MENU
TH EN
Title Thumbnail: วัดมหาธาตุ ถ่ายไว้เมื่อ 26 พ.ย.2560, Hero Image: วัดมหาธาตุ ถ่ายไว้เมื่อ 26 ก.พ.2564.
003. วัดมหาธาตุ03.
First revision: Jan.08, 2020
Last change: Feb.12, 2022
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรตโดย
อภิรักษ์ กาญจนคงคา.

       วัดมหาธาตุ เป็นวัดสำคัญสมัยอยุธยาตอนต้นในเกาะเมืองอยุธยา ตั้งอยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ถนนชีกุน.

       ประวัติการสร้างวัดมหาธาตุปรากฎในพระราชพงศาวดารเกือบทุกฉบับกล่าวว่าวัดนี้สถาปนาขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) เมื่อ พ.ศ.191704. ใน พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ กล่าวโดยละเอียดว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.1917 "เสด็จออกทรงศีลยังพระที่นั่งมังคลาภิเษก เพลา 10 ทุ่ม ทอดพระเนตรไปโดยฝ่ายทิศบูรพ์ เห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหารย์ เรียกปลัดวังให้เอาพระราชยานทรงเสด็จออกไป ให้เอากรุยปักขึ้นไว้ สถาปนามหาธาตุนั้น สูง 19 วา ยอดสูง 3 วา ให้ชื่อว่า มหาธาตุ แล้วให้ทำพระราชพิธีประเวศพระนครและเฉลิมพระราชมณเฑียร"05.

     "พระมหาธาตุเป็นหลักในสมัยอยุธยา"02. วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ใจกลางเกาะเมือง ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว กษัตริย์องค์ที่ 3) เมื่อปี พ.ศ.1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จในสมัยสมเด็จพระราเมศวร เมื่อครั้งพระองค์ได้กลับมาครองราชสมบัติอีกครั้ง โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ.1927 ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย.

       เมื่อครั้งทูตลังกา เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เพื่อมาขอพระสงฆ์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาและบวชพระสงฆ์ยังลังกา ได้กล่าวพรรณนาความงามของวัดมหาธาตุไว้

       ผม01 จึงขอเสนอการกล่าวพรรณนาบางส่วน โดยนำข้อมูลมาจาก จดหมายเหตุระวางทูตลังกาและสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา
วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ.2294 ข้าราชการกรุงศรีอยุธยานำเรือไปรับทูตลังกาไปยังวัดมหาธาตุ ฝั่งตะวันออกจากคลองประตูข้าวเปลือกซึ่งมีฉนวนจากท่าน้ำยาวเข้าเขตวัดมาที่พระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่สูงจรดเพดาน


       ถัดเข้าไปถึงปรางค์ประธาน บันไดทางขึ้นองค์ปรางค์เป็นพญานาคตัวเท่าลำตาลแผ่พังพานอ้าปากมีเขี้ยวน่ากลัว รอบฐานปรางค์มีรูปปั้นสัตว์ต่างๆ เช่ราชสีห์ กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร โทวาริก (ภาษาบาลี ...เทาวาริก - สันสกฤต หมายถึง นายทวาร คนรักษาประตู เฝ้าประตู-gatekeeper, janitor) ถือดาบ เป็นต้น
บนองค์ปรางค์มีรูปครุฑ รูปจตุโลกบาล รูปโทวาริกถือดาบ รูปรากษสถือตะบอง ยอดปรางค์เป็นทองอร่าม มีเจดีย์รอบปรางค์ 8 องค์ หุ้มทองสวยงาม

 

ที่มา: Facebook เพจ "นครประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา," มีผู้โพสต์ว่า "ภาพวัดมหาธาตุ มองจากมุมพระเจดีย์ราย วัดราชบูรณะ"
วันที่เข้าถึง 19 กุมภาพันธ์ 2563.

       ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พงศาวดารบันทึกเหตุการณ์สำคัญคือ พระปรางค์มหาธาตุได้พังทลายลงมาจนถึงชั้นครุฑพื้นอัษฎางค์06. จนมาถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ใน พ.ศ.2176 พระองค์โปรดให้บูรณะยอดมหาธาตุที่พังทลายลงมา โดยให้มีความสูงกว่าเดิม "เดิมองค์เก่า สูง 19 วา (ราว 38 เมตร) ยอดนภศูล 3 วา ทรงเก่าล่ำนัก ก่อใหม่ให้สูง 1 เส้น 2 วา (ราว 38 เมตร) ยอดนภศูลคงไว้ เข้ากันเป็น 1 เส้น 5 วา ก่อแล้วเห็นเพียวอยู่ ให้เอาไม้มะค่ามาแทรกตามอิฐ เอาปูนบวก 9 เดือนสำเร็จกระทำการฉลองเป็นอันมาก"06. ปรางค์วัดมหาธาตุนี้ปรากฎอยู่ในภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งใน พ.ศ.2447 มีบันทึกเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติเรื่อง "พระปรางค์วัดมหาธาตุกรุงเก่าหักพัง"07. ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุได้พังทลายลงอีกครั้งหนึ่งจนเหลือสภาพดังที่ปรากฎในปัจจุบัน คือเหลือเฉพาะส่วนฐานปรางค์.

คติการสร้างวัดมหาธาตุเพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองและพระนคร
       คำว่า "มหาธาตุ" หมายถึง พระธาตุสำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้า คือ พระบรมสารีริกธาตุ ส่วนในความหมายของมหาธาตุหรือ "วัดมหาธาตุ" คือพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่สุดหรือสำคัญที่สุดของบ้านเมือง เมื่อมีพระธาตุศักดิ์สิทธิ์จึงสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุนั้นให้เป็นมหาธาตุประจำเมือง เป็นศูนย์กลางของเมืองและมักเรียกว่า "วัดมหาธาตุ" คติการสร้างศูนย์กลางของพระนครส่วนหนึ่งอาจอิงกับการสถาปนาศูนย์กลางจักรวาลในศาสนาฮินดู คือการจำลองเขาพระเมรุ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่สถิตของเทพเจ้าบนสวรรค์ลงมาสร้างบนโลกมนุษย์ จึงมีการสถาปนาศิวลึงค์และสร้างปราสาท โดยอาจอยู่บนยอดเขาใกล้กับเมืองหรือสร้างไว้กลางเมือง เป็นศูนย์กลางพระนครและศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักร.

       ในความเชื่อทางพุทธศาสนาส่วนหนึ่งอาจอิงกับคติของศูนย์กลางจักรวาลของศาสนาฮินดูจากเขมร แต่ปรับใช้โดยให้ความสำคัญกับมหาธาตุว่าเป็นศูนย์กลางความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์ เท่ากับเป็นศูนย์กลางจักรวาล หรือความหมายว่าที่ใดมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ที่นั้นคือศูนย์กลางจักรวาล นอกจากนี้ในสมัยอยุธยามีการอิงรูปแบบสถาปัตยกรรมและแผนผังจากวัฒนธรรมเขมร เช่น การสร้างปรางค์ที่พัฒนารูปแบบมาจากปราสาทเขมรแต่ทำหน้าที่เป็นเจดีย์บรรจุมหาธาตุ มีเจดีย์บริวารประจำมุมทั้งสี่อาจใช้ในความหมายของทวีปทั้งสี่ {ชมพูทวีป (โลกนี้) อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป} มีระเบียงคดล้อมรอบอาจหมายถึงกำแพงจักรวาล เป็นต้น จึงใช้ในความหมายของความเป็นศูนย์กลางจักรวาล.

       ส่วนชื่อ "มหาธาตุ" มักเข้าใจกันว่าวัดนั้นศักดิ์สิทธิ์ที่สุด มีมหาธาตุสำคัญที่สุด ซึ่งจะมีเฉพาะเมืองหลวงหรือเมืองลูกหลวงที่สำคัญโดยในแต่ละเมืองจะมีวัดมหาธาตุเพียงแห่งเดียว อาจมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น วัดพระศรีมหาธาตุ พระศรีรัตนมหาธาตุ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าชื่อวัดในชุดนี้น่าจะมีเจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธาน ถ้าเป็นเจดีย์ทรงอื่นมักเรียกเป็นวัดมหาธาตุ วัดพระบรมธาตุ วัดพระธาตุ ทางภาคใต้เรียกว่า วัดพระบรมธาตุ ส่วนภาคเหนือเรียกว่า วัดพระธาตุ.

       ส่วนอีกแนวความคิดหนึ่ง อาจใช้ในความหมายว่ามหาธาตุนั้น สำคัญที่สุด เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าและเจดีย์จุฬามณีซึ่งประดิษฐานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันหมายถึงศูนย์กลางจักรวาล ดังที่คนในภาคเหนือมีความเชื่อว่าวัดพระธาตุที่เป็นมหาธาตุประจำเมืองอาจมีที่มาจากเจดีย์จุฬามณี.

 

แผนผังวัดมหาธาตุ, ใช้แผนผังของ 03 หน้าที่ 135 เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาปรับปรุง


แผนผังวัด
       วัดมหาธาตุตั้งอยู่กลางพระนคร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีแผนผังที่จัดเป็นต้นแบบของผังในสมัยอยุธยาตอนต้น08. ประกอบด้วยเจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของวัด มีเจดีย์บริวารทรงปรางค์ล้อมรอบทั้งสี่มุม ที่ฐานประทักษิณรอบฐานไพทีมีเจดีย์บริวารทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยาล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง และที่มุมของลานประทักษิณมีเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่มุม ซึ่งมีทั้งเจดีย์ทรงปรางค์ ทรงปราสาทยอด และเจดีย์ทรงระฆังที่มีฐานแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปจึงมีระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ประธาน รอบระเบียงคดมีเจดีย์บริวารทรงปรางค์ล้อมรอบอีกชุดหนึ่ง ด้านหน้าของเจดีย์ประธาน (ทิศตะวันออก) เป็นวิหารหลวง ด้านหลังเป็นพระอุโบสถ โดยมีข้อสังเกต คือ ส่วนท้ายวิหารย่นเข้าไปในระเบียงคด อันเป็นลักษณะเฉพาะของแผนผังในสมัยอยุธยา.

       ส่วนนอกระเบียงคดมีเจดีย์บริวารล้อมรอบระเบียงคดเช่นเดียวกับแผนผังของวัดในสมัยอยุธยาตอนต้นทั่วไป โดยเจดีย์ประจำมุมจะมีขนาดใหญ่กว่าเจดีย์บริวารองค์อื่น ๆ ลักษณะผังแบบนี้ปรากฎมาก่อนแล้วในสมัยลพบุรี ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 คือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี และสืบทอดมายังวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยเฉพาะวัดที่มีขนาดใหญ่และใช้ปรางค์ประธานของวัด ได้แก่วัดพุทไธศวรรย์ วัดมหาธาตุ วัดพระราม และวัดราชบูรณะ ระบบผังเช่นนี้ได้นำไปใช้กับเจดีย์รูปแบบอื่นในสมัยอยุธยาตอนต้นด้วย เช่น พบในกลุ่มวัดที่ใช้เจดีย์ทรงระฆังที่มีส่วนรองรับองค์ระฆังอยู่ในผังแปดเหลี่ยม เช่น วัดอโยธยา วัดใหญ่ชัยมงคล วัดธรรมิกราช เป็นต้น.

       แต่มีข้อสังเกต คือ ระบบของเจดีย์บริวารในสมัยก่อนหน้านั้นเป็นเจดีย์แบบปีกปรางค์ คือมีปรางค์สามหลังตั้งเรียงอยู่บนฐานเดียวกัน องค์ด้านข้างมีขนาดเล็กกว่า เรียกว่า "ปีกปรางค์" แต่ที่วัดมหาธาตุใช้ระบบเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่และเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งระบบนี้คล้ายกับกลุ่มรูปแบบปราสาทห้าหลังในศิลปะเขมร เช่น ปราสาทนครวัด เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา สันนิษฐานว่าใช้ในความหมายของศูนย์กลางจักรวาล คือ ปรางค์ประธานหมายถึงเขาพระสุเมรุ เจดีย์ประจำมุมทั้งสี่คือทวีปทั้งสี่ รูปแบบของเจดีย์ประจำมุมนี้ในรุ่นหลังจะเปลี่ยนไปตามความนิยม เช่น วัดพระรามเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด วัดราชบูรณะเปลี่ยนเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม09.
ผังวัดมหาธาตุ, ที่มา: oknation.nationtv.tv, วันที่เข้าถึง 07 มกราคม 2565.


วิเคราะห์รูปแบบที่มาของแผนผัง
       ที่มาของแผนผังแบบนี้คงสืบทอดมาจากวัฒนธรรมกัมพูชาโบราณ เริ่มจากการนำปราสาทแบบกัมพูชาโบราณมาพัฒนารูปแบบและหน้าที่เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ส่วนที่สืบทอดมาคือการมีระเบียงคดล้อมรอบแบบวัฒนธรรมกัมพูชาโบราณ แต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมคือ มีวิหารหลวงและพระอุโบสถเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งในวัฒนธรรมกัมพูชาไม่มี และด้วยหน้าที่การใช้งานจึงได้ก่อท้ายวิหารอื่นเข้าไปในระเบียงคดเพื่อความสะดวกในการทำพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อผู้มาทำพิธีในพระวิหารเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินออกทางประตูด้านหลังพระวิหารผ่านเข้าสู่ลานประทักษิณเพื่อทำพิธีกรรมในส่วนของพระเจดีย์09. เช่น การบูชาและการเดินประทักษิณรอบพระเจดีย์ นอกจากนี้การมีปีกปรางค์เป็นปรางค์ประธานสามหลัง หรือต่อมาพัฒนาเพิ่มเติมเป็นเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่ น่าจะสืบทอดมาจากวัฒนธรรมกัมพูชาโบราณเช่นเดียวกัน.

ปรางค์ประธาน
       ปรางค์ประธานอยู่ในสภาพพังทลาย เหลือส่วนฐานที่เป็นฐานบัวลูกฟักซ้อนกัน 3 ชั้นขึ้นไปถึงส่วนเรือนธาตุซึ่งเหลือเฉพาะส่วนล่างแสดงให้เห็นการก่อซ้อนกัน 2 ชั้น คือฐานชั้นในที่ก่อด้วยศิลาแลง มีเครื่องตกแต่งเช่นกรอบประตูเป็นหินทราย และมีส่วนที่ก่อพอกทับด้วยอิฐ โดยก่อล้อรูปแบบเดียวกันเพื่อขยายส่วนฐานให้กว้างใหญ่กว่าเดิม ส่วนที่ก่อเพิ่มเติมด้วยอิฐน่าจะทำในคราวบูรณะครั้งใหญ่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองตามประวัติ จึงต้องขยายฐานให้กว้างขึ้นเพื่อรับน้ำหนัก ดังในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าก่อให้สูงกว่าเดิมอีกราว 11 เมตร โดยส่วนที่ก่อเพิ่มด้วยอิฐนี้มีการปรับให้เป็นแบบจัตุรมุขด้วย.

       ส่วนที่แสดงให้เห็นว่าปรางค์ประธานเป็นงานในสมัยอยุธยาตอนต้น คือ ฐานส่วนในที่ก่อด้วยศิลาแลงและยังมีโครงสร้างของกรอบประตูเรือนธาตุที่เป็นหินทราย น่าจะได้แบบอย่างมาจากลพบุรี เป็นชุดฐานบัวลูกฟัก กล่าวคือ ฐานบัวมีขนาดใหญ่มากและลูกฟักเต็มท้องไม้ ลักษณะใกล้เคียงกับปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี มีการใช้ระบบเพิ่มมุมและมีมุมประธานขนาดใหญ่ ส่วนเรือนธาตุก็เช่นเดียวกัน ก่อแบบเพิ่มมุมและมีมุมประธานขนาดใหญ่กว่ามุมขนาบ.

       ส่วนรูปแบบของส่วนยอดปรางค์นั้น ถ้าศึกษาจากภาพถ่ายเก่าก่อนการพังทลายในปี พ.ศ.2447 (ข้อมูลจาก 03. แต่ข้อมูลจาก 07. น่าจะพังหลังปี พ.ศ.2450) พบว่าส่วนยอดปรางค์สูงชะลูดมาก ไม่ใช่รูปแบบของปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้นที่เป็นทรงเตี้ยและป้อมดูได้จากระเบียงส่วนยอดที่เป็นเรือนชั้นซ้อนซึ่งใช้แบบ "คอดล่างผายบน" ระบบของช่องวิมาน ซุ้มวิมาน บรรพแถลง และกลีบขนุนปรางค์ทำตั้งแนบชิดกับตัวเรือนแล้ว ช่องวิมานกับบรรพแถลงกลายเป็นส่วนเดียวกันแล้ว ลักษณะนี้จะปรากฎในปรางค์ที่สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย เปรียบเทียบได้กับพระปรางค์วัดไชยวัฒนาราม ทั้งรูปแบบที่สูงชะลูดและระบบเรือนชั้นซ้อน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่ว่าส่วนยอดเดิมได้พังทลายและมีการก่อขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง.

       ดังนั้นรูปแบบดั้งเดิมเมื่อแรกสร้างของปรางค์ประธานควรเปรียบเทียบกับเจดีย์ประจำมุมทรงปรางค์ที่ยังเหลืออยู่ 1 องค์คือ องค์ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และเจดีย์บริวารรอบนอกระเบียงคดซึ่งมีองค์ที่สมบูรณ์ คือ เจดีย์หมายเลข 8 เจดีย์ทั้งสององค์นี้ยังคงมีส่วนยอดเป็นแบบอยุธยาตอนต้น คือ ทรงพุ่มเตี้ย เรือนชั้นซ้อนใช้ระบบเสาตั้งคานทับ ประดับด้วยช่องวิมาน ซุ้มวิมาน บรรพแถลง ที่ยังเป็นคนละส่วนกัน และกลีบขนุนตั้งห่างจากตัวเรือน เรือนธาตุประดับลวดลายกรวยเชิงและเฟื่องอุบะซึ่งเป็นลายแบบอยุธยาตอนต้น เพราะสมัยอยุธยาตอนปลายไม่มีการทำลวดลายแบบนี้แล้ว.

       หลักฐานสำคัญของงานศิลปกรรมที่ปรางค์ประจำมุขตะวันตกเฉียงเหนือคือในคูหาปรางค์มีงานจิตรกรรมเขียนเป็นภาพประภามณฑลและซุ้มโพธิ์พฤกษ์ของพระพุทธรูป ในส่วนของซุ้มทำเป็นซุ้มบรรพแถลงที่มีลายกระหนกซึ่งนิยมในสมัยอยุธยาตอนต้น นอกจากนี้ที่ฝาผนังเคยมีงานจิตกรรมอดีตพระพุทธเจ้า 14 พระองค์ ทั้งหมดจัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น รัชกาลขุนหลวงพะงั่ว10. ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของงานจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นที่ยังคงเหลือหลักฐานอยู่. 
.
กรุวัดมหาธาตุ, ที่มา: oknation.nationtv.tv, วันที่เข้าถึง 07 มกราคม 2565.
 
หลักฐานทางโบราณคดีสำคัญที่ค้นพบจากกรุพระปรางค์วัดมหาธาตุ
       ที่วัดมหาธาตุได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีครั้งสำคัญ คือ พบกรุอยู่ภายในเจดีย์ที่แสดงการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามรายงานของกรมศิลปากรกล่าวว่า กรุนี้เคยถูกคนร้ายลักลอบขุดเพื่อหาสมบัติ แต่จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายขุดไปไม่ถึงชั้นกรุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ กรมศิลปากรจึงทำการขุดสำรวจในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2499 ได้พบกรุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งยังอยู่ในสภาพดั้งเดิม โดยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและสิ่งของภายในอยู่ลึกจากระดับพื้นห้องคูหาขององค์ปรางค์ลงไปเบื้องล่าง และลึกลงไปใต้ดินประมาณ 20 เมตร ออกแบบเป็นห้องสี่เหลี่ยมและทำเป็นรูปกากบาทจากด้านบนถึงด้านล่าง ตรงกลางทำเป็นแท่น และใต้แท่นนี้เองที่อยู่ส่วนกลางระดับพื้น เป็นที่ตั้งของเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการเปิดหลังจากที่ถูกฝังไว้.

       เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดเป็น 8 ชั้นรวมองค์นอก ชั้นนอกเป็นหิน ลักษณะคล้ายเสาหัวเม็ดทรงสี่เหลี่ยม มีฐานบัวลูกฟัก ตัวครอบเจดีย์เป็นแท่งสี่เหลี่ยม ส่วนยอดเป็นทรงกรวยเหลี่ยมคล้ายหัวเม็ดเป็นส่วนฝาที่เปิดได้ ภายในบรรจุเจดีย์ที่ซ้อนกันอีก 7 ชั้น ทุกชั้นทำเป็นเจดีย์ทรงระฆัง โดยเรียงตามวัสดุจากองค์ชั้นนอกสุดเข้าไปถึงองค์ในสุด คือ ชั้นที่ 2 เป็นชิน11. ชั้นที่ 3 เป็นเงิน ชั้นที่ 4 เป็นนาก มียอดเป็นพลอย ชั้นที่ 5 เป็นไม้สีดำส่วนยอดหุ้มด้วยทองคำ ชั้นที่ 6 เป็นไม้สีแดงส่วนยอดหุ้มด้วยทองคำ ชั้นที่ 7 เป็นแก้ววางซ้อนกัน 3 ชั้น และชั้นที่ 8 ชั้นในสุดเป็นตลับทองคำเล็ก ๆ รูปเจดีย์ที่มีฝาเปิดได้พบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในน้ำมันจันทน์ มีสัณฐานคล้ายเกล็ดพิมเสน ขนาด 1 ใน 3 ของเมล็ดข้าว12. และพบสิ่งของบรรจุในกรุร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุเป็นจำนวนมาก ได้แก่ พระพุทธรูปและพระพิมพ์ ซึ่งมีทั้งทำด้วยสำริด ทองคำ และชิน รวมทั้งสิ่งของที่เป็นเครื่องพุทธบูชาอื่น ๆ ที่บรรจุไว้ทุกห้องกรุและแทรกอยู่ตามผนังกรุด้วย

       นอกจากนี้กรมศิลปากรได้สำรวจและขุดปรางค์ประจำมุมทั้งสี่พบว่าปรางค์ประจำมุม 3 องค์ถูกลักลอบขุดไปแล้ว เหลือเพียงปรางค์ประจำมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่คนร้ายเจาะลงไปไม่ถึงกรุ ภายในพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในลักษณะเดียวกันกัลกรุปรางค์ประธาน เป็นสถูปขนาดเล็กซ้อนกัน 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นชิน ชั้นที่ 2 เป็นทองคำ และชั้นที่ 3 เป็นตลับทองคำที่บรรจุพระธาตุขนาดประมาณครึ่งเมล็ดข้าวสาร สันนิษฐานว่าเป็นพระธาตุของพระสาวก นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปและพระพิมพ์บรรจุในกรุด้วย มีทั้งที่เป็นสำริด ทองคำ และชิน12.

       พระพุทธรูป พระพุทธรูปบุทองและดุนทองจากกรุวัดมหาธาตุ
       พบพระพุทธรูป พระพุทธรูปบุทองและดุนทองจำนวนหนึ่ง เช่น พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ซึ่งมีรูปแบบเดียวกัน จัดเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 2013. นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สอดคล้องกับที่พระราชพงศาวดารกล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในรัชกาลขุนหลวงพะงั่ว (พ.ศ.1917) และไม่พบพระพุทธรูปที่มีอายุหลังกล่าวนี้ คือแบบอู่ทองรุ่นที่ 3 (แบบอู่ทองรุ่นที่ 3 จะพบมากในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะซึ่งสร้างขึ้นหลังจากนี้)

 
เจดีย์บริวารทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา
       ในวัดมหาธาตุพบเจดีย์รูปแบบนี้ที่สร้างเป็นเจดีย์บริวารทั้งประจำมุมและประจำด้านล้อมรอบฐานเจดีย์ประธานอยุ่บนฐานไพทีเตี้ย ๆ จำนวนทั้งหมด 20 องค์ แต่ที่เหลือหลักฐานสามารถศึกษารูปแบบได้มีเพียง 3 องค์ นอกนั้นพังทลายเหลือเฉพาะส่วนฐานจากแผนผังที่เจดีย์สมมาตรกันทั้งหมด แสดงว่าเจดีย์ชุดนี้สร้างขึ้นพร้อมกันและน่าจะสร้างพร้อมกับปรางค์ประธาน13 คือสมัยอยุธยาตอนต้น.

       เจดีย์ทรงปราสาทยอด ได้แก่เจดีย์ที่มีเรือนธาตุและมีส่วนยอดเป็นเจดีย์ มีปรากฎมาก่อนแล้วในศิลปะล้านนาและสุโขทัย ในศิลปะล้านนามีแรงบันดาลใจมาจากศิลปะพุกาม ส่วนในศิลปะสุโขทัยนำแนวความคิดของศิลปะพุกามและล้านนามาผสมกับปราสาทแบบเขมรที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ดังนั้นจึงมีส่วนที่แตกต่างจากปราสาทแบบล้านนาคือมีเรือนชั้นซ้อนกันประมาณ 3-4 ชั้น ประดับบรรพแถลงและกลีบขนุนแล้วต่อยอดด้วยเจดีย์ จึงเรียกว่า "เจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย" เพราะเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นที่สุโขทัย เจดีย์รูปแบบนี้ได้ปรากฎในศิลปะอยุธยาด้วย มีรูปแบบและแนวความคิดในการสร้างแบบเดียวกัน เพียงแต่ส่วนฐานและเรือนธาตุของเจดีย์อยุธยามีลักษณะเหมือนกับปรางค์มากกว่าทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย จึงอาจเรียกเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบนี้ว่า "ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา".

 

จิตรกรรมในคูหาปรางค์ประจำมุมบนฐานไพทีด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีจิตรกรรมฝาผนังหลงเหลืออยู่ เป็นภาพเรือนแก้วอยู่ใต้ต้นโพธิ์ สื่อถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ซึ่งกล่าวว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ยังไม่เผยแพร่ศาสนาทันที แต่ทรงพิจารณาธรรมต่ออีก 7 สัปดาห์ และในสัปดาห์ที่ 4 พระอินทร์ได้เนรมิตเรือนทำด้วยแก้ว หรือ “เรือนแก้ว” ถวายแด่พระพุทธเจ้า นักวิชาการเชื่อว่า แต่เดิมคูหาปรางค์น่าจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ โดยใช้ภาพเรือนแก้วเป็นฉากหลัง เข้าใจว่าในคูหาของปรางค์มุขอื่น ๆ  เดิมคงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเช่นเดียวกัน แต่สูญหายไปพร้อมกับการพังทลายของปรางค์ คงเหลืออยู่แต่ปรางค์ของคูหานี้เท่านั้น ที่มา: oknation.nationtv.tv, วันที่เข้าถึง 07 มกราคม 2565.

ลักษณะรูปแบบ
       จัดอยู่ในกลุ่มเจดีย์ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัย-อยุธยา สมัยอยุธยาตอนต้น ได้แก่ การใช้ฐานบัวลูกฟัก 3 ชั้นในผังเพิ่มมุม และมีมุมประธานขนาดใหญ่กว่ามุมประกอบ ส่วนเรือนธาตุใช้ระบบเพิ่มมุมเช่นเดียวกัน มีส่วนที่เหมือนปรางค์และปราสาทเขมรมากคือการทำซุ้มซ้อนกัน 2 ชั้นเรียกว่า "ซุ้มลด" มีเสาซุ้มติดกัน เรือนธาตุประดับซุ้มเรือนแก้วแบบอยุธยา ส่วนยอดเป็นเรือนชั้นซ้อน มีชั้นวิมาน ที่มุมทุกมุมของแต่ละชั้นประดับกลีบขนุน ชั้นเชิงบาตรประดับประติมากรรม (ชั้นล่างสุด) เรียก "เชิงบาตรครุฑแบก" ลักษณะเดียวกับปรางค์ ที่สำคัญคือมีการประดับซุ้มบรรพแถลงไว้ตรงส่วนกลางของแต่ละเรือนชั้น เป็นซุ้มแบบเรือนแก้ว แทนตำแหน่งของช่องวิมาน ซุ้มวิมาน และบรรแถลงในปราสาทกัมพูชาโบราณและปรางค์ในสมัยอยุธยา ส่วนบนทำเป็นเจดีย์ทรงระฆังองค์ระฆังมีเอวคอดและไม่มีบัลลังก์ ส่วนยอดสุดเป็นบัวทรงคลุ่มเถาซึ่งย้อนกลับไปคล้ายกับเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอดแบบล้านนาที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกาม.

       จากรูปแบบของเจดีย์เป็นการรับอิทธิพลมาจากสุโขทัย เชื่อว่าอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อครั้งที่อยุธยาผนวกอาณาจักรสุโขทัยไว้ในอำนาจแล้ว ดังที่พบเจดีย์กลุ่มนี้ในวัดที่มีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น เช่นที่วัดมหาธาตุนี้ พบเจดีย์รูปแบบนี้สร้างเป็นเจดีย์บริวารและเจดีย์ประจำมุมของปรางค์ประธาน ซึ่งควรจะสร้างขึ้นพร้อมกับปรางค์ประธานและการสร้างวัด สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่าวัดนี้สร้างในรัชสมัยของขุนหลวงพะงั่ว หลังจากทรงไปตีอาณาจักรสุโขทัยแล้ว ช่างอาจได้แรงบันดาลใจมาจากสุโขทัย เพราะในศิลปะสุโขทัยนิยมใช้เจดีย์รูปแบบนี้เป็นเจดีย์บริวารเช่นเดียวกัน.

       งานศิลปกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยในการกำหนดอายุของเจดีย์บริวารที่วัดมหาธาตุ ได้แก่ ลักษณะขององค์ระฆังที่มีเอวคอด มีการประดับลายรัดองค์ระฆัง และมีลายดอกไม้สี่กลีบแบบเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอดในศิลปะล้านนา มีลวดลายของประภามณฑลในจระนำที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นลายคล้ายเปลวเพลิงโดยรอบองค์พระพุทธรูป เป็นลายคล้ายเปลวเพลิงโดยรอบองค์พระพุทธรูป ลวดลายดังกล่าวพบในศิลปะสุโขทัยที่ได้รับอิทธิพลมาจากลังกา เช่นที่วัดตะพังทองหลาง ที่สำคัญคือมีลวดลายแบบกัมพูชาโบราณประดับอยู่ด้วย เช่น ลายดอกสี่กลีบหรือสี่ดอก ซึ่งพบในสมัยลพบุรีและสืบทอดมาถึงสมัยอยุธยาตอนต้นเท่านั้น หลังจากสมัยนี้ไปแล้ว จะไม่พบลวดลายนี้อีกเลย14.

เจดีย์ประจำมุมบนลานประทักษิณภายในระเบียงคด
       ที่มุมทั้งสี่บริเวณลานประทักษิณมีเจดีย์ประจำมุมอีกชุดหนึ่ง โดยเจดีย์ประจำมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการซ่อมใหม่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอยที่มียอดเป็นเจดีย์เพิ่มมุม ส่วนองค์ด้านตะวันออกเฉียงใต้ที่พังทลายไปแล้วน่าจะเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ เพราะเหลือส่วนฐานบัวลูกฟักซ้อนกัน 3 ชั้นแบบปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น ส่วนเจดีย์ประจำมุมตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้เป็นเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมทั้งสององค์ เดิมเจดีย์ทั้งสี่องค์นี้น่าจะมีรูปแบบเดียวกัน เพราะอยู่ในตำแหน่งที่สมมาตรกันทั้งหมด และน่าจะเป็นเจดีย์ทรงปรางค์แบบเจดีย์ประจำมุมบนฐานไพที องค์ที่เหลือหลักฐานคือองค์ประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ในสภาพพังทลายแต่ไม่ได้ซ่อม ส่วนองค์ประจำมุมตะวันออกเฉียงเหนือเห็นชัดว่าส่วนฐานเดิมเป็นฐานบัวลูกฟัก 3 ชั้นแบบเดียวกับองค์ประจำมุมตะวันออกเฉียงใต้ และมีการซ่อมต่อยอดเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดที่มียอดเป็นเจดีย์เพิ่มมุม เรือนธาตุมีผังเพิ่มมุม และส่วนยอดเป็นเจดีย์เพิ่มมุมไม้สิบสองซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบที่นิยมในช่วงเวลานั้น คือสมัยอยุธยาตอนกลาง เพราะเจดีย์แบบเพิ่มมุมเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางแล้ว.

       ส่วนเจดีย์ประจำมุมตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ที่เป็นเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมจัดเป็นสมัยอยุธยาตอนต้นเช่นเดียวกัน แต่เป็นเจดีย์ที่นิยมอยู่ในสกุลช่างสุพรรณบุรี สรรคบุรี เริ่มนำมาใช้เป็นเจดีย์ประจำมุมของปรางค์ประธานที่วัดราชบูรณะ ดังนั้นอาจจะมีการซ่อมและพอกทับในยุคนี้.

ปรางค์บริวารรอบนอกระเบียงคด
       เจดีย์บริวารชุดนี้ทั้งหมดเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ยกเว้นเจดีย์ประจำมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทในผังแปดเหลี่ยม ซึ่งไม่พบอยู่ในสารบบของเจดีย์สมัยอยุธยา โดยเจดีย์ประจำมุมจะมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ๆ ในบรรดาเจดีย์บริวารทั้งหมดพบว่าเจดีย์หมายเลข 8 ซึ่งเป็นเจดีย์บริวารด้านทิศตะวันตก เหลือหลักฐานทางด้านรูปแบบสมบูรณ์มากที่สุด และมีลวดลายที่สามารถเป็นตัวแทนของเจดีย์องค์อื่น ๆ ได้ทั้งรูปแบบและการกำหนดอายุ.

เจดีย์หมายเลข 8 ถ่ายไว้เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2565.

เจดีย์หมายเลข 8
       เจดีย์องค์นี้มีฐานบัวลูกฟัก 3 ชั้น เรือนธาตุใช้ระบบเพิ่มมุมประธานขนาดใหญ่และตั้งฉากกับแนวระนาบมาก ส่วนยอดเป็นทรงพุ่มเรือนชั้นซ้อนทำเป็นเสาตั้งคานทับ  มีช่องวิมาน ซุ้มวิมาน บรรพแถลงชัดเจน และกลีบขนุนปรางค์ยังตั้งห่างกับตัวเรือน ที่สำคัญคือมีลวดลายปูนปั้นประดับ โดยเฉพาะลายกรวยเชิง ลายเฟื่องอุบะ ลายดอกซีกดอกซ้อน ลายกลีบบัว ลายดอกสี่กลีบ ที่เป็นระเบียบของลายในสมัยอยุธยาตอนต้นที่สืบทอดมาจากลวดลายกัมพูชาโบราณ เพราะสมัยหลังจากนี้จะไม่พบลวดลายเหล่านี้แล้ว รวมทั้งรูปแบบ เทคนิค และการปั้นที่มีปริมาตร.

       พบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการบูรณะปรางค์องค์นี้คือมีการพอกทับลวดลาย อาจเป็นการซ่อมในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เพราะยุคนี้ไม่นิยมทำลวดลายประดับปรางค์แล้วจึงฉาบปูนปิดทับ แต่ภายหลังเมื่อปูนกะเทาะจึงเห็นลวดลายภายใน ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าลวดลายเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อแรกสร้างคือในสมัยอยุธยาตอนต้น.

เจดีย์ประจำมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
       เจดีย์องค์นี้โดยตำแหน่งแล้วเป็นเจดีย์บริวารประจำมุมนอกระเบียงคด มีขนาดใหญ่กว่าเจดีย์บริวารองค์อื่น ๆ และแต่เดิมต้องเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ เพราะอีก 3 องค์ที่อยู่ในตำแหน่งเจดีย์ประจำมุมเช่นเดียวกันเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ทั้งหมด รวมทั้งเจดีย์บริวารนอกระเบียงคดทั้งหมดที่เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ด้วย แต่เจดีย์องค์นี้กลับเป็นเจดีย์รูปแบบพิเศษที่ไม่พบอยู่ในระบบของเจดีย์ในสมัยอยุธยาเลย คือ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่อยู่ในผังแปดเหลี่ยม โดยมีเรือน (ฐาน) ซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ 4 ชั้น ที่ผนังแต่ละด้านของแต่ละชั้นประดับจระนำซึ่งทุกช่องมีสถูปประดับอยู่ภายใน และที่มุมทุกมุมประดับปูนปั้นรูปเทพนม 2 กร ชั้นละ 2 องค์ซ้อนกัน ยกเว้นชั้นบนสุดประดับเทพนมองค์เดียวแต่มีสี่กร ส่วนยอดที่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทขนาดเล็ก (ที่เหลือเฉพาะส่วนเรือนธาตุ) อาจเป็นเจดีย์ทรงปรางค์หรือทรงปราสาทยอด มีเจดีย์บริวารที่เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ตั้งล้อมรอบทั้งแปดด้าน.

       เจดีย์ทรงนี้อาจมีที่มาจากเจดีย์ทรงปราสาทยอดที่ทำเรือนซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เช่น เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี ลำพูน ศิลปะหริภุญชัย แตกต่างกันที่เจดีย์องค์นี้ทำเป็นเรือนแปดเหลี่ยม ส่วนแนวความคิดเรื่องการประดับสถูปในช่องจระนำ น่าจะแทนความหมายของพระอดีตพุทธเจ้า และส่วนยอดที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจดีย์ทรงปรางค์และมีปรางค์บริวารล้อมรอบ อาจจะแทนความหมายของความเป็นศูนย์กลางจักรวาล ส่วนยอดอาจหมายถึงเจดีย์จุฬามณีที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สอดคล้องกับการมีเทพนมประดับทุกมุมและทุกชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นเทพนมสี่กรน่าจะหมายถึงพระพรหม ผู้สถิตในสวรรค์ชั้นสูง.

       ส่วนการกำหนดอายุ พบว่าเจดีย์องค์นี้ย่อมเป็นงานที่สร้างขึ้นใหม่บนตำแหน่งที่เคยเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ เจดีย์องค์เดิมคงพังทลายจึงมีการสร้างเจดีย์รูปแบบใหม่ขึ้นแทน สามารถกำหนดอายุได้จากเทพนมซึ่งมีเครื่องที่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยและล้านนา เช่น ลักษณะมงกุฎ กรองศอ ทับทรวง และการชักชายผ้า ใกล้เคียงกับเทวดาที่วัดมหาโพธาราม เชียงใหม่ และมีรูปแบบเดียวกับพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยในสมัยอยุธยาตอนกลางที่ได้รับอิทธิพลศิลปะล้านนาซึ่งรูปแบบของศิลปกรรมอยุธยาที่ได้รับอิทธิพลศิลปะล้านนาเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา.

วิหารหลวง
       วิหารหลวงตั้งอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธานตามแผนผังของวัดในสมัยอยุธยาตอนต้น มีท้ายวิหารยื่นเข้าไปในระเบียงคด เป็นอาคารขนาดใหญ่มาก แต่เนื่องจากเป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบื้อง สภาพในปัจจุบันจึงเหลือเพียงส่วนฐานอาคาร เสา และผนังบางส่วน มีร่องรอยของการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง โดยมีการต่อเติมมุขด้านหน้าหลายครั้ง หลักฐานทางศิลปกรรมที่แสดงงานก่อสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นคือ ผนังอาคารที่ยังเป็นระบบการก่ออิฐมาชนกับเสา ผนังยังไม่หนามาก ที่สำคัญคือ ยังเป็นระบบการเจาะช่องแสงและประดับลูกกรงที่เรียกว่า "ลูกมะหวดเหลี่ยม" เป็นเทคนิคที่พบในสมัยอยุธยาตอนต้นมาถึงตอนกลาง เพราะในสมัยอยุธยาตอนปลายจะก่อผนังหนาเป็นตัวรับน้ำหนักและรู้จักการเจาะช่องหน้าต่างแล้ว ส่วนเสาเป็นเสาแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่นิยมอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นเช่นเดียวกัน.

อุโบสถ
       ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของเจดีย์ประธาน ตรงข้ามกับวิหารหลวงตามระเบียบของแผนผังในสมัยอยุธยาตอนต้น อุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ด้วยเหตุที่แผนผังบังคับเป็นที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ที่จะเข้ามาทำพิธีกรรมจากทางด้านตะวันตกอันเป็นเขตสังฆาวาส.

       หลักฐานของพระอุโบสถนั้นเหลือเพียงส่วนฐาน เสา และผนังบางส่วนเช่นเดียวกับวิหาร และมีสีมาล้อมรอบทั้งแปดทิศ.

เจดีย์รายรอบนอกระเบียงคด
       รอบนอกของระเบียงคดมีสิ่งปลูกสร้างอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งเจดีย์ราย วิหารราย และวิหารขนาดเล็กที่เรียกว่า "วิหารแกลบ" พบว่ามีการสร้างเจดีย์และวิหารคู่กันอยู่ด้านหน้าเจดีย์ เช่นเจดีย์และวิหารขนาดเล็กที่สร้างด้านทิศเหนือของวัด ทั้งเจดีย์และวิหารส่วนใหญ่เป็นงานที่สร้างขึ้นสืบเนื่องเรื่อยมาทุกสมัย ที่พบมากคือสมัยอยุธยาตอนปลาย แสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่ที่สร้างวัดนี้ในสมัยอยุธยาตอนต้นก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ รวมทั้งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมมาทุกยุคทุกสมัย ตัวอย่างเจดีย์สมัยอยุธยาตอนปลาย ได้แก่

เจดีย์รายทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย
       เจดีย์ทรงเครื่องเป็นเจดีย์รายขนาดเล็กที่สร้างขึ้นนอกระเบียงคดด้านทิศเหนือ โดยอยู่นอกแนวแกนหลักของผังวัด เจดีย์ทรงเครื่องมีสายวิวัฒนาการมาจากเจดีย์เพิ่มมุมย่อมุม โดยการเพิ่มองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ บัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆังและบัวทรงคลุ่มเถา มีส่วนฐานเป็นชุดฐานสิงห์ 3 ฐานเหมือนกับเจดีย์รูปแบบอื่นในสมัยอยุธยาตอนปลาย.

       ส่วนฐาน เป็นชุดฐานสิงห์ 3 ฐานย่อมุม มุมทุกมุมมีขนาดเท่ากันมีจำนวนมุมมากขึ้น โดยมีฐานบัวลูกแก้วอกไก่หรือฐานประทักษิณที่เป็นฐานสิงห์และฐานบัวลูกแก้วอกไก่รองรับ 1 ฐาน.
       ส่วนกลาง คือส่วนองค์ระฆัง มีบัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆังแทนการทำบัวปากระฆัง อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เป็นลักษณะเฉพาะของเจดีย์ทรงเครื่อง ส่วนองค์ระฆังเป็นระฆังกลม (ในยุคนี้นิยมทำ 3 แบบ ได้แก่ องค์ระฆังย่อมุม องค์ระฆังกลม และองค์ระฆังเป็นริ้ว).
       ส่วนยอด ประกอบด้วยบัลลังก์ ก้านฉัตร บัวฝาละมี ต่อด้วยบัวทรงคลุ่มเถาโดยทำเหมือนดอกบัวต่อกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ แทนตำแหน่งของปล้องไฉน แล้วจึงต่อด้วยปลี.

       เจดีย์ทรงเครื่ององค์นี้จัดอยู่ในกลุ่มเจดีย์ที่มีทรงระฆังในผังกลม ส่วนขององค์ระฆังมีขนาดเล็กมากและตั้งสูง ลักษณะเดียวกับองค์ระฆังที่พบในสมัยอยุธยาตอนปลาย เจดีย์องค์นี้มีชั้นเขียงเหนือฐานบัวลูกแก้วสูงมาก น่าจะใช้สำหรับประดับประติมากรรมพลแบก.

พระพุทธรูปหินทรายในระเบียงคด
       แต่เดิมระเบียงคดมีพระพุทธรูปประดิษฐานโดยรอบตามคติเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า แต่ต่อมาพระพุทธรูปหินทรายเหล่านี้ชำรุดเนื่องจากทำมาจากหินหลายชิ้นที่นำมาต่อเข้าด้วยกัน ปัจจุบันเหลือสมบูรณ์ให้ศึกษารูปแบบได้เพียง 1 องค์ คือองค์ที่อยู่ในระเบียงคดด้านทิศตะวันตก โดยรูปแบบแล้วจัดเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 3 ซึ่งมีอิทธิพลศิลปะสุโขทัย พระพักตร์รูปไข่ จัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่สำคัญคือได้เห็นเทคนิคการทำพระพุทธรูปหินทรายที่นำหินมาจากเมืองลพบุรี มีสลักเป็นชิ้น ๆ และเข้าเดือย ภายหลังจึงมีการลงรักและปิดทอง.

       นอกจากนี้กรมศิลปากรได้เก็บรวบรวมชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจากวัดต่าง ๆ มาไว้ที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งส่วนองค์และส่วนเศียร แต่พระเศียรถูกลักลอบนำออกไปเป็นจำนวนมาก กรมศิลปากรจึงนำส่วนเศียรไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม ยกเว้นเศียรพระพุทธรูปเศียรหนึ่งที่ถูกรากต้นโพธิ์ปกคลุมจนหุ้มพระเศียรไว้ กรมศิลปากรจึงปล่อยไว้ตามธรรมชาติเช่นนั้นจนกลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวและกลายเป็น Unseen Thailand เศียรพระพุทธรูปเศียรนี้จัดเป็นพระพุทธรูปหินทรายในศิลปะอยุธยาตอนต้น มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 2015.



ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย:
01. หมายถึง ผู้ใช้นามว่า Tum Nakrub จากเพจ "นครประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา," ใน Facebook, วันที่เข้าถึง 24 มกราคม 2563.
02. จาก. Facebook เพจ "อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา - Ayutthaya Historical Park," เรียบเรียงโดยนายบพิตร พวงยี่โถ นักวิชาการวัฒนธรรม รวบรวมข้อมูลโดย นางสาวสุรางคณาต์ สุดชะดา นายอนุศิษย์ รามาส, วันที่เข้าถึง 6 พฤษภาคม 2564.
03. จาก.
 ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชมศิลปกรรมโบราณในอยุธยา, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, นนทบุรี, ISBN 978-616-465-046-6, ตุลาคม 2564. เป็นแกนข้อมูลหลักของบล็อกนี้ ซึ่งจะเสริมองค์ความรู้จากแหล่งอื่น ๆ อันที่อ้างอิงประกอบ. 
04. จาก. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), ในประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 3, (กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2542), หน้า 215. และ กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2534), หน้า 58.
05. จาก. กรมศิลปากร, คำให้การของกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, (พระนคร: คลังวิทยา, 2515), หน้า 444.
06. จาก. กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542), หน้า 7.
07. เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ รัชกาลที่ 5 ร.ถ ศ.5 5/20 ระบุว่า พระปรางค์องค์นี้ทลายลงมาให้เวลาห้าโมงเช้า ของวันที่ 25 พฤษภาคม ร.ศ.123 (พ.ศ.2447). แต่ในบันทึกที่ปรากฎในภาพถ่ายกล่าวว่าในปี พ.ศ.2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จพระราชพิธีที่วังหลวง กรุงศรีอยุธยา มีภาพถ่ายปรากฎพระปรางค์องค์ใหญ่ยังอยู่ปรกติดี จึงเชื่อว่าพระปรางค์น่าจะพังทลายลงหลังปี พ.ศ.2450 ในสมัยรัชกาลที่ 6.
08. จาก. สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2542), หน้า 44.
09. จาก. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, เจดีย์ในประเทศไทย: รูปแบบ พัฒนาการ และพลังศรัทธา, (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2560), หน้า 451-453, 525-526.
10. สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, หน้า 174.
11. ชิน หมายถึง 1) โลหะผสมชนิดหนึ่งประกอบด้วยตะกั่ว ดีบุก และเงิน นิยมใช้้ทำพระเครื่อง หรือ 2) ชินธาตุ หมายถึง ดีบุก.
12. กฤษณ์ อินทโกศัย, "การบูรณะวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ พ.ศ.2499," ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา, กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2556, หน้า 24-37.
13. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, พระพุทธรูปในประเทศไทย : รูปแบบ พัฒนาการ และศรัทธาของคนไทย, (กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ.2556), หน้า 369-370.
14. สันติ เล็กสุขุม, วิวัฒนาการของชั้นประดับลวดลาย และลายปูนปั้นสมัยอยุธยาตอนต้น, หน้า 78.
15. อ้างถึง 13. หน้าที่ 398.




PHOTO GALLERY
ภาพที่ 1: แผนผังวัดมหาธาตุ
ภาพที่ 2: ภาพถ่ายทางอากาศวัดมหาธาตุ
ภาพที่ 3: ภาพถ่ายเก่าพระปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนปี พ.ศ.2450 ในสมัยรัชกาลที่ 5.

 

PHOTO
GALLERY
info@huexonline.com