MENU
TH EN

CM-001. วัดพระสิงห์

ภายในอุโบสถสองสงฆ์ วัดพระสิงห์ จ. เชียงใหม่ เมื่อ 96 ปีก่อน ภาพถ่ายปี พ.ศ. 2467
Buddha standing under arches in a monastery (wat), Chiang Mai,1924 Credit : COEDÈS George, ที่มา: Facebook ห้อง "เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น", วันที่เข้าถึง 19 มิถุนายน 2563

CM-001. วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร01
First revision: Jun.19, 2020
Last change: Apr.17, 2021
สืบค้น รวบรวม เรียบเรียง และปริวรรต โดย
อภิรักษ์ กาญจนคงคา

     วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่  เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองเก่า ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ 25-2-25 ไร่ มีถนนล้อมรอบทั้งสี่ด้าน วัดพระสิงห์ฯ เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง"

พระประธานในวิหารลายคำ รายละเอียดดูในคำอธิบาย ภาพที่ 07 (PHOTO GALLERY)

       "ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าผายู กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์มังราย (ครองราชย์ พ.ศ.1879-1898) โปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นและสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิพระเจ้าคำฟู พระราชบิดา เจดีย์สูง 23 วา เรียกชื่อว่า "วัดพระเชียง" และเนื่องจากวัดนี้อยู่ติดกับ "ตลาดลีเชียง" ของเมืองเชียงใหม่ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดว่า "วัดลีเชียงพระ"04 ดังนั้นวัดพระสิงห์จึงไม่น่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ.1878 เพราะในปีนี้พระเจ้าหรือพรญาคำฟู (พรญา เขียนแบบมอญ) ได้ย้ายราชธานีขึ้นไปครองเมืองเชียงแสนและเสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงแสนในปีเดียวกัน พระเจ้าผายู ราชโอรสขึ้นครองราชย์สืบต่อ ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิกลับมายังเมืองเชียงใหม่ และโปรดให้ก่อสถูปบรรจุไว้ที่วัดลีเชียงหรือลีเชียงพระแห่งนี้"04
       วัดลีเชียงปรากฎในหลักฐานเอกสารอีกครั้งในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา ที่กล่าวถึงท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงราย ผู้เป็นพระปิตุลาพยายามจะแย่งราชสมบัติพระเจ้าแสนเมืองมา แต่ทรงพ่ายแพ้และหนีไปประทับที่เมืองกำแพงเพชร ภายหลังได้ขึ้นมาขอคืนดีต่อพระเจ้าแสนเมืองมา พระเจ้าแสนเมืองมาทรงให้อภัยและให้กลับไปครองเมืองเชียงรายตามเดิม ในคราวที่ท้าวมหาพรหมเสด็จกลับมา ได้ทรงนำพระพุทธรูปสำคัญสององค์จากเมืองกำแพงเพชรมายังล้านนาได้แก่ พระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ โดยได้ถวายพระพุทธสิหิงค์แด่พระเจ้าแสนเมืองมา และทรงนำพระแก้วมรกตไปยังเชียงราย พระเจ้าแสนเมืองมาทรงนำพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ในมณฑปวัดลีเชียง ประชาชนทั่วไปจึงนิยมเรียกวัดนี้ว่า "วัดพระสิงห์"04 ซึ่งน่าจะหมายถึงวัดพระพุทธสิหิงค์ ตามนามของพระพุทธรูปตั้งแต่นั้นมา.
       วัดพระสิงห์จึงกลายเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกษัตริย์ล้านนาและเจ้าเมืองเชียงใหม่ (สายพรญามังราย) สืบต่อมา เช่นในสมัยพระเมืองแก้ว มีการบูรณะครั้งใหญ่และสร้างอาคารเพิ่มเติม เช่น วิหารลายคำ พระอุโบสถ เป็นต้น
       ส่วนในสมัยของเจ้าเมืองเชียงใหม่ (สายเจ้าเจ็ดตน) ได้มีการบูรณะเพิ่มเติม เช่น ในจารึกหินทรายแดงพบที่ฐานพระอุโบสถกล่าวว่า พระเจ้ากาวิละ นิมนต์พระสังฆราช วัดพระสิงห์ สร้างอุโบสถมณฑปปราสาทภายในอุโบสถ และหอธรรมขึ้นใน พ.ศ.2354 ในสมัยเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์มีการบูรณะวัดพระสิงห์ครั้งสำคัญใน พ.ศ.2406 และในสมัยของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้มีการบูรณะโดยครูบาศรีวิชัยและชาวบ้าน ร่วมกันปฏิสังขรณ์เจดีย์และวิหาร
       วัดพระสิงห์เป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ เป็นแหล่งรวบรวมงานศิลปกรรมไว้อย่างครบถ้วนทั้งงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม ตั้งแต่ยุคอาณาจักรล้านนาราชวงศ์มังราย เรื่อยมาถึงกษัตริย์เชื้อสายเจ้าเจ็ดตน จวบจนปัจจุบัน งานสถาปัตยกรรมรุ่นอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา พระพุทธสิหิงค์สกุลช่างเชียงใหม่ และพระพุทธรูปแบบสิงห์หนึ่งองค์อื่น ๆ งานสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบพื้นถิ่น ได้แก่ พระอุโบสถ วิหารลายคำ และหอไตรที่เป็นแบบอย่างงานช่างของล้านนา


ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในวัดพระสิงห์05.
01.  พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์
02.  พระเจ้าทองทิพย์
03.  พระศรีสรรเพชญ (หลวงพ่อโต)
04.  พระเจ้าทันใจ
05.  พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน)
06.  พระมหาธาตุเจดีย์ (พระธาตุหลวง)
07.  อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย
08.  กู่มณฑปปราสาท
09.  กู่อัฐิของพญาคำฟู
10.  อนุสาวรีย์พญามังราย
11.  อนุสาวรีย์พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิวมหาเถร)
12.  อนุสาวรีย์พระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวรมหาเถร)
13.  พระวิหารลายคำ
14.  พระวิหารหลวง
15.  พระอุโบสถ
16.  หอไตร (หอพระไตรปิฎก)
17.  หอจงกรมครูบาศรีวิชัย


เจดีย์ประธาน
       จากประวัติที่กล่าวว่ามีการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิของพระเจ้าคำฟู สูง 23 วา คงจะเป็นเจดีย์ประธานองค์นี้ อย่างไรก็ตามเจดีย์องค์นี้คงได้รับการบูรณะอีกหลายครั้ง จากหลักฐานและรูปแบบในปัจจุบันน่าจะเป็นการบูรณะครั้งสำคัญโดยครูบาศรีวิชัย ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25.
       รูปแบบของเจดีย์จัดอยู่ในกลุ่มเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ซึ่งตามปรกติจะมีส่วนสำคัญ 2 ส่วนได้แก่
       ส่วนที่ 1 ส่วนฐานล่างจะเป็นฐานบัว 2 ชั้นซ้อนกัน แต่ส่วนฐานล่างของเจดีย์วัดพระสิงห์จะแตกต่างจากรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาโดยทั่วไป กล่าวคือ ฐานเขียงยกสูงมาก และประดับช้างที่ทิศทั้งสี่ ส่วนนี้อาจจะเป็นงานที่ซ่อมในสมัยครูบาศรีวิชัย เพราะไม่เคยปรากฎฐานลักษณะนี้ในล้านนา ถ้าเทียบสัดส่วนจะพอดีกับฐานบัว 2 ชั้นซ้อนกัน ดังนั้นแต่เดิมน่าจะเคยเป็นฐานบัว 2 ชั้นซ้อนกันแบบเจดีย์ทรงระฆังล้านนาอย่างไม่ต้องสงสัย.
       ส่วนที่ 2 ส่วนรองรับองค์ระฆัง เป็นชุดฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย 3 ชั้นอยู่ในผังกลม สัดส่วนเหมือนกับเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาทั่วไป โดยเฉพาะความสูง แต่การประดับลูกแก้วผิดระเบียบ คือเป็นลูกแก้วสองเส้น ไม่ใช่ลูกแก้วอกไก่ และชั้นบนสุดไม่ประดับลูกแก้วอกไก่ ซึ่งไม่เคยปรากฎในเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ส่วนนี้จึงน่าจะบูรณะผิดในคราวเดียวกัน.
       อย่างไรก็ตามเพื่อพิจารณาจากรูปแบบน่าจะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาในรุ่นเดียวกับพระธาตุหริภุญชัย ประกอบกับเรื่องประวัติการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ เจดีย์องค์นี้น่าจะสร้างในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมา และเป็นวัดสำคัญกลางเมืองเชียงใหม่ ดังนั้นจึงน่าจะมีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20. 

พระพุทธสิหิงค์ ในพระวิหารลายคำ, ถ่ายไว้เมื่อ 3 เมษายน 2564

พระอุโบสถ
       พระอุโบสถหลังนี้สันนิษฐานว่าสร้างชึ้นในช่วงเวลาตามที่ระบุในจารึกหินทรายแดงซึ่งพบที่ฐานพระอุโบสถ กล่าวถึงพระเจ้ากาวิละ (เจ้าเมืองเชียงใหม่) นิมนต์พระสังฆราชวัดพระสิงห์ สร้างอุโบสถมณฑปปราสาทภายในอุโบสถ และหอธรรมเมื่อ พ.ศ.2354 แม้ว่างานสถาปัตยกรรมประเภทวิหารและอุโบสถจะมีปรากฎแล้วตั้งแต่ล้านนาระยะแรก แต่ส่วนใหญ่เป็นอาคารเครื่องไม้มุงกระเบื้อง จึงไม่เหลือหลักฐานให้ศึกษารูปแบบได้ ส่วนที่เหลืออยู่เป็นงานที่มีอายุไม่เก่าไปกว่า 100-150 ปี จึงอาจจัดเป็นงานศิลปะพื้นบ้านล้านนาที่มีลักษณะและรูปแบบเฉพาะของสกุลช่างในช่วงระยะเวลานี้.
       พระอุโบสถและวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของรูปแบบวิหารล้านนาที่มีความเรียบง่าย ได้สัดส่วน มีลักษณะโดยรวมคือ เป็นอาคารทรงเตี้ย มีหลังคาชั้นซ้อนสองหรือสามชั้น โดยรูปแบบเฉพาะของล้านนาคือ การทำลดชั้นด้านหน้า 3 ชั้น ด้านหลัง 2 ชั้น ด้านหน้าเป็นมุขยื่นออกมาเพื่อเป็นบันไดทางเข้า โครงหลังคาเป็นหน้าจั่ว มีป้านลมประดับด้วยช่อฟ้าและหางหงส์ที่ทำเป็นพญานาคและทำงอนเป็นตัวเหงา ตัวป้านลมลักษณะคล้ายกับทางภาคกลางแต่ไม่นิยมทำนาคสะดุ้ง มีการประดับตกแต่งด้วยเครื่องไม้สลักลงรักปิดทอง ได้แก่ โก่งคิ้วหรือรวงผึ้ง (ที่เป็นแผงประดับด้านหน้าระหว่างเสา) และนาคคะตัน (นาคทัณฑ์).
       สำหรับพระอุโบสถ วัดพระสิงห์ มีลักษณะพิเศษ คือ ภายในมีปราสาทที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานไว้กึ่งกลาง แตกต่างจากพระอุโบสถทั่วไปที่จะประดิษฐานไว้ที่ผนังด้านในสุด จึงมีตำนานกล่าวว่าเนื่องจากมีภิกษุและภิกษุณีที่ต้องทำสังฆกรรมร่วมกันในพระอุโบสถนี้ โดยแยกพื้นที่คนละด้าน แต่ไม่ปรากฎหลักฐานว่าในล้านนาเคยมีพระภิกษุณี ดังนั้นเรื่องเล่านี้อาจเป็นเพียงตำนานที่สร้างขึ้นในภายหลังก็ได้.





ที่มา คำศัพท์ และคำอธิบาย:
01. จาก. "คู่มือนำชมศิลปกรรมโบราณในล้านนา", ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ISBN 978-616-465-036-7, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, นนทบุรี, พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2563
02. จาก. "ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา", ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล, ISBN 978-616-7767-98-7, สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, นนทบุรี, พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2561
03. จาก. "ประวัติศาสตร์ล้านนา" โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สรัสวดี อ๋องสกุล, สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ 10 พฤศจิกายน 2557.
04. จาก. "นำชมโบราณวัตถุสถานในเมืองเชียงใหม่", ชุ่ม ณ บางช้าง, กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2516.
05. จาก. วัดพระสิงห์เชียงใหม่.com, วันที่เข้าถึง 1 เมษายน 2564.



PHOTO GALLERY
ภาพที่ 01: วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ถ่ายเมื่อปี ค.ศ.1934 (พ.ศ.2477) Image Source: DR. JOSEPH F. ROCK (Cr.777PP), ที่มา: Facebook ห้อง "คลาสสิค บุ๊คส์", วันที่เข้าถึง 7 กรกฎาคม 2563.
ภาพที่ 02: หอไตรวัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 52 ปีก่อนกลางเวียง ยังแวดล้อมไปด้วย ต้นไม้ ภาพถ่ายเมื่อพ.ศ. 2511 หอไตรวัดพระสิงห์ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ถ่ายโดย ดร.ชาร์ลส เอฟ ไคส์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับทุนฟูลไบรท์มาเป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ.2506-2511 เครดิต: ห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอชิงตัน. ดร.ชาร์ลส เอฟ ไคส์ (2506-2511) จังหวัดเชียงใหม่, ประเทศไทย 2511 ภาพจากเพจ เมืองไทยในอดีต, ที่มา: Facebook ห้อง "เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น", วันที่เข้าถึง 11 กรกฎาคม 2563.
ภาพที่ 03-06: รอยพระพุทธบาทไม้ชิ้นเอกแห่งล้านนา รอยพระพุทธบาทประดับมุกและกระจก จากพระวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เมืองเชียงใหม่
ศิลปะล้านนา อายุ ราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 โดยได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้ากาวิละ เมื่อ พ.ศ.2337 รอยพระพุทธบาทไม้ลงรัก ทาชาด ประดับมุกและกระจก ตกแต่งบริเวณขอบด้านนอกด้วยลงรักปิดทองเป็นลายพันธุ์พฤกษา ตรงกลางทำรูปธรรมจักรประดับด้วยแก้วอังวะ (กระจกจีน) ใต้นิ้วพระบาททำเป็นรูปมงคล 108 ประการ จัดตามตำแหน่งระบบภูมิจักรวาลตามแนวตั้ง ตั้งแต่โสฬสพรหมโลกชั้นสูงสุด ลดหลั่นด้วยพรหมโลกชั้นรองลงมา จนถึงเทวโลกที่ประกอบไปด้วยสวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ ฉกามาพจร ปรนิมมิตวสวดี นิมมานรดี ยามา ดุสิต ดาวดึงส์ และจาตุมหาราชิก ซึ่งแต่ละชั้นจะมีอักษรล้านนาอธิบาย ยกเว้นเมื่อกล่าวถึงพรหมชั้นที่ 16 หรือชั้นสูงสุด โดยใช้คำว่า “อกนิฏฐาพรหม” เขียนด้วยอักษรปาละของอินเดีย ตอนกลางเขียนภาพแกนจักรวาล คือ เขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยสีทันดรสมุทร เทือกเขาทั้ง 7 และมหาทวีปทั้ง 4 มีรูปพระเจ้าจักรพรรดิกับสิ่งของอันเป็นมงคลทั้งหลายประทับอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ โดยมีกำแพงจักรวาลล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง จุดเด่นของรอยพระพุทธบาท ได้แก่ รูปจักรรัตนะที่ประดับอยู่กึ่งกลางพระบาท
ข้อมูลจาก http://vrsiam.org/museums_virtu…/chiang-mai-national-museum/ ภาพชุดนี้ผู้สนับสนุนซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม ได้กรุณาสนับสนุนภาพเป็นวิทยาทานแก่แฟน ๆ ห้อง "ศฺรีทฺวารวตีศฺวร ปุณฺย" ใน Facebook ข้อมูลเพิ่มเติม https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/1764 ปัจจุบัน จัดแสดงที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่, วันที่เข้าถึง 30 กรกฎาคม 2563.
ภาพที่ 07: ภาพวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เมื่อ 98 ปีก่อน ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับ มีนาคม ปี 1922 บทความเขียนโดย ดร. โจเซฟ ร็อค เล่าเรื่องการตามหาไม้กระเบา ที่สามารถใช้รักษาโรคเรื้อนได้ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านพันธ์ุพืช ของ กระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา ท่านมาเยือนสยาม เที่ยววัดเชียงใหม่ ล่องเเม่ปิง เข้าไปพม่าเมื่อราวเก้าสิบปีก่อน ท่านได้แวะวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่ด้วย ที่น่าสนใจที่สุด คือ ท่านเล่าว่า เมื่อปี ุค.ศ.1922  (พ.ศ.2465) นั้น ท่านได้เข้าไปถ่ายภาพในวิหารลายคำ และภาพฝาผนังจิตรกรรมที่วาดโดยเจ็กเส่งนั้น ทุกด้านด้วย โดยแกะกระเบื้องมุงหลังคาบางส่วนให้มีแสงลอดเข้า หมายความว่า เรา มีฟิลม์ภาพฝาผนังที่สมบูรณ์แบบ ปรากฎอยู่ในหนังสือ เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ฉบับเดือนมีนาคม ปี ค.ศ.1922, ที่มา: Facebook ห้อง"เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น", วันที่เข้าถึง 30 กรกฎาคม 2563.

PHOTO
GALLERY
info@huexonline.com