให้การของชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, หน้า 223.
07.  ศักดิ์ สายสิงห์, รายงานวิจัย เรื่อง "เจดีย์ในประเทศไทย: แนวคิด คติการสร้าง พัฒนาการทางรูปแบบ และการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์," ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558, หน้า 703, 708.
08.  สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแผ่นดิน, หน้า 142.
09อ้างถึง 08. หน้า 178-179.
10.  สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, หน้า 89-91.
11.  สันติ เล็กสุขุม และกมล ฉายาวัฒนะ, จิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเจมส์ ทอมป์สัน จัดพิมพ์, 2524), หน้า 39.
12.  สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, หน้า 176-179.
13.  สันติ เล็กสุขุม และกมล ฉายาวัฒนะ, จิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเจมส์ ทอมป์สัน จัดพิมพ์, 2524), หน้า 38-39.
info@huexonline.com