MENU
TH EN

นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 3

Title Thumbnail & Hero Image: ภาพเก่านครวัด จากสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพาทิศ, รวรบรวมไว้เมื่อ 30 มีนาคม 2562.
นครวัด: ยลพระบรมวิษณุโลก ก่อนสิ้นลมปราณ ตอนที่ 301, 02, 03.
First revision: Aug.06, 2020
Last change: Aug.26, 2020
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรตโดย
อภิรักษ์ กาญจนคงคา
 
 

ภาพที่ 01: ผังนครวัด (นำมาใส่หมายเลขและจุดสำคัญเพื่อใช้อธิบาย), ที่มา: en.wikipedia.org, วันที่สืบค้น 17 มิถุนายน 2561.


จุดที่ 15 
     พลับพลาที่ มุมระเบียงคดทิศใต้ปีกตะวันตก ผนังด้านในของพลับพลาสลักเป็นภาพนูนต่ำรูปบุคคลมากมาย จะขอใช้ แผนภูมิที่ 1 "มุมระเบียงคดทิศใต้ปีกตะวันตก" ต่อไปนี้เป็นหลักในอธิบายรายละเอียด

 

มุมระเบียงคดทิศใต้ปืกตะวันตก, ถ่ายไว้เมื่อ 22 ตุลาคม 2561

 
แผนภูมิที่ 1 "มุมระเบียงคดทิศใต้ปีกตะวันตก"


หมายเลข 1 บนผนังเหนือกรอบประตูด้านทิศเหนือ: มีภาพพระรามสังหารมาริศหรือม้ารีด (Maricha) ด้วยลูกศร โดยม้ารีดแปลงเป็นกวางทองหลอกล่อให้พระรามพระลักษมณ์ไล่ตาม ให้ห่างนางสีดาไว้ เพื่อให้ทศกัณฑ์ (ราวณะ) สบโอกาสสามารถลักพานางสีดากลับกรุงลงกาได้

บนผนังเหนือกรอบประตูด้านทิศเหนือ: ภาพพระรามสังหารมาริศหรือม้ารีด (Maricha) ด้วยลูกศร, ถ่ายไว้เมื่อ 10 มิถุนายน 2562

หมายเลข 2 บนผนังเหนือกรอบประตูด้านทิศตะวันตก: มีภาพพระศรีกฤษณะเมื่อครั้งเยาว์วัย ลากแท่งปูนขนาดใหญ่ด้วยเชือก ชนถอนต้นอาร์จันหรือต้นอรชุน โดยมีแม่เลี้ยงยโสดาเฝ้ามองอยู่
 

ภาพพิมพ์ด้วยเจลาตินและปูนปลาสเตอร์ พระกฤษณะถูกผูกเชือกกับเสาปูนนี้ ปัจจุบันเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Musée Guimet) ปารีส ฝรั่งเศส, ที่มา: www.art-of-the-day.info, วันที่เข้าถึง 9 สิงหาคม 2563.

หมายเลข 3 บนผนังเหนือกรอบประตูด้านทิศใต้: มีภาพพลราม (Balarama) พี่ชายพระกฤษณะสังหารอสูรประลัมพ์ หรือ ประลัมพะ (Pralamba) ซึ่งเป็นอสูรที่ปรากฎในร่างมนุษย์

หมายเลข 4 บนผนังเหนือกรอบประตูด้านทิศตะวันออก: มีภาพพระกฤษณะได้รับเครื่องบูชา ที่เดิมกำหนดไว้ว่าให้แก่พระอินทร์ อันหมายถึงพระกฤษณะมีอำนาจเหนือกว่าพระอินทร์อันเป็นเทพเวท.

จัดภาพให้เป็นขาว-ดำ, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.

ผนังด้าน A พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ
    
ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน
 
ภาพแรกด้านบน: พระกฤษณะกำลังยกเขาโควรรธนะ โดยมีพลราม (Balarama) อยู่ด้านข้าง ทั้งสองพระองค์ถือไม้ต้อนฝูงแกะ ด้านบนของเขาโควรรธนะมีฤๅษีจำศีลอยู่
 

ภาพที่สองด้านล่าง: แสดงถึงฝูงโคและมีโคบาลดูแลอยู่ ถัดลงมาชั้นล่างสุดเป็นเหล่าทหารกำลังนั่งทำความเคารพ

 
ผนังด้าน B กวนเกษียรสมุทร (รายละเอียดดูได้ใน นารายณ์อวดาร ตอนกูรมาวตาร)
    
ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน
 
ภาพด้านบน: แสดงการกวนเกษียรสมุทรโดยด้านล่างมีเต่ากูรมาวตารเป็นฐานพยุงแกนเสา (ภูเขามันทระ-Mandara) มีเหล่าทวยเทพเหาะอยู่ด้านบน เหล่าอสูรดึงพญานาควาสุกรีทางด้านหัว เหล่าเทพดึงด้านด้านหาง โดยมีพระวิษณุคอยควบคุมโดยประทับบนเสา มีภาพเทพต่าง ๆ (ผุกร่อนกระเทาะไป) มีภาพสลักเป็นวงกลมซ้ายขวาของแกนเสาภูเขามัทระเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์
 

ภาพด้านล่าง: แสดงเหล่าเทพและอสูรกำลังเฝ้าชมการกวนเกษียรสมุทร แบ่งเป็นสี่ชั้น

 
ผนังด้าน พระศิวะกับเหล่าฤๅษีในป่าสน
     
ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน
 

ภาพด้านบน: พระศิวะกับเหล่าฤๅษีในป่าสน พระศิวะกำลังถือลูกประคำ ยืนบนกรอบประตูบนยอดเขา เหนือพระศิวะมีพญาจระเข้นอนทอดอยู่ ด้านซ้ายและขวามีเหล่าสตรีกำลังปีนเขาเพื่อพบพระศิวะ ด้านล่างมีเหล่าฤๅษีกำลังบำเพ็ญตบะ
 

ภาพด้านล่างตรงกรอบเสา: เหล่าเทพธิดาสวมใส่เครื่องประดับ  พระศิวะในปางภิกษตนมูรติ (Bhikshatana Murti) กำลัง
เกี้ยวพาราสีภรรยาของฤๅษี เพื่อทดสอบความซื่อสัตย์มุ่งมั่นในการบำเพ็ญตบะของเหล่าฤๅษี

 
ผนังด้าน D ทศกัณฐ์ (ท้าวราพณ์ - Ravana) โยกเขาไกรลาส
    
ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน
 
ภาพด้านบน: ทศกัณฑ์ (ท้าวราพณ์ หรือ ราวณะ) กำลังโยกเขาไกรลาส โดยด้านบนสุดนั้นพระศิวะกำลังประทับและถูกรบกวนโดยพญามาร (ราวณะ)
 

ภาพด้านล่างตรงกรอบเสา: บรรดาเหล่าเทพและราชบริพารกำลังดูเหตุการณ์

 
ผนังด้าน E กามเทพแผลงศรไปยังพระศิวะ พระศิวะเปิดดวงตาที่สาม เปล่งแสงเผาผลาญกามเทพเหลือเพียงเถ้าธุลี {ด้วยพระศิวะโศกเศร้าเสียใจที่นางสตีสิ้นชีพ จึงปลีกวิเวกเข้าญาน ละเลยหน้าที่ของตน ทำให้โลกเสียสมดุล พระพรหมจึงบัญชาให้กามเทพแผลงศรรัก (ที่ตัวธนูทำมาจากน้ำตาลอ้อย) ให้พระศิวะและพระนางปารวตี เพื่อให้พระศิวะกลับมาทำหน้าที่สมกับความเป็นมหาเทพอีกครั้ง} ที่ทรงประทับอยู่บนเขาไกรลาส.

ภาพสลักด้านบน: ส่วนล่างของภาพแสดงถึงพระกามเทพแผลงศรที่ทำมาจากน้ำตาลอ้อยใส่พระศิวะ และนางรตีโอบอุ้มกามเทพอันเป็นสามีของนางที่กำลังจะตายไว้, ส่วนบนของภาพแสดงถึง พระศิวะประทับบนบัลลังก์ มหาเทพทรงภาวนาด้วยสายลูกประคำบนยอดเขาไกรลาส รายล้อมด้วยเสนาอำมาตย์นางกำนัลและเหล่าพราหมณ์กำลังสวดมนต์, ส่วนกลางของภาพแสดงถึง เหล่าพราหมณ์ต่างตั้งใจบำเพ็ญสวดภาวนา


ภาพสลักตรงกรอบเสา: ชั้นบนแสดงเหล่าเทพชายหญิงกำลังรอเฝ้าพระศิวะ, ชั้นล่างสตรีและบุตรของนาง


 
ผนังด้าน F สุครีพสู้พญาพาลี และการตายของพญาพาลี
    
ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน

 
 
ภาพด้านบน: พญาพาลีกำลังต่อสู้กับสุครีพ โดยมีเหล่าพลวานรกำลังเฝ้าดูอยู่ ด้านซ้ายของภาพมีพระรามและพระลักษมณ์กำลังแผลงศรสังหารพญาพาลี ภาพด้านล่างพญาพาลีกำลังตายนอนราบกับพื้น ในอ้อมกอดและบนตักของภรรยา รายล้อมด้วยขุนและพลวานรที่กำลังร่ำไห้เสียใจ ด้านซ้ายของภาพล่าง พระราม พระลักษมณ์และสุครีพ (นั่งกับพื้น) กำลังพอใจกับผลงาน.
 

ภาพที่กรอบเสาด้านล่าง: เหล่าพลวานรกำลังร่ำไห้เศร้าเสียใจกับการตายของพญาพาลี

 
ผนังด้าน G การน้อมอัญชลีพระศิวะ
   
  ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน
 

ภาพสลักด้านบน: พระศิวะทรงประทับนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่บนภูเขา ด้านซ้ายของพระศิวะมีเหล่าเทพ สี่ตน (ไม่มีข้อมูลให้ศึกษาว่าเป็นใครบ้าง ภาพสลักผุกร่อนชำรุดมาก) โดยเทพที่อยู่ใกล้พระศิวะที่สุดกำลังกราบทูลเสนอ ด้านบนซ้ายของภาพมีฤๅษีกำลังบำเพ็ญเพียรในกุฏิ ด้านล่างขวาสุด (ซึ่งเหมือนกับที่พบภาพแกะสลักต่าง ๆ ทั่วไป) ภาพเสือไล่จับฤๅษีซึ่งไต่ปีนขึ้นบนต้นไม้
 

ภาพสลักที่กรอบเสาด้านล่าง: บรรดาเจ้าชายหรือเทพต่าง ๆ บางองค์ถือดอกบัวไว้เพื่อน้อมอัญชลีพระศิวะ
 
 
ผนังด้าน H เทศกาลน้ำที่เมืองทราวดี (Dvaravati) (นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าเป็นเทศกาลน้ำหลากเดือนสิบสองเมืองทวารกะหรือทวารกา)
     ภาพที่จะแสดงต่อไปนี้ทั้งสองภาพอยู่บนผนังเดียวกัน
 
ภาพแรกด้านบน: เป็นภาพเรือตกแต่งในเทศกาลทางน้ำกลางทะเลสาบ บนเรือกลางภาพ สังเกตได้ว่ามีชายสองคนกำลังเล่นหมากรุก
 
ภาพที่สองด้านล่าง: เป็นภาพสลักนูนต่ำ ตรงกลางภาพมีบุคคลสองท่านเล่นกับเด็กอยู่ ด้านซ้ายมีภาพบุคคลคุกเข่าแสดงการต้อนรับ ขณะที่ภาพด้านซ้ายสุดเป็นรูปบุคคลกำลังเต้นรำ ด้านขวาสุดของภาพ มีกลุ่มบุคคลและเด็ก ๆ กำลังเล่นชนไก่กัน ขณะที่คนพายเรือก็ให้ความสนใจการชนไก่นี้ด้วย.

 
จุดที่ 1604.
     เป็นภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคด (Gallery) ทิศใต้ปีกตะวันตก เป็นเรื่องราวของการเคลื่อนขบวนทัพหรือราชขบวนของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 "บรมวิษณุโลก" แห่งราชวงศ์มหิธระปุระ ประกอบด้วยแม่ทัพบนช้าง 20 กองทัพ ขบวนแห่งพระเพลิง และทัพม้านำ รวม 22 กลุ่มภาพ ซึ่งชื่อนามและความหมายที่จารึกไว้ในแต่ละกลุ่มภาพนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเหล่าความเป็น "วฺร กมฺเตง อัญ" พระญาติวงศ์ ผู้ภักดี และพระนามของผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่ภายในจักรวรรดิกัมพุชะเทศะอันรุ่งเรือง ในยุคสมัยของพระองค์เท่านั้น.
     ผมใช้ข้อมูลอ้างอิงหลาย ๆ แหล่ง จะใช้ความรอบรู้ของผู้ใช้นามว่า EJeab Academies04 เป็นหลัก และสอดแทรกความรู้จากแหล่งอื่น ๆ เพิ่มเติม เป็นตัวอักษรเอียงสีน้ำเงิน

 

แผนภูมิที่ 2 "ราชขบวนของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2"

นำมหากองทัพ เสด็จสู่สวรรค์ "ไวกูณฐ์"

ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคด (Gallery) ทิศใต้ปีกตะวันตก (ยาวประมาณ 100 เมตร) ภาพสลักนูนต่ำ (the bas-relief)     

พระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 05" แห่งราชวงศ์มหิธระปุระ (สวรรคตในปี พ.ศ.1688 หรือ พ.ศ.1693???) บรมวิษณุโลก "การนำมหากองทัพ เสด็จสู่สวรรค์ "ไวกูณฐ์" นี้ ประกอบด้วยแม่ทัพบนช้าง 20 กองทัพ (รวมทัพของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2-S และ กองทัพ สฺยำกุกฺ-G) ขบวนแห่งพระเพลิง และทัพม้านำ รวม 22 กลุ่มภาพ ซึ่งชื่อนามและความหมายที่จารึกไว้ในแต่ละกลุ่มภาพนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเหล่าความเป็น "วฺร กมฺเตง อัญ" พระญาติวงศ์ ผู้ภักดี และพระนามของผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่ภายในจักรวรรดิกัมพุชะเทศะอันรุ่งเรือง ในยุคสมัยของพระองค์เท่านั้น.

     ภาพสลักจึงไม่ใช่ภาพการเดินทัพไปรบกับอาณาจักรจัมปา หรือการแสดงแสนยานุภาพ สวนสนามใด ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงในยุคสมัยนั้น ด้วยเพราะปีกตะวันออกของระเบียงคดฝั่งทิศใต้ ได้เล่าเรื่องราวอันมีความต่อเนื่องถึงการพิพากษาตัดสินความดีงามของพระเจ้าสูริยวรมเทวะ พระมเหสี นางใน ขุนศึกและข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดในโลกแห่งความเป็นจริง (รูปขบวนเดินเท้า ช่วงเริ่มต้นภาพสลัก) ผ่านรูป "พระยมราชา-Yama" 18 กรทรงกระบือ เทพเจ้าผู้ปกปักษ์ทิศใต้ ทิศแห่งความตาย มีผู้ช่วยคือ "ธรรมบาล" และ "จิตรคุปต์" โดยผู้คนชั่วร้ายที่ถูกตัดสินความโดยเหล่าคณะยมบาล จะถูกพาไปลงทัณฑ์ในนรก 37 ขุม ตามกรรมชั่วที่ได้กระทำไว้.

     ฉะนั้น ชื่อนาม "การสลักรูปภาพมหากองทัพฝั่งซีกตะวันตก ก็คือ "ภาพมงคลเชิงสัญลักษณ์" ของเรื่องราวการส่งเสด็จสู่ "สวรรคาลัย" ในโลกความจริง ที่แสดงเป็นเรื่องราวของการเดินทัพและผู้คนเพื่อกลับไปสู่สวรรค์ ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 นั่นเอง".

   "เนะ สฺยำกุกฺ" ในกลุ่มภาพกองทัพหนึ่งที่ถกเถียงกันมายาวหลายสิบปี จึงอาจเป็นเพียงชื่อนามของ "บุคคล" หรือ "ตำแหน่ง" ที่ปกครองเมืองในจักรวรรดิของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 มากกว่าจะเป็นชื่อของชนชาติ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์หรือประเทศที่ยังไม่เคยปรากฎอย่างชัดเจนในช่วงเวลานั้น จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชาวสยามหรือคนไทย มาตั้งแต่เริ่มต้นตีความกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว เพราะเวลาเดียวกันนั้น ชื่อนาม สยาม - ไท และประเทศไทย ยังไม่เคยปรากฎในจารึกหลักอื่น ๆ ของกัมพูชาหรือที่ไหนเลย.
 
แนว A.
       โดยในแนว 10 เมตรแรก แสดงถึงพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 กำลังมีพระบัญชา และเห็นถึงภาพภายในพระราชวัง ส่วนล่างแสดงให้เห็นเหล่านางกำนัลต่าง ๆ  
แผนภูมิที่ 3 "แนว A"
 
         
ภาพ S ของแผนภูมิที่ 3 : พระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 (เหมือนกันทั้งสองภาพ ซ้าย-ขาว-ดำ ถ่ายเมื่อ 22 ตุลาคม 2561, ขวา-ภาพสี ถ่ายเมื่อ 16 ตุลาคม 2560) พระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 กำลังมีพระบัญชา สังเกตเห็นได้ว่ามีเครื่องสูง ร่มฉัตรมีมาก (ยิ่งมาก หมายถึง ยิ่งสูงศักดิ์) มีบ่าวไพร่คอยพัดวี หรือพระองค์เป็นองค์อวตารแห่งพระมหาวิษณุเทพ ฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือหางแส้ พระหัตถ์ซ้ายถือด้ามจับที่แยกออกจากกัน ประทับนั่งบนนาคะบัลลังก์ที่แวดล้อมด้วย "ฉัตรสัปทน" 14 คัน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ "แส้จามร" สี่ด้าม "เครื่องพัดโบก" ห้าด้าม และ "พัดวาลวิชนีหางนกยูง" หนึ่งคู่ (อ้างถึง แผนภูมิที่ 3: หมายเลข 2, 3, และ 4) ในท่ามกลางหมู่ข้าราชบริพารนางในแห่งราชสำนัก พราหมณ์บัณฑิตผู้ทรงเกียรติ แม่ทัพ ขุนพล นายกอง ทหาร และผู้คน [จารึกที่อยู่ส่วนล่างของภาพอาจกำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ภายหลังพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 สวรรคตในปี พ.ศ.1688 หรือ พ.ศ.1693 จากด้าน:ซ้ายไปขวา ส่วนแรกเป็นฉาก "ศักดิ์สิทธิ์" ของ "สมดจ วรปาท กมรเตง อัญ ปรมวิษณุโลก" ขณะประทับบนภูเขาศิวบาท เพื่อรับถวายสักการะจากเหล่าทหารทั้งปวง (หรือขณะที่พระองค์พระราชทานพร (ด้วยอำนาจพระศิวะ) แด่เหล่าทหาร ] 

     ...ในความหมายของภาพสลักอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทรงกำลังได้รับการสรรเสริญสักการะจากเหล่าทวยราษฎร์ ผู้ภักดีของพระองค์ เพื่อส่งเสด็จในครั้งสุดท้าย
     ...เหมือนภาพสลักจะเล่าว่า ...ทรงมีพระราชโองการแก่ "วฺระ กมฺรเตง อัญ ศรีวีรสิงหวรรมม" มหาเสนาบดีผู้รับสนองพระราชโองการ "วฺระ กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ - กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย" เสนาบดีซ้าย ขวา และ "วฺระ กมฺรเตง อัญ คุณโทษ ต ปฺวฺน" ผู้พิพากษาความเป็นคุณ (ดี) และความเป็นโทษ (ร้าย) ทั้งสี่.
     ..."เจ้า...จงจัดเคลื่อนมหากองทัพอันเกรียงไกร ผู้ภักดีแก่เราทั้งหลาย เคลื่อนขบวนไปสู่โลกของความเป็นนิรันดร์แห่งพระวิษณุเจ้า ร่วมไปด้วยกัน...กับเราเถิด"
     ...มหากองทัพ (ในความจริง) ของมหาจักรวรรดิ จึงเริ่มต้นจัดขบวนทัพขึ้นเพื่อร่วมกลับสู่สวรรค์ (ในความเชื่อ) ไม่ใช่การจัดกองทัพจริง...!!!     

     ภาพสลักเริ่มแรกของการส่งเสด็จพระสูริยวรมเทวะสู่สวรรคาลัย ทางฝั่งซ้ายสุด เป็นเรื่องราวสมมติของการตระเตรียมกองทัพ ผู้คนและพระเพลิง เพื่อการเดินทางไปสู่ "ไวกูณฐ์" สวรรค์แห่งพระวิษณุ ณ ยอดเขา "ศิวบาท" มหาสถานแห่งความเชื่อมโยงสู่ปรมาตมัน สรวงสวรรค์พระสุเมรุแห่งเทพตรีมูรติ "สมตจ วรปาท กมรเตง อัญ ปรมวิษณุโลก" องค์อวตารแห่งพระมหาวิษณุเทพ ฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือหางแส้ พระหัตถ์ซ้ายถือด้ามจับที่แยกออกจากกัน ประทับนั่งบนนาคะบัลลังก์ที่แวดล้อมด้วย "ฉัตรสัปทน" 14 คัน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ "แส้จามร" สี่ด้าม "เครื่องพัดโบก" ห้าด้าม และ "พัดวาลวิชนีหางนกยูง" หนึ่งคู่ ในท่ามกลางหมู่ข้าราชบริพารนางในแห่งราชสำนัก พราหมณ์บัณฑิตผู้ทรงเกียรติ แม่ทัพ ขุนพล นายกอง ทหาร และผู้คน.

 
ราชขบวนหรือกองทัพของพระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 (The royal procession)
         
ภาพจากซ้ายไปขวา:
(อ้างถึง แผนภูมิที่ 3: หมายเลข 4, และ 5) ภาพเหล่าทหารพร้อมโล่ เหล่านางกำนัล ทหารติดตาม และมีภาพสตรีสูงศักดิ์นั่งบนเสลียงที่มีหลังคา หามโดยข้าไพร่, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 
         
(อ้างถึง แผนภูมิที่ 3: หมายเลข 6, และ 7) ภาพสลักบรรดาเจ้าหญิงกำลังนั่งบนเกี้ยว ที่ประดับไว้อย่างดี หามโดยไพร่หลายคน คนหน้ากำลังตรวจสอบเครื่องประดับส่วนหน้าของเกี้ยวที่เป็นรูปนาค ด้านล่างมีคนแคระหลวง หนึ่งในข้ารับใช้เดินตามไปด้วย, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560. และภาพสลักเหล่าทหารกำลังเดินลงเพื่อร่วมราชขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.



แนว B.


แผนภูมิที่ 4 "แนว B"

     แนว B ส่วนนี้มีภาพสลักนูนต่ำ (bas-relief) ยาวมากกว่า 90 เมตร เป็นราชขบวนหรือขบวนทัพกัมพูชาโบราณ โดยมีเหล่าทหารม้าสลับกับเหล่าทหารราบ พระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 ประทับยืนบนช้างทรง และมีแม่ทัพ 19 ท่าน ในกิริยานั่งและยืนบนช้างศึกสำคัญ เคลื่อนราชขบวนเต็มอัตรา ซึ่งชื่อของแต่ละบุคคล เราสามารถรู้จักได้ เนื่องจากมีจารึกขนาดเล็กที่แกะสลักอธิบายไว้ด้านข้างของภาพ มีการระบุว่ากษัตริย์นำราชขบวนชื่อ บรมวิษณุโลก (Paramavishnuloka) ซึ่งตรงกับพระนามในการเสด็จสู่สวรรคาลัย ทรงเป็นเทพเจ้าหลังสวรรคต ซึ่งมีรายละเอียดอ้างอิงให้ศึกษาใน ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคด (Gallery) ทิศใต้ปีกตะวันออก

 ขบวนที่ 1: คือ "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีชเยนทรวรรมม" ผู้ปกครอง "ลเทา" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้าง ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทนเก้าคัน อยู่ปลายขบวน (ใกล้กับทางลงจากยอดเขาศิวบาท), ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560
 

 ขบวนที่ 2: นำโดยขุนศึก "อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน" ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม (แห่ง) โฉกวกุล" สวนเกราะหนัง ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ยืนสง่าบนสัปคัปหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเก้าคัน และธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.

     ..สำหรับชื่อนาม "กมฺร เตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม" ของกองทัพนี้เป็นชื่อนามเดียวกันกับชื่อผู้ปกครอง "ศรีวิเรนธราศรม" หรือเมืองวิมายปุระ จากจารึกกรอบวงกบประตูของปราสาทหินพิมายที่มีการบ่งบอกเวลาไว้ในช่วงยุคเดียวกัน. ขบวนทัพนี้จึงหมายถึงกองทัพจากเมืองพิมาย (โฉกวกุล - ป่าพิกุล) อย่างไม่ต้องสงสัยเลย.
 
 ขบวนที่ 3: นำโดยขุนศึก "อนัก สัญชัก กันจัสปรยัก" ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรายุทธวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือธนูและลูกศร ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัย "ครุฑพ่าห์" และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทนหกคัน พัดโบกสองผืน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 
 ขบวนที่ 4: นำโดยขุนศึก "อนัก สัญชัก มัตคนัน" (ผู้มีความโกรธในสายตา) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัย ศรีวชยา ยุทธวรรมม (แห่ง)" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคัปหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน พลเดินเท้าของกองทัพนี้สวมหมวกเทริดยอดหัวกวางทั้งหมด, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 

 ขบวนที่ 5: นำโดย "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีมหิปตินทรวรรมม" ผู้ปกครอง "จันลัตไต" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนหกคัน พัดวาลวิชนีหางปลา มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งคทาและพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 

ขบวนที่ 6: นำโดย "อนัก สัญชัก วิทยาศรม" (ผู้ให้ปัญญา) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเจ็ดคัน มีธงชัย "ครุฑพ่าห์" และพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 
 ขบวนที่ 7: (ปัจจุบันยังหาชื่อนามที่แปลแล้วไม่ได้) สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายถืออาวุธไว้ที่ไหล่ นั่งหันมาข้างหลัง สบาย ๆ บนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 13 คัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน และพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.
 
ขบวนที่ 8: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน" (ผู้ทรงปัญญา) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวิเรนทราธิปติวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเก้าคัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลมสองผืน และพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ขบวนที่ 9: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก อนักจิ" (ผู้ชำนาญการรบ) ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี นรปตีนทรวรรมม" ถือคันธนูและลูกศร ยืนบนหลังช้างดูองอาจ สง่างามบนหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนสิบคัน และเสาธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ขบวนที่ 10: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก วนิสัตร" ตำแหน่ง "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี สูราธิปวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและโล่ ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ขบวนที่ 11: มี "กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย" เสนาบดีหนึ่งในสี่ ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายและเอว ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) มือรั้งเชือกยืนบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทนสิบคัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ขบวน S: เป็นภาพสลักของ "พระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2" สวมชุดเกราะหนัง สะพายดาบไว้ด้านหลัง ประทับยืนอยู่บนสัปคับหลังช้างศึกทรงมงกุฎทอง แวดล้อมด้วยเครื่องสูงอย่าง "ฉัตรสัปทน" ถึง 15 คัน ธงยาวปลายริ้วโค้งสี่ผืน เครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่าง "แส้จามร พัดโบก พัดวาลวิชนี" พระหัตถ์ขวาจับเชือกบังคับช้าง พระหัตถ์ซ้ายถืออาวุธที่เรียกว่า "พร้าแป๊ะกั๊ก" ซึ่งเป็นอาวุธที่เหมาะกับการต่อสู้แบบประชิดตัว ใช้ในการฟันกระแทกเช่นเดียวกับดาบ ขวาน ง้าว พร้า ใบมีดทำมาจากเหล็กมีคมด้านเดียวอีกด้านเป็นสันหนา โคนส่วนที่เป็นก้านมีดเสียบทะลุด้ามเพื่อให้มีความมั่นคง ส่วนใหญ่ด้ามเป็นไม้กลึงกลมค่อนข้างยาว แต่ไม่ยาวอย่างหอกหรือทวน ส่วนที่ติดกับใบมีดโค้งเว้าขึ้น...ด้านหน้าช้างทรง เป็นยอดเสาธงชัยรูป "วิษณุครุฑพ่าห์" ในความหมายของกองทัพกษัตริย์ผู้เป็นเสมือนอวตารของพระวิษณุเฉกเช่นพระรามแห่งกรุงอโยธยา ซึ่งก็ยังใช้สืบเนื่องต่อมาในกลุ่มรัฐขอมเก่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาในคติ "รามาธิบดี" ...สำหรับกองทัพหลวงราชองครักษ์เดินเท่าด้านล่าง สวมชุดเกราะหนังถือหอกซัดและใช้เขนโล่ สวมเทริดหัวสัตว์และหัวลายนก เดินขนานกันเป็นคู่อย่างมีระเบียบ, ถ่ายไว้เมื่อ 16 ตุลาคม 2560.


ขบวนที่ 12: นำหน้าทัพหลวง มีขุนศึกที่เปรียบเสมือนองครักษ์ "อนัก สัญชัก ไตรโลกยปุระ" (ผู้มีชัยทั้งสามโลก) เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน พักโบกหนึ่งผืน และธงชัยริ้วปลายแหลมห้าผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งคทานำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.


 ขบวนที่ 13: นำโดย "วฺร กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ" เสนาบดีหนึ่งในสี่ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและสวมเขน ยืนองอาจบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 12 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งดาบฝักปลีนำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.


ขบวนที่ 14: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก อโส (ขาว) ลนิส" นามว่า "วฺร กมฺเตง อัญ ศรีราเชนทร วรรมม" สวมเกราะหนัง ถือกระบี่พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว นั่งห้อยขาขวาบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน และเสาธงยาวริ้วสามผืน มีธงชัยกระบี่ธุชร่ายรำและพลม้านำขบวน
, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.

 
 ขบวนที่ 15: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก ตรวาง สวาย" นามว่า "วฺร กมฺรเตง อัญ ปฤถวีนเรนทร" สวมเกราะหนัง ถือหอกซัดและโล่ เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว ประดับด้วยฉัตรสัปทนหกคัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน
, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.


     ขบวนที่ 16: มีขุนศึก "อนัก สัญชัก กวีศวร" (ผู้เป็นเลิศในกวี) นามว่า "วฺร กมฺรเตง อัญ มหาเสนาปติ ศรีวีเรานทรวรรมม" สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทนเจ็ดคัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากนำขบวน
, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.


ขบวนที่ 17: มี "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีสิงหวีรวรรมม" ถือหอกซัดและสวนเขน เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว อาการฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทนเจ็ดคัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.


 ขบวนที่ 18: นำทัพโดย "วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีชัยสิงหวรรมม" นำพลเมืองละโว้ (โลฺว) ถือ "ผดาก" (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยีนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 17 คัน พัดโบกหนึ่งคัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน ...จำนวนฉัตรร่มที่มีจำนวนมากของกองทัพนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองละโว้ ในฐานะที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของราชวงศ์ พระญาติพระวงศ์ผู้ปกครองดินแดนฝั่งตะวันตก อันกว้างใหญ่ไพศาล
, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.


   ทัพหน้าสุดของทั้งหมด นำโดย "อนัก ราชการยย ภาค ปมญ อเชงฺญาล" (ประเทศราช พลธนูจากเมืองเชงฺญาล) เป็นพลเดินเท้าและพลม้า ไม่มีช้างประกอบขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทนแปดคัน พัดโบกหนึ่งคัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสองผืน
, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.

อ้างถึง แผนภูมิที่  4 "แนว B"
     หมายเลข 1 ภาพด้านล่างแสดงถึงขบวนทหารม้าและทหารราบ สังเกตหมวกเหล็กที่ทหารราบสวมอยู่นั้นตกแต่งเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ (และสามารถสังเกตในภาพตอนล่างของขบวนที่ 1-3 ข้างต้นได้)

ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.

     หมายเลข 2 กลุ่มนักบวช พราหมณ์ ราชครูที่นั่งบนเสลี่ยง มีขบวนเหล่าพราหมณ์และราชโหตาจารย์ สวดมนตราฤคเวทบูชาเทพเจ้าด้านหลัง ราชโหตาจารย์นั่งบนเปลมีคานหามและหลังคา ประดับด้วยพัด 13 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลมสามผืน แวดล้อมด้วยเหล่านักบวชหรือ "บัณฑิต" มัดเกล้ามวยผมสูง.  
     หมายเลข 3 ขบวนแห่งพระเพลิง ที่จุดไฟใส่ไว้ในตะเกียงคล้ายโกศ ...ด้านหน้าเป็นขบวนอัญเชิญหอ "พระเพลิง" (วฺร เวลิง) ประดับด้วยฉัตรสัปทนสิบคัน พัดวาลวิชนีสามคัน พัดโบกสี่คัน มีธงชัยกระบี่ธุชร่ายรำนำขบวน
     หมายเลข 4 ด้านหน้าสุดเป็นซุ้มวงดนตรี นักดนตรี ขบวนนักดนตรีประโคม สังข์ แตร ฆ้องกลอง และนักแสดง ประดับธงชัยริ้วยาวปลายแหลมเจ็ดผืน. 


หมายเลข 2, 3 และ 4, ภาพจาก: EJeab Academies04.

     หมายเลข 5 จากงานศึกษาของ EFEO สำนักฝรั่งเศสปลายบูรพาทิศในคริสต์ศตวรรษที่ 20 อ้างถึงจารึกเล็ก ๆ อธิบายว่านี่คือเหล่าทหารของ สฺยำกุกฺ (Syam Kuk's soldiers) ปัจจุบันจารึกนี้ได้ถูกงัดแงะโดนทำลายไปแล้ว.
     ขบวน G ทัพนำโดย "เนะ สฺยำกุกฺ" (ผู้ปกครองกลุ่มชนผิวดำ?) ถือธนูและลูกศร ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ถักผมเป็นลอน สวมหมวกประดับดอกไม้ พลเดินเท้าถือหอกยาวเป็นแง่งแหลม สวมชุดลายดอก ประดับด้วยอุบะสร้อยระย้า. ...ที่น่าสนใจ แต่ไม่เคยมีการพูดถึงกันก็คือลวดลายของ "สัปคับ" ที่มีความแตกต่างไปจากสัปคับของฝ่ายเขมรทั้งหมด โดยทำเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย พนักของสัปคับฉลุเป็นลวดลายโค้ง คล้ายดอกไม้สี่กลีบ มีความคล้ายคลึงกับลายดอกไม้ประดับในศิลปะแบบทวารวดีของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาก.

ขบวน G หมายเลข 5 และ 6, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.

     หมายเลข 6 เหล่าทหาร สฺยำกุกฺ ดูร่าเริง ไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก (นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า ทหาร สฺยำกุกฺ ได้พบผู้คนที่มาชมราชขบวนนี้ ได้กลับมาถิ่นที่คุ้นเคย จึงแสดงอาการทักทาย)



สวรรค์และนรกภูมิ (Heavens and Hells)

ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคด (Gallery) ทิศใต้ปีกตะวันออก (ยาวประมาณ 60 เมตร) ภาพสลักนูนต่ำ (the bas-relief) 

     ถัดไปทางตะวันออกของโคปุระ ผนังระเบียงคดอีกฟากหนึ่ง ยาวประมาณ 60 เมตรและสลักเป็นเรื่องราวการตัดสินความของพระยมราชา ที่ในที่สุดของเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระเจ้าสูริยวรมเทวะที่ 2 ก็ได้รับการรับรองคุณงามความดี ให้เสด็จขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ "ไวกูณฐ์" แห่งพระวิษณุดังที่ปรากฎภาพของพระองค์ประทับในวิมาน ตรงช่องสุดท้ายทางตะวันออกสุดของผนัง พรั่งพร้อมด้วยพระมเหสี นางใน ข้าราชบริพาร ขุนทหารและผู้ภักดี ตามเสด็จขึ้นไปด้วยทั้งหมด.
     ส่วนศัตรูผู้ชั่วร้ายและผู้คิดทรยศ ล้วนแค่ถูกพิพากษาให้ถูกลงโทษทัณฑ์ ตกลงสู่นรกในขุมต่าง ๆ ในภาพสลักส่วนล่างของผนัง อย่างน่าสยดสยอง.

     และกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลกรรมที่ได้รับจากการทำความดีและชั่วเมื่อตายไปแล้ว สำหรับผู้ประพฤติแต่กรรมดี จะได้เสวยสุขราวกับเจ้าชายหรือชนชั้นสูง ท่ามกลางนางสนมกำนัลบนสวรรค์แห่งใดแห่งหนึ่งใน 37 แห่ง แต่ถ้าเป็นผู้ประพฤติชั่วจะกลายเป็นพวกอดอยากซูบผอมทรมาน และถูกโยนลงไปในนรกขุมใดขุมหนึ่งใน 32 ขุม

 
    
จุดจำแนก การขึ้นสวรรค์ หรือลงนรก แบ่งเป็นสามชั้น ชั้นบนสุดเป็นหนทางสู่สวรรค์ ชั้นกลาง มีครอบครัวและบรรดาบุตรธิดา มีข้าหลวงต้อนรับให้ขึ้นเกี้ยว ชั้นล่างหมายถึงหนทางสู่นรก อันเหยียดยาว ทุกขเวทนา, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.
 

ภาพข้างต้นแสดง: พระยมราช หรือ Yama หรือ Yamarāja เทพประจำทิศใต้ มี 18 กร ทรงกระบือเป็นพาหนะ และสามโลก ระเบียงทิศใต้ ปีกด้านตะวันออก, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.
 
ภาพพญายมกำลังพิพากษามนุษย์ถึงกรรมที่ได้กระทำมา ด้วยการยกกระบองชี้ไปยังผู้กระทำผิด ให้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ข้างพระยมคือจิตรคุปต์ เป็นนายบัญชีของพระยม, ถ่ายไว้เมื่อ 20 ตุลาคม 2561.

     ใกล้จุดศูนย์กลางของผนังคือภาพพระยายมพิพากษา องค์ประกอบภาพแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีจารึกอธิบาย 2 แห่ง
     จารึกแรกระบุว่า "หนทางไปสู่นรก" ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่อยู่ส่วนล่างอันแบ่งแยกจากภาพอีกสองส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปด้วยเส้นและแถบยาว จารึกอีกอันหนึ่งระบุว่า "หนทางทั้งสองนำไปสู่สวรรค์" คือภาพส่วนบนนั่นเอง
     อย่างไรก็ตามภาพส่วนนี้แบ่งแยกออกจากภาพส่วนกลางอย่างเด่นชัด ภาพส่วนกลางแสดงถึงราชสำนักพระยม อันตรงกับตำแหน่งของมนุษย์โลก กลางภาพคือพระยมขณะประทับนั่งท่ามมหาราชลีลาสนะบนหลังกระบือ มี 18 กร ทรงคฑาเป็นอาวุธครบกร
     พระองค์ทรงเป็นประธานในการพิพากษา มี "วร ธรรม" (พระธรรม) มีสองกรนั่งอยู่ด้านข้างเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน ร่วมกับ "วร จิตรคุปต" (พระจิตรคุปต์) หรือ นักวิชาการบางท่านอ่านจารึกที่ใต้ภาพสลักว่า "วฺระจิตฺรคุปฺต คือ พระจิตรคุปต์"  ผู้ทราบการกระทำชั่วของแต่ละคน มีการสาบแช่งและจับกุมคนชั่วเหล่านี้รวมทั้งจับโยนไปในนรกโดยบริวารพระยม
      จากตรงนี้เมื่อมองขึ้นไปด้านบน ภาพส่วนบนแตกต่างกับภาพส่วนล่างอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นภาพวิมานที่ลอยอยู่บนสวรรค์โดยมีครุฑแบกวิมานไว้ บรรดาผู้มีบุญบารมีสั่งสมไว้ต่างใช้ชีวิตอย่างสุขสบายท่ามกลางนางสนมกำนัล สวรรค์เหล่านี้สามารถสังเกตเห็นได้โดยไม่มีจารึกกำกับ
     ในทางกลับกันนรกทั้ง 32 ขุม ล้วนแต่มีจารึกระบุไว้ตามรูปแบบความชั่วที่ต้องรับกรรมในแต่ละขุม เช่น ผู้ที่ฆ่าคนตาย โจรกรรม หรือทำให้ผู้อื่นเสียหายจากการฉ้อโกง คนเหล่านี้ต้องตกนรก "กิมินิจฉย" (นรกที่เต็มไปด้วยหนอน) รวมทั้งผู้ดูหมิ่นพระเป็นเจ้าไฟศักดิ์สิทธิ์ ครู พราหมณ์ นักบวชผู้สั่งสอนธรรม นักบวชผู้บูชาพระศิวะ (อนัก ต ศิวภักติ) บิดามารดาและมิตรสหาย

     ผนังระเบียงนี้เคยพังทลายเมื่อ พ.ศ.2490 ชิ้นส่วนหินทรายเสียหายพอสมควร อองรี มาชาล และลาจิสต์ (ซึ่งสร้างเพดานขึ้นใหม่ด้วยกระเบื้องซีเมนต์ตามแบบเดิมที่เป็นแผ่นไม้สลักรูปบัวบาน)  ได้บูรณะผนังตอนนี้ขึ้นใหม่.
    

 
    

 
    


     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ อวจี สำหรับผู้มีทรัพย์สมบัติแล้วประพฤติตนทำแต่บาป
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ กริมินิจยะ สำหรับผู้ซึ่งประมาท มักง่าย หรือติเตียนเทวดา ถึงเพลิงซึ่งประเสริฐ ถึงครูอาจารย์ ถึงพวกพราหมณ์ หรือติเตียนมักง่ายพระธรรม ถึงผู้รับใช้พระอิศวร ถึงผู้ที่ควรเคารพมีบิดามารดา เป็นต้น
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ ไวตรณีทนี สำหรับผู้ซึ่งฉ้อโกงยักยอกเขา12 (หน้า 46/281)
     ต่อไปเห็นศิลาจารึกอีกหนึ่ง แต่ (ข้อความ) ตรงชื่อนรกไม่ชัดเจน แต่ข้อความว่า สำหรับผู้กล่าวคำไม่จริง หรือคนที่เป็นพยานเท็จ
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ ยุคมรรวต (ยุคมบรรพต) สำหรับคนร้ายกาจทะลึ่ง ซึ่งฆ่าฟันเขา
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ นิรุจฉวาส สำหรับคนร้ายกาจสาหัส ฆ่าฟันสิ้นทั้งหญิง ทั้งเด็กเล็ก ๆ 
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ อุจฉวาส สำหรับผู้ประพฤติเกี่ยวกับทุจริตและผู้ซึ่งกล่าวร้ายเขา และคนซึ่งบริโภคเนื้อเป็นอัปรีย์ คือ เนื้อที่ไม่ควรบริโภคตามลัทธิในศาสนาพราหมณ์
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ ทรวัตตปุ สำหรับคนซึ่งทำเกี่ยวกับความชั่วแก่ผู้อื่น และผู้ที่กำแหงเอาที่ดิน เอาบ้าน เอาที่อยู่ของผู้อื่น
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ ตัปตลากุสมฆะ สำหรับผู้ที่เผาผลาญสิ่งของของคนอื่น มีเผาบ้านเป็นต้น
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ อังถิภังคะ สำหรับผู้ที่ทำให้ของคนอื่นเสียหาย มีไร่สวนเป็นต้น
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ กรกัจเฉทะ สำหรับผู้ที่ตะกละ
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ ปูยปูรรณหรทะ สำหรับผู้ที่ลักขโมยเหล้าลักภรรยาเขา
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ อัสริกปูรรณหรทะ สำหรับผู้ที่ลักขโมยเนื้อ ขโมยภรรยาผู้อื่น และภรรยาผู้มีความรู้คือนักปราชญ์
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ เมโทหรทะ สำหรับหญิงซึ่งมีความทุจริต
     ศิลาจารึกอีกข้อความหนึ่ง ลบเลือนไม่ชัด แต่ใกล้ศิลาจารึกนี้ มีรูปคนท้องโต กำลังถูกตี
     ศิลาจารึกบอกว่า นรกชื่อ ติกสายัสกันท สำหรับผู้ขโมยข้าวเปลือก ขโมยข้าวสารเขา
     ถัดจากนั้นไป มีศิลาจารึกจำนวนมาก กล่าวถึงนรกสำหรับผู้ที่ตัดต้นไม้ คนขโมยช้าง คนที่ขโมยดอกไม้ในสวนพระอิศวร ฯลฯ หากรวมสถานนรกกับสถานสวรรค์ทั้งหมด สถานนรกมี 32 ขุน สถานสวรรค์มี 37 ชั้น
    

 
    

 
    


 
ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย
01.  จาก: ANCIENT ANGKOR: BOOKS GUIDES, Michael Freeman, Claude Jacques, River Books, Bangkok, Thailand, 2009
02.  จาก: หนังสือ "30 ปราสาทขอมในเมืองพระนคร" โดย ภภพพล จันทร์วัฒนกุล, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 2, (ปรับปรุงใหม่) ตุลาคม 2560
03.  จาก: Michael Petrotchenko, Focusing On The Angkor Temples, The Guidebook,4th Edition, 2017, Printed and Bound in Thailand, Amarin printing and Publish PCL.
04.  ปรับปรุงจากที่มา: EJeab Academies (วรณัย พงศาชลากร) ใน Facebook, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.
05.  สูรยวรรมันที่ 2 เอกสารไทยบางทีเรียกว่า สุริยวรมันที่ 2  (Suryavarman II) บ้างก็เรียก สูริยวรมเทวะที่ 2 สิ้นพระชนม์แล้วได้พระนามว่า "บรมวิษณุโลก" เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ทรงสร้างนครวัด ครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ.1113 - ถึงราว ค.ศ.1145-50, สูรยวรรมัน แปลว่า ผู้มีพระอาทิตย์เป็นเกราะ, พระนาม "บรมวิษณุโลก" นี้สื่อว่า ทรงเข้าถึงแล้วซึ่งพิภพอันยิ่งใหญ่ของพระวิษณุ คือ สรวงสวรรค์, ปรับปรุงจาก. th.wikipeida.org, วันที่สืบค้น 12 ธันวาคม 2560.
 
info@huexonline.com