MENU
TH EN
"ครองใจอยู่ในอุเบกขา...อุตส่าห์ในศุภกิจให้ผลิตผล...ค้ำจุนผู้อ่อนแอและอับจน...แต่ส่วนตนอย่าได้ของ้อผู้ใด"
                                                                                                   
ดอกไม้สด


1. มาร์ค ทเวน (Mark Twain)
 

มาร์ค ทเวน (Mark Twain) นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่
  • ทำงานเหมือนว่าคุณไม่ต้องการเงิน เต้นเหมือนว่าไม่มีใครมองอยู่ และรักเหมือนว่าไม่เคยเจ็บมาก่อน
  • Work like you don't need the money. Dance like no one is watching. And love like you've never been hurt.
  เครดิต: 1001 nights editions's photo, พบใน Facebook เมื่อ 4 มกราคม 2557.


2. จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw)


จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw)
  • ชีวิตไม่ใช่เกี่ยวกับการค้นหาตัวเอง แต่มันคือการสร้างตัวตนของคุณขึ้นมา.
  • Life isn't about finding yourself. Life is about creating yourself.
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 4 มกราคม 2557.


3. ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche)
 
  • มีภาพลวงตาเก่าแก่อย่างหนึ่ง ที่มันถูกเรียกว่าความดีและความชั่ว
  • There is an old illusion-it is called good and evil.
ฟรีดริช นิทเช่ (Friedrich Nietzsche)
นักปรัชญา-นักนิรุกติศาสตร์ชาวเยอรมัน
Source : Friedrich Nietzsche's Teaching: Thus Spake Zarathustra (a Book for All and None)

http://books.google.co.th/books?id=CIGCyeXwGwUC&printsec=frontcover&source=gbs_atb#v=onepage&q&f=false

 
เครดิต: วิวาทะ's photo, พบใน Facebook เมื่อ 3 มกราคม 2557.
 
4. มาร์ค ทเวน (Mark Twain)

  • ความเมตตาคือภาษาที่คนหูหนวกได้ยิน และคนตาบอดมองเห็น.
  • Kindness is the language which the deaf can hear and the blind can see.
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 29 ธันวาคม 2556.

5. เฮนรี่ มิลเลอร์ (Henry Miller)
 

เฮนรี่ มิลเลอร์ (Henry Miller)
  • The best way to get over a woman is to turn her into literature.
  • วิธีที่ดีที่สุดที่จะลืมผู้หญิง คือการเปลี่ยนเธอเป็นวรรณกรรม
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 6 มกราคม 2557.


6. ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)
 



เครดิต: ประสบความสำเร็จ, พบใน Facebook เมื่อ 14 มกราคม 2557.


7.  วิลเลี่ยม ลอยด์ การ์ริสัน (William Lloyd Garrison)
 

William Lloyd Garrison
  • ประเทศของฉันคือโลกทั้งใบ ส่วนเพื่อนร่วมชาติของฉันนั้นก็คือ ผองมวลมนุษยชาติ
  • My country is the World; my countrymen are mankind.
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 24 มกราคม 2557.


8. Harvey Firestone.
 
Harvey Firestone
 
  • You get the best out of others when you give the best of yourself.
  • คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป.
 
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2557.


9.  Epictetus
 
  • มีเพียงวิธีเดียวที่จะมีความสุขและนั่นคือการหยุดกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจเรา
  • There is only way to happiness and that is to cease worrying about things which are beyond the power of our will.
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2557.


10.  William E. Gladstone
 
  • Be happy with what you have and are, be generous with both, and you won't have to hunt for happiness.
  • จงมีความสุขกับสิ่งที่คุณมีและที่คุณเป็น โอบอุ้มและ "อยู่" กับทั้งสองสิ่ง และคุณจะไม่ตามหาความสุขใดอื่นอีก.
เครดิต: ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like History, พบใน Facebook เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2557.
 

11. โวล์แตร์ (Voltaire)
 
  • คนที่สามารถทำให้คุณเชื่อในเรื่องเหลวไหลได้ เขาก็สามารถทำให้คุณยอมรับการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนได้.
  • Those who can make you believe absurdities, can make you commit atrocities.
เครดิต: สหภาพเกลือเป็นหนอนฯ, พบใน Facebook เมื่อ 14 เมษายน 2557.
 

12. อบราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)
  • ทั้งหมดที่ผมเป็นวันนี้ได้หรือความคาดหวังผลักดันใด ๆ ล้านเป็นหนี้บุญคุณของแม่ ซึ่งเปรียบดังฑูตสวรรค์ของผม.
  • All that I am, or hope to be, I owe to my angel mother.
เครดิต" ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like history, พบใน Facebook เมื่อ 10 มกราคม 2557.

 
13.1 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
 
  • ความรู้มีขีดจำกัด, แต่จินตนาการนั้น ไร้ขีดจำกัด.
  • Knowledge is limited, Imagination encircles the world.
ที่มา: จาก Facebook, ในบล็อค "ฉันชอบประวัติศาสตร์ I like history, เมื่อ 10 เมษายน 2557.


13.2 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
  • ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา (คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้น เมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนา ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ ... ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา.
  • The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.
 

 
ที่มา: จาก Facebook, ในบล็อค "ผ่านฟ้า ชีวิตที่ดี ต้องมีคุณภาพ ไร้จุดหมาย", เมื่อ 9 เมษายน 2558.


14. วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett)
 

 
        หมัดน๊อก 35 หมัดบนสังเวียนชีวิตที่ผมชกมา 29 ปี
  1. เราเลือกหลาย ๆ อย่างในชีวิตไม่ได้ เช่น เราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกหน้าตาไม่ได้ การมานั่งคิดเรื่องที่เราแก้ไขไม่ได้ เป็นเรื่องเสียเวลา ทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็นจะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่ากว่า.
  2. อย่าเรียกร้องจากชีวิตมากเกินไป แต่ก็อย่าโอ๋ตัวเองมากจนสำออย ควรพยายามตั้งใจเข้าให้ถึงเส้นชัย แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยที่เราจะต้องเข้าถึงเส้นชัยก่อนใคร ไม่จำเป็นด้วยว่าต้องติดอันดับใด ๆ .
  3. เรื่องไม่ดี เรื่องผิดหวัง ปัญหาที่ผ่านไปแล้ว เรียนรู้จากมันแล้วก็จบ ๆ ไป เลิกคิด อย่าคิดวนไปวนมา การเอาปัญหาที่ผ่านไปแล้วมาคิดซ้ำ ๆ ก็เหมือนเราเป็นแผล แล้วเราเอามือบี้แผลเล่นซ้ำ ๆ อยู่ยังงั้น.
  4. เรื่องที่ยังไม่เกิด เราก็ไม่ควรทุกข์ การทุกข์ไปล่วงหน้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย คนเรามักทุกข์ไปก่อนเกินเหตุ แล้วต่อให้มันเกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ เราไปทุกข์ตอนนั้นก็ยังทัน ตั๋วทุกข์ไม่มีหมด มีแจกตลอดเวลา ไม่ต้องรีบไปแย่งมา.
  5. เราไม่ได้ monopoly ความทุกข์ มันไม่ใช่เรื่อง personal เราไม่ได้มีความทุกข์อยู่คนเดียว ใคร ๆ ก็มีความทุกข์กันทั้งนั้น เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ฝนไม่ได้ตกอยู่บนหัวเราคนเดียว แบบสติ๊กเกอร์ใน line ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม.
  6. การอ่านเป็นการเปิดโลกกว้าง ทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ทำให้เราสามารถเรียนรู้จากชีวิตคนอื่น โดยที่เราไม่ต้องไปเจอกับเรื่องนั้น ๆ เอง หนังสือคือแหล่งความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด คุ้มค่าที่สุด นั้งทำไรอยู่ หาหนังสือมาอ่านซิครับ.
  7.  มี Inner scorecard เป็นมาตรวัดเอง คนที่วัดตัวเองด้วย Outer scorecard หรือวัดจากความคิดของคนอื่น อยากได้รับความชื่นชมจากคนอื่น นอกจากจะต้องสร้างความสำเร็จแล้ว ยังต้องป่าวประกาศด้วย มันน่าเหนื่อย!!!.
  8. เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เรารู้ชัด ๆ ตอนนั้นไม่ได้หรอกว่า มันคือโชคดีหรือโชคร้าย เรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้ายจริง ๆ แล้วอาจจะเป็นโชคดี เรื่องที่ดูเป็นโชคดี จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นโชคร้ายก็ได้ ถ้าเราดูกันยาว ๆ หน่อย.
  9. อย่าหมกมุ่นกับเชิงปริมาณมากเกินไป เชิงคุณภาพสำคัญกว่าเยอะ มีเพื่อนกินข้าวกี่คนไม่สำคัญเท่ากับว่าเวลาเรามีปัญหา มีเพื่อนกี่คนที่ยินดีรับฟังและช่วยเหลือเรา อ่านหนังสือกี่เล่มไม่สำคัญเท่ากับว่าเราอ่านหนังสือดี ๆ ไปกี่เล่ม.
  10. เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไขว้คว้า ตอนที่เราถึงจุดหมายเป็นแค่ฉากสั้น ๆ ฉากหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ถ้าเราไม่มีความสุขระหว่างทาง เราจะเสียเวลาส่วนใหญ่ของเราไป.
  11. อย่าใช้เงินเป็นตัวตั้งมากเกินไป เพราะจริง ๆ เราไม่ได้อยากได้เงินเพราะอยากได้เงิน แต่เราอยากได้เงินเพราะคิดว่าเงินมันจะทำให้เรามีความสุข.
  12. ความฝัน ไม่ได้มีไว้ให้ฝัน แต่มีไว้ให้เราทำให้มันเป็นจริง นั่งฝันแล้วไม่ลงมือทำ มันก็คงเป็นได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ .
  13. อยากทำอะไร ทะยอยทำ อย่าบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำตอนอายุเท่านั้นเท่านี้ ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่า นาทีต่อไป เราจะยังหายใจอยู่หรือเปล่า.
  14. กราฟชีวิตคนเรามีหลายแบบ พุ่งจากล่างขึ้นบน ดิ่งจากบนลงล่าง ราบเรียบไปเรื่อย พุ่งแล้วราบเรียบ พุ่งแล้วดิ่ง สารพัดแบบ ฉะนั้น ตอนอยู่สูง อย่าผยอง ตอนตกต่ำ อย่าท้อ.
  15. ความรักที่แท้จริง คือ การให้ที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน การให้ที่หวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่ความรักที่แท้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน.
  16. การปฏิบัติกับคนอื่นแตกต่างกันตามฐานะหรือสถานะทางสังคม เป็นสิ่งไม่ควรทำ ลูกเศรษฐีที่งอมืองอเท้าไปวัน ๆ จะมีค่ามากกว่าคนกวาดขยะที่ตั้งใจทำงานได้ยังไง ไม่เข้าใจ.
  17. การปฏิบัติกับคนอื่น เป็น Butterfly effect เราโมโหใส่คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล คนที่ถูกโมโหก็อาจจะไปโมโหคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าเรายิ้มแย้มกับคนอื่น เค้าก็อาจทำแบบเดียวกันกับคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อย ๆ .
  18. อย่าไปเชื่อใครเพียงเพราะ เค้ามีสถานะเหนือกว่าหรืออายุมากกว่า เช่น ครูจะพุดถูกก็เพราะสิ่งที่ครูพูดมันถูก ไม่ใช่ถูกเพราะครูเป็นครู.
  19. การเลือกที่จะมีความสุข เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ในนาทีนี้เลย โดยที่ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ.
  20. อย่ายอมให้ใครมาทำลายความฝันหรือบั่นทอนเรา เค้าไม่รู้จักเรา เค้าไม่มีสิทธิมาพิพากษาชีวิตเรา แต่ยังไงก็ตาม เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองด้วย.
  21. การต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอดทนอดกลั้น.
  22. ก่อนจะนับถือชื่นชมใคร ดูละเอียด ๆ ซักนิด อย่าดูแต่เปลือก คนเรามักจะให้เราเห็นเฉพาะสิ่งที่เค้าอยากให้เราเห็นเท่านั้น.
  23. ควรสนับสนุนชื่นชมคนทำดี เค้าคงทำดีของเค้าแหละ แต่อย่างน้อย เค้าจะได้มีกำลังใจมากขึ้น.
  24. คุณลักษณะอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จคือการ focus อย่าทำอะไรสะเปะสะปะ เยอะแยะไปหมด แต่ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย ชีวิตคนเราต้องมีวิชาเอก.
  25. ความสำเร็จที่เกิดจากทักษะเท่านั้น ที่จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่เกิดจากโชคมันไม่ยั่งยืน เปลืองธูปด้วย เพราะต้องไหว้เจ้าเยอะ.
  26. การซื้อของ เราได้ของมาจริง แต่พอนาน ๆ ไป ค่าของมันก็จะน้อยลง เรามักเห่อแค่ตอนแรก ๆ ในทางตรงข้าม การซื้อประสบการณ์ มันจะตราตรึงในความทรงจำของเราตลอดไป.
  27. โลกเรา ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาฟรี ๆ ทุกอย่าง เราต้องเอาอะไรบางอย่างไปแลกมันมา ทั้งนั้นอย่างน้อยก็เวลาที่ใช้ไปคิดดูดี ๆ ก่อนว่า มันคุ้มมั๊ย.
  28. ความฝันของเรา ไม่จำเป็นต้องไปเหมือนความฝันของใคร คนอื่นมองไม่เห็น ช่างเค้า เราเห็นของเราก็พอ มีฝันแล้วก็ต้องพยายาม ทุ่มเททุกสิ่งให้แก่ความฝัน ซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่มองเห็น.
  29. การพยายามอย่างหนักดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดี แต่ทิศทางสำคัญที่สุด ถ้าเราวิ่งผิดทาง ยิ่งเราวิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งห่างไกลจากเป้าหมายของเรามากขึ้นเท่านั้น.
  30. ชีวิตคนเราแต่ละคน เป็นเหมือนเสื้อผ้าสั่งตัด ไม่ใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม่ชุดไหนที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ เราไม่ควรไปเปรียบเทียบชีวิตของเรากับใคร คนอื่นจะดีหรือแย่ยังไง ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลง เราจะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็เพราะน้ำมือตัวเองทั้งนั้น จะเปรียบเทียบ ก็เทียบตัวเองในวันนี้กับตัวเองเมื่อวาน ว่าเราได้พัฒนาตัวเองหรือเปล่า.
  31. ทำดีได้ดี ทำไม่ดีได้ไม่ดีหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ทำดีสบายใจ ทำไม่ดีไม่สบายใจจริงมั๊ย เค้าไม่รู้ เพราะคนทำไม่ดีก็สามารถหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองให้สบายใจได้ เอาเป็นว่า ทำดีได้ทำดี.
  32. การทำดีของคนคนนึง อาจไปกระตุ้นให้คนอื่น ๆ อีกหลายคนอยากทำดีด้วย เหมือนการโยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำ น้ำจะกระเพื่อมขยายวงออกไป.
  33. การใช้ชีวิตเป็นศิลปะ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเป๊ะ ๆ ในทุกสถานการณ์ มีความคิดที่ยืดหยุ่น ประเมินสถานการณ์ แล้วเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสม บางครั้ง น้ำขึ้นให้รีบตัก แต่อีกหลายครั้ง ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม หลายครั้ง ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่บางครั้ง เราก็ต้องรู้จักถอย.
  34. คนชอบคิดไปว่า เป็นจอมยุทธ์แต่งตัวดี ๆ มีวรยุทธ เป็นประมุขยุทธภพ ดีกว่าเป็นเสี่ยวเอ้อ ที่ต้องคอยเอาผ้าขี้ริ้วปัดโต๊ะ ใครจะรู้ เผลอ ๆ เสี่ยวเอ้ออาจมีความสุขมากกว่าประมุขยุทธภพซะอีก ไม่งั้น ทำไม ตอนจบ พระเอกชอบชวนนางเอก ถอนตัวออกจากยุทธภพแล้วไปเลี้ยงเป็ดปลูกผักตลอด.
  35. ความคิดเราเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ สิ่งที่เราคิดในวันนี้ วันหน้า เราอาจจะไม่คิดแบบนี้แล้ว อย่าไปคิดว่า แต่ละข้อข้างบนมันถูก พอใช้ชีวิตไปอีกซักพัก อาจจะคิดใหม่ว่ามันไม่ใช่แล้ว.
 
ที่มา : แปลโดย พรชัย รัตนนนทชัย, softganz.com/paper/480 (ที่มาอีกต่อหนึ่งคือ หุ้นปั่น (Hoonpunn)) ,
วันที่สืบค้น 9 เมษายน 2558.



15. ก็อตฟรายด์ ไลป์นิซ (Gottfried Leibniz)
 

(บ้างก็เรียก) กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ฟอน ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm von Leibniz) เกิดที่เมืองไลพ์ซิจ เยอรมนี
(1 กรกฎาคม ค.ศ.1646 (พ.ศ.2189) - 4 พฤศจิกายน ค.ศ.1716 (พ.ศ.2259)) เขาเป็นนักปรัชญา, นักวิทยาศาสตร์,
นักคณิตศาสตร์, นักการทูต, บรรณารักษ์ และ นักกฎหมาย ชาวเยอรมันเชื้อสายเซิร์บ เขาเป็นคนที่เริ่มใช้คำว่า "ฟังก์ชั่น"
สำหรับอธิบายปริมาณที่เกี่ยวกับเส้นโค้ง เช่น ความชันของเส้นโค้ง หรือจุดบางจุดของเส้นโค้งดังกล่าว ไลบ์นิซ และ นิวตัน
ได้รับการยกย่องร่วมกันว่าเป็นผู้ริเริ่มพัมนาแคลคูลัส โดยเฉพาะส่วนของไลบ์นิซในการพัฒนาปริพันธ์และกฎผลคูณ
สัญลักษณ์อินทิเกรท-ดิฟ (Integral - Differential Sign) กฎแคลคูลัส - Matrix, Boolean Algebra, Law of Continuity.
 
  • I do not conceive of any reality at all as without genuine unity.
  • ผมไม่เข้าใจความจริงอื่นใด นอกจากความเป็นหนึ่งเดียวที่แท้จริง.
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ "กายใจ" issue 277: 20-26 ก.ย.58 หน้า 12 คอลัมน์ Astro Celebrity โดย ชูศักดิ์ จงธนะพิพัฒน์ ,
และ  https://th.wikipedia.org/wiki/กอทท์ฟรีด_วิลเฮล์ม_ไลบ์นิซ,  วันที่สืบค้น 20 กันยายน 2558.

 
info@huexonline.com